เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 พื้นที่ชายแดนเนปาล – ทิเบตเผชิญเหตุอุทกภัยรุนแรง หลังน้ำแข็ง หิน และตะกอนจำนวนมากไหลลงสู่แม่น้ำ กลายเป็นมวลน้ำและเศษซากที่เคลื่อนตัวตามลำน้ำ Trishuli และ Bhote Koshi เป็นระยะทางเกือบ 100 กิโลเมตร สร้างผลกระทบต่อพื้นที่และชุมชนที่อยู่ตลอดแนวลำน้ำ เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ภัยพิบัติในพื้นที่ภูเขาสูงอาจไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเหตุการณ์เดียว แต่สามารถเชื่อมโยงและส่งต่อผลกระทบเป็น “ภัยพิบัติแบบลูกโซ่” (Cascading Hazards) จากพื้นที่ต้นน้ำไปสู่ชุมชนและโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ห่างออกไป

⚠️ จากภัยหนึ่ง…อาจนำไปสู่อีกหลายภัย
               ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เกิดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นตัวอย่างของ ภัยพิบัติแบบลูกโซ่ ที่แสดงให้เห็นว่า ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสามารถเชื่อมโยงจากพื้นที่หนึ่งไปสู่อีกพื้นที่หนึ่งได้
               เริ่มจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น → ธารน้ำแข็งและพื้นที่เยือกแข็งเริ่มละลาย → น้ำแข็ง หิน ตะกอนพังถล่มและไหลลงสู่แม่น้ำ → ทางน้ำถูกกีดขวางทำให้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น → คันกั้นน้ำไม่สามารถรับน้ำได้ ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน กระทบชุมชน ระบบพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ปลายน้ำ

🌡️ Climate Change เกี่ยวข้องอย่างไร?
        การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเปลี่ยนเงื่อนไขความเสี่ยงของพื้นที่ภูเขาสูง โดยเฉพาะภูมิภาค Hindu Kush Himalaya ซึ่งกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของธารน้ำแข็งและพื้นที่เยือกแข็งอย่างชัดเจน
               1. ธารน้ำแข็งในภูมิภาค Hindu Kush Himalaya สูญเสียน้ำแข็งเร็วขึ้นหลังปี 2000 เกือบ 2 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า ขณะที่ธารน้ำแข็งบางแห่งสูญเสียความหนาสูงสุดประมาณ 27 เมตร นับตั้งแต่ปี 1975
               2. เมื่อน้ำแข็งละลาย น้ำจะสะสมบริเวณด้านหน้าและด้านข้างของธารน้ำแข็ง เกิดเป็น “ทะเลสาบธารน้ำแข็ง” (Glacial Lakes) หากปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นจนเกินความสามารถของแนวกั้นตามธรรมชาติ อาจนำไปสู่ น้ำท่วมฉับพลันจากทะเลสาบธารน้ำแข็ง (Glacial Lake Outburst Flood: GLOF)
               3. ชั้นดินเยือกแข็งถาวร (Permafrost) ที่เริ่มละลาย อาจทำให้ดินและหินอ่อนตัวลง เพิ่มความเสี่ยงของ ดินถล่ม หินถล่ม และน้ำแข็งถล่ม และอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของภัยพิบัติที่ส่งผลต่อเนื่องไปยังพื้นที่อื่น

📌 “สัญญาณเตือน” ของความเสี่ยงรูปแบบใหม่
               เหตุการณ์บริเวณชายแดนเนปาล – ทิเบตจึงไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์เฉพาะพื้นที่ แต่เป็นกรณีศึกษาที่ช่วยให้เราเข้าใจว่า เมื่อสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง รูปแบบและความเชื่อมโยงของความเสี่ยงก็อาจเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย การทำความเข้าใจภัยพิบัติแบบลูกโซ่ การติดตามการเปลี่ยนแปลงของธารน้ำแข็งและพื้นที่ภูเขาสูง ตลอดจนการประเมินความเสี่ยงที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ จึงมีความสำคัญต่อการเตรียมพร้อมและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
– U.S. Geological Survey (USGS)
– International Centre for Integrated Mountain Development (ICIMOD)
– IPCC AR6 WG1
– World Meteorological Organization (WMO)