เคล็ดลับการออกแบบเมืองเพื่อรับมือภัยพิบัติของประเทศญี่ปุ่น ตอนที่ 5 (1) : การออกแบบเชิงคาดการณ์ล่วงหน้า (Toward Anticipatory Design) เพื่อใช้งานทั้งในภาวะปกติและภาวะภัยพิบัติ (Everyday-Post-disaster)

จากภูมิปัญญาดั้งเดิมที่กล่าวถึงในตอนที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น พื้นที่กึ่งสาธารณะ หรือ ระบบการกระจายความเสี่ยงแบบ Warichi ล้วนเป็นเครื่องยืนยันว่าการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติมิใช่เรื่องใหม่ สำหรับสังคมญี่ปุ่น หากแต่โจทย์สำคัญในปัจจุบันคือ นักออกแบบยุคใหม่จะนำองค์ความรู้เหล่านี้มาผสานเข้ากับ ข้อมูลวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และบริบททางสังคมที่ซับซ้อนขึ้นได้อย่างไร บทความในส่วนนี้จะนำเสนอ บทบาทที่สำคัญและมีเอกลักษณ์ของนักออกแบบ ในการเตรียมความพร้อมของสภาพแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้น พร้อมทั้งทำความรู้จักกับ กรอบแนวคิดการออกแบบเชิงคาดการณ์ล่วงหน้า (Anticipatory Design Framework) หัวข้อนี้นำเสนอบทบาทที่สำคัญและมีเอกลักษณ์ของนักออกแบบในการเตรียมความพร้อมของ สภาพแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้น (Built Environment) เพื่อรองรับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นใน เช่น แผนที่ภัย (Hazard Maps) และแบบจำลองสภาพภูมิอากาศ (Climate Models) เข้ากับมิติทางสังคมและพฤติกรรมของมนุษย์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้คนต้องเผชิญและดำรงชีวิตอย่างไรในช่วงเวลาที่เกิดภัยพิบัติ นักออกแบบจำเป็นต้องประยุกต์ใช้แนวคิด การออกแบบในหลายระดับ ตั้งแต่รายละเอียดขององค์ประกอบขนาดเล็ก เช่น การออกแบบพื้นที่หลบภัย ที่มีความปลอดภัย ไปจนถึงการวางแผนในระดับเมือง อาทิ การออกแบบเส้นทางอพยพและโครงข่ายการเคลื่อนย้าย ประชาชนในภาวะฉุกเฉิน เพื่อให้ทุกองค์ประกอบทำงานเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้มาตรการด้านความปลอดภัย เหล่านี้สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง รวมถึงต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ รวมถึงสิทธิประโยชน์ และเงินอุดหนุน (Subsidies) ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนให้ความสำคัญกับการออกแบบที่สามารถใช้ประโยชน์ได้สองลักษณะ (Dual-use Design) โดยสร้างพื้นที่ที่ตอบสนองการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน สามารถปรับเปลี่ยนบทบาทเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินและช่วยรักษาชีวิตของประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติ
กรอบแนวคิดการออกแบบเชิงคาดการณ์ล่วงหน้า (Anticipatory Design Framework) จึงเสนอ ให้นักออกแบบทำหน้าที่เป็นผู้ประสานความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ มากกว่าการเป็นเพียงผู้ออกแบบอาคารหรือ พื้นที่ โดยอาศัยองค์ความรู้เฉพาะด้านในการเชื่อมโยงนโยบายภาครัฐ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการภัยพิบัติ และ บริบททางกายภาพของชุมชน เพื่อให้การเตรียมความพร้อมและการรับมือภัยพิบัติมีความครอบคลุมและเกิดความยืดหยุ่น มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การพิจารณาแนวทางการออกแบบที่สามารถรองรับการใช้งานได้ทั้งในภาวะปกติและภาวะ ภัยพิบัติ (Everyday–Disaster Dual-use Design) มีความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการวางแผนที่ คำนึงถึงผลกระทบทั้งในระยะสั้นและระยะยาว หลักการของ Anticipatory Design จึงเป็นการบูรณาการแนวคิดที่มีลักษณะเป็นคู่ตรงข้ามแต่สามารถ เกื้อหนุนกันได้ ได้แก่ การบูรณาการมิติทางสังคมและพื้นที่ (Social–Spatial) การสร้างพื้นที่โดยบูรณาการจาก ส่วนกลางสู่ท้องถิ่นและจากท้องถิ่นสู่ส่วนกลาง (Top-down–Bottom-up) การออกแบบเพื่อการใช้งานทั้งใน ภาวะปกติและภาวะภัยพิบัติ (Everyday–Post-disaster) การผสานระบบนิเวศและวิศวกรรม (Ecology- Engineering) ทั้งหมดนี้อยู่บนพื้นฐานของการเตรียมความพร้อมให้ประเทศและประชาชนสามารถรับมือกับภัย พิบัติได้ในทุกลำดับเหตุการณ์ของภัยพิบัติ (Disaster Timeline) เพื่อสร้างสังคมที่มีความปลอดภัยและความ ยืดหยุ่นต่อความท้าทายในอนาคต (รูปที่ 1)

การบูรณาการมิติทางสังคมและพื้นที่ (Social/Spatial Integration)
หลักการ การบูรณาการมิติทางสังคมและพื้นที่ (Social/Spatial Integration) ให้ความสำคัญกับการออกแบบ พื้นที่ทางกายภาพให้สอดคล้องกับพฤติกรรม วิถีชีวิต และกิจวัตรประจำวันของผู้คนในชุมชน แทนที่จะคาดหวังให้ ประชาชนต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื ่อปฏิบัติตามแผนรับมือภัยพิบัติที ่มีรูปแบบตายตัวและไม่สอดคล้องกับ บริบทของพื้นที่ ดังนั้น นักออกแบบจึงควรเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจว่าชุมชนใช้พื้นที่ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันอย่างไร เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวมาประกอบการออกแบบมาตรการและพื้นที่สำหรับการรับมือภัยพิบัติ Erik Auf der Heide แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฉุกเฉิน ได้กล่าวไว้ว่า “การทำความเข้าใจว่าผู้คนมี พฤติกรรมอย่างไรเมื่อเผชิญกับภัยพิบัติ และออกแบบระบบให้สอดคล้องกับพฤติกรรมตามธรรมชาติ เหล่านั้น ย่อมมีประสิทธิภาพมากกว่าการบังคับให้ผู้คนปรับตัวเข้ากับแผนที่ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของตน” ซึ่งแนวคิดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการออกแบบเพื่อรองรับภัยพิบัติควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเข้าใจผู้ใช้งาน และบริบทของชุมชนเป็นสำคัญ อีกประเด็นสำคัญของหลักการนี้คือ การตระหนักว่าพื้นที่ทางกายภาพมีอิทธิพลโดยตรงต่อการสร้าง ความสัมพันธ์ของผู้คนในชุมชน พื้นที่ที่ได้รับการออกแบบให้เอื้อต่อการพบปะ การทำกิจกรรมร่วมกัน และการสร้างปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวัน จะช่วยเสริมสร้างความไว้วางใจและความเข้มแข็งของเครือข่ายทางสังคม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชุมชนมีความยืดหยุ่นในการรับมือกับภัยพิบัติมากขึ้น เมื่อผู้คนมีความคุ้นเคยและเชื่อมโยงกัน อยู่แล้ว การสื่อสาร การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินก็จะสามารถดำเนินไปได้อย่าง มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม รูปแบบการดำเนินชีวิต โครงสร้างความสัมพันธ์ของคนในชุมชน และระบบการ บริหารจัดการของแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน การบูรณาการมิติทางสังคมและพื้นที่จึงไม่สามารถใช้แนวทาง เดียวกันได้ทุกพื้นที่ นักออกแบบจำเป็นต้องศึกษาบริบทเฉพาะของแต่ละชุมชน และพัฒนาแนวทางการออกแบบ ให้เหมาะสมเป็นรายกรณี
การสร้างพื้นที่โดยบูรณาการจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่นและจากท้องถิ่นสู่ส่วนกลาง (Top-Down/Bottom-Up)
หลักการ Top-Down/Bottom-Up Placemaking สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการสร้างสมดุล ระหว่างนโยบายและมาตรการจากภาครัฐในระดับมหภาค กับความต้องการและบริบทเฉพาะของชุมชนในระดับพื้นที่ แม้ว่ากลไกจากส่วนกลาง เช่น กฎหมาย มาตรฐานการก่อสร้าง แผนงาน และมาตรการสนับสนุนหรือเงินอุดหนุน จากภาครัฐ จะมีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองชีวิตประชาชน และเอื้อต่อการฟื้นฟูพื้นที่หลังเกิดภัยพิบัติใน ระดับประเทศหรือข้ามเขตการปกครอง แต่แนวทางที่กำหนดขึ้นในลักษณะมาตรฐานเดียวกันอาจไม่สามารถ สะท้อนความแตกต่างของบริบทในแต่ละพื้นที่ได้อย่างเพียงพอ
มาตรการที่กำหนดจากส่วนกลางในบางกรณีอาจกลายเป็นข้อจำกัดต่อการพัฒนาพื้นที่ หากมุ่งบังคับใช้ รูปแบบหรือแนวทางเดียวกันกับทุกชุมชน โดยไม่ได้คำนึงถึงความหลากหลายของสภาพแวดล้อม วัฒนธรรม และ วิถีชีวิตของประชาชนในแต่ละท้องถิ่น เพื่อเชื่อมโยงช่องว่างระหว่างนโยบายระดับประเทศกับความต้องการของพื้นที่ นักออกแบบจึงมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้ประสานและแปลงนโยบายจากส่วนกลางให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ อย่างเหมาะสมในแต่ละบริบท โดยอาศัยความเข้าใจทั้งในด้านกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ และมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ เพื่อนำทรัพยากรและโอกาสที่มีอยู่มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ชุมชน พร้อมทั้งออกแบบพื้นที่ให้สะท้อนอัตลักษณ์ วัฒนธรรม วิถีชีวิต และความต้องการเฉพาะของผู้คนในพื้นที่นั้นอย่างแท้จริง โดยตั้งอยู่บนแนวคิดที่ว่า ประชาชนในพื้นที่คือผู้ที่มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับชุมชนของตนเองดีที่สุด ดังนั้น นักออกแบบจึงควรส่งเสริมและผลักดันให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของกระบวนการออกแบบ ทั้งนี้ เพื่อให้การตัดสินใจและการกระจายอำนาจเป็นไปอย่างเท่าเทียม โปร่งใส และครอบคลุมทุกภาคส่วน
การออกแบบเพื่อการใช้งานทั้งในภาวะปกติและภาวะภัยพิบัติ (Everyday–Post-disaster)
หลักการ Everyday–Post-disaster Dual Use มุ่งเน้นการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานและพื้นที่ สาธารณะที่สามารถตอบสนองการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันก็สามารถ ปรับเปลี่ยนบทบาทเพื่อรองรับสถานการณ์ภัยพิบัติและช่วยรักษาชีวิตของประชาชนได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน (รูปที่ 2 และ 3) พื้นที่สาธารณะที่ได้รับการออกแบบภายใต้หลักการนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยส่งเสริมการใช้ประโยชน์ของ พื้นที่ในชีวิตประจำวัน หากยังเป็นพื้นที่ที่เอื้อต่อการพบปะ ทำกิจกรรมร่วมกัน และสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ของคน ในชุมชน อันเป็นการเสริมสร้างทุนทางสังคม (Social Capital) และเพิ่มศักยภาพของชุมชนในการรับมือกับภัยพิบัติ เมื่อโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการรับมือภัยพิบัติถูกบูรณาการไว้ในพื้นที่ที่ประชาชนใช้งานอยู่เป็นประจำ จะช่วยให้ผู้คนเกิดความคุ้นเคยกับสถานที่ อุปกรณ์ และแนวทางการปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ส่งผลให้ชุมชนมี ความรู้และความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับการรับมือภัยพิบัติ ความคุ้นเคยดังกล่าวช่วยลดความตื่นตระหนกในภาวะวิกฤต และลดระยะเวลาในการเรียนรู้วิธีใช้ทรัพยากรหรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีความสำคัญต่อการช่วยชีวิตเมื่อเกิดภัยพิบัติจริง นอกจากนี้ การลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของชุมชนให้มีความเข้มแข็ง ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ของการตอบสนองในระยะเริ่มต้นของเหตุการณ์ เนื่องจากในหลายกรณี ผู้ที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็น ลำดับแรกมิใช่หน่วยงานภาครัฐหรือเจ้าหน้าที่กู้ภัย หากแต่เป็นเพื่อนบ้านและสมาชิกในชุมชนที่อยู่ใกล้เหตุการณ์ มากที่สุด ดังนั้น การออกแบบพื้นที่ที่สนับสนุนทั้งการใช้ชีวิตประจำวันและการรับมือภัยพิบัติ จึงมีบทบาทสำคัญใน การเสริมสร้างความพร้อม ความยืดหยุ่น และความสามารถในการพึ่งพาตนเองของชุมชนในระยะยาว
จากหลักการที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่า การออกแบบเชิงคาดการณ์ล่วงหน้า (Anticipatory Design) มิได้มุ่งสร้างโครงสร้างหรือพื้นที่ที่สามารถรับมือกับภัยพิบัติเท่านั้น หากแต่เป็นการออกแบบที่เชื่อมโยง ผู้คน พื้นที่ และการใช้งานในชีวิตประจำวัน เข้ากับการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การสร้างความยืดหยุ่นของเมืองและชุมชนไม่อาจพิจารณาเฉพาะ มนุษย์และสภาพแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้น (Built Environment) เท่านั้น เพราะเมืองยังเป็นส่วนหนึ่งของระบบธรรมชาติที่มีความสัมพันธ์กันอย่างซับซ้อน ทั้งแม่น้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำ พื้นที่สีเขียว และระบบนิเวศโดยรอบ การออกแบบเพื่อรับมือภัยพิบัติในอนาคตจึงจำเป็นต้องก้าวไปอีกขั้น จากการออกแบบพื้นที่ให้ “พร้อมรับภัย” ไปสู่การออกแบบที่สามารถทำงานร่วมกับธรรมชาติ และมองการรับมือภัยพิบัติอย่างต่อเนื่องตลอดทุกช่วงเวลาของเหตุการณ์ ซึ่งจะเป็นประเด็นสำคัญที่จะกล่าวถึงในตอนต่อไป
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”
