การท่องเที่ยว เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย สร้างรายได้ให้กับประเทศและเป็นแหล่งรายได้หลักของชุมชนจำนวนมากทั่วประเทศ แต่ในยุคที่สภาพภูมิอากาศโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภาคการท่องเที่ยวกำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญจากปรากฏการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดถี่และรุนแรงขึ้น หนึ่งในความเสี่ยงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญคือแนวโน้มการเกิด “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) ซึ่งส่งผลให้ปริมาณฝนลดลง อุณหภูมิสูงขึ้น เกิดภาวะคลื่นความร้อน และกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งโดยตรง แม้การท่องเที่ยวอาจไม่ได้เป็นภาคส่วนแรกที่ได้รับผลกระทบเหมือนภาคเกษตรหรือทรัพยากรน้ำ แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกลับส่งต่อเป็นลูกโซ่ไปยังแหล่งท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ และชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ

เมื่อสภาพภูมิอากาศเปลี่ยน แหล่งท่องเที่ยวก็เปลี่ยนตาม
               ซูเปอร์เอลนีโญส่งผลต่อภาคการท่องเที่ยวในหลายมิติ ทั้ง ความเสี่ยงด้านน้ำในเมืองท่องเที่ยวและพื้นที่เกาะ ซึ่งต้องรองรับทั้งประชาชนและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก หากปริมาณน้ำต้นทุนลดลงอย่างต่อเนื่อง อาจกระทบต่อการให้บริการและคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ อุณหภูมิที่สูงขึ้นและคลื่นความร้อนที่เกิดบ่อยขึ้น ส่งผลต่อประสบการณ์การท่องเที่ยว โดยเฉพาะกิจกรรมกลางแจ้ง การเดินทาง และกิจกรรมเชิงธรรมชาติ อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล โดยเฉพาะปะการังฟอกขาว หญ้าทะเลเสื่อมโทรม และความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศชายฝั่ง ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญของการท่องเที่ยวไทย และสิ่งที่สำคัญคือ ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลัก หากทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรมหรือสภาพอากาศไม่เอื้อต่อการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง

จากการฟื้นฟูหลังเกิดผลกระทบ สู่การท่องเที่ยวที่ยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ
               ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนแนวคิด Climate Resilient Tourism หรือ “การท่องเที่ยวที่ยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ” เพื่อให้แหล่งท่องเที่ยวสามารถปรับตัวและดำเนินกิจกรรมได้แม้ต้องเผชิญความผันผวนของสภาพอากาศ แนวคิดดังกล่าวมุ่งเน้นการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน การลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ การวางแผนการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และการพัฒนากิจกรรมท่องเที่ยวที่ไม่พึ่งพาสภาพอากาศมากเกินไป นอกจากนี้ ยังรวมถึงการดูแลสุขภาพและความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในแหล่งท่องเที่ยว และการใช้ข้อมูลภูมิอากาศเพื่อประกอบการวางแผนในระดับพื้นที่

การดำเนินงานที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย
               การจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งดำเนินมาตรการฟื้นฟูปะการัง หญ้าทะเล และระบบนิเวศชายฝั่งในหลายพื้นที่ของประเทศ พร้อมจัดทำแผนที่ความเสี่ยงการกัดเซาะชายฝั่ง เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการยกระดับมาตรการบริหารจัดการการท่องเที่ยวทางทะเลในพื้นที่เปราะบางเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
               จังหวัดภูเก็ต ในฐานะเมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติ ได้ดำเนินมาตรการบริหารจัดการน้ำเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำของประชาชนและนักท่องเที่ยว โดยมีการวางแผนสำรองน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการแหล่งน้ำในพื้นที่
               เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ให้ความสำคัญกับการจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้ง มีการรณรงค์ใช้น้ำอย่างประหยัด และบริหารจัดการน้ำเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวในช่วงที่มีความต้องการใช้น้ำสูง
               พื้นที่ฟื้นฟูปะการังในทะเลอันดามันและอ่าวไทย หลายพื้นที่ เช่น จังหวัดกระบี่ พังงา ตรัง และสุราษฎร์ธานี มีการดำเนินโครงการฟื้นฟูแนวปะการังและหญ้าทะเล เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบนิเวศทางทะเลต่อภาวะโลกร้อนและอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น

ยุทธศาสตร์สำคัญที่ประเทศไทยควรเร่งดำเนินการ
การสร้างความยืดหยุ่นให้ภาคการท่องเที่ยวจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยการ จัดทำ Climate Risk Assessment สำหรับแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ เพื่อประเมินความเสี่ยงจากภัยแล้ง คลื่นความร้อน และผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำในเมืองท่องเที่ยวและพื้นที่เกาะ เพื่อรองรับสถานการณ์ฝนทิ้งช่วงและภัยแล้งที่อาจเกิดขึ้นบ่อยขึ้น การเพิ่มพื้นที่
สีเขียวในแหล่งท่องเที่ยว ลดปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง (Urban Heat Island) และสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับนักท่องเที่ยว การพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวที่หลากหลาย ลดการพึ่งพากิจกรรมที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศโดยตรง และการบูรณาการข้อมูลภูมิอากาศเข้ากับการวางแผนการท่องเที่ยวในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับประเทศ จังหวัด ไปจนถึงชุมชนท้องถิ่น

นักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการควรเตรียมตัวอย่างไร
               นอกเหนือจากภาครัฐที่เร่งดำเนินการแล้ว การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ผู้ประกอบการท่องเที่ยวควรให้ความสำคัญกับการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มพื้นที่สีเขียวในสถานประกอบการ และจัดทำแผนรองรับสถานการณ์สภาพอากาศสุดขั้วเพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและทรัพย์สิน ขณะที่นักท่องเที่ยวสามารถมีส่วนร่วมได้โดยการใช้น้ำอย่างประหยัด ลดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ เลือกใช้บริการของผู้ประกอบการที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และปฏิบัติตามแนวทางอนุรักษ์ในแหล่งท่องเที่ยว

               เพราะการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนในอนาคต ไม่ได้หมายถึงเพียงการสร้างรายได้ แต่หมายถึงการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศที่เป็นหัวใจสำคัญของการท่องเที่ยวไทยให้คงอยู่สำหรับคนรุ่นต่อไป ควบคู่กับการสร้างความยืดหยุ่นให้กับเศรษฐกิจ ชุมชน และแหล่งท่องเที่ยวของประเทศไทยในระยะยาว

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง. (2569). การฟื้นฟูแนวปะการังและหญ้าทะเลของประเทศไทย.
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง. (2569). ฐานข้อมูลการกัดเซาะชายฝั่งประเทศไทย.
Green Climate Fund. (2024). Increasing resilience to climate change impacts in marine and coastal areas along the Gulf of Thailand.
United Nations Development Programme Thailand. (2024). Coastal adaptation and resilience projects in Thailand.
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย. (2569). แนวทางการท่องเที่ยวยั่งยืนและ Green Tourism.