ประเทศไทยเดินหน้ายกระดับการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยปรับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions) จากปี พ.ศ. 2608 (ค.ศ. 2065) เป็นปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) หรือเร็วขึ้น 15 ปี พร้อมขับเคลื่อนมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกรายสาขา เสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวของชุมชน และผลักดันร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อวางรากฐานการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ก่อนการประชุม COP31 ระหว่างวันที่ 9 – 20 พฤศจิกายน 2569 ณ เมืองอันตัลยา ประเทศตุรกี
               การยกระดับเป้าหมายดังกล่าวสะท้อนผ่านการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด ฉบับ NDC 3.0 ซึ่งประเทศไทยเสนอต่อสำนักเลขาธิการอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 โดยกำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิในปี พ.ศ. 2578 ให้เหลือไม่เกิน 152 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือลดลงร้อยละ 47 จากปีฐาน พ.ศ. 2562 ครอบคลุมสาขาพลังงานและคมนาคมขนส่ง สาขากระบวนการอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ สาขาเกษตร สาขาของเสีย และสาขาป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน นอกจากนี้ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมอยู่ระหว่างเสนอ (ร่าง)ยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศ (LT-LEDS) ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2 ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ เพื่อใช้เป็นกรอบนโยบายกำหนดเส้นทางการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยสู่เศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี พ.ศ. 2593 โดยคาดว่าจะสามารถจัดส่งต่อสำนักเลขาธิการ UNFCCC ได้ก่อนการประชุม COP31

               ด้านความคืบหน้าการลดก๊าซเรือนกระจกรายสาขาในปี 2567 ผลการประเมินเบื้องต้นพบว่า มาตรการภาคพลังงานและคมนาคมขนส่งสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้แล้วประมาณ 75.17 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ขณะที่ภาคเกษตรลดลงได้ประมาณ 3.71 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งข้อมูลดังกล่าวได้รับการสรุปจากการประชุมคณะทำงานฯ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา และอยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณารับรองรายงานฉบับสมบูรณ์ (3) (4)
               ผลการดำเนินงานรายสาขาดังกล่าว ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย NDC 3.0 ที่กำหนดลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิ 47% ภายในปี 2578 โดยกรมฯ ยังคงเดินหน้ายกระดับมาตรการลดการปล่อยก๊าซในทุกภาคส่วน ควบคู่ไปกับการเพิ่มศักยภาพการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกทางธรรมชาติและการติดตามประเมินผลภาพรวมทั้งประเทศอย่างต่อเนื่อง (1) (3) (7)

               ในด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไทยมีแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (NAP) ครอบคลุม 6 สาขา ได้แก่ น้ำ เกษตรและอาหาร ท่องเที่ยว สาธารณสุข ทรัพยากรธรรมชาติ และการตั้งถิ่นฐาน โดยเมื่อเดือนกันยายน 2569 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมเผยแพร่แผนปฏิบัติการรายสาขาปี 2569-2573 เพื่อให้หน่วยงานนำมาตรการไปปรับใช้ในระดับจังหวัดและท้องถิ่นได้ (5)
               ในระดับชุมชน ได้มีการขับเคลื่อนโครงการนำร่องในพื้นที่บ้านม่วง-เมืองไพร จังหวัดอุดรธานี โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการน้ำ การปรับรูปแบบเกษตร อนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ และจัดทำแผนรับมือภัยแล้งกับน้ำท่วม ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับประเทศ (M&E) ซึ่งได้เผยแพร่แนวทางการใช้งานเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา (6) (7)

               สำหรับความคืบหน้าด้านกฎหมาย คณะรัฐมนตรีเห็นชอบหลักการร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 โดยร่างกฎหมายมีบทบัญญัติ 14 หมวด 205 มาตรา ครอบคลุมการลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวต่อผลกระทบ ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) ภาษีคาร์บอน และกองทุนภูมิอากาศ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของภาครัฐและเอกชน (8)
               ข้อมูลล่าสุด ณ เดือนตุลาคม 2569 ร่าง พ.ร.บ.ลดโลกร้อน อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ขณะเดียวกัน ได้มีการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบสารสนเทศรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับนิติบุคคล เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการบังคับใช้กฎหมายและระบบ ETS อย่างเป็นรูปธรรม (9)

               ก่อนการประชุม COP31 ระหว่างวันที่ 9-20 พฤศจิกายน 2569 ณ เมืองอันตัลยา ประเทศตุรกี ประเทศไทยได้แสดงให้เห็นถึงการขับเคลื่อนงานด้านสภาพภูมิอากาศเต็มรูปแบบ ทั้งการยื่นเป้าหมาย NDC 3.0 การลงมือทำตามมาตรการลดก๊าซรายสาขา และการสร้างภูมิคุ้มกันในระดับพื้นที่ พร้อมกันนี้ ยังได้เดินหน้าเตรียมโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ทั้งการผลักดันร่าง พ.ร.บ.โลกร้อน และการพัฒนาระบบรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งประเทศ เพื่อปูทางให้การประเมินความก้าวหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ปี 2593 เป็นไปอย่างแม่นยำ โปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นในระดับสากล (1) (3) (5) (9) (10)

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

อ้างอิง:
(1) Thailand’s Nationally Determined Contribution (NDC 3.0) | UNFCCC
(2) ยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ (LT-LEDS): เส้นทางระยะยาวของประเทศไทยสู่ Net Zero 2050 | กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
(3) กรมลดโลกร้อน ประชุมคณะทำงานจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกและมาตรการการลดก๊าซเรือนกระจก ภาคพลังงานและการขนส่ง ครั้งที่ 1/2569 | DCCE GHG Platform
(4) กรมลดโลกร้อน จัดประชุมคณะทำงานจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกและมาตรการการลดก๊าซเรือนกระจก ภาคเกษตร ครั้งที่ 1/2569 | กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
(5) กรมลดโลกร้อน เดินหน้าขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวฯ รายสาขาของประเทศไทยเชื่อมเป้าหมายการปรับตัวระดับโลกสู่การดำเนินงานในทุกระดับ | กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
(6) กรมลดโลกร้อน สานพลังอุดรฯ ชูบ้านม่วง-เมืองไพร ต้นแบบลุ่มน้ำสงครามขับเคลื่อนแผนปรับตัวสู่การปฏิบัติจริง | กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
(7) กรมลดโลกร้อน เปิดตัวระบบติดตามประเมินผลการปรับตัว | กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
(8) สุชาติ ชง ครม. ไฟเขียว ร่างกฎหมายโลกร้อน | กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
(9) กรมลดโลกร้อน จัดประชุมคณะกรรมการกำกับวิชาการโครงการจัดทำระบบสารสนเทศการรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ครั้งที่ 2/2569 | กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
(10) UN Climate Change Conference – Antalya, November 2026 | UNFCCC