ขอเชิญรับชม Facebook LIVE ! การประชุมนำเสนอโครงการและแลกเปลี่ยนเชิงปฏิบัติการ “โครงการจัดทำระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ในวันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 9.30 – 12.00 น.

ขอเชิญรับชม Facebook LIVE ! การประชุมนำเสนอโครงการและแลกเปลี่ยนเชิงปฏิบัติการ “โครงการจัดทำระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ในวันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 9.30 – 12.00 น.


วันนี้ (21 ม.ค. 2569) สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์นายกกิตติมศักดิ์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ ทรงเป็นประธานการประชุมมูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ณ อาคารมูลนิธิขาเทียมฯ ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมพระราชทานโล่ให้กับหน่วยงาน โดยมีนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยนางสาวระเบียบ ภูผา ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นผู้แทนเฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จฯ รับโล่พระราชทาน และฉายพระฉายาลักษณ์ร่วม สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ จัดงาน “Future Park Green Future Forum : ร่วมสร้างอนาคตด้วยกัน Greener Future, Together ผนึกกำลังพันธมิตรเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมจัดการขยะะท้อนบทบาทของภาคธุรกิจในการร่วมขับเคลื่อนการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายพันธมิตรด้านสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี ภายในงานได้รับเกียรติจาก กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยมี นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมถ่ายทอดมุมมองด้านนโยบายระดับประเทศ แนวโน้มกติกาโลกด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ ภาษีคาร์บอน และมาตรการ CBAM ตลอดจนบทบาทของภาคธุรกิจไทยในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ฟิวเจอร์พาร์คได้นำเสนอแนวทางการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่การจัดการขยะต้นทาง การลดปริมาณขยะฝังกลบ การแปรรูปขยะอินทรีย์ให้เกิดมูลค่าใหม่ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานด้วยระบบอาคารอัจฉริยะ และการขยายการใช้พลังงานสะอาดจาก Solar Rooftop ควบคู่กับการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และการนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ การจัดงานครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือกับพันธมิตรหลักหลายภาคส่วน ได้แก่
-SCG โดย ONNEX by SCG สนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยีอาคารสีเขียว การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การติดตั้ง Solar Rooftop และการเตรียมความพร้อมสู่การรับรองมาตรฐาน EDGE Certification
-Oklin นำนวัตกรรมเทคโนโลยีแปรรูปขยะอาหารเป็นปุ๋ย ช่วยลดปริมาณขยะอินทรีย์ ลดการปล่อยก๊าซมีเทน และต่อยอดสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน
-Glean Thailand นำเสนอแนวคิด The Future of Waste is Digital ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ช่วยสร้างพฤติกรรมการแยกขยะของผู้บริโภคอย่างเป็นรูปธรรม
-Better World Green ถ่ายทอดแนวทางการจัดการ “ขยะกำพร้า” อย่างยั่งยืน ผ่านโครงการส่งขยะกลับบ้าน
-SMS Corporation นำเสนอผลิตภัณฑ์และนวัตกรรม Yes Bio, Sustainable Future Product ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
-ก้อง ชณัฐ วุฒิวิกัยการ (ก้องกรีน) ร่วมถ่ายทอดแรงบันดาลใจด้านพฤติกรรมสีเขียว เพื่อเชื่อมโยงนโยบายและเทคโนโลยีเข้ากับการลงมือทำในชีวิตประจำวัน
ฟิวเจอร์พาร์คตั้งเป้าหมายชัดเจนในการลดการใช้ทรัพยากร และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งการลดปริมาณขยะของเสียที่ต้องนำออกจากพื้นที่ การเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด การใช้น้ำรียูส และการต่อยอดสู่กลไกคาร์บอนเครดิตในอนาคต โดยมุ่งสู่ Zero Waste และการพัฒนาอาคารสีเขียวตามมาตรฐานสากล
ผู้บริหารฟิวเจอร์พาร์คกล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า “ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง” แต่เป็นพลังร่วมของทุกภาคส่วน พร้อมเชิญชวนร้านค้า ลูกค้า และพันธมิตร ร่วมกันทำให้เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องปกติในทุกวัน เพื่อร่วมกันสร้าง Greener Future, Together
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”




วันศุกร์ที่ 16 มกราคม 2569 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) โดย ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายปวิช เกศววงศ์ และ นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก นางสาวอุมา ศรีสุข ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นางสาวระเบียบ ภูผา ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และนายกิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ สส. ได้เข้าร่วมงาน Sustainability Spark by PTT Group 2026 พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการและกิจกรรมในงาน ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช ได้รับเกียรติเข้าร่วมการเสวนาในหัวข้อ The Blueprints: Strategies to drive decarbonization economically ร่วมกับ Mr. Abe Ichiro (President of JETRO BKK), Ms. Dewi Mersitarini (Group Leader CCS/CCUS) และ Mr. Marko Lackovic (Managing Director and partner BCG) ในการเสวนาได้มีการนำเสนอบทบาทของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมในการขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กลไกด้านราคาคาร์บอน เช่น Emission Trading System (ETS) Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) Carbon Tax และ Carbon Credit รวมทั้งกองทุนภูมิอากาศ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ภาครัฐจะใช้เป็นเครื่องมือในการสนับสนุนและสร้างสิทธิประโยชน์ให้แก่ภาคเอกชนและภาคประชาชนในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ นอกจากนี้ผู้ร่วมเสวนาได้นำเสนอแนวทางและโมเดลการขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับนานาชาติ รวมทั้งตัวอย่างการขับเคลื่อนการดำเนินด้านเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture Storage : CCS) หลังการเสร็จสิ้นการเสวนา ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช ได้ให้สัมภาษณ์นักข่าวจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจถึงมุมมองและแนวโน้มในอนาคตของอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเพื่อมุ่งไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)
งาน Sustainability Spark ในช่วงเช้าได้รับเกียรติจาก ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Thailand’s New Horizon: ประเทศไทยแข็งแกร่งและยั่งยืน ท่ามกลางโลกผันผวนและความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศ” กิจกรรมภายในงานครั้งนี้ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้เปิดพื้นที่ให้ภาครัฐ ภาคธุรกิจ พันธมิตร ไปจนถึงประชาชนและคนรุ่นใหม่ ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีด้านการลดคาร์บอน เพื่อปลดล็อกศักยภาพ เปลี่ยนเป้าหมายความยั่งยืน ให้กลายเป็นการลงมือทำและโอกาสใหม่ที่จับต้องได้ โดยงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-17 มกราคม 2569 เวลา 09.00-17.00 น. ณ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 และ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน.
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”





วันนี้ (26 ธ.ค.68) กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จัดประชุมพิจารณา (ร่าง) แผนปฏิบัติการเสริมพลังความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2569 – 2573 โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช
อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน พร้อมด้วย นายปวิช เกศววงศ์ และนายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จำนวน 30 คน เข้าร่วมประชุม การประชุมในวันนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมพิจารณา เป้าหมาย ตัวชี้วัดและกิจกรรม ภายใต้ (ร่าง) แผนปฏิบัติการเสริมพลังความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2569 – 2573 ทั้ง 6 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านการศึกษา 2. ด้านการอบรม 3. ด้านการสร้างจิตสำนึก 4. ด้านการเข้าถึงข้อมูลของสาธารณชน 5.ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน และ 6. ด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ รวมทั้งสามารถดำเนินการรายงานข้อมูลในภาพรวมของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้มีความสมบูรณ์ครอบคลุมการดำเนินงานและเตรียมนำ (ร่าง) แผนดังกล่างเข้าพิจารณาในคณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านการประชาสัมพันธ์และเสริมพลังความร่วมมือด้านภูมิอากาศในลำดับต่อไป
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”






วันนี้ (25 ธันวาคม 2568) กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จัดให้มีการตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง พระสงฆ์ 9 รูป จากวัดแก้วฟ้าจุฬามณี เนื่องในโอกาสวันปีใหม่ประจำปี 2569 และจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี สวัสดิการกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน พร้อมด้วย นายปวิช เกศววงศ์ นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรม เข้าร่วมกว่า 500 คน ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น 3 และผ่านระบบ Zoom
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”







เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติเป็นประธานเปิดการประชุมเผยแพร่ผลการศึกษาการพัฒนาระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย (Thailand’s Emission Trading Scheme: ETS) โดยมุ่งเน้นให้ทุกภาคส่วนได้รับโอกาสเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมร่วมกับประชาคมโลก จากการใช้กลไกราคาคาร์บอนภายใต้ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่มีแผนประกาศบังคับใช้ภายในปี พ.ศ. 2570 โดยมีองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย เป็นผู้สนับสนุนงบประมาณดำเนินการ ร่วมกับการสนับสนุนทางวิชาการจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และบริษัท ไบร์ท แมเนจเมนท์ คอนซัลติ้ง จำกัด ที่ปรึกษา ณ ห้อง Botanic ชั้น 5 โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร กรุงเทพมหานคร
การประชุมครั้งนี้มีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน มี่เกี่ยวข้องเข้าร่วมรับฟังการเผยแพร่ผลการศึกษา พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทั้งในเชิงนโยบายและเชิงเทคนิค เพื่อสนับสนุนการออกแบบระบบ ETS ของประเทศไทยให้มีความเหมาะสม ครอบคลุม และโปร่งใส เพื่อนำไปใช้ประกอบการพัฒนากฎหมายลำดับรอง ทั้งในส่วนแผนการจัดสรรสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการตรวจวัด การรายงานและการทวนสอบข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ได้อย่างสมบูรณ์ต่อไป
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”





เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติเป็นประธานกล่าวเปิดการประชุม พร้อมด้วยนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายรองเพชร บุญช่วยดี รองผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก และนายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักรายสาขา รวมทั้งหน่วยงานเจ้าของข้อมูล เจ้าหน้าที่ สส. และ อบก. เข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุม Platinum ชั้น 3 โรงแรมอวานี รัชดา กรุงเทพมหานคร จำนวนรวมทั้งสิ้น 60 ราย
การประชุมครั้งนี้ นายศิวัช แก้วเจริญ ได้นำเสนอ “ภาพรวมของการดำเนินงานการติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจก ภายใต้ NDC ปี พ.ศ. 2566” ประเทศไทยสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งสิ้น 75.81 MtCO2eq จาก 30 มาตรการ ใน 5 สาขา ได้แก่ พลังงาน 59.59 MtCO2eq คมนาคมขนส่ง 8.17 MtCO2eq กระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ 1.09 MtCO2eq การจัดการของเสียชุมชนและน้ำเสียอุตสาหกรรม 3.56 MtCO2eq และาเกษตร 3.40 MtCO2eq รวมถึงแผนการติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจก พ.ศ. 2567 และการกำหนดตัวชี้วัด (Joint KPIs) ของ กพร. ปีงบประมาณ
พ.ศ. 2569 ผู้แทนจากหน่วยงานรับผิดชอบหลักรายสาขาได้นำเสนอ “แนวทางการดำเนินงานในการติดตามการประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกรายมาตรการ” และนางสาวนีรชา ตรีเดช นักวิชาการเชี่ยวชาญ ได้นำเสนอ “แผนการพัฒนาวิธีการคำนวณการลดก๊าซเรือนกระจก และกระบวนการ MRV ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569” นอกจากนี้ ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อมาตรการการลดก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มจากมาตรการเดิม รวมทั้งปัญหา และอุปสรรคในการดำเนินการด้านการลดก๊าซเรือนกระจก และความท้าท้ายในการดำเนินงานด้านการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนผ่านสู่ NDC3.0 และบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”







กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) จัดประชุมคณะกรรมการกำกับโครงการความร่วมมือไทย – เยอรมัน ด้านพลังงาน คมนาคม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Thai – German Cooperation on Energy, Mobility and Climate: TGC-EMC) ครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม 2568 ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินโครงการฯ ที่ผ่านมา และพิจารณาแนวทางการดำเนินงาน/แผนการดำเนินโครงการ (Project Work Plan) ประจำปี 2569 ของแต่ละกลุ่มงานประกอบด้วย กลุ่มงานพลังงานหมุนเวียน กลุ่มงานคมนาคมขนส่ง กลุ่มงานอุตสาหกรรม กลุ่มงานพลังงานชีวมวล และกลุ่มการเงิน (ThaiCi) โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานดำเนินโครงการฯ 7 หน่วยงาน ได้แก่ นายจิรวัฒน์ ระติสุนทร รองเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.), นายสาร์รัฐ ประกอบชาติ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.), นายทศพล สุภารี รองผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร (กทม.), คุณอินซ่า อิลเก้น ผู้อำนวยการโครงการ TGC – EMC (GIZ), ผู้แทนกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.), ผู้แทนสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.), ผู้แทนสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และผู้แทนกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) โดยที่ประชุมฯ ได้มีมติเห็นชอบต่อแผนการดำเนินงานโครงการของแต่ละกลุ่มงาน ประจำปี 2569 ประกอบด้วย 4 ผลผลิตภายใต้โครงการ TGC – EMC ได้แก่ ผลผลิตด้านเทคนิค ผลผลิตด้านนโยบาย ผลผลิตด้านโครงการนำร่อง และผลผลิตด้านการเงิน (ThaiCi)
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”






เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (อสส.) นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม รศ.ดร. บัณฑิต ลิ้มมีโชคชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการลดก๊าซเรือนกระจก ดร.กิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ นายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก และเจ้าหน้าที่ สส. เข้าร่วมประชุมคณะอนุกรรมการพยากรณ์และจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ ครั้งที่ 5/2568 ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 15 ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ อาคารบี กระทรวงพลังงาน โดยมีนายทศพร ศิริสัมพันธ์ เป็นประธานการประชุมฯ
อสส. ได้ชี้แจงข้อมูลต่อที่ประชุมฯ เพื่อรับทราบเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ภายใต้การมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด ฉบับที่ 2 (NDC 3.0) และการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ภายในปี ค.ศ. 2050 ที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาในระดับสากล แนวทางการเปลี่ยนผ่านจาก NDC 2.0 สู่ NDC 3.0 ผลการดำเนินการตามเป้าหมาย (NDC Tracking) แนวทางการขับเคลื่อนและกลไก/มาตรการสนับสนุนทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เพื่อการบรรลุเป้าหมายของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำบทบาทสำคัญของภาคพลังงานในฐานะภาคส่วนหลักที่มีความเชื่อมโยงกับภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายระยะยาวอย่างยั่งยืน รวมทั้งได้ตอบประเด็นข้อซักถามของคณะอนุกรรมการฯ อาทิ ความครอบคลุมและความสอดคล้องของเป้าหมายและมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกับแผนของกระทรวงพลังงาน การประมาณการต้นทุนด้านพลังงาน ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม ความพร้อมและความจำเป็นของโครงสร้างพื้นฐาน กลไกราคาและตลาดคาร์บอน การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี CCS/CCUS รวมถึงแนวทางการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสนับสนุนจากต่างประเทศ เป็นต้น โดยข้อมูลดังกล่าวจะใช้ประกอบการพิจารณาจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ให้มีความเหมาะสมกับบริบทของประเทศ พร้อมคำนึงถึงความมั่นคงทางพลังงาน ราคาพลังงานที่เป็นธรรม และการมุ่งสู่การบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”




