ในช่วงปี 2026–2027 นักวิทยาศาสตร์และหน่วยงานด้านภูมิอากาศทั่วโลกกำลังจับตาความเป็นไปได้ของการกลับมาของ “เอลนีโญ” (El Niño) ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ส่งผลต่อสภาพอากาศในหลายภูมิภาคของโลก รวมถึงประเทศไทย

เอลนีโญคืออะไร?
               เอลนีโญเกิดจากการที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนสูงกว่าค่าปกติ ส่งผลให้รูปแบบลม ฝน และความกดอากาศเปลี่ยนแปลงไป
สำหรับประเทศไทย เอลนีโญมักทำให้
               • อากาศร้อนขึ้น
               • ฝนตกน้อยลง
               • เสี่ยงต่อภาวะขาดแคลนน้ำ
               • เพิ่มโอกาสเกิดไฟป่าและภัยแล้ง

รู้ได้อย่างไรว่าเอลนีโญรุนแรงแค่ไหน?
               นักวิทยาศาสตร์ใช้ค่าความผิดปกติของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในพื้นที่ Niño 3.4 เป็นตัวชี้วัด โดยแบ่งระดับความรุนแรง ดังนี้
               0.5–0.9°C = เอลนีโญอ่อน
               1.0–1.4°C = เอลนีโญปานกลาง
               1.5–1.9°C = เอลนีโญรุนแรง
               ≥ 2.0°C = เอลนีโญรุนแรงมาก หรือที่นิยมเรียกว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ”

ซูเปอร์เอลนีโญ คืออะไร?
               แม้จะไม่ใช่คำจำกัดความทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นทางการ แต่เป็นคำที่ใช้เรียกเหตุการณ์เอลนีโญที่มีความรุนแรงมากเป็นพิเศษ โดยอุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงกว่าค่าปกติประมาณ 2°C ขึ้นไป เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แต่เมื่อเกิดขึ้นมักส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง ทั้งภัยแล้ง คลื่นความร้อน ไฟป่า ฝนตกหนัก และน้ำท่วมในหลายพื้นที่ทั่วโลก สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและการดำรงชีวิตในหลายประเทศ

เหตุการณ์ซูเปอร์เอลนีโญที่สำคัญในอดีต ได้แก่
               • ปี 1982–1983
               • ปี 1997–1998
               • ปี 2015–2016

สถานการณ์ล่าสุด
               แบบจำลองพยากรณ์จาก NOAA, IRI และ ECMWF บ่งชี้ว่ามีแนวโน้มเกิดเอลนีโญในช่วงปี 2026–2027 และอาจพัฒนาเป็นเอลนีโญที่มีความรุนแรงได้ อย่างไรก็ตาม ระดับความรุนแรงยังมีความไม่แน่นอน และจำเป็นต้องติดตามข้อมูลพยากรณ์อย่างต่อเนื่อง

               แม้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าปี 2026–2027 จะเกิดซูเปอร์เอลนีโญหรือไม่ แต่สัญญาณจากแบบจำลองพยากรณ์ทั่วโลกบ่งชี้ว่าเอลนีโญอาจกลับมาอีกครั้ง การติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่องและการเตรียมพร้อมด้านทรัพยากรน้ำจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งอ้างอิง
1. National Oceanic and Atmospheric Administration
2. International Research Institute for Climate Society (IRI)
3. European Centre for Medium-Range Weather Forecasts
4. กรมอุตุนิยมวิทยา