กรมลดโลกร้อน จัดประชุมคณะทำงานจัดทำข้อมูลพื้นที่เพื่อส่งเสริมการปลูกป่าสำหรับการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ครั้งที่ 1/2569

เมื่อวันพุธที่ 9 กันยายน 2569 นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมคณะทำงานจัดทำข้อมูลพื้นที่เพื่อส่งเสริมการปลูกป่าสำหรับการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุมกรรณิการ์ – ราชาวดี (303 – 304) ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยมี นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม รองประธานคณะทำงาน พร้อมด้วย ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวม 19 หน่วยงาน จำนวน 75 คน เข้าร่วมการประชุมดังกล่าว
ที่ประชุมได้รับทราบคำสั่งคณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านการขับเคลื่อนและบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตจากมาตรการการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ที่ 1/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานจัดทำข้อมูลพื้นที่เพื่อส่งเสริมการปลูกป่าสำหรับการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกของประเทศ รวมทั้งรับทราบการนำพื้นที่สวนยางพาราตามมาตรา 64 และมาตรา 121 และพื้นที่สวนปาล์มน้ำมัน มาใช้เป็นข้อมูลกิจกรรม (Activity Data) ในการจัดทำ บัญชีก๊าซเรือนกระจก ปี พ.ศ. 2566 และ พ.ศ. 2567 ตลอดจนสถานภาพการดำเนินงานโครงการคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้และการเกษตร และโครงการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตของการยางแห่งประเทศไทย
โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบในเรื่องสำคัญดังนี้
1. เห็นชอบพื้นที่การดำเนินงานปลูกและฟื้นฟูสภาพป่าของกรมป่าไม้ (ปม.) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อส.) กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) และพื้นที่ไม้เกษตรยืนต้นและพื้นที่สีเขียวของสำนักงานการปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และกรุงเทพมหานคร (กทม.) จำนวน 1,881,506 ไร่ ซึ่งประเมินปริมาณการดูดกลับ ก๊าซเรือนกระจก ได้ประมาณ 844.90 ktCO2eq
2. เห็นชอบการเพิ่มข้อมูลพื้นที่ไม้ยืนต้นตามมาตรา 64 และ 121 ของ อส. และเพิ่มข้อมูลพื้นที่ไม้ผลที่ไม่ซ้ำซ้อนกับพื้นที่ที่ใช้จัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกภาคป่าไม้และการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน เป็นข้อมูลกิจกรรม (Activity Data) ในการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศ
3. เห็นชอบหลักการกำหนดพื้นที่เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ในการเพิ่มพื้นที่ไม้ผล/พื้นที่สีเขียวแทนพื้นที่พืชไร่ที่มีโอกาสในการเกิดการชะล้างพังทลายของดินสูงมาก เพื่อป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติแผ่นดินถล่ม เสริมสร้างด้านการปรับตัวและสนับสนุนการดูดกลับก๊าซเรือนกระจก
ความเห็นที่ประชุมมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการฯ ตรวจสอบการซ้อนทับของพื้นที่เป้าหมายสำหรับส่งเสริมการปลูกไม้ผลและเพิ่มพื้นที่สีเขียวทดแทนพืชไร่ในพื้นที่เสี่ยงต่อการชะล้างพังทลายของดินระดับสูงมากเพื่อป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติและแผ่นดินถล่ม เทียบกับพื้นที่ป่าไม้ที่ถูกใช้ในการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกแล้ว เพื่อป้องกันการนับซ้ำ (Double Count) และมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการฯ ดำเนินการประสานรวบรวมข้อมูลและร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกจากคณะทำงานฯ ดังนี้
• ข้อมูลพื้นที่ป่าในเขตนิคมสร้างตนเอง จากกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ
• แนวทางและแผนการส่งเสริมการเปลี่ยนพื้นที่เกษตรกรรมที่ไม่เหมาะสมตามศักยภาพไปเป็นพื้นที่ไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าสูงผ่านระบบการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรมด้วยแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Zoning by Agri-Map) จากกรมพัฒนาที่ดิน
• พื้นที่สีเขียวในพื้นที่ราชพัสดุในความครอบครองของกระทรวงกลาโหม
• ข้อมูลพื้นที่ไม้ยืนต้นตามมาตรา 64 และ 121 และข้อมูลพื้นที่ไม้ผลที่ไม่ซ้ำซ้อนกับพื้นที่ที่ใช้เป็นข้อมูลกิจกรรม (AD) ในการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศเพิ่มเติม จาก อส.
• ศึกษาการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกจากผลิตภัณฑ์ไม้ (Harvested Wood Products: HWP) ร่วมกับ รศ.ดร.สาพิศ ดิลกสัมพันธ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน
• นำเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศจาก GISTDA สนับสนุนการจัดทำข้อมูลกิจกรรม (AD) สำหรับประกอบการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกเพื่อสนับสนุนการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกของประเทศ
ทั้งนี้ มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการส่งเสริมการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและรายงานผลการดำเนินงานต่อกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะทำงานจัดทำข้อมูลพื้นที่เพื่อส่งเสริมการปลูกป่าสำหรับการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกของประเทศ เพื่อเสนอต่อคณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านการขับเคลื่อนและบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตจากมาตรการการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกของประเทศ พิจารณาตามขั้นตอนต่อไป
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”








