กรมลดโลกร้อน ขับเคลื่อนนโยบาย รมว.ทส. ในการจัดการทรัพยากรป่าไม้ สร้างสมดุลระหว่างคนกับป่าและกลไกร่วมสนับสนุนการขับเคลื่อน Net Zero สู้ภัยโลกร้อน

วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้นางสาวดาริกา ศรัณย์เกตุ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานงานประชุมสมัชชาเครือข่ายป่าชุมชนจังหวัดเชียงใหม่ ครั้งที่ 6 ภายใต้แนวคิด “SOCIAL FORESTRY 2026 : ชุมชนดูแลป่า สังคมร่วมดูแล…คุณ” ณ ห้องประชุมสนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อขับเคลื่อนนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติภายใต้สิทธิและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ภายใต้การสนับสนุนทั้งข้อมูล ความรู้ เทคโนโลยี การสร้างความร่วมมือกับภาคี และกลไกทางการเงิน เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนได้จัดการฐานทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความมั่นคงทางอาหารของชุมชนและรับมือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่นับวันจะทวีความรุนแรงและถี่มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ภาคเหนือที่มีทั้งปัญหาไฟป่า ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) อุทกภัย ดินถล่ม และภัยพิบัติทางธรรมชาติ ดังนั้น การเสริมสร้างขีดความสามารถของเครือข่ายประชาชนในการจัดการฐานทรัพยากรในท้องถิ่นจึงมีความสำคัญ เพราะประชาชนมีบทบาทต่อการจัดการระดับพื้นที่ ทั้งการดูแล รักษา ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างสมดุลและยั่งยืน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงมุ่งเน้นสร้างระบบสนับสนุน เพื่อให้ประชาชนและชุมชนก้าวขึ้นเป็น “หุ้นส่วน” ในการบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศอย่างแท้จริง เพราะ “การดูแลทรัพยากรธรรมชาติและป่าไม้ไม่ใช่หน้าที่ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของคนทั้งสังคม” โดยมีทิศทาง
การขับเคลื่อนที่สำคัญ ดังนี้
1. ส่งเสริมแนวคิด “ป่าไม้สังคม” (Social Forestry) ให้เป็นรูปธรรม เพราะการดูแลป่าไม่ใช่ภารกิจของชุมชนเพียงลำพัง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของสังคม ชุมชน คือ “ผู้พิทักษ์ผืนป่า” ในขณะที่สังคมต้องทำหน้าที่เป็น “หุ้นส่วน” ในการสนับสนุน ร่วมคิด ร่วมทำ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน
2. บูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพราะการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติในปัจจุบัน ต้องอาศัยการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชน เพื่อสนับสนุนทั้งด้านองค์ความรู้ งบประมาณ เทคโนโลยี และนวัตกรรมให้สอดคล้องกันอย่างเป็นระบบ
3. การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง กระทรวงทรัพย์ฯ พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะและมุ่งมั่นที่จะผลักดันการปรับปรุงแก้ไขข้อจำกัดทางกฎหมายและระเบียบปฏิบัติเพื่อลดอุปสรรคและอำนวยความสะดวกให้แก่การดำเนินงานของชุมชนให้เกิดความชัดเจน เป็นธรรม และสอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน
4.เตรียมความพร้อมทุกภาคส่วนเพื่อรองรับพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับการดำเนินงานของชุมชนและของประเทศโดยเฉพาะการสร้างความโปร่งใสในกลไกคาร์บอนเครดิต เพื่อป้องกันการกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมที่เกินจริง (Greenwashing) และสร้างระบบการประเมินผลที่มีความรับผิดชอบและตรวจสอบได้
5. ขับเคลื่อนการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพระดับพื้นที่ ทั้งการจัดการไฟป่าอย่างมีส่วนร่วมการฟื้นฟูป่าต้นน้ำและการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างสมดุลคือแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมที่สุดในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
6. ส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชนในฐานะหุ้นส่วนการอนุรักษ์ กระทรวงทรัพย์ฯ สนับสนุนให้ภาคเอกชนยกระดับการดำเนินงานสู่การสร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Value: CSV) ผ่านกลไกและมาตรการจูงใจของรัฐ เช่น มาตรการลดหย่อนภาษีใน “โครงการภาคีสนับสนุนป่าชุมชนลดโลกร้อน” เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจเข้ามาร่วมลงทุนเพื่อ ฟื้นฟูธรรมชาติและเติบโตควบคู่ไปกับชุมชนอย่างยั่งยืน
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”






