สถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ณ ปัจจุบัน ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น มากกว่า 1.55 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับช่วงยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม หลายประเทศทั่วโลกกำลังได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ภูมิอากาศสุดขั้ว เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง พายุ คลื่นความร้อน ที่มีความถี่และความรุนแรงเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจ สังคม วิถีชีวิตของประชาชน ความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจถึงแนวโน้มของความเสี่ยงและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต เพื่อเตรียมความในการรับมือต่อเหตุการณ์ดังกล่าว
               ประเทศไทย โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้พัฒนาระบบฐานข้อมูลความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อระบุพื้นที่เสี่ยง ครอบคลุม 6 สาขา ได้แก่ การจัดการทรัพยากรน้ำ การเกษตรกรรมและความมั่นคงทางอาหาร การท่องเที่ยว สาธารณสุข การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ โดยใช้กรอบแนวคิดการประเมินความเสี่ยงของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ซึ่งกำหนดให้ “ความเสี่ยง” เป็นผลลัพธ์จาก 3 องค์ประกอบ (รูปที่ 1) ได้แก่
               1. ภัยอันตราย (Hazard: H) หมายถึง เหตุการณ์ หรือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ วิถีชีวิต หรือสิ่งแวดล้อม เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง พายุรุนแรง ดินถล่ม ฝนไม่ตกตามฤดูกาล เป็นต้น
               2. การเผชิญภัย (Exposure: E) หมายถึง กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น คน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ โครงสร้างพื้นฐานและกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคม เป็นต้น
               3. ความเปราะบาง (Vulnerability: V) หมายถึง แนวโน้มที่ผู้คน สิ่งมีชีวิต หรือสิ่งแวดล้อมได้รับอันตรายเนื่องจากมีความอ่อนไหวต่อภัย (Sensitivity) และขาดความสามารถในการปรับตัว (Adaptive Capacity) กับภัยอันตราย
โดยสมการพื้นฐานของการประเมินความเสี่ยง คือ
                              Risk = Hazard × Exposure × Vulnerability
               กรอบแนวคิดนี้จะช่วยให้การวิเคราะห์ความเสี่ยง สะท้อนทั้งลักษณะของภัยอันตราย กลุ่มที่ได้รับผลกระทบ ความอ่อนไหวของกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ และความสามารถในการปรับตัว ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการวางแผนการปรับตัวอย่างมีประสิทธิภาพ (รูปที่ 1. หลักการความเสี่ยงของ IPCC)
               ระบบฐานข้อมูลความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภุมิอากาศ แสดงในรูปของแผนที่ความเสี่ยง ใช้ข้อมูลภูมิอากาศจากการขยายความละเอียดเชิงพื้นที่ (downscaling) ของแบบจำลองภูมิอากาศโลกภายใต้โครงการ Coupled Model Intercomparison Project Phase 6 (CMIP6) โดยคัดเลือกแบบจำลองหลัก จำนวน 3 แบบจำลอง ได้แก่ EC-Earth3-Veg, MIROC6 และ CMCC-ESM2 มีความละเอียดเชิงพื้นที่ 25 × 25 กิโลเมตร ครอบคลุม 4 ช่วงเวลา ได้แก่ ค.ศ.2015 – 2040 ค.ศ. 2041 – 2060 ค.ศ. 2061 – 2080 และ ค.ศ. 2081 – 2100 ภายใต้ 2 ฉากทัศน์ ได้แก่ SSP2-4.5 (มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับปานกลาง) และ SSP5-8.5 5 (มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง) วิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลด้านเศรษฐกิจและสังคมที่สะท้อนถึงการเผชิญภัย ความอ่อนไหว และความสามารถในการปรับตัว นำเสนอข้อมูลความเสี่ยงจากภัย 3 ประเภท ได้แก่ อุณหภูมิสูง ฝนตกหนัก และน้ำแล้ง และแบ่งการใช้งานเป็น 4 รูปแบบ ได้แก่
               1. แผนที่ความเสี่ยงสำหรับประชาชนทั่วไป นำเสนอข้อมูลแบบสรุป กระชับ เข้าใจง่าย
               2. แผนที่ความเสี่ยงสำหรับหน่วยงานและนักวิจัย นำเสนอรายละเอียดขององค์ประกอบที่เป็นปัจจัยขับเคลื่อนความเสี่ยง
               3. การสร้างแผนที่ความเสี่ยงแบบกำหนดเอง โดยสามารถเลือกหัวข้อ การเผชิญภัย ความอ่อนไหว และความสามารถในการปรับตัว ที่สนใจได้ด้วยตนเอง
               4. ข้อมูลแนวโน้มภูมิอากาศของจังหวัด ได้แก่ อุณหภูมิสูงสุด อุณหภูมิต่ำสุด อุณหภูมิเฉลี่ย ปริมาณฝน และอุณหภูมิผิวน้ำทะเล
               ตัวอย่างการแสดงข้อมูลแผนที่ความเสี่ยง สาขาการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ (รูปที่ 2) ภายใต้ฉากทัศน์ SSP2-4.5 ช่วงเวลา ค.ศ. 2015–2040 พบว่า กรุงเทพมหานคร นครราชสีมา ขอนแก่น บุรีรัมย์ และนครศรีธรรมราช เป็นพื้นที่ที่มีระดับความเสี่ยงสูง 5 อันดับแรก สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายของเมืองขนาดใหญ่ที่มีความหนาแน่นของประชากรและกิจกรรมทางเศรษฐกิจสูง ซึ่งมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบจากภัยต่างๆ ทั้ง อุณหภูมิสูง ฝนตกหนัก และน้ำแล้ง เพิ่มขึ้น นำไปสู่การกำหนดนโยบาย แผน และมาตรการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ดังกล่าว เช่น การเพิ่มพื้นที่สีเขียว การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับน้ำท่วมและอากาศร้อน เป็นต้น (รูปที่ 2. แผนที่ความเสี่ยง สาขาการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์)
               ข้อมูลแนวโน้มภูมิอากาศของจังหวัด พัฒนาขึ้นเพื่อให้ประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่ทราบถึงแนวโน้มของภูมิอากาศในช่วง 30 ปีข้างหน้า ได้แก่ อุณหภูมิกลางวัน (Tmax) อุณหภูมิกลางคืน (Tmin) ปริมาณฝน และดัชนีปริมาณฝน (SPI) จากรูปที่ 3 แสดงตัวอย่างข้อมูลแนวโน้มอุณหภูมิกลางวันของกรุงเทพมหานคร พบว่า อุณหภูมิสูงสุดรายวันเฉลี่ย 30 ปีข้างหน้า จะเพิ่มขึ้น จาก 36.7 องศาเซลเซียส เป็น 38.9-39.3 องศาเซลเซียส จำนวนวันที่มีอากาศร้อน จะเพิ่มขึ้นจาก 56 วัน เป็น 70-74 วัน ดังนั้น กรุงเทพมหานคร ควรกำหนดมาตรการเพื่อรับมือกับแนวโน้มของอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น เช่น การเตือนภัยอากาศร้อน การดูแลสุขภาพกลุ่มเปราะบางและผู้ทำงานกลางแจ้งในช่วงฤดูร้อน การเพิ่มห้องหลบร้อน (Cooling Center) การวางผังเมืองโดยคำนึงถึงทิศทางของลม การส่งเสริมการใช้สีทาอาคารเพื่อลดความร้อน เป็นต้น (รูปที่ 3 ตัวอย่างข้อมูลแนวโน้มอุณหภูมิกลางวันของกรุงเทพมหานคร)
               ระบบฐานข้อมูลความเสี่ยงฯ เป็นเครื่องมือแสดงข้อมูลภูมิอากาศและความเสี่ยงของแต่ละจังหวัด เพื่อสนับสนุนการวางแผนเชิงนโยบาย และสื่อสารข้อมูลความเสี่ยงให้แก่ประชาชนในการเตรียมความพร้อมและปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างเหมาะสม
สามารถเข้าใช้งานระบบฐานข้อมูลความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ที่เว็บไซต์ ccic.dcce.go.th/riskarea

บทความโดย
นายธีรพงษ์ เหล่าพงศ์พิชญ์
นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการพิเศษ
กองขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (2568). รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการปรับปรุงระบบฐานข้อมูลความเสี่ยงเชิงพื้นที่จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม. ระบบฐานข้อมูลความเสี่ยงเชิงพื้นที่จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ. สืบค้นจาก ccic.dcce.go.th/riskarea