กรมลดโลกร้อน ให้การต้อนรับปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

กรมลดโลกร้อน ให้การต้อนรับปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

          วันนี้ (8 ธันวาคม 2568) เวลา 09.30 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติต้อนรับ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยมีคณะผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานในสังกัด ร่วมต้อนรับ ในโอกาสเข้าปฏิบัติหน้าที่วันแรก ภายหลังได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง ตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2568 ณ อาคารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยได้ประกอบพิธีสักการะ “พระพุทธสยัมภู” และ “พระภูมิเจ้าที่” สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงฯ ซึ่งมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายปวิช เกศววงศ์ และนายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และสื่อมวลชน ร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น
          ดร.รวีวรรณ ได้กล่าวถึงแนวทางการขับเคลื่อนงานของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ว่าจะมุ่งผลักดันให้กระทรวงฯ เดินหน้าทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนอย่างเข้มแข็ง ทั้งในการแก้ไขปัญหามลพิษ การจัดการทรัพยากร และการอนุรักษ์ป่าไม้ของประเทศ พร้อมย้ำถึงหลักการทำงาน “ที่โปร่งใส เป็นธรรม ใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ และคำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนเป็นสำคัญ” โดยภารกิจที่สำคัญเร่งด่วนหลังจากนี้ คือ การจัดการปัญหาฝุ่น PM 2.5 และมลพิษทางอากาศ การอนุรักษ์พื้นที่ป่า ควบคู่กับการคืนสิทธิ์แก่ประชาชน ให้สามารถมีที่อยู่อาศัยและทำกินได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้คนและป่าอยู่ร่วมกันและเกิดการอนุรักษ์พื้นที่ป่าอย่างยั่งยืน

         “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ให้การต้อนรับปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

กรมลดโลกร้อน ให้การต้อนรับปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

กรมลดโลกร้อน ให้การต้อนรับปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

กรมลดโลกร้อน ให้การต้อนรับปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

กรมลดโลกร้อน ให้การต้อนรับปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

กรมลดโลกร้อน ให้การต้อนรับปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

กรมลดโลกร้อน ให้การต้อนรับปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

กรมลดโลกร้อน จัดงานวันสิ่งแวดล้อมไทย ปี 2568 ด้วยแนวคิด “ธรรมชาติคืนชีวิต สู้วิกฤตภูมิอากาศ” รวมพลังความร่วมมือฟื้นฟูธรรมชาติ แก้ปัญหาวิฤตโลกร้อนอย่างยั่งยืน

รมลดโลกร้อน จัดงานวันสิ่งแวดล้อมไทย ปี 2568

          วันที่ 4 ธันวาคม 2568 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จัดงาน “วันสิ่งแวดล้อมไทย และวันอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หมู่บ้านแห่งชาติ ประจำปี 2568” ภายใต้แนวคิด “When Nature Thrives, We All Survive: ธรรมชาติคืนชีวิต สู้วิกฤตภูมิอากาศ” สร้างความตระหนักรู้และรวมพลังความร่วมมือฟื้นฟูธรรมชาติ แก้ปัญหาวิฤตโลกร้อนอย่างยั่งยืน โดยได้รับเกียรติจาก ดร.ชญานันท์ ภักดีจิตต์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีเปิดงาน และมีผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เยาวชนและเครือข่ายสถานศึกษา องค์กรระหว่างประเทศ รวมทั้งเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน เข้าร่วมงาน ณ ห้องประชุมวายุภักษ์ ชั้น 4 โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการ และคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร และรับชมผ่าน Facebook Live กรมการเปลี่ยนแปลง
สภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม รวมกว่า 3,500 คน
          ดร.ชญานันท์ ภักดีจิตต์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า จากจุดเริ่มต้นของวันสิ่งแวดล้อมไทยเมื่อปี 2534 ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้ทรงห่วงใย ต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมของไทยและโลกที่รุนแรงขึ้น และถือเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะร่วมมือกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้น้อมนำพระราชดำรัสมาเป็นแนวทางการขับเคลื่อนภารกิจให้เกิดผลสัมฤทธิ์ โดยมุ่งเน้นให้เครือข่ายภาคประชาชน เป็นกลไกส่งเสริมการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ ไปสู่ระดับโลก ประกอบกับวิกฤตการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน มีแนวโน้มรุนแรงมากยิ่งขึ้น ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมทั้งในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลางและภาคใต้ ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง และจากข้อมูล CRI 2026 โดย Germanwatch ระบุว่าในปี 2024 ที่ ประเทศไทยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น อยู่ในอันดับที่ 17 สะท้อนถึงความเปราะบางต่อเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วอย่างชัดเจน รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยกำหนดนโยบายรัฐบาลด้านธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ข้อ 12 เร่งติดตั้งเครื่องมือเตือนภัยและพัฒนาเครือข่ายการเตือนภัยพิบัติโดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงสูง และข้อ 13 ผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ ประกาศให้ไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี ค.ศ. 2050
          ดร.ชญานันท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดกิจกรรม ภายใต้แนวคิด “When Nature Thrives, We All Survive : ธรรมชาติคืนชีวิต สู้วิกฤตภูมิอากาศ” แสดงถึงการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน คือการพึ่งพาและฟื้นฟูธรรมชาติ โดยระบบนิเวศที่สมบูรณ์ จะทำหน้าที่เป็นคลังคาร์บอนธรรมชาติและเป็นเกราะป้องกันภัยพิบัติให้แก่ชุมชนและประเทศ การทำให้ธรรมชาติเจริญงอกงามเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมและเป็นหลักประกันในการอยู่รอด อีกทั้ง เน้นย้ำว่า การลงมือทำของเครือข่าย ทสม. ในพื้นที่ การปรับตัวของชุมชนและโรงเรียน คือส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมาย Net Zero ในเวทีโลก รวมถึงความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการ G-Green กับสถาบันการเงิน เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวให้เติบโตอย่างเป็นรูปธรรม และสุดท้าย “เนื่องในโอกาสวันสิ่งแวดล้อมไทย ขอให้เป็นแรงบันดาลใจในการลงมือทำ เพื่อร่วมกันคืนชีวิตให้ธรรมชาติ และสร้างหลักประกันที่เราทุกคนจะอยู่รอดบนแผ่นดินไทยที่มั่นคงและยั่งยืน”
          ด้าน ดร. พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้กล่าวว่า สำหรับกิจกรรมวันนี้ ประกอบด้วย การจัดแสดงนิทรรศการ ภายใต้แนวคิด “When Nature Thrives, We All Survive: ธรรมชาติคืนชีวิต สู้วิกฤตภูมิอากาศ” พิธีมอบถ้วยพระราชทาน และรางวัลเชิดชูเกียรติด้านสิ่งแวดล้อม พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านการสนับสนุนเชิงธุรกิจและการตลาดให้กับผู้ประกอบการ G-Green และสถาบันการเงิน จำนวน 9 แห่ง พร้อมเปิดเวทีนำเสนอในหัวข้อ “รวมพลังเครือข่าย สู้วิกฤตภูมิอากาศ สู่สังคมคาร์บอนต่ำ” การเสวนา “5 ประเด็นที่โลกจับตาใน COP 30 สู่การขับเคลื่อนในประเทศไทย” และนำเสนอสรุปผลการประชุม COP 30 “Belém Political Package” ประกอบด้วยผลลัพธ์ 16 ประเด็น อาทิ การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมทั้งด้านลดก๊าซและปรับตัว กองทุนภูมิอากาศสีเขียว ตัวชี้วัด Global Goal on Adaptation (GGA) การลดก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้มุ่งเน้นสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม จะนำไปสู่การบูรณาการสู่ระดับพื้นที่ โดยมีเครือข่าย ทสม. เป็นหัวใจสำคัญ ในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน สื่อสาร และสร้างความเข้าใจกับประชาชนในวงกว้างและเกิดประสิทธิผลได้ในระยะยาว

          “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

รมลดโลกร้อน จัดงานวันสิ่งแวดล้อมไทย ปี 2568

รมลดโลกร้อน จัดงานวันสิ่งแวดล้อมไทย ปี 2568

รมลดโลกร้อน จัดงานวันสิ่งแวดล้อมไทย ปี 2568

รมลดโลกร้อน จัดงานวันสิ่งแวดล้อมไทย ปี 2568

รมลดโลกร้อน จัดงานวันสิ่งแวดล้อมไทย ปี 2568

รมลดโลกร้อน จัดงานวันสิ่งแวดล้อมไทย ปี 2568

รมลดโลกร้อน จัดงานวันสิ่งแวดล้อมไทย ปี 2568

รมลดโลกร้อน จัดงานวันสิ่งแวดล้อมไทย ปี 2568

รมลดโลกร้อน จัดงานวันสิ่งแวดล้อมไทย ปี 2568

รมลดโลกร้อน จัดงานวันสิ่งแวดล้อมไทย ปี 2568

รมลดโลกร้อน จัดงานวันสิ่งแวดล้อมไทย ปี 2568

รมลดโลกร้อน จัดงานวันสิ่งแวดล้อมไทย ปี 2568

 

กรมลดโลกร้อน มอบ 160 รางวัล ทสม. และเครือข่าย ทสม. ดีเด่น ประจำปี 2568 สนับสนุนการดำเนินงานแก้ไขปัญหาโลกเดือด สร้างความเข้มแข็งในระดับพื้นที่

กรมลดโลกร้อน มอบ 160 รางวัล ทสม. และเครือข่าย ทสม. ดีเด่น ประจำปี 2568 สนับสนุนการดำเนินงานแก้ไขปัญหาโลกเดือด สร้างความเข้มแข็งในระดับพื้นที่

          วันที่ 3 ธันวาคม 2568 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จัดกิจกรรมวัน ทสม. แห่งชาติ เปิดเวที “พลัง ทสม. ฟื้นธรรมชาติ สู่วิกฤตภูมิอากาศ” พร้อมมอบรางวัลเชิดชูเกียรติ ทสม. และเครือข่าย ทสม. ดีเด่น ประจำปี 2568 รวม 160 รางวัล สร้างพลังขับเคลื่อน ต่อยอดการดำเนินงานด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ พร้อมสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย โดยได้รับเกียรติจากนางสาวปรีญาพร สุวรรณเกษ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรกรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดการประชุมพร้อมมอบรางวัลเชิดชูเกียรติ พร้อมด้วยนายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวรายงาน มีผู้ร่วมงานจากผู้แทน ทสจ. และเครือข่าย ทสม. 76 จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงานกว่า 400 คน ณ โรงแรมมารวย การ์เด้น กรุงเทพมหานคร
          นางสาวปรีญาพร สุวรรณเกษ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรกรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ที่โดยเฉพาะเหตุกาณ์น้ำท่วม ดินโคลนถล่มในภาคเหนือ น้ำท่วมน้ำหลากในภาคกลาง และน้ำท่วมใหญ่ในภาคใต้ ที่เกิดขึ้นในปีนี้ ซึ่งภัยพิบัติเกิดขึ้นในหลายประเทศ ทำให้ทุกประเทศเร่งยกระดับความมุ่งมั่นเพื่อจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยประเทศไทยได้แสดงจุดยืนในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 30 หรือ COP 30 ที่ประเทศบราซิล ภายใต้แนวคิด การรวมพลังของประชาคมโลก โดยเน้นการมองคนเป็นศูนย์กลาง สนับสนุนการขับเคลื่อนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) และสร้างภูมิคุ้มกันในการปรับตัวการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยอาศัยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน และมุ่งเน้นการสร้างกระแสให้เกิดการดำเนินการจากระดับท้องถิ่นถึงระดับโลก กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เร่งผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นกฎหมายที่จะกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนประเทศไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างเป็นระบบ โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นเชอบเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ที่ผ่านมา และเมื่อมีผลบังคับใช้ ทสม. จะมีบทบาทสำคัญในการเป็นเครือข่ายอาสาสมัครภาคประชาชน ที่จะเป็นผู้นำขับเคลื่อนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
          นางสาวปรีญาพร กล่าวต่อว่า ทสม. เป็นกลไกการสื่อสารและการปฏิบัติการ ที่จะทำให้เป้าหมายทั้งในระดับประเทศและระดับโลกเกิดขึ้นจริงในพื้นที่ชุมชน ทั้งด้านลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น การส่งเสริมการคัดแยกและจัดการขยะมูลฝอยอย่างถูกวิธีในชุมชน การเป็นผู้นำสร้างพื้นที่ต้นแบบเพิ่มพื้นที่สีเขียว การปลูกป่าชุมชนเพื่อเพิ่มแหล่งดูดซับคาร์บอน ขณะที่ด้านการปรับตัวและสร้างภูมิคุ้มกัน ทสม. จะเป็นผู้เฝ้าระวังและอนุรักษ์ ปราการธรรมชาติให้ระบบนิเวศทำหน้าที่ลดความเสี่ยงและสร้างภูมิคุ้มกันแก่ชุมชนจากภัยพิบัติ ส่วนการเข้าถึงกลไกการเงิน ทสม. จะเป็นผู้สร้างโครงการต้นแบบที่มีศักยภาพ เช่น โครงการคาร์บอนเครดิตในชุมชน เพื่อให้สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากกลไกทางการเงินใหม่ อย่างเป็นรูปธรรมและเท่าทัน อีกทั้ง ทสม. ยังเป็นโซ่ข้อกลางระหว่างชุมชน และหน่วยงาน ในกบูรณาการการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการจัดการสิ่งแวดล้อมในระดับพื้นที่ “พลังของเครือข่าย ทสม. จะเป็นกลไกการสื่อสารและการปฏิบัติในการลดก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวในพื้นที่ เปลี่ยนวิกฤตสภาพภูมิอากาศให้เป็นโอกาสในการพัฒนาที่ยั่งยืน และบรรลุเป้าหมายของประเทศไทยตามพันธกรณีระดับโลก”
          ด้าน นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีเครือข่าย ทสม. มากกว่า 300,000 คน ทั่วประเทศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้คัดเลือกต้นแบบการทำงานด้วยจิตอาสา ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระดับพื้นที่ เพื่อเป็นแบบอย่างการทำงาน ร่วมกับสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด 76 จังหวัด มาตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน สำหรับในปี 2568 ดำเนินการคัดเลือก แบ่งออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ มีการแบ่งผลงานการคัดเลือกออกเป็น 2 สาขา 7 ด้าน คือ สาขาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำนวน 3 ด้าน คือ 1) ด้านการจัดการทรัพยากรป่าไม้ และพื้นที่สีเขียว 2) ด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ และ 3) ด้านการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ และสาขาการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จำนวน 4 ด้านคือ 1) ด้านการจัดการขยะมูลฝอยเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 2) ด้านการจัดการไฟป่า หมอกควัน และการเผาในที่โล่ง 3) ด้านการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร และ 4) ด้านการจัดการระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างพลังขับเคลื่อนการดำเนินงานของเครือข่าย ทสม. ให้เกิดความเข้มแข็งยิ่งขึ้น ตลอดจนสามารถยกระดับ และพัฒนาต่อยอดการดำเนินงานด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระดับพื้นที่ให้เป็นที่ประจักษ์ของสังคม

          “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน มอบ 160 รางวัล ทสม. และเครือข่าย ทสม. ดีเด่น ประจำปี 2568 สนับสนุนการดำเนินงานแก้ไขปัญหาโลกเดือด สร้างความเข้มแข็งในระดับพื้นที่

กรมลดโลกร้อน มอบ 160 รางวัล ทสม. และเครือข่าย ทสม. ดีเด่น ประจำปี 2568 สนับสนุนการดำเนินงานแก้ไขปัญหาโลกเดือด สร้างความเข้มแข็งในระดับพื้นที่

กรมลดโลกร้อน มอบ 160 รางวัล ทสม. และเครือข่าย ทสม. ดีเด่น ประจำปี 2568 สนับสนุนการดำเนินงานแก้ไขปัญหาโลกเดือด สร้างความเข้มแข็งในระดับพื้นที่

กรมลดโลกร้อน มอบ 160 รางวัล ทสม. และเครือข่าย ทสม. ดีเด่น ประจำปี 2568 สนับสนุนการดำเนินงานแก้ไขปัญหาโลกเดือด สร้างความเข้มแข็งในระดับพื้นที่

กรมลดโลกร้อน มอบ 160 รางวัล ทสม. และเครือข่าย ทสม. ดีเด่น ประจำปี 2568 สนับสนุนการดำเนินงานแก้ไขปัญหาโลกเดือด สร้างความเข้มแข็งในระดับพื้นที่

กรมลดโลกร้อน มอบ 160 รางวัล ทสม. และเครือข่าย ทสม. ดีเด่น ประจำปี 2568 สนับสนุนการดำเนินงานแก้ไขปัญหาโลกเดือด สร้างความเข้มแข็งในระดับพื้นที่

กรมลดโลกร้อน มอบ 160 รางวัล ทสม. และเครือข่าย ทสม. ดีเด่น ประจำปี 2568 สนับสนุนการดำเนินงานแก้ไขปัญหาโลกเดือด สร้างความเข้มแข็งในระดับพื้นที่

กรมลดโลกร้อน ร่วมเสวนาหัวข้อ “Future Energy of Thailand: Sharping the New Landscape in an Uncertainty”

กรมลดโลกร้อน ร่วมเสวนาหัวข้อ “Future Energy of Thailand: Sharping the New Landscape in an Uncertainty”

          เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมเสวนาในหัวข้อ “Future Energy of Thailand: Sharping the New Landscape in an Uncertainty” ภายใต้งาน 2025
          The Annual Petroleum Outlook Forum จัดโดยกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และกลุ่ม ปตท. โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา ธนาคารและสถาบันการเงิน และผู้ประกอบการ จำนวนรวมกว่า 400 คน ณ ห้องประชุม Synergy Hall ชั้น 6 ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์
          ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช ได้ชี้ให้เห็นถึงทิศทางพลังงานและการขับเคลื่อนด้านการเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย ประเด็นจากการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 30 (COP30) ณ เมืองเบเล็ง สาธารณรัฐบราซิล โดยเฉพาะท่าทีที่แตกต่างของประเทศทั่วโลกเกี่ยวกับการยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งจะส่งผลต่อการผลิตพลังงานในอนาคต ความก้าวหน้าทางการเงินด้านการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศที่มีเป้าหมายทางการเงิน 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี ค.ศ. 2035 และได้กล่าวถึง NDC 3.0 ของประเทศไทยที่มีการยกระดับเพื่อให้สอดคล้องกับการขยับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญโดยอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ปรับโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าให้ใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีใหม่ เช่น เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCUS) นอกจากนี้ สส. อยู่ในระหว่างการผลักดัน ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ที่ครอบคลุมทั้งด้านนโยบาย แผน มาตรการลดก๊าซเรือนกระจกและกลไกทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้เกิดการเข้าถึงเงินทุนและเทคโนโลยีสะอาด โดยเฉพาะภาคเอกชน ผ่านกองทุนภูมิอากาศ เพื่อให้ประเทศไทยมีความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพและยืนหยัดได้ในระยะยาว

          “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมเสวนาหัวข้อ “Future Energy of Thailand: Sharping the New Landscape in an Uncertainty”

กรมลดโลกร้อน ร่วมเสวนาหัวข้อ “Future Energy of Thailand: Sharping the New Landscape in an Uncertainty”

กรมลดโลกร้อน ร่วมเสวนาหัวข้อ “Future Energy of Thailand: Sharping the New Landscape in an Uncertainty”

กรมลดโลกร้อน จัดประชุมคณะทำงานพิจารณาและกลั่นกรองโครงการที่ขอรับการสนับสนุนทางการเงินในกรอบระหว่างประเทศ ครั้งที่ 2/2568

กรมลดโลกร้อน จัดประชุมคณะทำงานพิจารณาและกลั่นกรองโครงการที่ขอรับการสนับสนุนทางการเงินในกรอบระหว่างประเทศ ครั้งที่ 2/2568

          เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมคณะทำงานพิจารณาและกลั่นกรองโครงการที่ขอรับการสนับสนุนทางการเงินในกรอบระหว่างประเทศ ครั้งที่ 2/2568 ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยมีผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ และผู้อำนวยการกลุ่มการเงินและการลงทุนด้านภูมิอากาศ ปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายเลขานุการ
          ประธานได้แจ้งที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้าความร่วมมือด้าน Carbon Pricing Instrument ระหว่างไทย – สิงคโปร์ และ (ร่าง) พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ … ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา และจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาในลำดับต่อไป รวมถึงแจ้งกำหนดการเปิดรับข้อเสนอโครงการระหว่างเดือนธันวาคม 2568 – มิถุนายน 2569 สำหรับกองทุนสำหรับความสูญเสียและความเสียหาย (Fund for responding to Loss and Damage: FRLD)
          ที่ประชุมยังได้รับทราบผลการพิจารณาโครงการ Mandala Capital SSEA Food Fund LP ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารกองทุน GCF แล้ว เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 รวมทั้งเห็นชอบการออก No-objection Letter: NOL จำนวน 3 โครงการ แบ่งเป็น
          1. ข้อเสนอโครงการ (Funding Proposal) จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ (1) โครงการ Navis Decarbonization Fund I (2) โครงการ Growth Markets Fund II โดยมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการเสนอขอความเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านการบูรณาการนโยบายและแผน เพื่อขอความเห็นชอบในการออก NOL ตามขั้นตอนต่อไป
          2. ข้อเสนอในการขอทุนเพื่อพัฒนาข้อเสนอโครงการฉบับสมบูรณ์ (PPF) จำนวน 1 โครงการ ได้แก่ โครงการ Sarona Climate Action Incubator (SCAI) โดยมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการเสนอออก NOL ต่อไป

          “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน – ก.ล.ต. – ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมหารือแนวทางซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Allowance) ภายใต้ร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

กรมลดโลกร้อน – ก.ล.ต. – ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมหารือแนวทางซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Allowance) ภายใต้ร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

          เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) นายอัสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ต.ล.ท.) ร่วมประชุมหารือแนวทางพัฒนาและกำกับกลไกการซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Allowance) ภายใต้ร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. พร้อมผู้แทนส่วนงานที่เกี่ยวข้องและบริษัท เดอะ ครีเอจี้ (ที่ปรึกษา)
          ที่ประชุมร่วมหารือในประเด็นสำคัญได้แก่ การพัฒนาและกำกับกลไกการซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้สอดคล้องกับระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) ในร่างกฎหมาย พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. รูปแบบการซื้อขายสิทธิที่เหมาะสมรวมถึงการแลกเปลี่ยนมุมมองและประเด็นที่ต้องศึกษาเพิ่มเติม เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเดินหน้า ETS ระยะทดลอง (Pilot Phase) ในปี 2029 – 2030 และ ระยะที่ 1 (1st Phase) ในปี 2031–2035 โดยจะร่วมกันพัฒนากรอบกฎหมาย กลไกกำกับดูแลระบบซื้อขายสิทธิ การวางรากฐานตลาดคาร์บอนภาคบังคับของประเทศ ยกระดับระบบ ETS ของไทยให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในระยะยาว

          “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน – ก.ล.ต. – ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมหารือแนวทางซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Allowance) ภายใต้ร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

กรมลดโลกร้อน – ก.ล.ต. – ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมหารือแนวทางซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Allowance) ภายใต้ร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

กรมลดโลกร้อน – ก.ล.ต. – ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมหารือแนวทางซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Allowance) ภายใต้ร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

กรมลดโลกร้อน – ก.ล.ต. – ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมหารือแนวทางซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Allowance) ภายใต้ร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

กรมลดโลกร้อน ร่วมบรรยายในหัวข้อ “บริบทและการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของไทย” ในหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68

กรมลดโลกร้อน ร่วมบรรยายในหัวข้อ “บริบทและการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของไทย” ในหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68

 

          เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติเป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ “บริบทและการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของไทย” ร่วมกับ ดร.ชญาน์ จันทวสุ (วปอ. 68) รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลยุทธ์องค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68 ณ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร กรุงเทพฯ
          ดร.พิรุณ ได้กล่าวถึงภาพรวมสถานการณ์และแนวโน้มการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก พร้อมชี้ให้เห็นถึงความเร่งด่วนของวิกฤตภูมิอากาศ และความเปราะบางของประเทศไทยต่อเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว และสรุปประเด็นสำคัญจากการประชุม COP 30 อาทิ การจัดส่งเป้าหมาย NDC 3.0 ตัวชี้วัด ภายใต้เป้าหมายการปรับตัวระดับโลก (GGA) กลไกการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (Just Transition) และทิศทางการขับเคลื่อน Roadmap ด้านการเงินภูมิอากาศ พร้อมกล่าวถึงความคืบหน้าของ (ร่าง) พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ซึ่งจะเป็นกลไกหลักในการยกระดับการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศ เพื่อก้าวสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำที่ยั่งยืน โดยยึดหลัก “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

          “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมบรรยายในหัวข้อ “บริบทและการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของไทย” ในหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68

กรมลดโลกร้อน ร่วมบรรยายในหัวข้อ “บริบทและการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของไทย” ในหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68

กรมลดโลกร้อน ร่วมบรรยายในหัวข้อ “บริบทและการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของไทย” ในหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68

กรมลดโลกร้อน ร่วมบรรยายในหัวข้อ “บริบทและการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของไทย” ในหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68

กรมลดโลกร้อน ร่วมบรรยายในหัวข้อ “บริบทและการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของไทย” ในหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68

“กรมลดโลกร้อน” MOU “เวเธอร์นิวส์ อิงค์” ญี่ปุ่นเสริมศักยภาพการประเมินความเสี่ยงภูมิอากาศ เพิ่มความสามารถในการปรับตัวของประเทศไทย

“กรมลดโลกร้อน” MOU “เวเธอร์นิวส์ อิงค์” ญี่ปุ่นเสริมศักยภาพการประเมินความเสี่ยงภูมิอากาศ เพิ่มความสามารถในการปรับตัวของประเทศไทย

          วันที่ 2 ธันวาคม 2568 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือว่าด้วยการเสริมสร้างศักยภาพการประเมินความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ระหว่าง กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดย นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้รับมอบหมายจาก ดร. พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และ บริษัท เวเธอร์นิวส์ จำกัด โดยนายทาคามุเนะ ซูซุกิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายธุรกิจเทคโนโลยีสภาพภูมิอากาศ บริษัท เวเธอร์นิวส์ จำกัด และนายมาซาจิกะ นิชิบายาชิ ประธานกรรมการบริษัท เวเธอร์นิวส์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นสักขีพยาน และได้รับเกียรติจากนางสาวยูริเอะ โอซาวะ เลขานุการเอกสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ร่วมกล่าวแสดงความยินดี ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
          นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ปัจจุบันวิกฤตการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น โดยในช่วง 2 – 3 เดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมทั้งในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก ประชาชนได้รับผลกระทบในวงกว้าง และจากข้อมูล Climate Risk Index (CRI) 2026 โดย Germanwatch ระบุว่า ในปี 2024 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น อยู่ในอันดับที่ 17 จากอันดับที่ 72 ในปี 2022 สะท้อนถึงความเปราะบางต่อเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วอย่างชัดเจน ส่วนความเสี่ยงระยะยาว 30 ปี อยู่อันดับที่ 22 จากอันดับที่ 30 ในปี 2022 แสดงให้เห็นว่าความเสี่ยงของไทยเพิ่มสูงขึ้นอีกทั้ง จากการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 30 (COP30) ณ เมืองเบเลง ประเทศบราซิล ได้เห็นชอบ “The Belem Adaptation Indicator” เป้าหมายการปรับตัวระดับโลก (GGA) ที่ประเทศภาคีสมาชิกใช้ในการกำหนดเป้าหมายด้านการปรับตัวให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละประเทศ และรายงานผลการดำเนินงานในรายงาน global stocktake ปี 2028 ซึ่งหนึ่งในเป้าหมายที่สำคัญ ได้แก่ การประเมินและการพัฒนาข้อมูลความเสี่ยงของประเทศที่ประชาชนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้
          ภารกิจด้านการพัฒนาและเผยแพร่ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญต่อการกำหนดทิศทางและนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ โดยในปัจจุบัน กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม อยู่ระหว่างการพัฒนาศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม หรือ CCE Center เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลหลักด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ ที่เชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงศูนย์ประสานงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพของจังหวัด โดยหน้าที่ในการพัฒนาและเผยแพร่ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นหนึ่งในสาระสำคัญของ (ร่าง) พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ…..ซึ่งอยู่ระหว่างการเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา
          นายปวิช กล่าวต่อว่า กรมฯ มีความต้องการที่จะพัฒนาข้อมูลความเสี่ยงเชิงพื้นที่ที่มีความละเอียดขึ้น เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้งานสำหรับการวางแผนด้านการปรับตัวทั้งในระดับประเทศและระดับพื้นที่ โดยหน่วยงานหรือองค์กรต่าง ๆ สามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประกอบการจัดทำข้อเสนอโครงการด้านการปรับตัวฯ เพื่อขอรับการสนับสนุนทางการเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เช่น GCF Adaptation Fund The Fund for responding to Loss and Damage (FRLD) ซึ่งในการพัฒนาข้อมูลความเสี่ยงเชิงพื้นที่ที่มีความละเอียดสูง จำเป็นต้องใช้ข้อมูลการคาดการณ์ภูมิอากาศที่มีความละเอียดสูง ด้วยความเชี่ยวชาญของบริษัทเวเธอร์นิวส์ อิงค์ ที่มีประสบการณ์ในการพัฒนาและให้บริการข้อมูลการคาดการณ์สภาพอากาศและภูมิอากาศเพื่อการเตือนภัยหรือเฝ้าระวัง จะช่วยสนับสนุน เสริมสร้างศักยภาพการประเมินความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

          “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

“กรมลดโลกร้อน” MOU “เวเธอร์นิวส์ อิงค์” ญี่ปุ่นเสริมศักยภาพการประเมินความเสี่ยงภูมิอากาศ เพิ่มความสามารถในการปรับตัวของประเทศไทย

“กรมลดโลกร้อน” MOU “เวเธอร์นิวส์ อิงค์” ญี่ปุ่นเสริมศักยภาพการประเมินความเสี่ยงภูมิอากาศ เพิ่มความสามารถในการปรับตัวของประเทศไทย

“กรมลดโลกร้อน” MOU “เวเธอร์นิวส์ อิงค์” ญี่ปุ่นเสริมศักยภาพการประเมินความเสี่ยงภูมิอากาศ เพิ่มความสามารถในการปรับตัวของประเทศไทย

“กรมลดโลกร้อน” MOU “เวเธอร์นิวส์ อิงค์” ญี่ปุ่นเสริมศักยภาพการประเมินความเสี่ยงภูมิอากาศ เพิ่มความสามารถในการปรับตัวของประเทศไทย

“กรมลดโลกร้อน” MOU “เวเธอร์นิวส์ อิงค์” ญี่ปุ่นเสริมศักยภาพการประเมินความเสี่ยงภูมิอากาศ เพิ่มความสามารถในการปรับตัวของประเทศไทย

“กรมลดโลกร้อน” MOU “เวเธอร์นิวส์ อิงค์” ญี่ปุ่นเสริมศักยภาพการประเมินความเสี่ยงภูมิอากาศ เพิ่มความสามารถในการปรับตัวของประเทศไทย

 

กรมลดโลกร้อน จัดประชุมคณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านการขับเคลื่อนและบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตจากมาตรการการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ครั้งที่ 1/2568

กรมลดโลกร้อน จัดประชุมคณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านการขับเคลื่อนและบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตจากมาตรการการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ครั้งที่ 1/2568

​          เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบหมายให้ ดร.ชญานันท์ ภักดีจิตต์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านการขับเคลื่อนและบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตจากมาตรการการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ครั้งที่ 1/2568 โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมทำหน้าที่เป็นรองประธาน และนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายรองเพชร บุญช่วยดี รองผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก พร้อมด้วยนายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก นายกิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ และนางสาวพฤฒิภา โรจน์กิตติคุณ ผู้อำนวยการสำนักรับรองคาร์บอนเครดิต อบก. เป็นฝ่ายเลขานุการฯ โดยมีวาระสำคัญดังนี้ 1) พิจารณาแผนการดำเนินงานปลูกและฟื้นฟูสภาพป่า เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ภายใต้ยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศไทยในพื้นที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมป่าไม้ และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ภายในปี พ.ศ. 2580 จำนวน 2,338,645 ไร่ และการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 1.69 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี รวมทั้งเป้าหมายการลดการบุกรุกพื้นที่ป่าร้อยละ 50 เพื่อสนับสนุนการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกของประเทศ และการเพิ่มข้อมูลกิจกรรม (Activity Data) พื้นที่สวนยางพาราในพื้นที่อนุรักษ์โครงการอนุรักษ์และดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติภายในอุทยานแห่งชาติตามมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และโครงการอนุรักษ์และดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหรือเขตห้ามล่าสัตว์ป่าตามมาตรา 121 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ในการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศ 2) แต่งตั้งคณะทำงานจัดทำข้อมูลพื้นที่เพื่อส่งเสริมการปลูกป่าสำหรับการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกของประเทศ เพื่อกำหนดแนวทาง มาตรการ และแผนการดำเนินงาน ตลอดจนสนับสนุนข้อมูลแผนการดำเนินงานและแหล่งดูดกลับคาร์บอน (Carbon Sink) เชิงพื้นที่ที่มีศักยภาพในการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย

          “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จัดประชุมคณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านการขับเคลื่อนและบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตจากมาตรการการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ครั้งที่ 1/2568

กรมลดโลกร้อน จัดประชุมคณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านการขับเคลื่อนและบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตจากมาตรการการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ครั้งที่ 1/2568

กรมลดโลกร้อน จัดประชุมคณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านการขับเคลื่อนและบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตจากมาตรการการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ครั้งที่ 1/2568

ภัทรานันท์ นำทีมไทย เดินหน้า COP 30 ขยายความร่วมมือญี่ปุ่น-เยอรมนี ดันเป้าลดก๊าซเรือนกระจกสู่ Net Zero 2050

ภัทรานันท์ นำทีมไทย เดินหน้า COP 30

          วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 นางสาวภัทรานันท์ ทองประพาฬ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย พร้อมด้วย ดร. พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 30 และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง ณ เมืองเบเล็ง สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล
          ช่วงเช้า หัวหน้าคณะผู้แทนไทยให้การต้อนรับนายอิชิฮาระ ฮิโรทากะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศญี่ปุ่น ณ Thailand Pavilion โดยได้ร่วมพูดคุยและแลกเปลี่ยนการดำเนินนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งประเทศไทยมุ่งขับเคลื่อนเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก ตามเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด NDC 3.0 ซึ่งจะทำให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากถึง 47% ในอีก 10 ปีข้างหน้า (พ.ศ. 2578) และจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างโอกาสด้านเศรษฐกิจ รวมทั้งการเปลี่ยนผ่านทางสังคมให้แก่ประเทศไทย ในระยะยาว ซึ่งจะเป็นรากฐานในการไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี พ.ศ. 2593 หรือ Net Zero 2050 ตามนโยบายของรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
          ในช่วงบ่าย หัวหน้าคณะผู้แทนไทย พร้อมทั้งผู้บริหารระดับสูงของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ประชุมหารือทวิภาคีกับ Dr. Philipp Behrens ผู้แทนกระทรวงสิ่งแวดล้อม สภาพภูมิอากาศ การอนุรักษ์ธรรมชาติ และความปลอดภัยทางปรมาณู (BMUKN) แห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ถึงรายละเอียดการต่อยอดความร่วมมือภายใต้โครงการ IKI (International Climate Initiative) ที่รัฐบาลเยอรมนีให้การสนับสนุนประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เป็นเวลากว่า 16 ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 ซึ่งได้รับประโยชน์จากความร่วมมือรวมกว่า 30 โครงการ คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 200 ล้านยูโร (ประมาณ 7,000 ล้านบาท) เพื่อการดำเนินงานทั้งด้านการลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวต่อผลกระทบด้านสภาพอากาศ ตลอดจนการขับเคลื่อนนโยบายและการสนับสนุนเทคโนโลยี ให้สามารถเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจและสังคมไปสู่การพัฒนาประเทศในรูปแบบคาร์บอนต่ำ ทั้งนี้ ประเทศไทยได้รับทราบแนวทางการจัดทำข้อเสนอและกรอบวงเงินสนับสนุนจากรัฐบาลเยอรมนีให้แก่รัฐบาลไทยในรอบถัดไป (ปี พ.ศ. 2570 – 2575) ซึ่งจะเริ่มเจรจาในรายละเอียดระหว่างกันตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 เป็นต้นไป
          ต่อมา หัวหน้าคณะผู้แทนไทย ได้หารือกับผู้แทนจาก Environmental Defense Fund (EDF) เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและความร่วมมือด้านการลดการปล่อยก๊าซมีเทน โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือแนวทางยกระดับมาตรการลดการปล่อยในภาคส่วนสำคัญ รวมถึงการสนับสนุนให้สถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งประเทศไทยมีความสนใจ และพิจารณาความเป็นไปได้ที่จะร่วมกันขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก ให้ตอบสนองต่อการบรรลุเป้าหมายระยะยาวของประเทศ
          ในช่วงเย็น ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้แทนของประเทศไทย เข้าร่วมแลกเปลี่ยนทรรศนะในการประชุมระดับสูง JCM ครั้งที่ 11 โดยย้ำความร่วมมืออันยาวนานกับญี่ปุ่นที่ช่วยขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม โดยทั้งสองประเทศได้บรรลุหมุดหมายสำคัญด้วยการเป็นประเทศแรก ๆ ของโลกที่ดำเนินการถ่ายโอนผลการลดก๊าซเรือนกระจก ภายใต้กลไกข้อ 6.2 ของความตกลงปารีสได้จริง ซึ่งสะท้อนถึงความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ และเป็นกลไกสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมาย NDC นอกจากนี้ ประเทศไทยยืนยันความมุ่งมั่นในการเสริมสร้างความร่วมมือกับญี่ปุ่นและประเทศหุ้นส่วน เพื่อมุ่งสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป
          ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ยังจัด Thailand Pavillion เปิดให้เข้าชมนิทรรศการอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งวันนี้ มีเวทีเสวนาที่เข้มข้นในหลากหลายประเด็น ได้แก่ บัญชีคาร์บอนช่วยเร่งความโปร่งใสและความเชื่อมั่นบนเส้นทาง Net Zero 2050 การแสดงพลังของเยาวชนท่ามกลางวิกฤตภูมิอากาศ การลงทุนสีเขียว การครบรอบ 10 ปีข้อตกลงปารีส ทศวรรษแห่งการมุ่งมั่น การลงมือและความรับผิดชอบ ปิดท้ายด้วยการจัดการความเสี่ยงแบบบูรณาการเพื่อการรับมือกับความสูญเสียและความเสียหาย

          “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ภัทรานันท์ นำทีมไทย เดินหน้า COP 30

ภัทรานันท์ นำทีมไทย เดินหน้า COP 30

ภัทรานันท์ นำทีมไทย เดินหน้า COP 30

ภัทรานันท์ นำทีมไทย เดินหน้า COP 30

ภัทรานันท์ นำทีมไทย เดินหน้า COP 30

ภัทรานันท์ นำทีมไทย เดินหน้า COP 30