เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถา งาน GASTECH Exhibition and Conference พร้อมทั้งให้เกียรติเป็นประธานเปิดงานบูธนิทรรศการกลุ่ม ปตท. พร้อมด้วยนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และ นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ทั้งนี้ ภายในงานได้จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาโมเดลนำร่องเพื่อสร้างความพร้อมด้านพลังงานสะอาด และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำในพื้นที่จังหวัดระยอง (MOU I-SPARK) ระหว่างกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดย ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม , บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โดย ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และความยั่งยืน, การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยโดย นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย,กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติโดย นายวรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และสำนักงานนโยบายและแผนพลังงานโดย นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน พร้อมด้วย นายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก และเจ้าหน้าที่ สส. ณ บูธนิทรรศการ ปตท. ภายในงาน GASTECH Exhibition and Conference 2026 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพมหานคร
               บันทึกความเข้าใจฯ ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อผลักดันความร่วมมือการดำเนินงานในการศึกษาและพัฒนาโมเดลนำร่องเพื่อสร้างความพร้อมด้านพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานสำหรับอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำในพื้นที่จังหวัดระยอง เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ทั้งนี้ ทุกฝ่ายจะร่วมกันศึกษาและสนับสนุนการดำเนินงานเพื่อพัฒนาโครงการฯ เช่น การศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการพิจารณาแนวทางสนับสนุนของภาครัฐ และแบ่งปันข้อมูลทางวิชาการ ข้อมูลด้านเทคนิค หรือแนวทางการบริหารจัดการโครงการการพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจสีเขียวที่เกี่ยวข้อง ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำของประเทศไทย และเสริมบทบาทของไทยในระดับอาเซียนและเวทีโลกด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืนที่จะขับเคลื่อนประเทศ ไปสู่การบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี ค.ศ.2050

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”