ทส. มอบเกียรติบัตรโรงเรียนนานาชาติแห่งแรกของเครือข่ายโรงเรียนอีโคสคูล (Eco-School)และร่วมแสดงผลงานในงาน SX SUSTAINABILITY EXPO 2025

ทส. มอบเกียรติบัตรโรงเรียนนานาชาติแห่งแรกของเครือข่ายโรงเรียนอีโคสคูล (Eco-School)และร่วมแสดงผลงานในงาน SX SUSTAINABILITY EXPO 2025

          วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม 2568 ดร.ชญานันท์ ภักดีจิตต์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบเกียรติบัตรเชิดชูเกียรติการดำเนินงานของโรงเรียน Astra Academy International School ซึ่งเป็นโรงเรียนนานาชาติแห่งแรกที่ผ่านการพิจารณารับรองเป็น โรงเรียนอีโคสคูล (Eco-School) พร้อมทั้งได้เข้าร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้การบริหารจัดการโรงเรียนอย่างยั่งยืนในงาน SX SUSTAINABILITY EXPO 2025 ระหว่างวันที่ 26 กันยายน – 5 ตุลาคม 2568 โดยมี นางสาวระเบียบ ภูผา ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และนายเอกราช ขำมะโน ผู้อำนวยการกลุ่มงานสิ่งแวดล้อมศึกษา เข้าร่วมพิธีมอบเกียรติบัตรเชิดชูเกียรติฯ ดังกล่าว ณ SX KIDS ZONE ชั้น LG Hall 8 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
         โดยในครั้งนี้ ทางโรงเรียนได้จัดนิทรรศการแสดงผลงานนักเรียน ซึ่งได้นำเสนอและแบ่งปันการดำเนินงาน กิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม การสร้างการเรียนรู้และการจัดการสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังร่วมเวทีเสวนาของนักเรียนระดับ Year 8 และ 9 ภายใต้หัวข้อ Sustainable Schools (โรงเรียนที่ยั่งยืน) การนิยามใหม่ว่าอะไรคือความหมายของการเป็นโรงเรียนที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง รวมถึงนักเรียนระดับ Year 7 – 12 ภายใต้หัวข้อ Leading Sustainability in Action (ความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนสู่การปฏิบัติ) การเปลี่ยนนวัตกรรมให้เกิดผลกระทบที่ยาวนาน นอกจากนี้ ยังมีการแสดงดนตรีสดร่วมกับ Maldives, Junior และ Jada ซึ่งเป็นการถ่ายทอดเรื่องความยั่งยืนให้มีชีวิตชีวาผ่านเสียงเพลง ทั้งนี้ โรงเรียนยังนำผลงานนักเรียนที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนออกจำหน่าย โดยรายได้ทั้งหมดจะนำไปบริจาคให้กับมูลนิธิพัฒนาเด็กแห่งประเทศไทยอีกด้วย
การเชิดชูเกียรติให้กับโรงเรียนในครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างแรงบันดาลใจที่ดีของการมีส่วนร่วมจากภาคการศึกษาเอกชนในการส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยใช้กระบวนการสิ่งแวดล้อมศึกษาในการเสริมสร้างความตระหนักรู้ สู่การลงมือปฏิบัติเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนต่อไป

          “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ทส. มอบเกียรติบัตรโรงเรียนนานาชาติแห่งแรกของเครือข่ายโรงเรียนอีโคสคูล (Eco-School)และร่วมแสดงผลงานในงาน SX SUSTAINABILITY EXPO 2025

ทส. มอบเกียรติบัตรโรงเรียนนานาชาติแห่งแรกของเครือข่ายโรงเรียนอีโคสคูล (Eco-School)และร่วมแสดงผลงานในงาน SX SUSTAINABILITY EXPO 2025

ทส. มอบเกียรติบัตรโรงเรียนนานาชาติแห่งแรกของเครือข่ายโรงเรียนอีโคสคูล (Eco-School)และร่วมแสดงผลงานในงาน SX SUSTAINABILITY EXPO 2025

ทส. มอบเกียรติบัตรโรงเรียนนานาชาติแห่งแรกของเครือข่ายโรงเรียนอีโคสคูล (Eco-School)และร่วมแสดงผลงานในงาน SX SUSTAINABILITY EXPO 2025

ทส. มอบเกียรติบัตรโรงเรียนนานาชาติแห่งแรกของเครือข่ายโรงเรียนอีโคสคูล (Eco-School)และร่วมแสดงผลงานในงาน SX SUSTAINABILITY EXPO 2025

“กรมลดโลกร้อน” ร่วมพิธีครบรอบ 23 ปี ทส. รับนโยบาย “รมว.สุชาติ” ขับเคลื่อนงานเชิงรุก ภายใน 4 เดือน

“กรมลดโลกร้อน” ร่วมพิธีครบรอบ 23 ปี ทส. รับนโยบาย “รมว.สุชาติ” ขับเคลื่อนงานเชิงรุก ภายใน 4 เดือน

          วันนี้ 3 ตุลาคม 2568 นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดร.ชญานันท์ ภักดีจิตต์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงาน และเจ้าหน้าที่ ร่วมสักการะพระพุทธสยัมภู พระพุทธรูปประจำกระทรวงฯ และศาลพระภูมิเจ้าที่ เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ครบรอบ 23 ปี พร้อมจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคลในการปฏิบัติหน้าที่ และเสริมพลังใจให้แก่บุคลากรในสังกัดกระทรวงฯ ในการปกป้อง ดูแล และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ
ภายหลังพิธี นายสุชาติ ได้มอบนโยบายการขับเคลื่อนงานของกระทรวงฯ โดยเน้นย้ำการทำงานใน 5 ด้านสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนงานของกระทรวงฯ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมภายใน 4 เดือน ได้แก่
          1) การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติเพื่อประชาชน โดยให้ความสำคัญกับงานตามพระราชดำริ รวมถึงการแก้ไขปัญการกัดเซาะชายฝั่งอย่างมีส่วนร่วม เร่งรัดกฎหมายสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม การแก้ปัญหาสัตว์ป่าออกนอกพื้นที่ และการผลักดันการพัฒนาแหล่งน้ำทั้งผิวดินและใต้ดินเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้กับประชาชน
          2) การส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงฯ ให้เป็นแหล่งรายได้และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน การอนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่ป่าสร้างพื้นที่สีเขียวให้เพิ่มขึ้น การส่งเสริมให้คนอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืน และเพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันและปราบปรามการบุกรุกทำลายป่าอย่างจริงจัง ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนที่ได้รับสิทธิให้อยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่า
          3) การป้องกันและแก้ไขปัญหาพิบัติภัยทางธรรมชาติ ด้วยการยกระดับศูนย์เตือนภัยของกระทรวงฯ ทั้งการเฝ้าระวังด้านน้ำและด้านธรณีพิบัติภัย รวมถึงการพัฒนาเครือข่ายเตือนภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างมีส่วนร่วมกับชุมชน
          4) การจัดการสิ่งแวดล้อมโดยการมีส่วนร่วม โดยเฉพาะการเร่งเตรียมความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และบูรณาการความร่วมมือการป้องกันแก้ไขปัญหาร่วมกับกระทรวงมหาดไทยอย่างเป็นเอกภาพ การเร่งแก้ไขปัญหา และผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ แก้ไขปัญหา PM2.5 หมอกควัน ไฟป่า และมลพิษข้ามแดนมลพิษข้ามแดน เช่น ปัญหาหมอกควัน และปัญหาสิ่งปนเปื้อนในลำน้ำ รวมถึงการส่งเสริมให้กลไก EIA และ EHIA เป็นเครื่องมือหลักในการป้องกันและควบคุมผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน
          5) การเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน ด้วยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและ AI เพื่อการให้บริการประชาชนที่ครอบคลุม ให้บริการได้ทุกพื้นที่ ทุกรูปแบบ เกิดความโปร่งใส รวดเร็ว และตรวจสอบได้
นอกจากนี้ นายสุชาติ ยังได้เน้นย้ำถึงการให้ความสำคัญกับการดูแลขวัญกำลังใจและสวัสดิการของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในแต่ละหน่วยงาน รวมถึงการคัดเลือกบุคลากรให้เหมาะสมกับงาน และขอให้ทุกหน่วยงานให้ความสำคัญกับจัดทำแผนงานที่ชัดเจน ปฏิบัติตามระเบียบและกฎหมายอย่างเคร่งครัด รวมถึงน้อมนำงานตามพระราชดำริมาดำเนินการให้เกิดประโยชน์กับประชาชน เพื่อให้การดำเนินงานทั้งหมดของกระทรวงฯ สามารถวัดผลได้ภายในระยะเวลา 4 เดือนของรัฐบาล และประชาชนสัมผัสได้ถึงผลการปฏิบัติงานอย่างเป็นรูปธรรม ให้กระทรวงฯ สามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง และก้าวไปข้างหน้าด้วยความโปร่งใสและมั่นคง

          “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

“กรมลดโลกร้อน” ร่วมพิธีครบรอบ 23 ปี ทส. รับนโยบาย “รมว.สุชาติ” ขับเคลื่อนงานเชิงรุก ภายใน 4 เดือน

“กรมลดโลกร้อน” ร่วมพิธีครบรอบ 23 ปี ทส. รับนโยบาย “รมว.สุชาติ” ขับเคลื่อนงานเชิงรุก ภายใน 4 เดือน

“กรมลดโลกร้อน” ร่วมพิธีครบรอบ 23 ปี ทส. รับนโยบาย “รมว.สุชาติ” ขับเคลื่อนงานเชิงรุก ภายใน 4 เดือน

“กรมลดโลกร้อน” ร่วมพิธีครบรอบ 23 ปี ทส. รับนโยบาย “รมว.สุชาติ” ขับเคลื่อนงานเชิงรุก ภายใน 4 เดือน

“กรมลดโลกร้อน” ร่วมพิธีครบรอบ 23 ปี ทส. รับนโยบาย “รมว.สุชาติ” ขับเคลื่อนงานเชิงรุก ภายใน 4 เดือน

ทส.จัดนิทรรศการ TCAC 2025 ภายใต้แนวคิด “จุดประกายความคิด ร่วมพลิกวิกฤตโลกเดือด : Inspiring Climate Solutions for All” ในงาน SX Day 7

 

ทส.จัดนิทรรศการ TCAC 2025 ภายใต้แนวคิด “จุดประกายความคิด ร่วมพลิกวิกฤตโลกเดือด : Inspiring Climate Solutions for All" ในงาน SX Day 7

 

          สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์เพื่อทอดพระเนตรงานนิทรรศการนานาชาติ Sustainability Expo 2025 (SX 2025) เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2568 ณ บริเวณ Hall 1 – 4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้แทนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยนางสาวระเบียบ ภูผา ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนต่อการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ร่วมเข้าเฝ้ารับเสด็จ โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ร่วมจัดแสดงนิทรรศการ TCAC 2025 ในงาน SX Sustainability Expo 2025 มหกรรมด้านความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “จุดประกายความคิด ร่วมพลิกวิกฤตโลกเดือด : Inspiring Climate Solutions for All” เพื่อส่งสัญญาณว่า ถึงเวลาต้องลงมือทำแนวปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมเพื่อแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเชื่อมโยงความร่วมมือทุกภาคส่วนในการพัฒนาอย่างยั่งยืนสู่เป้าหมาย Net Zero และภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
          กิจกรรมภายในบูธนิทรรศการ ทส.ประกอบด้วยบอร์ดนิทรรศการเชื่อมโยงความรู้หัวข้อหลัก “7C” 1.Climate Policy 2.Climate Action 3.Climate Technology 4.Climate Resilience Solution 5. Climate finance 6.Climate Service 7.Climate Literacy พร้อมทั้งเปิด Climate Clinic เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยในวันนี้เป็นหัวข้อ “การปลูกป่าชุมชนเพื่อคาร์บอนเครดิต (กรมป่าไม้)” และมีกิจกรรมเกมให้ความรู้เรื่องโลกร้อน การเขียนความรู้สึกที่ฉันมีต่อโลกใบนี้ กิจกรรมถ่ายภาพเป็นที่ระลึก พร้อมแจกของรางวัลมากมาย โดยในวันนี้มีผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมภายในบูธ ทส. กว่า450 คน ยอดผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมภายในบูธ ทส.ตลอด 7 วันที่ผ่านมารวมทั้งสิ้น กว่า 5,945 คน

         “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

 

ทส.จัดนิทรรศการ TCAC 2025 ภายใต้แนวคิด “จุดประกายความคิด ร่วมพลิกวิกฤตโลกเดือด : Inspiring Climate Solutions for All" ในงาน SX Day 7

ทส.จัดนิทรรศการ TCAC 2025 ภายใต้แนวคิด “จุดประกายความคิด ร่วมพลิกวิกฤตโลกเดือด : Inspiring Climate Solutions for All" ในงาน SX Day 7

ทส.จัดนิทรรศการ TCAC 2025 ภายใต้แนวคิด “จุดประกายความคิด ร่วมพลิกวิกฤตโลกเดือด : Inspiring Climate Solutions for All" ในงาน SX Day 7

ทส.จัดนิทรรศการ TCAC 2025 ภายใต้แนวคิด “จุดประกายความคิด ร่วมพลิกวิกฤตโลกเดือด : Inspiring Climate Solutions for All" ในงาน SX Day 7

ทส.จัดนิทรรศการ TCAC 2025 ภายใต้แนวคิด “จุดประกายความคิด ร่วมพลิกวิกฤตโลกเดือด : Inspiring Climate Solutions for All" ในงาน SX Day 7
 

กรมลดโลกร้อน ผนึกศาสนา–นโยบาย–เยาวชน เปิดเวทีสู้โลกรวน ชูบทบาทไทยสู่ COP30

 

กรมลดโลกร้อน ผนึกศาสนา–นโยบาย–เยาวชน เปิดเวทีสู้โลกรวน ชูบทบาทไทยสู่ COP30

 

          วันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม 2568 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดย นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิงแวดล้อม พร้อมด้วยคุณพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้บริหารด้านความยั่งยืน กรุงเทพมหานคร
          คุณธนารัช วัชระพิสุทธิ์ อิหม่ามประจำมัสยิดฮารูณและกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร ภญ.ผลิน เทพทัตต์ ผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือเยาวชนส่งเสริม มูลนิธิสถาบันการจัดการวิถีพุทธเพื่อสุขและสันติ (มูลนิธิ สกพ.) คุณจามีกร อำนาจผูก Policy Influencer สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และดำเนินรายการโดย ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมเสวนาในหัวข้อเรื่อง “ทำไมเราจึงยังไม่ลงมือแก้ปัญหาโลกรวนได้มากกว่านี้” โดยความร่วมมือของสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ มูลนิธิสถาบันการจัดการวิถีพุทธเพื่อสุขและสันติ และเครือข่ายพันธมิตร ได้กำหนดจัดโครงการ “ความร่วมมือระหว่างกลุ่มศาสนา ผู้กำหนดนโยบายและเยาวชนเพื่อสร้างนวัตกรรมทางสังคมร่วมกันสู่ความยั่งยืนของระบบนิเวศในสภาวะโลกรวน ภายใต้กิจกรรม “เปิดพื้นที่ใหม่ สู้โลกรวน เพื่อโลกรอด: ศาสนา นโยบาย และคนรุ่นใหม่ From BKKCAW 25 to COP30 ณ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
          โดยนายปวิช เกศววงศ์ ได้กล่าวถึงการประชุมประเทศภาคีสมาชิกความตกลงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 30 ณ เมืองเบเลง ประเทศบราซิล ความสำคัญของ Global Ethical Stocktake : an ethical and urgent call เพื่อเป็นการทบทวนด้านจริยธรรมในระดับโลก ทั้งนี้ บราซิลเน้นย้ำถึงการใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิมควบคู่ไปกับเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างบูรณาการโดยมุ่งยกระดับเวที COP จาก “การเจรจา” สู่ “การลงมือทำ” โดยเน้นว่าการเปลี่ยนผ่าน ด้านภูมิอากาศได้เริ่มขึ้นแล้วและไม่อาจหวนกลับได้ จึงต้องเร่งดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมในทุกภาคส่วน รวมถึงสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเผชิญกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ชัดเจนขึ้น รุนแรงมากขึ้น และความสำคัญของการลงมือแก้ไขปัญหาโลกร้อน รวมถึงบทบาทของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมในการดำเนินการและขับเคลื่อนนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แนวทางการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย
          “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

 

กรมลดโลกร้อน ผนึกศาสนา–นโยบาย–เยาวชน เปิดเวทีสู้โลกรวน ชูบทบาทไทยสู่ COP30

กรมลดโลกร้อน ผนึกศาสนา–นโยบาย–เยาวชน เปิดเวทีสู้โลกรวน ชูบทบาทไทยสู่ COP30

กรมลดโลกร้อน ผนึกศาสนา–นโยบาย–เยาวชน เปิดเวทีสู้โลกรวน ชูบทบาทไทยสู่ COP30

ประกาศรับสมัครงาน ตำแหน่งนักวิชาการสิ่งแวดล้อม จำนวน 2 อัตรา รับสมัครระหว่างวันที่ 17 – 19 กันยายน 2568

ประกาศรับสมัครงาน ตำแหน่ง นักวิชาการสิ่งแวดล้อม จำนวน 2 อัตรา
ประกาศรับสมัครงาน ตำแหน่ง นักวิชาการสิ่งแวดล้อม จำนวน 2 อัตรา

กรมลดโลกร้อน–GISTDA ร่วมมือใช้ข้อมูลดาวเทียม เพิ่มความสามารถรับมือโลกเดือด สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

          วันที่ 8 กันยายน 2568 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (กรมลดโลกร้อน) และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) ลงนาม “บันทึกความร่วมมือว่าด้วยการใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม” โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และ ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศร่วมลงนาม ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
          ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็น “นิมิตหมายสำคัญ” ของการบูรณาการเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อันเป็นโจทย์ท้าทายร่วมกันของประชาคมโลก โดยวันนี้ เป็นการแสดงเจตจำนงร่วมกันเสริมสร้างความเข้มแข็งของประเทศในการลดการปล่อยและดูดกลับก๊าซเรือนกระจก ซึ่ง GISTDA เป็นองค์กรที่มีศักยภาพสูงด้านข้อมูลดาวเทียม เทคโนโลยีอวกาศ โดยกรอบความร่วมมือจะเป็นการร่วมกันนำเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ในงานด้านต่างๆ เพื่อเป็นเครื่องมือและกลไกสำคัญในการกำหนดนโยบาย แผน การติดตามและประเมินผลอย่างแม่นยำและต่อเนื่อง รวมทั้งและการวิจัยและพัฒนา เพื่อใช้สนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายและการวางแผนบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ การแปลภาพดาวเทียมติดตามการเปลี่ยนแปลงพื้นที่สีเขียวของประเทศ การติตดาม Hotspot พื้นที่เผาทั้งป่าไม้และพื้นที่เกษตรกรรม การส่งเสริมการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) เป็นต้น และจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของประเทศในการเผชิญกับความท้าทายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างเป็นรูปธรรมและอย่างมั่นคง สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยกรอบเวลาของบันทึกความร่วมมือมีผลบังคับใช้ 5 ปี ซึ่งจะมีการจัดตั้งคณะทำงาน ที่มีหน่วยงานภายในและภายนอกกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อขับเคลื่อนงานในส่วนต่างๆ ต่อไป
          ดร.พิรุณ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยผลักดันการนำเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศมาสนับสนุนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมของประเทศ ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน”
          ด้าน ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า GISTDA ได้ร่วมมือกับกรมลดโลกร้อน ใช้ข้อมูลจากดาวเทียมและระบบภูมิสารสนเทศเป็นกลไกสนับสนุนเชิงนโยบาย สำหรับการจัดทำมาตรการลดก๊าซเรือนกระจก การติดตามสถานการณ์สิ่งแวดล้อม และการวิเคราะห์ความเสี่ยงจากภัยพิบัติ โดย GISTDA มีแหล่งข้อมูลที่สำคัญจากเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศที่จะมาร่วมสนับสนุน เช่น ข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดินพื้นที่น้ำท่วม-น้ำแล้งซ้ำซาก อุณหภูมิพื้นที่ผิว จุดความร้อน พื้นที่เผาไหม้ พื้นที่เกษตร การกัดเซาะชายฝั่ง พื้นที่สีเขียว การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน การวิเคราะห์และจัดทำแผนที่ความเสี่ยง การประเมินผลและการติดตามแหล่งกักเก็บคาร์บอน เป็นต้น
          ซึ่งหลังจากลงนามแล้ว ทั้งสองหน่วยงานจะดำเนินงานตามกรอบใน 2 โครงการสำคัญคือ 1) โครงการประเมินการกักเก็บคาร์บอนในภาคป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน ที่จะเน้นการจัดทำฐานข้อมูลด้านพื้นที่สีเขียวและไฟป่าทั้งประเทศ เพื่อใช้ในการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิต รวมถึงการพัฒนาแบบจำลองการปล่อยและการดูดกลับก๊าซคาร์บอนในระดับ Tier 3 ตาม IPCC อันจะเป็นฐานข้อมูลที่สำคัญสำหรับการวางนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้ NDC 3.0 และ 2) โครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยข้อมูลภูมิสารสนเทศของประเทศไทย (ปีงบประมาณ 2568) โดย GISTDA จะเร่งทำฐานข้อมูลคาร์บอนพื้นที่สีเขียว และไฟป่าทั้งประเทศ เพื่อเชื่อมโยงกับแพลตฟอร์มกลาง Green Digital ของกรมลดโลกร้อน ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นระบบฐานข้อมูลกลางด้านภูมิสารสนเทศและสิ่งแวดล้อมของประเทศ
           ดร.ปกรณ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการเทคโนโลยีอวกาศกับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกำหนดนโยบายและการวางแผนเชิงรุก ตลอดจนมุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) และสร้างความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศในระยะยาว”

          “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

 

กรมลดโลกร้อน ตัดสินการคัดเลือก ทสม. และเครือข่าย ทสม. ดีเด่น ระดับประเทศ ครั้งที่ 2/2568

          วันจันทร์ที่ 8 กันยายน 2568 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม จัดประชุมคณะกรรมการตัดสินการคัดเลือก ทสม. และเครือข่าย ทสม. ดีเด่น ระดับประเทศ ครั้งที่ 2/2568 ณ ห้องประชุมกรรณิการ์ – ราชาวดี (303 – 304) ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยมีนายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นคณะกรรมการ และนางสาวอุมา ศรีสุข ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นกรรมการและเลขานุการ เพื่อพิจารณาตัดสินการคัดเลือก ทสม. และเครือข่าย ทสม. ดีเด่น ระดับประเทศ ประจำปี 2568 จำนวน 28 ผลงาน จากทั้งหมด 135 ผลงาน ทั้งประเภทบุคคล และประเภทเครือข่าย ใน 2 สาขา 7 ด้านผลงาน ประกอบด้วย สาขาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 3 ด้านผลงาน ได้แก่ ด้านการจัดการทรัพยากรป่าไม้และพื้นที่สีเขียว ด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ และด้านการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ และสาขาการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 4 ด้านผลงาน ได้แก่ ด้านการจัดการขยะมูลฝอยเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้านการจัดการไฟป่า หมอกควัน และการเผาในที่โล่ง ด้านการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร และด้านการจัดการระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง ซึ่งที่ประชุมได้มีมติตัดสินการคัดเลือก ทสม. และเครือข่าย ทสม. ดีเด่น ระดับประเทศ ประจำปี 2568 ดังนี้
          1. ทสม. ดีเด่น ระดับประเทศ จำนวน 7 ราย
          2. ทสม. ดาวรุ่ง ระดับประเทศ จำนวน 7 ราย
          3. เครือข่าย ทสม. ดีเด่น ระดับประเทศ จำนวน 7 เครือข่าย
          4. เครือข่าย ทสม. ดาวรุ่ง ระดับประเทศ จำนวน 6 เครือข่าย
          ทั้งนี้ จะประกาศรายชื่อ ทสม. และเครือข่าย ทสม. ดีเด่น ประจำปี 2568 และจัดพิธีมอบรางวัลตามลำดับต่อไป

          “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

 

รับสมัครบุคคลเพื่อเลือกสรรเป็นบุคลากรช่วยปฏิบัติงาน ตำแหน่งที่รับสมัคร นักวิชาการสิ่งแวดล้อม (วุฒิปริญญาตรี) จำนวน 1 อัตรา

1. การรับสมัครบุคคลเพื่อเลือกสรรเป็นบุคลากรช่วยปฏิบัติงาน

 

กรมลดโลกร้อนร่วมประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อมครั้งที่ 18 (18th AMME) เสนอแนวนโยบายรับมือโลกร้อนในเวทีอาเซียน

     

         เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยผู้แทนกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ผู้แทนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อม ครั้งที่ 18 (18th ASEAN Ministrial Meeting on Environment: 18th AMME) และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 3 – 4 กันยายน 2568 ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติลังกาวี ประเทศมาเลเซีย โดยมี H.E. Datuk Seri Johari Abdul Ghani รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมมาเลเซีย เป็นประธานการประชุม ร่วมกับรัฐมนตรีอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อมจากประเทศสมาชิกอาเซียน ติมอร์เลสเต สำนักเลขาธิการอาเซียน และประเทศคู่เจรจา ในการนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบหมายให้ นางอรนุช หล่อเพ็ญศรี รองปลัดกระทรวงฯ ทำหน้าที่หัวหน้าคณะผู้แทนไทย เข้าร่วมประชุมดังกล่าว
          การประชุม 18th AMME เป็นการหารือระดับรัฐมนตรี เพื่อแลกเปลี่ยนนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งประเทศไทยให้ความสำคัญต่อการแก้ปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และได้กล่าวถ้อยแถลงการดำเนินนโยบายของไทยต่อที่ประชุมฯ โดยมุ่งเน้นการจัดทำการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดฉบับใหม่ (NDC 3.0) แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดทำร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนามาตรการและกลไกตามมาตรา 6 ของความตกลงปารีส ผ่านโครงการ High-Intregrity ASEAN Carbon Initiative (HACI) ตลอดจนการพัฒนาเมืองยั่งยืนเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชุมชนและพร้อมรับมือต่อสภาพภูมิอากาศ โดยที่ประชุมได้มีมติรับรองเอกสารสำคัญ ได้แก่ การรับรองร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำหรับการประชุม COP 30 และการพิจารณาการเสนอชื่อเมืองยั่งยืนอาเซียน ครั้งที่ 6 พร้อมกันนี้ ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าการจัดตั้งศูนย์อาเซียนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ACCC) การจัดทำแผนปฏิบัติการอาเซียนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ACCSAP) การจัดนิทรรศการ ASEAN Pavilion COP 30 และการหารือระหว่างสมาชิกอาเซียนกับประธาน UNFCCC COP 30 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 – 21 พฤศจิกายน 2568 ณ เมืองเบเล็ง สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล

          “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อนร่วมกับ ม.แม่ฟ้าหลวง จับมือผู้ประกอบการภูชี้ฟ้า จังหวัดเชียงราย จัดกิจกรรมส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวเพื่อรองรับการปรับตัวฯ

          กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวเพื่อรองรับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ระหว่างวันที่ 27-29 สิงหาคม 2568 ณ องค์การบริหารส่วนตำบลตับเต่า อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในมิติต่าง ๆ ให้สามารถพัฒนาแนวทางและออกแบบ กิจกรรมการท่องเที่ยว และรับมือต่อผลกระทบและภัยพิบัติต่าง ๆ ได้ โดยได้รับเกียรติจากนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และนายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานและมอบเกียรติบัตรให้แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม พร้อมด้วย นายพัฒณพงษ์ นาคะพงษ์ ปลัดอำเภอเทิง นางสาวระเบียบ ภูผา ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และผู้แทนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนร่วมเป็นเกียรติในครั้งนี้
         โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้แก่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พรรณนิภา ดอกไม้งาม ดร.ปฏิพัทธ์ ตันมิ่ง และอาจารย์ศรุตนันท์ โสภณิก ร่วมเป็นวิทยากรกระบวนการให้ความรู้ตลอดระยะเวลา 3 วันของกิจกรรม ซึ่งมีผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว เครือข่าย ทสม. องค์การบริหารส่วนตำบลตับเต่า และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกิจกรรมรวม 60 คน
          – วันที่ 27 สิงหาคม 2568 คณะศึกษาดูงานกิจกรรม “แนวทางการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภาคการท่องเที่ยวของชุมชนผาหมี” ผ่านการทำกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ ได้แก่ กิจกรรมตำข้าวปุ๊กงา การปั่นฝ้าย/ปักผ้าพื้นเมือง และการแปรรูปกาแฟแบบดั้งเดิม โดยหลังจากกิจกรรมศึกษาดูงานได้มีการสรุปผลการเรียนรู้เกี่ยวกับการต่อยอดการใช้เรื่องราวของชุมชนให้เกิดคุณค่าใหม่ ที่จะสร้างความน่าสนใจและดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาเยือนได้ตลอดปี
         – วันที่ 28 สิงหาคม 2568 สร้างความเข้าใจเรื่อง Climate Change สถานการณ์ความเสี่ยง ภัยพิบัติ และวิเคราะห์ผลกระทบในระดับพื้นที่ และแนวทางการปรับตัวภาคท่องเที่ยว ตลอดจนการเตรียมความพร้อมการรับมือของภาคท่องเที่ยว และแนวคิดหลักการบริหารจัดการภาคท่องเที่ยวเพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้แก่ผู้เข้าร่วม สร้างความต่อเนื่องทางธุรกิจด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
         – วันที่ 29 สิงหาคม 2568 กิจกรรมเชิงปฏิบัติการ จัดทำแผนการรับมือสำหรับภาคท่องเที่ยว และออกแบบกิจกรรม/การปรับรูปแบบการท่องเที่ยวตามบริบทและสถานการณ์ความเสี่ยง เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่กลุ่มผู้ประกอบการ ในการกำหนดรูปแบบกิจกรรมการท่องเที่ยวอย่างสร้างสรรค์ในพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม

          “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”