วันที่ 12 มิถุนายน 2569 นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้แทนประเทศไทย เข้าร่วมการประชุม Third working group session of the Facilitative, Multilateral Consideration of Progress (FMCP3) พร้อมด้วย นายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก นายกิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ รศ.ดร.บัณฑิต ลิ้มมีโชคชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการลดก๊าซเรือนกระจก รศ.วงกต วงศ์อภัย รองผู้อำนวยการ สอวช. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ สส. และคณะวิจัยด้านบัญชีก๊าซเรือนกระจกและลดก๊าซเรือนกระจก ม.ธรรมศาสตร์ในรูปแบบการประชุมทางไกล ณ ห้องประชุมรวงผึ้ง อาคาร สส.
               การประชุมดังกล่าว มีประเทศเข้าร่วม 37 ประเทศ จัดขึ้นในห้วงของการประชุม The 64th Sessions of the UNFCCC Subsidiary Bodies (SBI 64) ระหว่างวันที่ 8 – 18 มิถุนายน 2569 ณ เมืองบอนน์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
               นายปวิช เกศววงศ์ กล่าวถ้อยแถลงถึงความสำคัญของกระบวนการ FMCP ที่เป็นเวทีสำคัญสำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เรียนรู้ร่วมกัน และปรับปรุงคุณภาพการรายงานภายใต้ Enhanced Transparency Framework (ETF) เน้นย้ำถึงการยกระดับการรายงานข้อมูลให้มีความถูกต้อง โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ เพื่อมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ เป็นศูนย์ในปี ค.ศ. 2050 โดยได้กล่าวทิ้งท้ายว่าการสนับสนุนจากประเทศ พัฒนาแล้วด้านการเงิน เทคโนโลยี และการเสริมสร้างศักยภาพ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายของประเทศกำลังพัฒนา
               ต่อจากนั้นเป็นช่วงถาม–ตอบกับภาคีในการประชุม โดยประเทศไทยตอบข้อซักถามในประเด็นสำคัญ อาทิ การพัฒนาระบบความโปร่งใสและ MRV ภายใต้กรอบ ETF การนำข้อเสนอแนะจากการทบทวน BTR1 ไปปฏิบัติ การดำเนินงานและการกำกับดูแลตลาดคาร์บอน ความก้าวหน้าในการบรรลุเป้าหมาย NDC2.0 การใช้เทคโนโลยีลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมาย Net‑Zero ภายในปี ค.ศ. 2050 กรอบการคุ้มครองทางสังคมและสิ่งแวดล้อมสำหรับภาคป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดินความยั่งยืนของชีวมวลและเชื้อเพลิงชีวภาพ รวมถึงมาตรการลดการปล่อยก๊าซมีเทนในภาคส่วนหลักต่าง ๆ ของประเทศทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจและความเชื่อมั่นของภาคีต่อความพร้อมในการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศและการติดตามความก้าวหน้าภายใต้กรอบ ETF ของประเทศไทย

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”