กรมลดโลกร้อน หารือร่วมกับ สบน. เพื่อจัดทำ Sustainability-Linked Bond (SLB) รุ่นใหม่ และ Transition Bond

กรมลดโลกร้อน หารือร่วมกับ สบน. เพื่อจัดทำ Sustainability-Linked Bond (SLB) รุ่นใหม่ และ Transition Bond

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ดร.กิตติศักดิ์ พฤกษ์นานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ หารือร่วมกับ นายพลช หุตะเจริญ ที่ปรึกษาด้านตลาดตราสารหนี้ นายยุทธพงศ์ เอี่ยมแจ้ง ผู้อำนวยการกองพัฒนาตลาดตราสารหนี้ นายกะรัส บุญเรือง ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาตลาดตราสารหนี้ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อทบทวนผลการดำเนินงานของ Sustainability-Linked Bond (SLB) รุ่นที่ 1 และพิจารณาแนวทางการออก SLB รุ่นที่ 2 รวมถึง Transition Bond ในระยะถัดไป
          โดย SLB รุ่นที่ 1 ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และสถานะตัวชี้วัดด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจกยังเป็นไปตามแผน อย่างไรก็ดี ตัวชี้วัดด้านการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) มีความท้าทายสูง จึงเห็นควรทบทวนแนวทางและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม โดยเฉพาะในมิติของมาตรการและกลไกสนับสนุนฝั่งผู้ใช้ พร้อมกันนี้ ที่ประชุมได้หารือแนวทางการพัฒนา SLB รุ่นที่ 2 โดยเห็นควรจัดทำตัวชี้วัดและเป้าหมายที่มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทการขับเคลื่อนนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ นอกจากนี้ ยังได้แลกเปลี่ยนแนวคิดการออก Transition Bond เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยเน้นความจำเป็นในการคัดเลือกโครงการของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจที่มีความพร้อม มีเจ้าของโครงการชัดเจน และสามารถอธิบายตัวชี้วัดการเปลี่ยนผ่าน (Transition) ได้อย่างเหมาะสม
ส่วนแผนการดำเนินงานร่วมกันของทั้ง 2 หน่วยงานในระยะถัดไป คือ
         1) ทบทวนความคืบหน้าของ EV ภายใต้ SLB รุ่นที่ 1 (อาทิ จำนวนรถ EV และการลดก๊าซเรือนกระจก)
         2) จัดทำข้อมูล Indicators สำหรับ SLB รุ่นที่ 2 เพื่อคัดเลือก Sectors ที่มีความเหมาะสม
         3) จัดประชุมหารือ Transition Bond โดยเชิญรัฐวิสาหกิจไทย (Potential Project Developers) ในภาคการลดก๊าซเรือนกระจกมาร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น เพื่อประเมินความเป็นไปได้ และนำแนวคิดดังกล่าวไปหารือเพื่อขอความเห็นและความเป็นไปได้ในเบื้องต้นจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติต่อไป

         “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน หารือร่วมกับ สบน. เพื่อจัดทำ Sustainability-Linked Bond (SLB) รุ่นใหม่ และ Transition Bond

กรมลดโลกร้อน หารือร่วมกับ สบน. เพื่อจัดทำ Sustainability-Linked Bond (SLB) รุ่นใหม่ และ Transition Bond

กรมลดโลกร้อน หารือร่วมกับ สบน. เพื่อจัดทำ Sustainability-Linked Bond (SLB) รุ่นใหม่ และ Transition Bond

กรมลดโลกร้อน หารือร่วมกับ สบน. เพื่อจัดทำ Sustainability-Linked Bond (SLB) รุ่นใหม่ และ Transition Bond

 

กรมลดโลกร้อน ร่วมศึกษาดูงาน Green Technology Bank (GTB) และ Lingang Group ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน

กรมลดโลกร้อน ร่วมศึกษาดูงาน Green Technology Bank (GTB) และ Lingang Group ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน

          เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายบรรณรักษ์ เสริมทอง เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายชยงค์ บริสุทธิ์สวัสดิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานเทคโนโลยี คาร์บอนโซลูชั่น และการเติบโตอย่างยั่งยืน บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยนายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก นายกิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ และเจ้าหน้าที่ สส. สผ. และ ปตท.สผ. ร่วมศึกษาดูงาน ณ Green Technology Bank (GTB) หน่วยงานที่ก่อตั้งโดย Ministry of Science and Technology (China) (MOST) ร่วมกับรัฐบาลนครเซี่ยงไฮ้ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียว (Green Tech) ตามแผนพัฒนาเพื่อความยั่งยืนและข้อตกลงด้านสภาพภูมิอากาศของสาธารณรัฐประชาชนจีน ถือเป็นแพลตฟอร์มในความร่วมมือของภาครัฐ-เอกชนของจีน การศึกษาดูงานช่วงบ่าย ได้ไปเยี่ยมชม Lingang Group และบริษัทในเครือ ได้แก่
          1) บริษัท SIXUNITED ซึ่งเป็นบริษัทที่พัฒนางานวิจัยนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมใหม่ เช่น การพัฒนาแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า การพัฒนาเทคโนโลยี AI การพัฒนาเทคโนโลยีทางการเกษตรในพื้นที่ทะเลทราย การผลิตพลังงานจากของเสีย เป็นต้น
          2) บริษัท Sealand Securities Co., Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำในจีน ให้บริการด้านการเงินครบวงจร และสนับสนุนทางการเงินให้กับบริษัทต่าง ๆ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น บริษัทในเมืองLiugong มีการผลิตรถยนต์ได้ถึง 32 ล้านคัน และมากกว่า 30 ล้านคันเป็น EV อุตสาหกรรมรถยนต์ได้มีการใช้หุ่นยนต์ UBTECH เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต สำหรับอุตสาหกรรมอะลูมิเนียม มีการวางระบบใช้พลังงานลมเป็นพลังงานในการผลิต การสร้าง Ecosystem ของระบบการจัดการของเสียและน้ำเสีย ทั้งนี้ อุตสาหกรรมในเครือบริษัทใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง AI เพื่อมุ่งเน้นการไปสู่ Net Zero

          “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมศึกษาดูงาน Green Technology Bank (GTB) และ Lingang Group ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน

กรมลดโลกร้อน ร่วมศึกษาดูงาน Green Technology Bank (GTB) และ Lingang Group ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน

กรมลดโลกร้อน ร่วมศึกษาดูงาน Green Technology Bank (GTB) และ Lingang Group ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน

กรมลดโลกร้อน ร่วมศึกษาดูงาน Green Technology Bank (GTB) และ Lingang Group ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน

กรมลดโลกร้อน ร่วมศึกษาดูงาน Green Technology Bank (GTB) และ Lingang Group ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน

กรมลดโลกร้อน ร่วมศึกษาดูงาน Green Technology Bank (GTB) และ Lingang Group ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน

กรมลดโลกร้อน ร่วมศึกษาดูงาน Green Technology Bank (GTB) และ Lingang Group ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน

กรมลดโลกร้อน ร่วมศึกษาดูงาน Green Technology Bank (GTB) และ Lingang Group ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน

กรมลดโลกร้อน ร่วมศึกษาดูงาน Green Technology Bank (GTB) และ Lingang Group ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน

 

“งานกาชาดประจำปี 2568” ภายใต้แนวคิด “ร้อยดวงใจปวงประชา น้อมสำนึกพระเมตตา องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย”

"งานกาชาดประจำปี 2568" ภายใต้แนวคิด "ร้อยดวงใจปวงประชา น้อมสำนึกพระเมตตา องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย"

          เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 เวลา 17.00 น. ณ พลับพลาพิธี หน้าห้องสมุดประชาชน สวนลุมพินี สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิด “งานกาชาดประจำปี 2568” ภายใต้แนวคิด “ร้อยดวงใจปวงประชา น้อมสำนึกพระเมตตา องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย” ในการนี้ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เฝ้าฯ รับเสด็จพร้อมด้วย ผู้บริหารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้เข้าร่วมชมนิทรรศการและกิจกรรมต่าง ๆภายในร้านกาชาดของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจัดแสดง ระหว่างวันที่ 11 – 22 ธันวาคม 2568

          #ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน

"งานกาชาดประจำปี 2568" ภายใต้แนวคิด "ร้อยดวงใจปวงประชา น้อมสำนึกพระเมตตา องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย"

"งานกาชาดประจำปี 2568" ภายใต้แนวคิด "ร้อยดวงใจปวงประชา น้อมสำนึกพระเมตตา องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย"

"งานกาชาดประจำปี 2568" ภายใต้แนวคิด "ร้อยดวงใจปวงประชา น้อมสำนึกพระเมตตา องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย"

"งานกาชาดประจำปี 2568" ภายใต้แนวคิด "ร้อยดวงใจปวงประชา น้อมสำนึกพระเมตตา องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย"

"งานกาชาดประจำปี 2568" ภายใต้แนวคิด "ร้อยดวงใจปวงประชา น้อมสำนึกพระเมตตา องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย"

"งานกาชาดประจำปี 2568" ภายใต้แนวคิด "ร้อยดวงใจปวงประชา น้อมสำนึกพระเมตตา องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย"

กรมลดโลกร้อนจัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

กรมลดโลกร้อนจัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

          วันนี้ (12 ธ.ค.68) กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ
พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพิธีแสดงความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ซึ่งกิจกรรมในวันนี้ประกอบด้วย โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายปวิช เกศววงศ์ และนายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงานราชการ และเจ้าหน้าที่สังกัดกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมพิธีดังกล่าวกว่า 200 คน

          “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อนจัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

กรมลดโลกร้อนจัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

กรมลดโลกร้อนจัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

กรมลดโลกร้อนจัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

กรมลดโลกร้อนจัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

กรมลดโลกร้อนจัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

กรมลดโลกร้อนจัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

กรมลดโลกร้อนจัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

กรมลดโลกร้อนจัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

กรมลดโลกร้อนจัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

กรมลดโลกร้อนจัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

กรมลดโลกร้อนจัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

กรมลดโลกร้อนจัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

 

“ปลัด ทส. ดร.รวีวรรณ ภูริเดช” มอบนโยบายหัวหน้าหน่วยงานในสังกัด ย้ำชัด “มุ่งพา ทส. ให้ก้าวหน้า..มองประโยชน์ประเทศเป็นลำดับแรก..ยึดหลักธรรมาธิปไตย และน้อมนำพระบรมราโชวาทเป็นหลักในการทำงาน”

“ปลัด ทส. ดร.รวีวรรณ ภูริเดช” มอบนโยบายหัวหน้าหน่วยงานในสังกัด ย้ำชัด “มุ่งพา ทส. ให้ก้าวหน้า..มองประโยชน์ประเทศเป็นลำดับแรก..ยึดหลักธรรมาธิปไตย และน้อมนำพระบรมราโชวาทเป็นหลักในการทำงาน”

          วันนี้ (11 ธันวาคม 2568) เวลา 09.30 น. ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายแก่ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ณ ห้องประชุม ชั้น 17 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เน้นย้ำนโยบายการทำงานของ ทส. ต้องสอดรับกับนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการดำเนินงาน เพื่อความโปร่งใส รวดเร็ว และตรวจสอบได้ พร้อมมุ่งพา ทส. ให้มีความก้าวหน้า ยึดประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นลำดับแรก บนพื้นฐานของความถูกต้อง และเป็นธรรม มุ่งเน้นการบูรณาการในการทำงานของหน่วยงานภายใต้ ทส. ภายใต้ ทส.หนึ่งเดียว เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งขอให้น้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ในการ “สืบสาน รักษา ต่อยอด” ตลอดจนหลักการทรงงานและพระราชดำรัส ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้เป็นหลักสำคัญในการดำเนินงาน
          ในการนี้ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงฯ ได้แจ้งให้หัวหน้าหน่วยงานภายใต้สังกัด ทส. ทราบถึงนโยบายสำคัญของท่านสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อาทิ นโยบายคนอยู่กับป่า การจัดทำและปรับปรุงกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อให้มีประสิทธิภาพ และการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และ ฝุ่น PM2.5 เป็นต้น
ทั้งนี้ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และนายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารภายใต้สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้นำเสนอสรุปผลการดำเนินงานสำคัญของแต่ละหน่วยงาน ซึ่ง ดร.รวีวรรณ ได้เน้นย้ำการขับเคลื่อนประเด็นสำคัญเร่งด่วน อาทิ การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 และไฟป่า หมอกควัน การบูรณาการความร่วมมือการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อมุ่งสู่ Net Zero Emissions การยื่นเอกสารเสนอแหล่งมรดกโลกของไทย การผลักดันกฎหมายที่สำคัญ เช่น พ.ร.บ. อากาศสะอาด พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ พ.ร.บ. ความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นต้น การเสนอของขวัญปีใหม่ 2569 เพื่อประชาชน จาก ทส.
          การบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติ ผ่านระบบ E-ticket เพื่อความโปร่งใสและปลอดภัย การจัดการขยะอาหาร Zero Food Waste การแก้ไขปัญหาคนกับป่า การจัดการไม้ของกลางและไม้มีค่าให้เกิดประโยชน์สูงสุด การถอดบทเรียนเพื่อพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยด้านน้ำ การยกระดับการบริหารจัดการน้ำบาดาลเพื่อการอุปโภคบริโภคและการใช้น้ำในภาคเกษตรกรรม การสำรวจและจัดทำแผนที่แร่ธาตุหายาก และการขับเคลื่อนแผนแม่บทด้านแร่ธาตุของประเทศ ตลอดจนการพัฒนาระบบตลาดเพื่อส่งเสริมและรองรับผลิตภัณฑ์ชุมชน สร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์จากการศึกษาวิจัย และส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติของหน่วยงานต่าง ๆ ภายใต้ ทส. ให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น
         

          “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

“ปลัด ทส. ดร.รวีวรรณ ภูริเดช” มอบนโยบายหัวหน้าหน่วยงานในสังกัด ย้ำชัด “มุ่งพา ทส. ให้ก้าวหน้า..มองประโยชน์ประเทศเป็นลำดับแรก..ยึดหลักธรรมาธิปไตย และน้อมนำพระบรมราโชวาทเป็นหลักในการทำงาน”

“ปลัด ทส. ดร.รวีวรรณ ภูริเดช” มอบนโยบายหัวหน้าหน่วยงานในสังกัด ย้ำชัด “มุ่งพา ทส. ให้ก้าวหน้า..มองประโยชน์ประเทศเป็นลำดับแรก..ยึดหลักธรรมาธิปไตย และน้อมนำพระบรมราโชวาทเป็นหลักในการทำงาน”

“ปลัด ทส. ดร.รวีวรรณ ภูริเดช” มอบนโยบายหัวหน้าหน่วยงานในสังกัด ย้ำชัด “มุ่งพา ทส. ให้ก้าวหน้า..มองประโยชน์ประเทศเป็นลำดับแรก..ยึดหลักธรรมาธิปไตย และน้อมนำพระบรมราโชวาทเป็นหลักในการทำงาน”

“ปลัด ทส. ดร.รวีวรรณ ภูริเดช” มอบนโยบายหัวหน้าหน่วยงานในสังกัด ย้ำชัด “มุ่งพา ทส. ให้ก้าวหน้า..มองประโยชน์ประเทศเป็นลำดับแรก..ยึดหลักธรรมาธิปไตย และน้อมนำพระบรมราโชวาทเป็นหลักในการทำงาน”

“ปลัด ทส. ดร.รวีวรรณ ภูริเดช” มอบนโยบายหัวหน้าหน่วยงานในสังกัด ย้ำชัด “มุ่งพา ทส. ให้ก้าวหน้า..มองประโยชน์ประเทศเป็นลำดับแรก..ยึดหลักธรรมาธิปไตย และน้อมนำพระบรมราโชวาทเป็นหลักในการทำงาน”

 

DCCE ลงนาม MOU กับ IATSS Forum และคัดเลือกผู้รับทุน รุ่นที่ 69 และ 70 เพื่อเข้าอบรม ณ เมือง ซูซูกะ ประเทศญี่ปุ่น

DCCE ลงนาม MOU กับ IATSS Forum และคัดเลือกผู้รับทุน รุ่นที่ 69 และ 70 เพื่อเข้าอบรม ณ เมือง ซูซูกะ ประเทศญี่ปุ่น

          เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้จัดพิธีลงนามความร่วมมือ กับ IATSS Forum ประเทศญี่ปุ่น และดำเนินการสอบสัมภาษณ์ผู้สมัครทุนฝึกอบรม IATSS Forum รุ่นที่ 69 และ 70 ณ ห้องประชุมกรรณิการ์ – ราชาวดี ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีและร่วมลงนามกับ Prof. Akihiro Nakamura ประธานคณะกรรมการ IATSS Forum ประเทศญี่ปุ่น (Chairperson of the IATSS Forum Japan Steering Committee) บันทึกความเข้าใจฉบับที่ลงนามร่วมกันที่สื่อถึงความร่วมมือของทั้งสองฝ่ายในการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้อย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย–ญี่ปุ่น ผ่านกิจกรรมและเครือข่ายศิษย์เก่า IATSS Forum และในวันเดียวกันได้ดำเนินการสอบสัมภาษณ์ผู้สมัครรับทุนโครงการทุนฝึกอบรม IATSS Forum รุ่นที่ 69 และ 70
          โดยมีคณะกรรมการจากประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นร่วมพิจารณา ประกอบด้วย นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นางสาวอุมา ศรีสุข ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม คณะกรรมการ IATSS Forum ประเทศญี่ปุ่น ผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ผู้แทนบริษัท เอเชียน ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด และกรรมการจากชมรมศิษย์เก่า IATSS Forum ประเทศไทย ร่วมเป็นคณะกรรมการในครั้งนี้
          การคัดเลือกผู้เข้าร่วมโครงการมีเป้าหมายเพื่อสรรหาผู้นำที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีความเป็นมืออาชีพ และสามารถคิดวิเคราะห์แก้ไขปัญหาเชิงสร้างสรรค์ พร้อมทั้งมีทักษะการทำงานร่วมกับผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรม โดยปีนี้ได้ผู้แทนเยาวชนไทย จำนวน 4 คน เพื่อเข้าร่วมการอบรบรุ่น 69 และ 70 ที่จะนำองค์ความรู้และมิตรภาพระหว่างประเทศสมาชิกมาพัฒนาประเทศ ต่อไป

           “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

DCCE ลงนาม MOU กับ IATSS Forum และคัดเลือกผู้รับทุน รุ่นที่ 69 และ 70 เพื่อเข้าอบรม ณ เมือง ซูซูกะ ประเทศญี่ปุ่น

DCCE ลงนาม MOU กับ IATSS Forum และคัดเลือกผู้รับทุน รุ่นที่ 69 และ 70 เพื่อเข้าอบรม ณ เมือง ซูซูกะ ประเทศญี่ปุ่น

DCCE ลงนาม MOU กับ IATSS Forum และคัดเลือกผู้รับทุน รุ่นที่ 69 และ 70 เพื่อเข้าอบรม ณ เมือง ซูซูกะ ประเทศญี่ปุ่น

DCCE ลงนาม MOU กับ IATSS Forum และคัดเลือกผู้รับทุน รุ่นที่ 69 และ 70 เพื่อเข้าอบรม ณ เมือง ซูซูกะ ประเทศญี่ปุ่น

DCCE ลงนาม MOU กับ IATSS Forum และคัดเลือกผู้รับทุน รุ่นที่ 69 และ 70 เพื่อเข้าอบรม ณ เมือง ซูซูกะ ประเทศญี่ปุ่น

DCCE ลงนาม MOU กับ IATSS Forum และคัดเลือกผู้รับทุน รุ่นที่ 69 และ 70 เพื่อเข้าอบรม ณ เมือง ซูซูกะ ประเทศญี่ปุ่น

 

กรมลดโลกร้อน ร่วมกับ UNDP จัดประชุมคณะกรรมการกำกับโครงการจัดทำรายงานความโปร่งใสรายสองปี ฉบับที่ 1 (BTR1) และรายงานแห่งชาติ ฉบับที่ 5 รวมกับรายงานความโปร่งใสรายสองปี ฉบับที่ 2 (NC5/BTR2) เสนอต่อกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 2/2568

กรมลดโลกร้อน ร่วมกับ UNDP จัดประชุมคณะกรรมการกำกับโครงการจัดทำรายงานความโปร่งใสรายสองปี ฉบับที่ 1 (BTR1) และรายงานแห่งชาติ ฉบับที่ 5

          เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ Ms. Niamh Collier-Smith Resident Representative UNDP ประจำประเทศไทย ประธานคณะกรรมการ พร้อมด้วยนางศุภรา เหลืองภัทรวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านนโยบายและแผน สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รองประธานคนที่ 1 และนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม รองประธานคนที่ 1 นายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก กรรมการและเลขานุการ ผู้แทนจากกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการกำกับโครงการฯ ครั้งที่ 2/2568 จำนวนรวมทั้งสิ้น 40 ราย ณ ห้องประชุม Silver ชั้น Lower Lobby โรงแรมอวานี รัชดา กรุงเทพมหานคร
          การประชุมครั้งนี้ คณะกรรมการฯ ได้รับทราบข้อเสนอแนะจากการทบทวนรายงานความโปร่งใสรายสองปี ฉบับที่ 1 โดยคณะผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค (Team of technical expert: TTE) และความก้าวหน้าแผนการดำเนินงานโครงการจัดทำรายงานแห่งชาติ ฉบับที่ 5 ร่วมกับรายงานความโปร่งใสรายสองปี ฉบับที่ 2 (NC5/BTR2) และพิจารณาแผนงานและงบประมาณสำหรับการจัดทำรายงาน NC5 รวมกับรายงาน BTR2 ประจำปี พ.ศ. 2569 และองค์ประกอบของเนื้อหาสำหรับการจัดทำรายรายงาน NC5 รวมกับรายงาน BTR2 โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบแผนงานและงบประมาณสำหรับการจัดทำรายงาน NC5 รวมกับรายงาน BTR2 ประจำปี พ.ศ. 2569 และองค์ประกอบของเนื้อหาสำหรับการจัดทำรายงาน NC5 รวมกับรายงาน BTR2 และข้อเสนอแนะองค์ประกอบของเนื้อหา การเก็บรวบรวมข้อมูล และรูปแบบสำหรับการจัดทำรายงาน NC5 รวมกับรายงาน BTR2 ให้เป็นไปตามข้อแนะนำตามกรอบความโปร่งใสด้านการดำเนินงานภายใต้ข้อตัดสินใจที่ 19/CMA.1 และมอบหมายฝ่ายเลขานุการฯ ประสาน และหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการรวบรวมข้อมูลเพื่อประกอบในการจัดทำรายงาน NC5 รวมกับรายงาน BTR2 ซึ่งประเทศไทยมีกำหนดในการจัดส่งรายงานดังกล่าวไปยัง UNFCCC ภายในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2569

          “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมกับ UNDP จัดประชุมคณะกรรมการกำกับโครงการจัดทำรายงานความโปร่งใสรายสองปี ฉบับที่ 1 (BTR1) และรายงานแห่งชาติ ฉบับที่ 5

กรมลดโลกร้อน ร่วมกับ UNDP จัดประชุมคณะกรรมการกำกับโครงการจัดทำรายงานความโปร่งใสรายสองปี ฉบับที่ 1 (BTR1) และรายงานแห่งชาติ ฉบับที่ 5

กรมลดโลกร้อน ร่วมกับ UNDP จัดประชุมคณะกรรมการกำกับโครงการจัดทำรายงานความโปร่งใสรายสองปี ฉบับที่ 1 (BTR1) และรายงานแห่งชาติ ฉบับที่ 5

กรมลดโลกร้อน ร่วมกับ UNDP จัดประชุมคณะกรรมการกำกับโครงการจัดทำรายงานความโปร่งใสรายสองปี ฉบับที่ 1 (BTR1) และรายงานแห่งชาติ ฉบับที่ 5

กรมลดโลกร้อน ร่วมกับ UNDP จัดประชุมคณะกรรมการกำกับโครงการจัดทำรายงานความโปร่งใสรายสองปี ฉบับที่ 1 (BTR1) และรายงานแห่งชาติ ฉบับที่ 5

 

กรมลดโลกร้อน ให้การต้อนรับปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

กรมลดโลกร้อน ให้การต้อนรับปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

          วันนี้ (8 ธันวาคม 2568) เวลา 09.30 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติต้อนรับ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยมีคณะผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานในสังกัด ร่วมต้อนรับ ในโอกาสเข้าปฏิบัติหน้าที่วันแรก ภายหลังได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง ตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2568 ณ อาคารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยได้ประกอบพิธีสักการะ “พระพุทธสยัมภู” และ “พระภูมิเจ้าที่” สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงฯ ซึ่งมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายปวิช เกศววงศ์ และนายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และสื่อมวลชน ร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น
          ดร.รวีวรรณ ได้กล่าวถึงแนวทางการขับเคลื่อนงานของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ว่าจะมุ่งผลักดันให้กระทรวงฯ เดินหน้าทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนอย่างเข้มแข็ง ทั้งในการแก้ไขปัญหามลพิษ การจัดการทรัพยากร และการอนุรักษ์ป่าไม้ของประเทศ พร้อมย้ำถึงหลักการทำงาน “ที่โปร่งใส เป็นธรรม ใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ และคำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนเป็นสำคัญ” โดยภารกิจที่สำคัญเร่งด่วนหลังจากนี้ คือ การจัดการปัญหาฝุ่น PM 2.5 และมลพิษทางอากาศ การอนุรักษ์พื้นที่ป่า ควบคู่กับการคืนสิทธิ์แก่ประชาชน ให้สามารถมีที่อยู่อาศัยและทำกินได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้คนและป่าอยู่ร่วมกันและเกิดการอนุรักษ์พื้นที่ป่าอย่างยั่งยืน

         “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ให้การต้อนรับปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

กรมลดโลกร้อน ให้การต้อนรับปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

กรมลดโลกร้อน ให้การต้อนรับปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

กรมลดโลกร้อน ให้การต้อนรับปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

กรมลดโลกร้อน ให้การต้อนรับปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

กรมลดโลกร้อน ให้การต้อนรับปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

กรมลดโลกร้อน ให้การต้อนรับปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

กรมลดโลกร้อน จัดงานวันสิ่งแวดล้อมไทย ปี 2568 ด้วยแนวคิด “ธรรมชาติคืนชีวิต สู้วิกฤตภูมิอากาศ” รวมพลังความร่วมมือฟื้นฟูธรรมชาติ แก้ปัญหาวิฤตโลกร้อนอย่างยั่งยืน

รมลดโลกร้อน จัดงานวันสิ่งแวดล้อมไทย ปี 2568

          วันที่ 4 ธันวาคม 2568 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จัดงาน “วันสิ่งแวดล้อมไทย และวันอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หมู่บ้านแห่งชาติ ประจำปี 2568” ภายใต้แนวคิด “When Nature Thrives, We All Survive: ธรรมชาติคืนชีวิต สู้วิกฤตภูมิอากาศ” สร้างความตระหนักรู้และรวมพลังความร่วมมือฟื้นฟูธรรมชาติ แก้ปัญหาวิฤตโลกร้อนอย่างยั่งยืน โดยได้รับเกียรติจาก ดร.ชญานันท์ ภักดีจิตต์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีเปิดงาน และมีผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เยาวชนและเครือข่ายสถานศึกษา องค์กรระหว่างประเทศ รวมทั้งเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน เข้าร่วมงาน ณ ห้องประชุมวายุภักษ์ ชั้น 4 โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการ และคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร และรับชมผ่าน Facebook Live กรมการเปลี่ยนแปลง
สภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม รวมกว่า 3,500 คน
          ดร.ชญานันท์ ภักดีจิตต์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า จากจุดเริ่มต้นของวันสิ่งแวดล้อมไทยเมื่อปี 2534 ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้ทรงห่วงใย ต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมของไทยและโลกที่รุนแรงขึ้น และถือเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะร่วมมือกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้น้อมนำพระราชดำรัสมาเป็นแนวทางการขับเคลื่อนภารกิจให้เกิดผลสัมฤทธิ์ โดยมุ่งเน้นให้เครือข่ายภาคประชาชน เป็นกลไกส่งเสริมการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ ไปสู่ระดับโลก ประกอบกับวิกฤตการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน มีแนวโน้มรุนแรงมากยิ่งขึ้น ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมทั้งในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลางและภาคใต้ ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง และจากข้อมูล CRI 2026 โดย Germanwatch ระบุว่าในปี 2024 ที่ ประเทศไทยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น อยู่ในอันดับที่ 17 สะท้อนถึงความเปราะบางต่อเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วอย่างชัดเจน รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยกำหนดนโยบายรัฐบาลด้านธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ข้อ 12 เร่งติดตั้งเครื่องมือเตือนภัยและพัฒนาเครือข่ายการเตือนภัยพิบัติโดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงสูง และข้อ 13 ผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ ประกาศให้ไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี ค.ศ. 2050
          ดร.ชญานันท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดกิจกรรม ภายใต้แนวคิด “When Nature Thrives, We All Survive : ธรรมชาติคืนชีวิต สู้วิกฤตภูมิอากาศ” แสดงถึงการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน คือการพึ่งพาและฟื้นฟูธรรมชาติ โดยระบบนิเวศที่สมบูรณ์ จะทำหน้าที่เป็นคลังคาร์บอนธรรมชาติและเป็นเกราะป้องกันภัยพิบัติให้แก่ชุมชนและประเทศ การทำให้ธรรมชาติเจริญงอกงามเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมและเป็นหลักประกันในการอยู่รอด อีกทั้ง เน้นย้ำว่า การลงมือทำของเครือข่าย ทสม. ในพื้นที่ การปรับตัวของชุมชนและโรงเรียน คือส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมาย Net Zero ในเวทีโลก รวมถึงความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการ G-Green กับสถาบันการเงิน เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวให้เติบโตอย่างเป็นรูปธรรม และสุดท้าย “เนื่องในโอกาสวันสิ่งแวดล้อมไทย ขอให้เป็นแรงบันดาลใจในการลงมือทำ เพื่อร่วมกันคืนชีวิตให้ธรรมชาติ และสร้างหลักประกันที่เราทุกคนจะอยู่รอดบนแผ่นดินไทยที่มั่นคงและยั่งยืน”
          ด้าน ดร. พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้กล่าวว่า สำหรับกิจกรรมวันนี้ ประกอบด้วย การจัดแสดงนิทรรศการ ภายใต้แนวคิด “When Nature Thrives, We All Survive: ธรรมชาติคืนชีวิต สู้วิกฤตภูมิอากาศ” พิธีมอบถ้วยพระราชทาน และรางวัลเชิดชูเกียรติด้านสิ่งแวดล้อม พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านการสนับสนุนเชิงธุรกิจและการตลาดให้กับผู้ประกอบการ G-Green และสถาบันการเงิน จำนวน 9 แห่ง พร้อมเปิดเวทีนำเสนอในหัวข้อ “รวมพลังเครือข่าย สู้วิกฤตภูมิอากาศ สู่สังคมคาร์บอนต่ำ” การเสวนา “5 ประเด็นที่โลกจับตาใน COP 30 สู่การขับเคลื่อนในประเทศไทย” และนำเสนอสรุปผลการประชุม COP 30 “Belém Political Package” ประกอบด้วยผลลัพธ์ 16 ประเด็น อาทิ การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมทั้งด้านลดก๊าซและปรับตัว กองทุนภูมิอากาศสีเขียว ตัวชี้วัด Global Goal on Adaptation (GGA) การลดก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้มุ่งเน้นสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม จะนำไปสู่การบูรณาการสู่ระดับพื้นที่ โดยมีเครือข่าย ทสม. เป็นหัวใจสำคัญ ในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน สื่อสาร และสร้างความเข้าใจกับประชาชนในวงกว้างและเกิดประสิทธิผลได้ในระยะยาว

          “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

รมลดโลกร้อน จัดงานวันสิ่งแวดล้อมไทย ปี 2568

รมลดโลกร้อน จัดงานวันสิ่งแวดล้อมไทย ปี 2568

รมลดโลกร้อน จัดงานวันสิ่งแวดล้อมไทย ปี 2568

รมลดโลกร้อน จัดงานวันสิ่งแวดล้อมไทย ปี 2568

รมลดโลกร้อน จัดงานวันสิ่งแวดล้อมไทย ปี 2568

รมลดโลกร้อน จัดงานวันสิ่งแวดล้อมไทย ปี 2568

รมลดโลกร้อน จัดงานวันสิ่งแวดล้อมไทย ปี 2568

รมลดโลกร้อน จัดงานวันสิ่งแวดล้อมไทย ปี 2568

รมลดโลกร้อน จัดงานวันสิ่งแวดล้อมไทย ปี 2568

รมลดโลกร้อน จัดงานวันสิ่งแวดล้อมไทย ปี 2568

รมลดโลกร้อน จัดงานวันสิ่งแวดล้อมไทย ปี 2568

รมลดโลกร้อน จัดงานวันสิ่งแวดล้อมไทย ปี 2568

 

กรมลดโลกร้อน มอบ 160 รางวัล ทสม. และเครือข่าย ทสม. ดีเด่น ประจำปี 2568 สนับสนุนการดำเนินงานแก้ไขปัญหาโลกเดือด สร้างความเข้มแข็งในระดับพื้นที่

กรมลดโลกร้อน มอบ 160 รางวัล ทสม. และเครือข่าย ทสม. ดีเด่น ประจำปี 2568 สนับสนุนการดำเนินงานแก้ไขปัญหาโลกเดือด สร้างความเข้มแข็งในระดับพื้นที่

          วันที่ 3 ธันวาคม 2568 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จัดกิจกรรมวัน ทสม. แห่งชาติ เปิดเวที “พลัง ทสม. ฟื้นธรรมชาติ สู่วิกฤตภูมิอากาศ” พร้อมมอบรางวัลเชิดชูเกียรติ ทสม. และเครือข่าย ทสม. ดีเด่น ประจำปี 2568 รวม 160 รางวัล สร้างพลังขับเคลื่อน ต่อยอดการดำเนินงานด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ พร้อมสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย โดยได้รับเกียรติจากนางสาวปรีญาพร สุวรรณเกษ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรกรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดการประชุมพร้อมมอบรางวัลเชิดชูเกียรติ พร้อมด้วยนายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวรายงาน มีผู้ร่วมงานจากผู้แทน ทสจ. และเครือข่าย ทสม. 76 จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงานกว่า 400 คน ณ โรงแรมมารวย การ์เด้น กรุงเทพมหานคร
          นางสาวปรีญาพร สุวรรณเกษ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรกรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ที่โดยเฉพาะเหตุกาณ์น้ำท่วม ดินโคลนถล่มในภาคเหนือ น้ำท่วมน้ำหลากในภาคกลาง และน้ำท่วมใหญ่ในภาคใต้ ที่เกิดขึ้นในปีนี้ ซึ่งภัยพิบัติเกิดขึ้นในหลายประเทศ ทำให้ทุกประเทศเร่งยกระดับความมุ่งมั่นเพื่อจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยประเทศไทยได้แสดงจุดยืนในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 30 หรือ COP 30 ที่ประเทศบราซิล ภายใต้แนวคิด การรวมพลังของประชาคมโลก โดยเน้นการมองคนเป็นศูนย์กลาง สนับสนุนการขับเคลื่อนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) และสร้างภูมิคุ้มกันในการปรับตัวการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยอาศัยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน และมุ่งเน้นการสร้างกระแสให้เกิดการดำเนินการจากระดับท้องถิ่นถึงระดับโลก กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เร่งผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นกฎหมายที่จะกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนประเทศไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างเป็นระบบ โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นเชอบเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ที่ผ่านมา และเมื่อมีผลบังคับใช้ ทสม. จะมีบทบาทสำคัญในการเป็นเครือข่ายอาสาสมัครภาคประชาชน ที่จะเป็นผู้นำขับเคลื่อนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
          นางสาวปรีญาพร กล่าวต่อว่า ทสม. เป็นกลไกการสื่อสารและการปฏิบัติการ ที่จะทำให้เป้าหมายทั้งในระดับประเทศและระดับโลกเกิดขึ้นจริงในพื้นที่ชุมชน ทั้งด้านลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น การส่งเสริมการคัดแยกและจัดการขยะมูลฝอยอย่างถูกวิธีในชุมชน การเป็นผู้นำสร้างพื้นที่ต้นแบบเพิ่มพื้นที่สีเขียว การปลูกป่าชุมชนเพื่อเพิ่มแหล่งดูดซับคาร์บอน ขณะที่ด้านการปรับตัวและสร้างภูมิคุ้มกัน ทสม. จะเป็นผู้เฝ้าระวังและอนุรักษ์ ปราการธรรมชาติให้ระบบนิเวศทำหน้าที่ลดความเสี่ยงและสร้างภูมิคุ้มกันแก่ชุมชนจากภัยพิบัติ ส่วนการเข้าถึงกลไกการเงิน ทสม. จะเป็นผู้สร้างโครงการต้นแบบที่มีศักยภาพ เช่น โครงการคาร์บอนเครดิตในชุมชน เพื่อให้สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากกลไกทางการเงินใหม่ อย่างเป็นรูปธรรมและเท่าทัน อีกทั้ง ทสม. ยังเป็นโซ่ข้อกลางระหว่างชุมชน และหน่วยงาน ในกบูรณาการการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการจัดการสิ่งแวดล้อมในระดับพื้นที่ “พลังของเครือข่าย ทสม. จะเป็นกลไกการสื่อสารและการปฏิบัติในการลดก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวในพื้นที่ เปลี่ยนวิกฤตสภาพภูมิอากาศให้เป็นโอกาสในการพัฒนาที่ยั่งยืน และบรรลุเป้าหมายของประเทศไทยตามพันธกรณีระดับโลก”
          ด้าน นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีเครือข่าย ทสม. มากกว่า 300,000 คน ทั่วประเทศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้คัดเลือกต้นแบบการทำงานด้วยจิตอาสา ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระดับพื้นที่ เพื่อเป็นแบบอย่างการทำงาน ร่วมกับสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด 76 จังหวัด มาตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน สำหรับในปี 2568 ดำเนินการคัดเลือก แบ่งออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ มีการแบ่งผลงานการคัดเลือกออกเป็น 2 สาขา 7 ด้าน คือ สาขาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำนวน 3 ด้าน คือ 1) ด้านการจัดการทรัพยากรป่าไม้ และพื้นที่สีเขียว 2) ด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ และ 3) ด้านการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ และสาขาการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จำนวน 4 ด้านคือ 1) ด้านการจัดการขยะมูลฝอยเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 2) ด้านการจัดการไฟป่า หมอกควัน และการเผาในที่โล่ง 3) ด้านการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร และ 4) ด้านการจัดการระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างพลังขับเคลื่อนการดำเนินงานของเครือข่าย ทสม. ให้เกิดความเข้มแข็งยิ่งขึ้น ตลอดจนสามารถยกระดับ และพัฒนาต่อยอดการดำเนินงานด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระดับพื้นที่ให้เป็นที่ประจักษ์ของสังคม

          “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน มอบ 160 รางวัล ทสม. และเครือข่าย ทสม. ดีเด่น ประจำปี 2568 สนับสนุนการดำเนินงานแก้ไขปัญหาโลกเดือด สร้างความเข้มแข็งในระดับพื้นที่

กรมลดโลกร้อน มอบ 160 รางวัล ทสม. และเครือข่าย ทสม. ดีเด่น ประจำปี 2568 สนับสนุนการดำเนินงานแก้ไขปัญหาโลกเดือด สร้างความเข้มแข็งในระดับพื้นที่

กรมลดโลกร้อน มอบ 160 รางวัล ทสม. และเครือข่าย ทสม. ดีเด่น ประจำปี 2568 สนับสนุนการดำเนินงานแก้ไขปัญหาโลกเดือด สร้างความเข้มแข็งในระดับพื้นที่

กรมลดโลกร้อน มอบ 160 รางวัล ทสม. และเครือข่าย ทสม. ดีเด่น ประจำปี 2568 สนับสนุนการดำเนินงานแก้ไขปัญหาโลกเดือด สร้างความเข้มแข็งในระดับพื้นที่

กรมลดโลกร้อน มอบ 160 รางวัล ทสม. และเครือข่าย ทสม. ดีเด่น ประจำปี 2568 สนับสนุนการดำเนินงานแก้ไขปัญหาโลกเดือด สร้างความเข้มแข็งในระดับพื้นที่

กรมลดโลกร้อน มอบ 160 รางวัล ทสม. และเครือข่าย ทสม. ดีเด่น ประจำปี 2568 สนับสนุนการดำเนินงานแก้ไขปัญหาโลกเดือด สร้างความเข้มแข็งในระดับพื้นที่

กรมลดโลกร้อน มอบ 160 รางวัล ทสม. และเครือข่าย ทสม. ดีเด่น ประจำปี 2568 สนับสนุนการดำเนินงานแก้ไขปัญหาโลกเดือด สร้างความเข้มแข็งในระดับพื้นที่