COP31 ถกลดก๊าซควบคู่ฟื้นธรรมชาติ มุ่งชะลอผลกระทบภัยพิบัติระยะยาว

โลกยังสูญเสียป่าเฉลี่ยปีละ 10.9 ล้านเฮกตาร์ ขณะที่อุณหภูมิที่สูงขึ้นเพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต COP31 จึงเตรียมขับเคลื่อนการอนุรักษ์ป่า ทะเล และความหลากหลายทางชีวภาพ ควบคู่กับการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อรักษาแหล่งกักเก็บคาร์บอนและลดผลกระทบจากภัยพิบัติระยะยาว
ในช่วงปี 2558-2568 โลกยังสูญเสียพื้นที่ป่าจากการตัดไม้ทำลายป่าเฉลี่ยปีละ 10.9 ล้านเฮกตาร์ ตามรายงานประเมินทรัพยากรป่าไม้โลกปี 2568 ขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ปัจจุบันโลกมีพื้นที่ป่าประมาณ 4,140 ล้านเฮกตาร์ หรือ 32% ของพื้นที่ดินทั้งหมด การสูญเสียป่าไม้ส่งผลกระทบต่อแหล่งกักเก็บคาร์บอน ถิ่นอาศัยของสิ่งมีชีวิต และความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ (1)
ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) กำลังเพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) โดยรายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ประเมินว่า หากอุณหภูมิโลกสูงขึ้น 1.5 องศาเซลเซียส สิ่งมีชีวิตบนบกบางชนิดประมาณ 3-14% อาจเผชิญความเสี่ยงสูงมากต่อการสูญพันธุ์ ขณะที่อุณหภูมิทะเลที่สูงขึ้นยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการฟอกขาวของปะการังและการเสื่อมโทรมของระบบนิเวศทางทะเล (2)
ป่าไม้มีบทบาทสำคัญในการดูดซับและกักเก็บคาร์บอน โดยพืชดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ผ่านกระบวนการสังเคราะห์แสง ตามรายงาน FAO ประเมินว่า ป่าทั่วโลกมีปริมาณคาร์บอนประมาณ 714 กิกะตัน ขณะที่ IPCC ระบุว่าในปี 2562 ภาคเกษตร ป่าไม้ และการใช้ที่ดินอื่น ๆ มีสัดส่วนประมาณ 22% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิจากกิจกรรมมนุษย์ทั่วโลก การอนุรักษ์ป่าจึงช่วยรักษาแหล่งกักเก็บคาร์บอน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่าอีกด้วย (1) (3)
นอกจากบทบาทในการดูดซับคาร์บอนแล้ว ระบบนิเวศป่ายังช่วยลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ โดยป่าต้นน้ำและพื้นที่ชุ่มน้ำช่วยกักเก็บน้ำและชะลอการไหลของน้ำในช่วงฝนตกหนัก ขณะที่ป่าชายเลนช่วยลดความรุนแรงของคลื่นและการกัดเซาะชายฝั่ง ส่วนต้นไม้และพื้นที่สีเขียวในเมืองช่วยลดความร้อนผ่านร่มเงาและการคายน้ำ ทั้งนี้ IPCC ระบุว่า ประสิทธิภาพของระบบนิเวศในการป้องกันภัยขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ ความสมบูรณ์ของธรรมชาติ และความรุนแรงของสภาพอากาศ (2)
อย่างไรก็ตาม การฟื้นฟูธรรมชาติต้องคำนึงถึงชนิดพันธุ์และความเหมาะสมของพื้นที่ โดยรายงานร่วมของ IPCC และเวทีนโยบายวิทยาศาสตร์ระหว่างรัฐบาลด้านความหลากหลายทางชีวภาพและบริการจากระบบนิเวศ (IPBES) ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการพิจารณาผลกระทบและข้อแลกเปลี่ยนระหว่างมาตรการด้านสภาพภูมิอากาศกับความหลากหลายทางชีวภาพ การปลูกป่าที่ไม่เหมาะสมกับระบบนิเวศเดิมอาจส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ดังนั้น การอนุรักษ์ป่าธรรมชาติและการฟื้นฟูระบบนิเวศให้เหมาะสมกับพื้นที่จึงเป็นแนวทางสำคัญที่ควรดำเนินควบคู่กับการลดก๊าซเรือนกระจก (4)
ในระดับนโยบาย ความตกลงปารีส (Paris Agreement) กำหนดไว้ในมาตรา 5 วรรค 1 ให้ประเทศภาคีส่งเสริมการอนุรักษ์และเพิ่มขีดความสามารถของแหล่งดูดซับก๊าซเรือนกระจก รวมถึงป่าไม้ ขณะที่ผลการประเมินความก้าวหน้าระดับโลกครั้งแรกซึ่งได้รับความเห็นชอบในการประชุม COP28 เมื่อปี 2566 ระบุถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ ปกป้อง และฟื้นฟูธรรมชาติและระบบนิเวศ รวมถึงการเร่งความพยายามยุติและฟื้นคืนการสูญเสียป่าและความเสื่อมโทรมของป่าภายในปี 2573 (5) (6)
ในขณะที่กรอบความหลากหลายทางชีวภาพโลกคุนหมิง-มอนทรีออล (Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework) กำหนดเป้าหมายภายในปี 2573 ให้มีการอนุรักษ์พื้นที่บก แหล่งน้ำภายในแผ่นดิน พร้อมทั้งพื้นที่ทะเลและชายฝั่งอย่างน้อย 30% อีกทั้งยังต้องฟื้นฟูระบบนิเวศเสื่อมโทรมอย่างน้อย 30% รวมถึงลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นกรอบการดำเนินงานที่เชื่อมโยงการอนุรักษ์ธรรมชาติเข้ากับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ (7)
ในการประชุม COP31 ระหว่างวันที่ 9-20 พฤศจิกายน 2569 ณ เมืองอันตัลยา ประเทศตุรกี การอนุรักษ์ป่า มหาสมุทร และความหลากหลายทางชีวภาพเป็น 1 ใน 6 แกนสำคัญของวาระขับเคลื่อนการปฏิบัติด้านสภาพภูมิอากาศระดับโลก โดยมุ่งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อเร่งรัดการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศและขยายผลแนวทางที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ทั้งนี้ วาระดังกล่าวเป็นกรอบการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศที่ดำเนินควบคู่กับกระบวนการเจรจาระหว่างประเทศ (8) (9)
สำหรับประเทศไทย แผนปฏิบัติการด้านความหลากหลายทางชีวภาพระดับชาติ ปี 2566-2570 ซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นชอบเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 กำหนด 3 ยุทธศาสตร์ 12 เป้าหมาย ครอบคลุมการอนุรักษ์ชนิดพันธุ์และถิ่นอาศัย การใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน และการบูรณาการความหลากหลายทางชีวภาพในนโยบายและแผนประเทศ พร้อมกำหนดเป้าหมายให้มีพื้นที่คุ้มครองและพื้นที่อนุรักษ์รูปแบบอื่นรวมกันไม่น้อยกว่า 30% ภายในปี 2573 ทั้งบนบก และในทะเล (10)
การประชุม COP31 เป็นโอกาสขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการลดก๊าซเรือนกระจกควบคู่กับการอนุรักษ์ธรรมชาติ โดยมีทั้งความตกลงปารีสและกรอบความหลากหลายทางชีวภาพโลกเป็นแนวทางสำคัญ สำหรับประเทศไทย การดำเนินงานตามเป้าหมายดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการรักษาพื้นที่ป่า ฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ และอนุรักษ์ระบบนิเวศทางทะเล เพื่อคงความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน และลดความเสี่ยงจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว (5) (7) (9) (10)
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”
อ้างอิง:
(1) Global deforestation slows, but forests remain under pressure, FAO report shows | FAO
(2) Climate Change 2022: Impacts, Adaptation and Vulnerability – Summary for Policymakers | IPCC
(3) Climate Change 2022: Mitigation of Climate Change – Summary for Policymakers | IPCC
(4) IPBES-IPCC Co-Sponsored Workshop Report on Biodiversity and Climate Change | IPBES และ IPCC
(5) LULUCF under the Paris Agreement | UNFCCC
(6) LULUCF and the Global Stocktake | UNFCCC
(7) 2030 Targets – Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework | Convention on Biological Diversity (CBD)
(8) UN Climate Change Conference – Antalya, November 2026 | UNFCCC
(9) Global Climate Action at COP31 | UNFCCC
(10) ขับเคลื่อนการบริหารจัดการด้านความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยด้วยแผนปฏิบัติการด้านความหลากหลายทางชีวภาพระดับชาติ | สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม