
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”




“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”




วันที่ 11 มิถุนายน 2569 นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ทำเหมืองอย่างยั่งยืน ระหว่างองค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กับ บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์ จำกัด เพื่อร่วมกันอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล ภายใต้แนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมี ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน ณ ห้องแถลงข่าว กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
โอกาสนี้ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ได้ลงนามในนามกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขณะที่นายชูโชค ศิวะคุณากร กรรมการผู้จัดการ–บริหารความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล และธุรกิจสัมพันธ์ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ลงนามในนามภาคเอกชน โดยมีนายบรรณรักษ์ เสริมทอง เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานกรรมการองค์การสวนพฤกษศาสตร์ นายวัฒนา ศักดิ์ชูวงษ์ ผู้อำนวยการองค์การสวนพฤกษศาสตร์ และนายปริญญา วิลัยธรรม ผู้อำนวยการธุรกิจและจัดหาวัตถุดิบ บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์ จำกัด ร่วมเป็นสักขีพยาน
ดร.รวีวรรณ กล่าวว่า ภายใต้นโยบาย “ทส. หนึ่งเดียว” ของนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ โดยจุดเริ่มต้นของความร่วมมือครั้งนี้เกิดจากการเห็นศักยภาพขององค์การสวนพฤกษศาสตร์ในการรวบรวมองค์ความรู้ด้านพรรณไม้เขาหินปูน จึงต่อยอดสู่การสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อพัฒนาเป็นต้นแบบการฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่เหมืองอย่างเป็นรูปธรรม โดยความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของภาครัฐและภาคเอกชนในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กับการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยตระหนักว่า “ปูนซีเมนต์” เป็นวัสดุพื้นฐานสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ทั้งด้านที่อยู่อาศัย ระบบคมนาคม และโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ขณะเดียวกัน การผลิตปูนซีเมนต์จำเป็นต้องใช้หินปูน ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ใช้เวลานับร้อยล้านปีในการก่อกำเนิด อีกทั้งระบบนิเวศเขาหินปูนยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของพืชและสัตว์หายากจำนวนมาก รวมถึงสิ่งมีชีวิตถิ่นเดียวของประเทศไทย จึงจำเป็นต้องได้รับการดูแลและอนุรักษ์อย่างจริงจัง







ลิ้งค์ เอกสารโครงการและแบบรายงานการจัดนิทรรศการ >> https://vcloud2.senate.go.th/cloud/index.php/s/sMawZqzyGeyJSwd
ลิ้งค์ แบบตอบรับเข้าร่วมประชุม >> https://forms.gle/QPGqNDk8Mf1G2cU66

ประเทศไทยต้องไปต่อ…อนาคตที่คุณอยากเห็นเป็นแบบไหน ?
ร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) และติดตามความก้าวหน้าของการจัดทำแผนพัฒนาฯ ได้ที่ 14thplan.nesdc.go.th
❛❛ ประเทศไทยในฝัน ร่วมผลักดันให้เป็นจริง❜❜

เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมเสริมศักยภาพ สร้างความรู้และโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุน ภายใต้หัวข้อ “Climate Ready & Funding Reach : เตรียมพร้อมรับมือ สื่อสารความรู้ เข้าถึงทุน Climate Change” พร้อมด้วย นางสาวอุมา ศรีสุข ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยมีภาคประชาสังคม ภาคสถาบันการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคธุรกิจ เข้าร่วมทั้งในรูปแบบ Onsite และ Online รวมกว่า 160 คน ซึ่งกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จัดขึ้นร่วมกับสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ณ ห้อง Ballroom A โรงแรม มารวยการ์เด้น กรุงเทพฯ
งานนี้มุ่งเน้นเสริมศักยภาพเครือข่ายสิ่งแวดล้อม ภาคประชาสังคม ภาคสถาบันการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคธุรกิจ โดยกิจกรรมประกอบด้วยการเสวนาเจาะลึกในหัวข้อ “จุดประกายโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน” จากผู้แทนแหล่งทุนชั้นนำ เช่น กองทุนสิ่งแวดล้อม กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย และตัวแทน PPP Plastics Alliance to End Plastic Waste บริษัทเซ็นทรัลทำ (Central THAM) และมูลนิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน และกิจกรรมรู้จักตัวตน การประเมินศักยภาพและระดับความพร้อม เพื่อการขอรับทุนที่เหมาะสมและถูกต้อง และการนำเสนอ “ภูมิทัศน์แหล่งทุนด้านสิ่งแวดล้อม/ภูมิอากาศ สำหรับชุมชนไทย” โดยวิทยากรจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น ซึ่งการจัดงานครั้งนี้ทำให้ผู้เข้าอบรมได้มีความรู้ความเข้าใจ มองเห็นภาพรวมของโอกาสและช่องทางในการขอรับสนับสนุนที่หลากหลายทั้งจากภาครัฐและเอกชน กิจกรรมนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการบ่มเพาะศักยภาพเครือข่ายในการพัฒนาข้อเสนอโครงการให้มีคุณภาพ โดยผ่านการเข้าร่วมกิจกรรมในระยะต่อๆ ไป อันจะนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ให้เกิดการเสริมพลังขับเคลื่อนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”









เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) พร้อมด้วยนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ดร.กิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ รศ.ดร.บัณฑิต ลิ้มมีโชคชัย หัวหน้าหน่วยวิจัยพลังงานที่ยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเจ้าหน้าที่ สส. เข้าร่วมการประชุมหารือกับผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Zoom Meeting) เพื่อหารือเกี่ยวกับเป้าหมายและมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคคมนาคมขนส่ง ภายใต้ NDC 3.0 และ LT-LEDS
ในการนี้ ดร.พิรุณ ได้กล่าวถึงกระบวนการจัดทำ NDC 3.0 และการปรับปรุง LT-LEDS ของประเทศไทยในภาพรวมต่อที่ประชุม พร้อมหารือแนวทางบูรณาการการดำเนินงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน รวมถึงการผลักดันมาตรการสำคัญ เช่น การส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (XEV) การส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพทดแทนน้ำมันเบนซินและดีเซล และการใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนในการขนส่งทางบก เป็นต้น เพื่อเร่งขับเคลื่อนนโยบายภาคคมนาคมให้สามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ภายในปี ค.ศ. 2050 ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม โดยการดำเนินงานในระยะต่อไป สส. และ สนข. จะหารือร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อกำหนดสมมติฐานที่เหมะสม (Optimize assumption) ในการประเมินและคาดการณ์ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคคมนาคมขนส่ง เพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบายที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”





วันที่ 28 เมษายน 2569 ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ นางสาวปรีญาพร สุวรรณเกษ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านการประสานท่าทีเจรจาและความร่วมมือระหว่างประเทศ ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นรองประธาน และ นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ ร่วมประชุมพร้อมกับผู้แทนหน่วยงานที่เข้าร่วมการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งสิ้น 23 คน ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
คณะอนุกรรมการฯ รับทราบถึงผลการประชุม COP 30 และการประชุมและเอกสารข้อริเริ่ม COP 30 ณ สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล รวมถึงผลการประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 64 (IPCC 64) พร้อมทั้งรับทราบผลการศึกษาความเป็นไปได้ของการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม COP 33 ของประเทศไทย ทั้งนี้ ได้มีมติเห็นชอบในเรื่องสำคัญ คือ กรอบท่าทีเจรจาของไทยในการประชุมกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประจำปี พ.ศ. 2569 – 2570 โดยมอบหมายให้ สส.เสนอต่อคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติและคณะรัฐมนตรีตามขั้นตอนต่อไป รวมทั้งมีมติเห็นชอบรายชื่อหน่วยงานของประเทศไทยในการเข้าร่วมการประชุมองค์กรย่อยภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประจำปี พ.ศ. 2569 ณ เมืองบอนน์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”







วันที่ 28 เมษายน 2569 นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดการประชุม “ขับเคลื่อนพื้นที่ต้นแบบด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศของเครือข่ายอาสาสมัครสิ่งแวดล้อม” ณ โรงแรมเอเชีย แอร์พอร์ท จังหวัดปทุมธานี ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 – 29 เมษายน 2569 โดยมีผู้แทนเครือข่าย ทสม. ดีเด่น จาก 21 พื้นที่ รวม 80 คน เข้าร่วม การประชุมในครั้งนี้มุ่งเน้นการยกระดับบทบาทอาสาสมัครจาก “ผู้ช่วย” สู่การเป็น “ผู้ขับเคลื่อนหลัก” (Key Drivers) และ “กลุ่มผู้นำการเปลี่ยนแปลง” (Change Agent) ที่มีศักยภาพในการรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติในพื้นที่ตนเอง โดยอาสาสมัครถือเป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงความต้องการ ของชุมชนสู่ภาครัฐ เพื่อร่วมกันบริหารจัดการวิกฤตภาวะโลกเดือดอย่างเป็นระบบ นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีฯ ได้เน้นย้ำแนวทางการทำงานที่สำคัญ ดังนี้ (1) การปรับตัวเชิงรุก (Adaptation) : ขับเคลื่อนตามแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (NAP) ทั้ง 6 ด้าน โดยบูรณาการภูมิปัญญาชาวบ้านเข้ากับหลักการทางวิทยาศาสตร์ และวิชาการสมัยใหม่ (2) การสร้างความยืดหยุ่น (Resilience) : น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ เพื่อสร้างชุมชนที่พึ่งพาตนเองได้ และยืดหยุ่นต่อวิกฤตเศรษฐกิจ พลังงาน และภัยพิบัติ ทั้งนี้ ภารกิจหลักที่สำคัญที่ต้องทำร่วมกัน คือ การระดมสมองสร้างแผนการปรับตัวของชุมชน (Community Adaptation Plan : CAP) ที่บูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับวิชาการ เพื่อยกระดับสู่ 21 พื้นที่ต้นแบบที่เป็น “ห้องเรียนมีชีวิต” ผ่านกิจกรรมหลัก อย่าง “เวทีชุมชน 72 ชั่วโมง แห่งการระดมสมอง” ซึ่งประกอบด้วย Workshop “Smart Adaptation” เพื่อวิเคราะห์ ความเสี่ยงและความเปราะบาง ของพื้นที่ และกิจกรรม “ต้นไม้แห่งคำมั่นสัญญา” เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเป้าหมายให้เป็นรูปธรรม
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”





วันที่ 27 เมษายน 2569 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จัดประชุมพิจารณา (ร่าง)แผนปฏิบัติการเสริมพลังความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
(พ.ศ. 2569 – 2573) ณ ห้องประชุมบัวหลวง (401) ชั้น 4 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิชอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมเป็นประธานการประชุม พร้อมด้วย นายโกเมศ พุทธสอน และ นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ ผู้อำนวยการสำนัก/ศูนย์/กอง และเจ้าหน้าที่กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จำนวน 40 คน ร่วมพิจารณา และเสนอข้อคิดเห็นต่อ (ร่าง) แผนปฏิบัติการเสริมพลังความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (พ.ศ. 2569 – 2573)
ทั้งนี้ที่ประชุมได้ให้ความคิดเห็น ดังนี้
1.พิจารณาบทบาทภารกิจหน่วยงานหลัก หน่วยงานสนับสนุน ที่มีความสอดคล้องกับ(ร่าง)แผนปฏิบัติการฯ รวมถึงโครงการสำคัญ (Flag Ship) ของหน่วยงานต่างๆที่มีความสำคัญต่อ(ร่าง)แผนปฏิบัติการฯ
2.ปรับปรุงกิจกรรมให้มีความสอดคล้องกับระยะเวลาและมีการเชื่อมโยงระหว่างแต่ละมาตรการที่มีความเกี่ยวข้อง
3.ปรับปรุงค่าเป้าหมาย ผลลัพธ์ ผลผลิต ของกิจกรรมให้เหมาะสม และสามารถวัดผล และดำเนินการได้จริง
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”




วันที่ 27 เมษายน 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดี นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดี และ นายปรมินทร์ แสนทรงศักดิ์ เลขานุการกรม เข้าร่วมประชุมทบทวนการจัดทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ณ ห้องประชุม ชั้น 17 อาคารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีนางรวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นประธานในการประชุมดังกล่าว ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณากรอบคำของบประมาณประจำปี ให้เป็นไปตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”



