“รมว.สุชาติ” มอบกรมลดโลกร้อนร่วมประชุมสมัชชา GGGI ปิดดีลรับเงินตั้งต้น 5 แสนเหรียญสหรัฐ ยกระดับความร่วมมือตลาดคาร์บอนอาเซียน
นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เร่งยกระดับความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยมอบหมายให้ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมการประชุม GGGI Assembly and Council 2026 ซึ่งมีนายบัน คี มูน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ ในฐานะประธานสมัชชาและประธานคณะมนตรีของสถาบันเพื่อการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโลก (GGGI) เป็นประธานการประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่บริหารสถาบัน GGGI และผู้แทนระดับสูงของประเทศภาคีสมาชิกกว่า 100 คน จาก 55 ประเทศทั่วโลก อาทิ นอร์เวย์ ออสเตรเลีย ลักเซมเบิร์ก เม็กซิโก อินโดนีเซีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฟิลิปปินส์
นางรวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบนโยบายให้ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญ ต่อการเร่งเปลี่ยนผ่านนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ด้วยความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศและแหล่งเงินทุนระดับนานาชาติให้เพียงพอและต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองกรอบเวลาตามเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก แผนงานปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการมุ่งประกาศบังคับใช่ร่าง พรบ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในปี พ.ศ. 2570
ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้เข้าร่วมประชุม สมัชชาฯ ดังกล่าว ทั้งในส่วนการประชุม 15th Session of the Assembly และ การประชุม 19th Session of the Council โดยกล่าวถ้อยแถลงในห้วงการประชุมผู้นำระดับสูง (Heads of Delegation remarks) เพื่อแสดงเจตนารมณ์ในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำตามเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 โดยชี้ให้เห็นความสำเร็จที่สำคัญในการร่วมกับสถาบัน GGGI ศึกษาวิเคราะห์ความต้องการเงินทุนระหว่างประเทศเพื่อการบรรลุเป้าหมาย NDC 3.0 (Conditional Target) จนแล้วเสร็จ รวมถึงการผลักดันการพัฒนาตลาดคาร์บอนคุณภาพสูงในอาเซียนผ่านกลไก Premium T-VER ที่เชื่อมโยงสู่ข้อริเริ่ม High-Integrity ASEAN Carbon Initiative (HACI) ที่จะก่อให้เกิดการขยายตัวด้านการลงทุนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ การเปลี่ยนผ่านพลังงาน และความเหมาะสมทางเศรษฐศาสตร์ในการใช้เทคโนโลยีการดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอน (CCUS) สำหรับภาคอุตสาหกรรมที่มีส่วนขับเคลื่อนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว อีกทั้งได้แสดงความพร้อมเดินหน้าพิจารณาการจัดทำความตกลง Host Country Agreement กับสถาบัน GGGI เพื่อวางรากฐานความร่วมมือและสนับสนุนการเติบโตสีเขียวในประเทศไทยและภูมิภาคอย่างยั่งยืน และกล่าวขอบคุณรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลีในการสนับสนุนประเทศไทยอย่างต่อเนื่องตลอดมา
นอกจากนี้ ได้หารือทวิภาคี (bilateral) กับ นาย Jack Bathe ผู้รับผิดชอบ Asia Program Management & Strategy ของสถาบัน GGGI โดยได้ข้อตกลงในเบื้องต้นที่จะมีการสนับสนุนเงินให้เปล่า (Grant) แก่ประเทศไทย จำนวน 500,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 17 ล้านบาท)
เพื่อผลักดันการพัฒนาตลาดคาร์บอนคุณภาพสูง ร่วมกับประเทศภาคีสมาชิกของอาเซียน (ASEAN member states) พร้อมทั้งยกระดับมาตรฐานคาร์บอนเครดิต Premium T-VER ของไทย ไปสู่การกำหนดมาตรฐานคาร์บอนเครดิตระดับอาเซียน ที่สามารถเทียบเคียงและนำไปใช้ซื้อขายในระดับนานาชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม
รมว.ทส. เน้นย้ำว่าประเทศไทยจะได้รับโอกาสจากการต่อยอดความร่วมมือกับสาธารณรัฐเกาหลี รวมทั้งประเทศภาคีสมาชิก ทำให้สามารถขยายผลที่จะได้รับสนับสนุนงบประมาณ องค์ความรู้ พร้อมทั้งเครือข่ายการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับสากลเพิ่มมากยิ่งขึ้น ผ่านการลงทุนสีเขียวร่วมกับการดำเนินงานด้านคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศ เพื่อให้มีการกระจายผลประโยชน์ (benefit sharing) แก่ทุกภาคส่วนเกิดความเป็นธรรม เหมาะสม ตลอดจนสามารถลดภาระในการลงทุน คู่ไปกับเพิ่มขีดความสามารถ ของผู้เกี่ยวข้องในประเทศได้ต่อไป
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”





