วันที่ 28 มกราคม 2569 เวลา 14.00 น.ณ ห้องประชุม 202 ชั้น 2 อาคารกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) จัดการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (กนภ.) ครั้งที่ 1/2569 โดยมี ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปกท.ทส. รับมอบจาก รมว.ทส. เป็นประธานกรรมการ นางสาวปรียาพร สุวรรณเกษ รอง ปกท.ทส. รับมอบจาก ปกท.ทส. เป็นกรรมการและเลขานุการ และ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดี สส. ปฏิบัติหน้าที่กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ พร้อมด้วยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ รวมทั้งผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

ในการประชุม คณะกรรมการฯ ได้รับทราบผลการดำเนินงานที่ผ่านมาและพิจารณาเห็นชอบเรื่องที่สำคัญ ดังนี้
1.เห็นชอบต่อร่างรายงานการติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกจากมาตรการรายสาขา ปี พ.ศ. 2566 เพื่อใช้ประกอบการจัดทำรายงานแห่งชาติ ฉบับที่ 5 รวมกับรายงานความโปร่งใสรายสองปี ฉบับที่ 2 (Fifth National Communication and Second Biennial Transparency Report (NC5/BTR2) เสนอต่อสำนักเลขาธิการกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภายในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2569
2.เห็นชอบต่อการกำหนดชื่อกองทุน Fund for responding to Loss and Damage (FRLD)
เป็นภาษาไทย โดยใช้ชื่อว่า “กองทุนจัดการความสูญเสียและความเสียหายจากสภาพภูมิอากาศ” และการแต่งตั้ง สส.เป็น National Authority/National Focal Point ของกองทุน
3.รับทราบผลการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 30 (COP 30) สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขับเคลื่อนการดำเนินงานตามภารกิจต่อไป
4.เห็นชอบในหลักการต่อการจัดทำร่างบันทึกข้อตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งนิวซีแลนด์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เข้าสู่การพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป
5.เห็นชอบในหลักการต่อการจัดทำร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงพัฒนาเศรษฐกิจแห่งสหพันธรัฐรัสเซียว่าด้วยประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาคาร์บอนต่ำ เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เข้าสู่การพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”