ภัทรานันท์ นำทีมไทย เดินหน้า COP 30 ขยายความร่วมมือญี่ปุ่น-เยอรมนี ดันเป้าลดก๊าซเรือนกระจกสู่ Net Zero 2050

ภัทรานันท์ นำทีมไทย เดินหน้า COP 30

          วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 นางสาวภัทรานันท์ ทองประพาฬ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย พร้อมด้วย ดร. พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 30 และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง ณ เมืองเบเล็ง สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล
          ช่วงเช้า หัวหน้าคณะผู้แทนไทยให้การต้อนรับนายอิชิฮาระ ฮิโรทากะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศญี่ปุ่น ณ Thailand Pavilion โดยได้ร่วมพูดคุยและแลกเปลี่ยนการดำเนินนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งประเทศไทยมุ่งขับเคลื่อนเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก ตามเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด NDC 3.0 ซึ่งจะทำให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากถึง 47% ในอีก 10 ปีข้างหน้า (พ.ศ. 2578) และจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างโอกาสด้านเศรษฐกิจ รวมทั้งการเปลี่ยนผ่านทางสังคมให้แก่ประเทศไทย ในระยะยาว ซึ่งจะเป็นรากฐานในการไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี พ.ศ. 2593 หรือ Net Zero 2050 ตามนโยบายของรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
          ในช่วงบ่าย หัวหน้าคณะผู้แทนไทย พร้อมทั้งผู้บริหารระดับสูงของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ประชุมหารือทวิภาคีกับ Dr. Philipp Behrens ผู้แทนกระทรวงสิ่งแวดล้อม สภาพภูมิอากาศ การอนุรักษ์ธรรมชาติ และความปลอดภัยทางปรมาณู (BMUKN) แห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ถึงรายละเอียดการต่อยอดความร่วมมือภายใต้โครงการ IKI (International Climate Initiative) ที่รัฐบาลเยอรมนีให้การสนับสนุนประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เป็นเวลากว่า 16 ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 ซึ่งได้รับประโยชน์จากความร่วมมือรวมกว่า 30 โครงการ คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 200 ล้านยูโร (ประมาณ 7,000 ล้านบาท) เพื่อการดำเนินงานทั้งด้านการลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวต่อผลกระทบด้านสภาพอากาศ ตลอดจนการขับเคลื่อนนโยบายและการสนับสนุนเทคโนโลยี ให้สามารถเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจและสังคมไปสู่การพัฒนาประเทศในรูปแบบคาร์บอนต่ำ ทั้งนี้ ประเทศไทยได้รับทราบแนวทางการจัดทำข้อเสนอและกรอบวงเงินสนับสนุนจากรัฐบาลเยอรมนีให้แก่รัฐบาลไทยในรอบถัดไป (ปี พ.ศ. 2570 – 2575) ซึ่งจะเริ่มเจรจาในรายละเอียดระหว่างกันตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 เป็นต้นไป
          ต่อมา หัวหน้าคณะผู้แทนไทย ได้หารือกับผู้แทนจาก Environmental Defense Fund (EDF) เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและความร่วมมือด้านการลดการปล่อยก๊าซมีเทน โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือแนวทางยกระดับมาตรการลดการปล่อยในภาคส่วนสำคัญ รวมถึงการสนับสนุนให้สถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งประเทศไทยมีความสนใจ และพิจารณาความเป็นไปได้ที่จะร่วมกันขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก ให้ตอบสนองต่อการบรรลุเป้าหมายระยะยาวของประเทศ
          ในช่วงเย็น ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้แทนของประเทศไทย เข้าร่วมแลกเปลี่ยนทรรศนะในการประชุมระดับสูง JCM ครั้งที่ 11 โดยย้ำความร่วมมืออันยาวนานกับญี่ปุ่นที่ช่วยขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม โดยทั้งสองประเทศได้บรรลุหมุดหมายสำคัญด้วยการเป็นประเทศแรก ๆ ของโลกที่ดำเนินการถ่ายโอนผลการลดก๊าซเรือนกระจก ภายใต้กลไกข้อ 6.2 ของความตกลงปารีสได้จริง ซึ่งสะท้อนถึงความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ และเป็นกลไกสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมาย NDC นอกจากนี้ ประเทศไทยยืนยันความมุ่งมั่นในการเสริมสร้างความร่วมมือกับญี่ปุ่นและประเทศหุ้นส่วน เพื่อมุ่งสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป
          ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ยังจัด Thailand Pavillion เปิดให้เข้าชมนิทรรศการอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งวันนี้ มีเวทีเสวนาที่เข้มข้นในหลากหลายประเด็น ได้แก่ บัญชีคาร์บอนช่วยเร่งความโปร่งใสและความเชื่อมั่นบนเส้นทาง Net Zero 2050 การแสดงพลังของเยาวชนท่ามกลางวิกฤตภูมิอากาศ การลงทุนสีเขียว การครบรอบ 10 ปีข้อตกลงปารีส ทศวรรษแห่งการมุ่งมั่น การลงมือและความรับผิดชอบ ปิดท้ายด้วยการจัดการความเสี่ยงแบบบูรณาการเพื่อการรับมือกับความสูญเสียและความเสียหาย

          “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ภัทรานันท์ นำทีมไทย เดินหน้า COP 30

ภัทรานันท์ นำทีมไทย เดินหน้า COP 30

ภัทรานันท์ นำทีมไทย เดินหน้า COP 30

ภัทรานันท์ นำทีมไทย เดินหน้า COP 30

ภัทรานันท์ นำทีมไทย เดินหน้า COP 30

ภัทรานันท์ นำทีมไทย เดินหน้า COP 30

สุชาติ มอบ ภัทรานันท์ รองเลขาฯนายก ร่วมพิธีเปิดการประชุมผู้แทนระดับสูง COP30 เดินหน้าบรรลุเป้าหมาย 1.5 องศา เร่งก้าวสู่มาตรฐานสากลด้านสภาพภูมิอากาศ

ภัทรานันท์ รองเลขาฯนายก ร่วมพิธีเปิดการประชุมผู้แทนระดับสูง COP30

 

          เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้นางสาวภัทรานันท์ ทองประพาฬ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย พร้อมด้วย ดร. พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และคณะผู้แทนไทย เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมผู้แทนระดับสูง ของการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 30 (COP 30) ณ เมืองเบเล็ง สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล โดยนาย Simon Stiell เลขาธิการกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้เน้นย้ำให้ประเทศภาคีเร่งดำเนินการตามความตกลงปารีสที่จะควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยโลกให้ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ให้บรรลุผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรรม
          วันเดียวกันนี้ นางสาวภัทรานันท์ ทองประพาฬ ได้ติดตามความก้าวหน้าการเจรจาในห้วงสัปดาห์แรก โดยเฉพาะจัดทำตัวชี้วัดเป้าหมายการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับโลก (GGA) ที่สอดคล้องกับทิศทางดำเนินงาน วัดผลได้และไม่สร้างภาระเพิ่มเติม รวมถึงการดำเนินงานตามแผน Bakuto Belem roadmap to 1.3T เพื่อติดตามการระดมเงินทุน 1.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ที่มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ให้กับภาคีประเทศกำลังพัฒนา โดยนางสาวภัทรานันท์ เน้นย้ำให้ผู้แทนหน่วยงานติดตามประเด็นเจรจาอย่างใกล้ชิด และยึดถือผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ
          อีกทั้ง นางสาวภัทรานันท์ ยังได้ร่วมกล่าวแสดงวิสัยทัศน์ร่วมกับ Ms. Grace Fu รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ กล่าวถึง ข้อตกลงการดำเนินงานด้านคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศของไทย-สิงคโปร์ ที่ลงนามเมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา และจะประกาศรับข้อเสนอการดำเนินโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคป่าไม้ภายในไตรมาสแรกของปี 2569 แสดงถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการยกระดับมาตรฐานเทียบเท่าสากลและมุ่งสู่การเป็นผู้นำในภูมิภาค ซึ่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้เตรียมการประกาศระเบียบวิธีขั้นตอน เพื่อใช้เป็นแนวทางพัฒนาโครงการสำหรับการถ่ายโอนผลการลดก๊าซเรือนกระจกระหว่างประเทศต่อไป
          นอกจากนี้ ยังได้เยี่ยมชม Thailand Pavillion รับฟังการนำเสนอข้อมูลการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ณ ปี ค.ศ. 2035 หรือ NDC 3.0 รวมถึงข้อมูลการลงทุนและแผนธุรกิจในการพัฒนานวัตกรรมการลดก๊าซเรือนกระจกของ ปตท. และการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ใน Innovation Zone พร้อมพูดคุยกับผู้แทนเยาวชนไทยในการสร้างแรงขับเคลื่อนสังคมให้แก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศและสร้างภูมิคุ้มกัน นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตในสถานการณ์ภูมิอากาศโลกที่มีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น อีกทั้ง Thailand Pavilion ยังมีเวทีเสวนาหลากหลายประเด็น โดยนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และผู้ทรงคุณวุฒิที่หลากหลายสาขา ร่วมเสวนาแสดงถึงความสำคัญของป่าไม้เขตร้อนที่สำคัญต่อการบรรเทาและบรรลุเป้าหมายการปรับตัว ความมั่นคงทางน้ำที่สำคัญอย่างยิ่งต่อมวลมนุษยชาติ ระบบตลาดคาร์บอนในภูมิภาคอาเซียน ยึดหลักความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือสูง เชื่อมโยงกับตลาดคาร์บอนระดับโลก ปิดท้ายด้วยการเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างเป็นธรรมตัวช่วยสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายจากคำมั่นสัญญาสู่การลงมือปฏิบัติจริง

          “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ภัทรานันท์ รองเลขาฯนายก ร่วมพิธีเปิดการประชุมผู้แทนระดับสูง COP30

ภัทรานันท์ รองเลขาฯนายก ร่วมพิธีเปิดการประชุมผู้แทนระดับสูง COP30

ภัทรานันท์ รองเลขาฯนายก ร่วมพิธีเปิดการประชุมผู้แทนระดับสูง COP30

ภัทรานันท์ รองเลขาฯนายก ร่วมพิธีเปิดการประชุมผู้แทนระดับสูง COP30

ภัทรานันท์ รองเลขาฯนายก ร่วมพิธีเปิดการประชุมผู้แทนระดับสูง COP30

ภัทรานันท์ รองเลขาฯนายก ร่วมพิธีเปิดการประชุมผู้แทนระดับสูง COP30

“สุชาติ” เผย COP30 เปิดฉาก ยกระดับการต่อสู้ “เร่งลดอุณหภูมิโลกให้เร็วขึ้น”

COP30

          “สุชาติ” เผย เปิดฉาก ยกระดับการต่อสู้ “เร่งลดอุณหภูมิโลกให้เร็วขึ้น”

          นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 30 (COP 30) และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง ได้เปิดการประชุมอย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 โดย อธิบดีกรมการเปลี่ยนเเปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ ดร.กิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ พร้อมผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ในฐานะผู้แทนไทย เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม ณ เมืองเบเล็ง สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล
นาย André Corrêa do Lago รัฐมนตรีช่วยด้านสภาพภูมิอากาศ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม กระทรวงการต่างประเทศของบราซิล ในฐานะประธาน COP30 ได้กล่าวเน้นย้ำถึง การรวมตัวเพื่อยกระดับการต่อสู้กับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามแนวทางพหุภาคีระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่องภายใต้ความตกลงปารีส และต้องทำงานให้หนักขึ้นเพื่อลดอุณหภูมิโลกให้ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะติดตามประเด็นเจรจาที่สำคัญอย่างใกล้ชิด ตลอดช่วงระหว่างวันที่ 10 -21 พฤศจิกายน 2568
          ด้าน นาย Simon Steill เลขาธิการ UNFCCC ได้กล่าวถึง ภารกิจอีกมากที่ต้องดำเนินการให้เร็วขึ้น โดยมีวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าต้องจำกัดอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส โดยหลีกเลี่ยงความเสียหายในรูปแบบต้นทุนของการไม่ลงมือทำด้วยการเปลี่ยนผ่านพลังงาน การกำหนดตัวชี้วัดการปรับตัวระดับโลก รวมถึงการจัดทำแผนการเงิน Baku to Belém Roadmap to 1.3T ให้แล้วเสร็จ
นอกจากนี้ นาย Luiz Inácio Lula da Silva ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐบราซิล ได้ยืนยันเป้าหมายที่จะเป็น COP แห่งความจริง หรือ The COP of Truth และเป็น COP แห่งการนำไปปฏิบัติ และเน้นย้ำว่าแม้จะมีความก้าวหน้าที่บรรลุผลนับตั้งแต่ความตกลงปารีส แต่ความก้าวหน้าระดับโลกยังคงไม่เพียงพอที่จะควบคุมภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน
          ในวันเดียวกันนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ยังได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน เปิด Thailand Pavilion จัดกิจกรรมคู่ขนานเวที COP30 เป็นวันแรก ด้วยการเสวนา “Day One, We Rise: The COP Kick-Off with Youth Negotiators” ซึ่งมีตัวแทนจากกลุ่มเยาวชนจากหลากหลายประเทศ อาทิ แอลเบเนีย ยูกันดา ซูดาน โอมาน ชิลี และประเทศไทย ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ในฐานะนักเจรจาทางด้านสภาพภูมิอากาศ (climate negotiators) และบทบาทหน้าที่ในการเจรจาทางด้านสภาพภูมิอากาศ ร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน
          ในการเสวนาได้กล่าวถึงการที่ประเทศจะดำเนินการตามตกลงปารีสอย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลจำเป็นต้องนำเยาวชน เข้ามาตลอดทั้งกระบวนการจนถึงการนำไปปฏิบัติ เช่น มีส่วนร่วมในการจัดการประชุมระดับชาติหรือระดับท้องถิ่น ผู้ร่วมเสวนามีความเห็นร่วมกันว่าการประชุมสหประชาชาติยังคงเป็นเวทีสำคัญที่สุดเวทีหนึ่งของโลกในการรวมตัวกันมากกว่าหลายประเทศเพื่อเจรจาและหารือข้อตกลงร่วมกันในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผู้ร่วมเสวนามีความเห็นว่าการประชุมสหประชาชาติครั้งที่ 30 ปีนี้มีความน่าสนใจอยู่ 3 ประการ ได้แก่ 1. การพัฒนาของ Global Goal on Adaptation (GGA) 2.การนำ Gender Action Plan (GAP) มาใช้ในทางปฏิบัติ และ 3. ความคืบหน้าของ Climate Finance นอกจากนั้น ผู้ร่วมเสวนาได้กล่าวถึงประเด็นที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ intergenerational dialogue ซึ่งให้ความสำคัญกับความร่วมมือกันระหว่าง generation ว่าเป็นสิ่งสำคัญในการเผชิญหน้าปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
          ทั้งนี้ ท่านที่สนใจสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของการประชุม COP 30 และความเคลื่อนไหวใน Thailand Pavilion ได้ทาง Facebook กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้ทุกวันไปจนถึงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568

ที่มาภาพ: UN Climate Change

          “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

COP30

COP30

COP30

COP30

COP30

COP30

 

กรมลดโลกร้อน ร่วมจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการว่าด้วยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำ ในพื้นที่เมืองแบบบูรณาการและบทบาทของแนวทางการแก้ไขปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติ

กรมลดโลกร้อน ร่วมจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการว่าด้วยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำ ในพื้นที่เมืองแบบบูรณาการและบทบาทของแนวทางการแก้ไขปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติ

          เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการว่าด้วยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เมืองแบบบูรณาการและบทบาทของแนวทางการแก้ไขปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติ ร่วมกับ ดร. ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และ Ms. Sibella Stern, First Secretary Development, Australian Embassy พร้อมด้วย นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นางพัชรวีร์ สุวรรณิก รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และนายชุมลาภ เตชะเสน ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เข้าร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 80 คน
          ในการประชุมเชิงปฏิบัติการนี้ ได้รวบรวมหน่วยงานภาครัฐ มหาวิทยาลัย และพันธมิตร เพื่อพัฒนาความเข้าใจร่วมกันในการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการและแนวทางแก้ไขปัญหาที่อาศัยธรรมชาติ (Nature-Based Solutions: NbS) สามารถรับมือกับความท้าทายด้านน้ำในเขตเมืองของประเทศไทยได้ โดยมุ่งหวังที่จะเชื่อมโยงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ นโยบาย และแนวปฏิบัติ เพื่อสร้างกรอบการทำงานระดับชาติสำหรับระบบน้ำในเขตเมืองที่ยั่งยืนและมีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างกรอบความคิดการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการในหน่วยงานและภาคส่วนต่างๆ พร้อมทั้งร่วมกันพิจารณาความท้าทายด้านน้ำในเขตเมืองและแนวทางแก้ไขปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติ (Nature-Based Solutions: NbS) และสร้างความเชื่อมโยงระหว่างงานวิจัยและภาครัฐเพื่อสนับสนุนการดำเนินการที่สอดคล้องและสนับสนุนกัน

          “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการว่าด้วยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำ ในพื้นที่เมืองแบบบูรณาการและบทบาทของแนวทางการแก้ไขปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติ

กรมลดโลกร้อน ร่วมจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการว่าด้วยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำ ในพื้นที่เมืองแบบบูรณาการและบทบาทของแนวทางการแก้ไขปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติ

กรมลดโลกร้อน ร่วมจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการว่าด้วยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำ ในพื้นที่เมืองแบบบูรณาการและบทบาทของแนวทางการแก้ไขปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติ

กรมลดโลกร้อน ร่วมจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการว่าด้วยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำ ในพื้นที่เมืองแบบบูรณาการและบทบาทของแนวทางการแก้ไขปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติ

กรมลดโลกร้อน ร่วมจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการว่าด้วยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำ ในพื้นที่เมืองแบบบูรณาการและบทบาทของแนวทางการแก้ไขปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติ

กรมลดโลกร้อน ร่วมจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการว่าด้วยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำ ในพื้นที่เมืองแบบบูรณาการและบทบาทของแนวทางการแก้ไขปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติ

กรมลดโลกร้อน ร่วมปาฐกถาพิเศษ ในงานประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 27

กรมลดโลกร้อน ร่วมปาฐกถาพิเศษ ในงานประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 27

          เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติปาฐกถาพิเศษในงานประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 27 ประจำปี 2568 “ประชาธิปไตยและการทูตสิ่งแวดล้อม : แพลตฟอร์มสำหรับประเทศไทย ในโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง (Environment Democracy and Diplomacy : A Platform for Thailand in the Transformative World)” ในหัวข้อ “ก้าวสู่อนาคตสีเขียว : ขับเคลื่อนสิ่งแวดล้อมในโลกที่เปลี่ยนแปลง (Thailand’s Green Future: Driving Environmental Action in a Changing World)” ณ ห้องประชุม B1-1 อาคารรัฐสภา เกียกกาย จัดโดยสถาบันพระปกเกล้า เพื่อเป็นเวทีสาธารณะในการอภิปรายทางวิชาการและประสบการณ์เกี่ยวกับประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม และการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่การเมืองสิ่งแวดล้อมในระดับนานาชาติ ตลอดจนนำเสนอแนวทางการพัฒนาองค์ความรู้ในการนำประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อมมาใช้ในพื้นที่การเมืองสิ่งแวดล้อมในทุกระดับ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย
         ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช ได้กล่าวถึงกฎหมายสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศที่มีบทบาทสำคัญต่อความร่วมมือของประชาคมโลก อาทิ ปฏิญญาสตอกโฮล์ม ปฏิญญาริโอ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของอนุสัญญาที่สำคัญ ได้แก่ อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (CBD) อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทรายและความแห้งแล้ง (UNCCD) และกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) พร้อมกล่าวถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ที่ได้บัญญัติหลักการด้านสิ่งแวดล้อมไว้อย่างชัดเจน รวมทั้งนโยบายและการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย ทั้งในด้านการลดก๊าซเรือนกระจก ด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ (ร่าง) พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ระบบเศรษฐกิจและสังคมแบบคาร์บอนต่ำโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยมีสมาชิกรัฐสภา ผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศ ผู้แทนจากหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และแบบออนไลน์เข้าร่วมรับฟังทั้งสิ้นจำนวน 300 คน

          “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมปาฐกถาพิเศษ ในงานประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 27

กรมลดโลกร้อน ร่วมปาฐกถาพิเศษ ในงานประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 27

กรมลดโลกร้อน ร่วมปาฐกถาพิเศษ ในงานประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 27

กรมลดโลกร้อน ร่วมปาฐกถาพิเศษ ในงานประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 27

กรมลดโลกร้อน ร่วมปาฐกถาพิเศษ ในงานประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 27

 

กรมลดโลกร้อน ร่วมพิธีปิดโครงการ CAL Forum รุ่นที่ 4 ผนึกพลังผู้นำทุกภาคส่วน เดินหน้าประเทศไทยสู่ Carbon Neutrality และ Net Zero

กรมลดโลกร้อน ร่วมพิธีปิดโครงการ CAL Forum รุ่นที่ 4 ผนึกพลังผู้นำทุกภาคส่วน เดินหน้าประเทศไทยสู่ Carbon Neutrality และ Net Zero

          เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีปิดโครงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ Climate Action Leaders Forum (CAL Forum) รุ่น 4 โดยมี ดร.ชญานันท์ ภักดีจิตต์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงฯ ผู้นำองค์กรจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา รัฐวิสาหกิจ ตลอดจนองค์กรอิสระ เข้าร่วมในพิธีปิด ณ สโมสรราชพฤกษ์ กรุงเทพมหานคร
          นายสุชาติ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นวิกฤติระดับโลกที่ไม่มีประเทศใดหรือภาคส่วนใดสามารถแก้ไขได้เพียงลำพัง แต่ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน เราได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า พลังของผู้นำและการลงมือทำ สามารถขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่ความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในฐานะหน่วยงานหลัก จะเดินหน้าขับเคลื่อนภารกิจด้านสภาพภูมิอากาศอย่างเข้มแข็ง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย “ความเป็นกลางทางคาร์บอน” (Carbon Neutrality) และ “การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์” (Net Zero) ภายในปี 2050 สิ่งที่เกิดขึ้นในเวทีนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แต่คือการจุดประกายแรงศรัทธาและความหวัง เพื่อให้เกิดการลงมือทำจริงในพื้นที่ โดยอาศัยพลังของเครือข่ายผู้นำจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมให้เกิดขึ้นทั่วประเทศ
โครงการ Climate Action Leaders Forum (CAL Forum) จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยความร่วมมือระหว่างองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) และกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนภาคีเครือข่ายจากทุกภาคส่วน มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ของผู้นำองค์กรในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เสริมสร้างศักยภาพในการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน

          “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมพิธีปิดโครงการ CAL Forum รุ่นที่ 4 ผนึกพลังผู้นำทุกภาคส่วน เดินหน้าประเทศไทยสู่ Carbon Neutrality และ Net Zero

กรมลดโลกร้อน ร่วมพิธีปิดโครงการ CAL Forum รุ่นที่ 4 ผนึกพลังผู้นำทุกภาคส่วน เดินหน้าประเทศไทยสู่ Carbon Neutrality และ Net Zero

กรมลดโลกร้อน ร่วมพิธีปิดโครงการ CAL Forum รุ่นที่ 4 ผนึกพลังผู้นำทุกภาคส่วน เดินหน้าประเทศไทยสู่ Carbon Neutrality และ Net Zero

กรมลดโลกร้อน ร่วมพิธีปิดโครงการ CAL Forum รุ่นที่ 4 ผนึกพลังผู้นำทุกภาคส่วน เดินหน้าประเทศไทยสู่ Carbon Neutrality และ Net Zero

กรมลดโลกร้อน ร่วมพิธีปิดโครงการ CAL Forum รุ่นที่ 4 ผนึกพลังผู้นำทุกภาคส่วน เดินหน้าประเทศไทยสู่ Carbon Neutrality และ Net Zero

กรมลดโลกร้อน จับมือ สสปน. บูรณาการงานเพื่อความยั่งยืน

กรมลดโลกร้อน จับมือ สสปน. บูรณาการงานเพื่อความยั่งยืน

          เมื่อวันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน 2568 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ประชุมหารือแนวทางการขับเคลื่อนงานเพื่อความยั่งยืน ณ ห้องประชุมบัวหลวง (401) ชั้น 4 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยมีดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน พร้อมด้วยนายปวิช เกศววงศ์ และนายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และคณะผู้บริหารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาสและสิ่งแวดล้อม ประชุมร่วมกับ ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) พร้อมคณะผู้บริหารของสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) รวมจำนวน 19 คน ซึ่งที่ประชุมมีแนวทางความร่วมมือภายหลังการทำบันทึกความเข้าใจความร่วมมือระหว่างองค์กรแล้วประกอบด้วย การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมไมซ์ การแลกเปลี่ยนข้อมูลพื้นฐาน เพื่อกำหนดเป้าหมาย ติดตามและวัดผลการลดก๊าซเรือนกระจก การพัฒนาองค์ความรู้ต่าง ๆ เช่น การจัดทำคู่มือ แนวปฏิบัติเรื่องการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการประชาสัมพันธ์ร่วมกันเพื่อให้เกิดความยั่งยืน เป็นต้น

          “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จับมือ สสปน. บูรณาการงานเพื่อความยั่งยืน

กรมลดโลกร้อน จับมือ สสปน. บูรณาการงานเพื่อความยั่งยืน

กรมลดโลกร้อน จับมือ สสปน. บูรณาการงานเพื่อความยั่งยืน

กรมลดโลกร้อน จับมือ สสปน. บูรณาการงานเพื่อความยั่งยืน

กรมลดโลกร้อน จับมือ สสปน. บูรณาการงานเพื่อความยั่งยืน

กรมลดโลกร้อน จับมือ สสปน. บูรณาการงานเพื่อความยั่งยืน

 

กรมลดโลกร้อนร่วมรับเสด็จในพิธีเปิดการประชุมวิชาการและนิทรรศการ ครั้งที่ 12 “ทรัพยากรไทย : หวนดูทรัพย์สิ่งสินตน”

กรมลดโลกร้อนร่วมรับเสด็จในพิธีเปิดการประชุมวิชาการและนิทรรศการ ครั้งที่ 12 “ทรัพยากรไทย : หวนดูทรัพย์สิ่งสินตน”

          เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นองค์ประธานเปิดการประชุมวิชาการและนิทรรศการ ครั้งที่ 12 “ทรัพยากรไทย : หวนดูทรัพย์สิ่งสินตน” ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ โดย นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยนางสาวระเบียบ ภูผา ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาทและทูลเกล้าถวายของที่ระลึก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ภายในงานกรมลดโลกร้อนร่วมจัดแสดงนิทรรศการ “ลดโลกร้อน เพื่อสิ่งแวดล้อมยั่งยืน : อนุรักษ์ ใช้ประโยชน์ ดูดซับ” นำเสนอผลการดำเนินงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2568 สนองพระราชดำริโดย กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย พื้นที่ต้นแบบการแก้ไขปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions หรือ NbS) ศูนย์เรียนรู้พื้นที่สีเขียวป่านิเวศ (Eco Forest) และการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช การปลูกป่านิเวศเลียนแบบโครงสร้างธรรมชาติโดยใช้พันธ์ไม้ท้องถิ่น แหล่งการสะสมคาร์บอน (Carbon Pool) และโครงการเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืน
          ก้าวต่อไป อนุรักษ์ ใช้ประโยชน์ ดูดซับ เพื่อเป้าหมายประเทศไทยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2050

          “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อนร่วมรับเสด็จในพิธีเปิดการประชุมวิชาการและนิทรรศการ ครั้งที่ 12 “ทรัพยากรไทย : หวนดูทรัพย์สิ่งสินตน”

กรมลดโลกร้อนร่วมรับเสด็จในพิธีเปิดการประชุมวิชาการและนิทรรศการ ครั้งที่ 12 “ทรัพยากรไทย : หวนดูทรัพย์สิ่งสินตน”

กรมลดโลกร้อนร่วมรับเสด็จในพิธีเปิดการประชุมวิชาการและนิทรรศการ ครั้งที่ 12 “ทรัพยากรไทย : หวนดูทรัพย์สิ่งสินตน”

กรมลดโลกร้อนร่วมรับเสด็จในพิธีเปิดการประชุมวิชาการและนิทรรศการ ครั้งที่ 12 “ทรัพยากรไทย : หวนดูทรัพย์สิ่งสินตน”

กรมลดโลกร้อนร่วมรับเสด็จในพิธีเปิดการประชุมวิชาการและนิทรรศการ ครั้งที่ 12 “ทรัพยากรไทย : หวนดูทรัพย์สิ่งสินตน”

 

รมว.สุชาติ–กรมลดโลกร้อน จับมือ ปตท. ขับเคลื่อนเทคโนโลยี CCS และการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ยั่งยืน

รมว.สุชาติ–กรมลดโลกร้อน จับมือ ปตท. ขับเคลื่อนเทคโนโลยี CCS และการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ยั่งยืน

          เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้การต้อนรับ ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ และคณะผู้บริหารจากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในโอกาสเข้าหารือ ณ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการขับเคลื่อนเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage: CCS) ในประเทศไทยการหารือครั้งนี้ให้ความสำคัญกับการจัดทำกฎหมายเฉพาะสำหรับการกำกับดูแลการดำเนินงานด้าน CCS ที่มีความชัดเจน ตลอดจนการพิจารณาแนวทางสนับสนุนการลงทุนที่เหมาะสม ทั้งในรูปแบบสิทธิประโยชน์ทางภาษีหรือกลไกจูงใจอื่น ๆ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาโครงการ CCS ของภาคเอกชนอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือถึงการเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีเพื่อรองรับเป้าหมายการยุติการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ระยะยาวของประเทศไทยในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ (LT-LEDS) ทั้งนี้ การหารือในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการยกระดับศักยภาพของประเทศไทยในการลดก๊าซเรือนกระจก และขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

          “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

รมว.สุชาติ–กรมลดโลกร้อน จับมือ ปตท. ขับเคลื่อนเทคโนโลยี CCS และการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ยั่งยืน

รมว.สุชาติ–กรมลดโลกร้อน จับมือ ปตท. ขับเคลื่อนเทคโนโลยี CCS และการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ยั่งยืน

รมว.สุชาติ–กรมลดโลกร้อน จับมือ ปตท. ขับเคลื่อนเทคโนโลยี CCS และการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ยั่งยืน

รมว.สุชาติ–กรมลดโลกร้อน จับมือ ปตท. ขับเคลื่อนเทคโนโลยี CCS และการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ยั่งยืน

 

สุชาติ ชง ครม. ไฟเขียว! ไทยยกระดับ NDC 3.0 เร่งขับเคลื่อน Net Zero 2050 สู้โลกเดือด พลิกโอกาสเศรษฐกิจยั่งยืน

สุชาติ ชง ครม. ไฟเขียว! ไทยยกระดับ NDC 3.0 เร่งขับเคลื่อน Net Zero 2050 สู้โลกเดือด พลิกโอกาสเศรษฐกิจยั่งยืน

          นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 มีมติเห็นชอบต่อร่างเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด ฉบับที่ 2 (NDC 3.0) ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการเร่งเป้าหมาย Net Zero ให้เร็วขึ้น 15 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับ 1.5 ºC Pathway ตามนโยบายของรัฐบาลข้อ 13 การผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ ที่นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล แถลงต่อรัฐสภา โดยมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ (Economy-wide) ณ ปี ค.ศ. 2035 (พ.ศ. 2578) และเร่งเพิ่มเป้าหมายการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกในภาคป่าไม้และการใช้ประโยชนที่ดิน (LULUCF) ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ 152 MtCO2eq หรือลดลงร้อยละ 47 จากระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี ค.ศ. 2019 รวมถึงได้จัดทำแผนการลงทุนเพื่อดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศ 230,000 ล้านบาท ในการสนับสนุนไทยลดก๊าซเรือนกระจก 32.8 MtCO2eq ตามเงื่อนไขของความตกลงปารีส
          รมว.ทส. เน้นย้ำว่า การยกระดับเป้าหมาย NDC 3.0 เป็นการเร่งรัดการดำเนินงานตามข้อสั่งการของท่านนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล เพื่อให้บรรลุตามนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาโดยเร็ว ทั้งยัง จะเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่จะช่วยให้ประเทศไทยมีแต้มต่อในเวทีโลก เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศ มีศักยภาพดึงดูดการลงทุนสีเขียวและสร้างงานใหม่ ๆ ในภาคเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่การพัฒนาแบบปล่อยคาร์บอนต่ำ โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) ได้จัดส่ง NDC 3.0 ในช่วงบ่ายของวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ต่อ UNFCCC และจะนำเสนอต่อที่ประชุม COP 30 ณ เมืองเบเล็ง สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล เพื่อประกาศความมุ่งมั่นของไทยในเวทีโลกอย่างเป็นทางการ รวมถึงเร่งการจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแปลงเป้าหมายสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกับการเชื่อมโยงระบบติดตามผลแบบดิจิทัล (Digital Tracking) เพื่อให้การดำเนินงานมีความโปร่งใส รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพต่อไป

          “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”