วันที่ 26 มีนาคม 2569 นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ ความร่วมมือ เรื่อง การจัดการสิ่งแวดล้อมสู่เมืองพร้อมรับปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา จังหวัดสงขลา โดยได้รับเกียรติจาก นายชูชีพ ธรรมเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ร่วมเป็นสักขีพยานและกล่าวแสดงเจตนารมณ์ความร่วมมือ พร้อมทั้งผู้ร่วมลงนามจากหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ รวมจำนวน 16 หน่วยงาน ประกอบด้วย กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จังหวัดสงขลา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา จำนวน 12 แห่ง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดสงขลา สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 16 (สงขลา) และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสงขลา ณ ห้องประชุมสันติภาพ ชั้น 7 โรงแรมลีการ์เดนส์พลาซ่า อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
               กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “เมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืน” ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มุ่งยกระดับศักยภาพเมืองในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านการพัฒนาเครื่องมือ กลไก และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อเสริมสร้างความพร้อม ลดความเสี่ยง และความสูญเสียจากผลกระทบด้านสภาพภูมิอากาศ พร้อมสร้างภูมิคุ้มกันให้สังคมไทยในระยะยาว หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญ คือ การเสริมสร้างขีดความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมเมือง ภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยได้ดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพเมืองด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ เพื่อเพิ่มพูนองค์ความรู้ และสร้างความร่วมมือระหว่างภาคีเครือข่ายทั้งในระดับพื้นที่และระดับประเทศ
               สำหรับพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา จังหวัดสงขลา มีขนาดพื้นที่ประมาณ 2,400 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุม 5 อำเภอ ถือเป็นพื้นที่สำคัญทั้งในมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังเป็นเส้นทางหลักในการรองรับและระบายน้ำจากเทือกเขาบรรทัดลงสู่ทะเลสาบสงขลา การบริหารจัดการพื้นที่ดังกล่าวให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างบูรณาการ การลงนามความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการจัดการสิ่งแวดล้อมเมือง บูรณาการการทำงานร่วมกันและเสริมสร้างศักยภาพของทุกภาคส่วนในการวางแผนและดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาเมืองที่ยั่งยืนและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
               สำหรับในการดำเนินงานภายใต้ความร่วมมือฯ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมจะร่วมกับหน่วยงานภาคีร่วมลงนาม MOU จะดำเนินการขับเคลื่อนการจัดทำแผนการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับเมืองในแต่ละพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา ทั้ง 12 แห่ง ตลอดจนกิจกรรมนำร่องในแต่ละพื้นที่รวมทั้งกำหนดแนวทางการทำงานร่วมกันในการจัดการภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตลอดพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”