“Just transition” สำคัญอย่างไรต่อการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างยั่งยืน

“การเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม” หรือ Just Transition เป็นหนึ่งในหลักการสำคัญที่ได้รับการกล่าวถึงภายใต้ความตกลงปารีส (Paris Agreement) โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญในการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศควบคู่กับการคำนึงถึงการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม และการสร้างงานที่มีคุณค่าและมีคุณภาพ สอดคล้องกับบริบทการพัฒนาของแต่ละประเทศ ซึ่งแนวคิด Just Transition มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 จากการเคลื่อนไหวของภาคแรงงานที่ต้องการให้การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมเกิดขึ้นโดยไม่สร้างภาระหรือความเหลื่อมล้ำให้กับแรงงานและชุมชน ต่อมา แนวคิดดังกล่าวได้รับการนำมาปรับใช้ในบริบทของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งมิติทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งภาคีประเทศต่าง ๆ มุ่งเน้นการดำเนินมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกและบรรลุเป้าหมาย Net Zero Emissions โดยการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวส่งผลกระทบต่อกลุ่มคนและภาคส่วนต่าง ๆ แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น การลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอาจส่งผลต่อแรงงานและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมดั้งเดิม ขณะที่ภาคพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีสะอาดอาจได้รับโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ ในขณะเดียวกัน ประชาชนกลุ่มเปราะบางหรือผู้มีรายได้น้อยอาจเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยีหรือพลังงานทางเลือกที่มีต้นทุนสูงกว่า หากไม่มีมาตรการรองรับที่เหมาะสม การนำหลักการ Just Transition มาปรับใช้จึงช่วยให้การขับเคลื่อนมาตรการการลดก๊าซเรือนกระจกและการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน โดยเปิดมุมมองการดำเนินงานในด้านการทำงานสีเขียว (Green Job) การคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรมทางสังคม และการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง การลดผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้น และส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนสามารถมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านอย่างเหมาะสม ซึ่งจะนำไปสู่ประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาล่าสุดของกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ในปี 2025 พบว่า ประเทศส่วนใหญ่ยังมีการกล่าวถึงแนวคิด Just Transition ในแผนการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDC) และยุทธศาสตร์การพัฒนาระยะยาวแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ (LT-LEDS) ค่อนข้างจำกัด และยังขาดรายละเอียดเชิงปฏิบัติในการนำหลักการดังกล่าวไปใช้ในภาคส่วนสำคัญ รวมถึงการเสริมสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจและภูมิคุ้มกันทางสังคม สำหรับประเทศไทย การเพิ่มมุมมองด้าน Just Transition ในการกำหนดนโยบายและแผนด้านการลดก๊าซเรือนกระจก จะช่วยสนับสนุนการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero Emissions ให้เกิดขึ้นอย่างสมดุลและยั่งยืน โดย NDC 3.0 ประเทศไทยได้ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมผ่านระบบการประเมินที่คำนึงถึงการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่เป็นธรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบด้านลบ พร้อมเพิ่มโอกาสในการเติบโตอย่างยั่งยืน การสร้างงานสีเขียว และความครอบคลุมทางสังคม ซึ่งจะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศเป็นการเปลี่ยนผ่านที่ทุกคนสามารถก้าวไปข้างหน้าร่วมกันได้
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”
แหล่งที่มา :
– UNFCCC
– UNFCCC – Katowice Committee of Experts on the Impacts of the Implementation of Response Measures (KCI)
– The London School of Economics and Political Science (LSE)