กรมลดโลกร้อน ประชุมหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เพื่อหาแนวทางการจัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติ (National Action Plan : NAP)

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) นำโดย ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก นายปรมินทร์ แสนทรงศักดิ์ เลขานุการกรม และเจ้าหน้าที่ ร่วมประชุมหารือกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) นำโดย ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ประธานอนุกรรมการพัฒนาระบบราชการเกี่ยวกับการส่งเสริมการบริหารภาครัฐระบบเปิดและการมีส่วนร่วม นางอารีย์พันธ์ เจริญสุข ที่ปรึกษาอาวุโส สำนักงาน ก.พ.ร. และนายสุมิทธิ์ เกศวพิทักษ์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาระบบบริหารงานส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมหารือแนวทางการจัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติ (National Action Plan : NAP) ด้านสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (Climate and Environment) เพื่อยกระดับภาครัฐระบบเปิดด้านสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ณ ห้องประชุมบัวหลวง (401) ชั้น 4 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
ประเทศไทยได้เข้าเป็นสมาชิกภาคีเครือข่ายภาครัฐระบบเปิด (Open Government Partnership : OGP) ส่งผลให้ประเทศไทยมีพันธกิจสำคัญในการจัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติ (NAP) เพื่อขับเคลื่อนค่านิยมหลักของภาครัฐระบบเปิด อันได้แก่ ความโปร่งใส การมีส่วนร่วมของประชาชน และความรับผิดชอบต่อสาธารณะ ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรมตามมาตรฐานสากล และที่ประชุมได้พิจารณาหารือในประเด็นที่สำคัญเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Issues) ได้แก่
1) ด้านการปรับตัว (Climate Adaptation) อธิบดี สส. ได้นำเสนอภารกิจของหน่วยงาน เช่น การทำดัชนีความเสี่ยงในระดับพื้นที่ การสร้างเครือข่ายด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสามารถบูรณาการกับยุทธศาสตร์ของสำนักงาน ก.พ.ร.
2) ด้านการลดก๊าซเรือนกระจก (Climate Mitigation) สส. ได้สนับสนุนข้อมูลเพื่อจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan : PDP) ให้กระทรวงพลังงาน เพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่เป็นธรรม
3) พื้นที่เชิงยุทธศาสตร์นำร่อง (Strategic Areas) ได้กำหนดพื้นที่เป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อน ได้แก่ สระบุรี (Saraburi Low Carbon and Resilience City) น่าน (NAN Mindfulness and Resilience City) กรุงเทพมหานคร อ่าวพังงา และคุ้งบางกะเจ้า อธิบดี สส. ได้เสนอแนะว่าการดำเนินงานในพื้นที่ควรตอบโจทย์ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ และการประเมินการสนับสนุนทั้งด้านการเงินที่จำเป็น รวมทั้งการปรับปรุงกฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ สส. จะสนับสนุนการดำเนินงานดังกล่าว เพื่อให้การจัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติด้านสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุวัตถุประสงค์ในการสร้างธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนและเกิดผลเป็นรูปธรรมตามมาตรฐานสากลต่อไป
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”




ประเทศไทยได้เข้าเป็นสมาชิกภาคีเครือข่ายภาครัฐระบบเปิด (Open Government Partnership : OGP) ส่งผลให้ประเทศไทยมีพันธกิจสำคัญในการจัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติ (NAP) เพื่อขับเคลื่อนค่านิยมหลักของภาครัฐระบบเปิด อันได้แก่ ความโปร่งใส การมีส่วนร่วมของประชาชน และความรับผิดชอบต่อสาธารณะ ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรมตามมาตรฐานสากล และที่ประชุมได้พิจารณาหารือในประเด็นที่สำคัญเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Issues) ได้แก่
1) ด้านการปรับตัว (Climate Adaptation) อธิบดี สส. ได้นำเสนอภารกิจของหน่วยงาน เช่น การทำดัชนีความเสี่ยงในระดับพื้นที่ การสร้างเครือข่ายด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสามารถบูรณาการกับยุทธศาสตร์ของสำนักงาน ก.พ.ร.
2) ด้านการลดก๊าซเรือนกระจก (Climate Mitigation) สส. ได้สนับสนุนข้อมูลเพื่อจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan : PDP) ให้กระทรวงพลังงาน เพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่เป็นธรรม
3) พื้นที่เชิงยุทธศาสตร์นำร่อง (Strategic Areas) ได้กำหนดพื้นที่เป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อน ได้แก่ สระบุรี (Saraburi Low Carbon and Resilience City) น่าน (NAN Mindfulness and Resilience City) กรุงเทพมหานคร อ่าวพังงา และคุ้งบางกะเจ้า อธิบดี สส. ได้เสนอแนะว่าการดำเนินงานในพื้นที่ควรตอบโจทย์ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ และการประเมินการสนับสนุนทั้งด้านการเงินที่จำเป็น รวมทั้งการปรับปรุงกฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ สส. จะสนับสนุนการดำเนินงานดังกล่าว เพื่อให้การจัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติด้านสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุวัตถุประสงค์ในการสร้างธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนและเกิดผลเป็นรูปธรรมตามมาตรฐานสากลต่อไป
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”



