กรมลดโลกร้อน ร่วมบรรยายภายในงาน Thailand’s Net Zero 2050 Direction

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Thailand’s Net Zero Direction and Policy Priorities” ภายในงาน BCCT Policy Lunch Briefing: Thailand’s Net Zero 2050 Direction ณ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ ซึ่งจัดโดยหอการค้าอังกฤษ-ไทย (BCCT) โดยมีผู้เข้าร่วมจากภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และภาครัฐ รวมจำนวน 70 คน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ด้านการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero
ในการบรรยายครั้งนี้ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช ได้เน้นย้ำว่า ทิศทางการพัฒนาในปัจจุบันจะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดสถานะทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในอีก 20–25 ปีข้างหน้า ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และกฎกติกาการค้าระหว่างประเทศ โดยได้กล่าวว่า
“Net Zero 2050 ไม่ใช่เพียงเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นยุทธศาสตร์การแข่งขันของประเทศ” ทั้งนี้ แนวโน้มของโลกกำลังเปลี่ยนผ่าน โดย “sustainability” ได้กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการค้าและการลงทุนในระดับสากล ซึ่งหากประเทศไทยไม่สามารถปรับตัวได้ อาจส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ภาครัฐจึงได้เร่งดำเนินนโยบายสำคัญอย่างต่อเนื่อง อาทิ การส่งเสริมพลังงานสะอาด การพัฒนาตลาดคาร์บอน การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ตลอดจนการเร่งผลักดัน (ร่าง) พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อยกระดับกลไกการดำเนินงานจากภาคสมัครใจสู่กรอบกฎหมายที่มีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศ เช่น ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) ภาษีคาร์บอน และกลไกทางการเงินด้านสภาพภูมิอากาศ เพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจในการปรับตัวอย่างมีประสิทธิภาพ การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม และการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”
ในการบรรยายครั้งนี้ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช ได้เน้นย้ำว่า ทิศทางการพัฒนาในปัจจุบันจะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดสถานะทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในอีก 20–25 ปีข้างหน้า ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และกฎกติกาการค้าระหว่างประเทศ โดยได้กล่าวว่า
“Net Zero 2050 ไม่ใช่เพียงเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นยุทธศาสตร์การแข่งขันของประเทศ” ทั้งนี้ แนวโน้มของโลกกำลังเปลี่ยนผ่าน โดย “sustainability” ได้กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการค้าและการลงทุนในระดับสากล ซึ่งหากประเทศไทยไม่สามารถปรับตัวได้ อาจส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ภาครัฐจึงได้เร่งดำเนินนโยบายสำคัญอย่างต่อเนื่อง อาทิ การส่งเสริมพลังงานสะอาด การพัฒนาตลาดคาร์บอน การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ตลอดจนการเร่งผลักดัน (ร่าง) พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อยกระดับกลไกการดำเนินงานจากภาคสมัครใจสู่กรอบกฎหมายที่มีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศ เช่น ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) ภาษีคาร์บอน และกลไกทางการเงินด้านสภาพภูมิอากาศ เพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจในการปรับตัวอย่างมีประสิทธิภาพ การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม และการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

