
วันนี้ (9 กุมภาพันธ์ 2569) เวลา 10.00 น. ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีลงนามคำรับรองการปฏิบัติราชการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมพร้อมด้วย คณะผู้บริหาร และหน่วยงานในสังกัด ร่วมลงนามคำรับรองฯ ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมและผ่านระบบ Video Conference
โอกาสนี้ ปลัดกระทรวงฯ ได้มอบแนวทางการดำเนินงานให้ทุกหน่วยงานทำงานภายใต้แนวคิด “ทส. หนึ่งเดียว” บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นและจังหวัด เพื่อลดอุปสรรคทางด้านงบประมาณและขั้นตอนการขอใช้ประโยชน์ในพื้นที่ของภาครัฐ ควบคู่ไปกับการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคส่วนอื่นและประชาชนในการบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมให้ความสำคัญกับการทำงานตามตัวชี้วัด (KPIs) ที่ต้องบูรณาการร่วมกันทุกระดับ ตั้งแต่ระดับกระทรวงไปจนถึงระดับบุคคล เพื่อยกระดับคุณภาพการบริหารจัดการองค์กรให้มีมาตรฐานและประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการจัดการทรัพยากรเพิ่มพื้นที่สีเขียว ผ่านกลยุทธ์การลดความสูญเสียจากไฟป่าควบคู่กับการปลูกป่าเสริม และการแก้ไขปัญหา PM 2.5 พร้อมเร่งรัดการปรับปรุงแนวเขตที่ดินรัฐเพื่อขจัดปัญหาพื้นที่ทับซ้อน ขณะเดียวกันได้ขานรับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลด้วยการเพิ่มความคล่องตัวในการอนุมัติอนุญาตโดยเฉพาะการเร่งรัดคำขอใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่า เพื่อให้หน่วยงานราชการและท้องถิ่นสามารถขับเคลื่อนโครงการได้ตามเป้าหมาย รวมไปถึงการมอบหมายให้สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ทสจ.) ทำหน้าที่เป็นตัวแทนกระทรวงฯ ในการรายงานความคืบหน้าต่อผู้ว่าราชการจังหวัดอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่ได้อย่างเบ็ดเสร็จและบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ตั้งไว้
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”



ผู้เขียน: กลุ่มฐานข้อมูลกลางด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
กรมลดโลกร้อนมอบประกาศนียบัตรแต่งตั้ง Climate Change Ambassador 2026

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ สมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ และบริษัท ทีพีเอ็น โกลบอล จำกัด ผู้จัดการประกวดนางสาวไทย ประจำปี 2569 จัดพิธีมอบประกาศนียบัตร Climate Change Ambassador 2026 โดย นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติเป็นผู้มอบประกาศนียบัตรดังกล่าว ให้แก่ผู้เข้าประกวดนางสาวไทย ประจำปี 2569 ทั้ง 39 คน งานวันนี้ได้รับเกียรติจากนายเกียรติคุณ ชาติประเสริฐ ผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัย พลเรือเอก ปกครอง มนธาตุผลิน นายกสมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ คุณปิยาภรณ์ แสนโกศิก ประธานบริหาร บริษัท ทีพีเอ็น โกลบอล จำกัด นางสาวระเบียบ ภูผา ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และแขกผู้มีเกียรติที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ หอวชิราวุธานุสรณ์ กรุงเทพมหานคร
ในปีนี้ กรมลดโลกร้อน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ร่วมวางแนวทางกับกองประกวดนางสาวไทย แต่งตั้งให้นางสาวไทย ใน 39 จังหวัด ดำรงตำแหน่ง Climate Change Ambassador เพื่อทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงสำคัญในการสื่อสารและสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับเป้าหมายการพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืนบนแนวทางของเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และการมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกคน โดยจะมีการคัดเลือก Climate Change Ambassador จำนวน 5 คน เพื่อเป็น Miss Climate Change 2026 ซึ่งจะประกาศผลในการประกวดนางสาวไทย 2569 รอบตัดสิน ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ณ แจ้งวัฒนะ ฮอลล์ ชั้น 5.5 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ และถ่ายทอดทั้งระบบดิจิตอล แพลตฟอร์มของทางกองประกวด
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”




ทส. เปิดเวทีอบรม “ปธส.” รุ่น 13 มุ่งเป้าสร้างเครือข่ายผู้นำลุยขับเคลื่อนไทย ยุคภูมิอากาศใหม่ ลดคาร์บอน พร้อมรับภัย สร้างสังคมเท่าเทียม

นางสาวปรีญาพร สุวรรณเกษ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ทส.โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดอบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมสำหรับนักบริหารระดับสูง หรือ ปธส. ขึ้นเป็นประจำทุกปี วัตถุประสงค์ เพื่อเพิ่มศักยภาพนักบริหารระดับสูง ในการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อมตามหลักธรรมาภิบาล เสริมสร้างประสบการณ์และกระบวนทัศน์ของนักบริหารสิ่งแวดล้อมยุคใหม่ รวมถึงสร้างเครือข่ายความร่วมมือของผู้บริหารระดับสูงระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน รองปลัด ทส. กล่าวอีกว่า สำหรับ ปธส.13 มีผู้ได้รับการคัดเลือกจากภาคเอกชน ข้าราชการจากส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น ข้าราชการตุลาการ ข้าราชการทหารและตำรวจ รัฐวิสาหกิจ สถาบันการศึกษา ตลอดจนองค์กรอิสระ สมาคมและมูลนิธิ ให้เข้าร่วม 75 คน โดยใช้เวลาอบรม 182 ชั่วโมง ภายใต้เนื้อหาที่สำคัญตามแนวคิด “ไทยในยุคภูมิอากาศใหม่ : นำการลดคาร์บอน เสริมความพร้อมรับภัย และสร้างสังคมเท่าเทียม หรือ Thailand Climate Leadership : Decarbonization, Resilience, and Social Equity” เช่น หลักธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมและยุทธศาสตร์การบริหารจัดการ กระแสโลกและแนวโน้มด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และนวัตกรรม การจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น
“การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ถือเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของประเทศไทย ที่ต้องขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายตามแผนยกระดับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของไทย หรือ NDC 3.0 โดยมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิจากปี 2019 ที่เป็นปีฐานให้ได้ 47% ภายในปี 2035 และมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2050 ซึ่งต้องใช้ทั้งศักยภาพภายในประเทศและการสนับสนุนจากต่างประเทศ ไม่ว่า การใช้พลังงานสะอาด การพัฒนาเทคโนโลยีที่ไม่ก่อมลพิษ จนถึงการใช้วิธีการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในทุก ๆ มิติ” รองปลัด ทส. กล่าว
รองปลัด ทส. กล่าว ต่อไปว่า ขณะเดียวกัน การเตรียมความพร้อมรับภัยกับภัยพิบัติ ถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ต้องดำเนินการด้วยกระบวนการเชิงรุก ไม่ว่า การวางแผนเชิงพื้นที่ การเสริมสร้างความยืดหยุ่นของภาครัฐและภาคประชาชน โดยปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ระบบเตือนภัย และมีแผนรับมือภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพ และเป็นข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจของหน่วยงานและชุมชนในระดับท้องถิ่น ควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรผ่านการฝึกอบรม การซักซ้อมแผนรับมือต่อภัยพิบัติ และการสร้างความรู้ความเข้าใจให้ประชาชนสามารถประเมินความเสี่ยงและป้องกันตนเองได้อย่างเหมาะสม
ขณะที่การสร้างสังคมที่เท่าเทียม รองปลัด ทส. กล่าวว่า เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืนเช่นกัน นอกจากให้ทุกคนในสังคม เข้าถึงโอกาสการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน โดยต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังแล้ว ยังหมายถึง การออกแบบนโยบายและกลไกการพัฒนาให้คำนึงถึง “ความเป็นธรรม” ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การกำหนดทิศทางการพัฒนา การจัดสรรทรัพยากร ไปจนถึงการประเมินผลลัพธ์ โดยเฉพาะในบริบทของการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ขณะเดียวกัน การเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมตัดสินใจและกำหนดอนาคตของตนเอง จะช่วยเสริมสร้างพลังให้ชุมชนสามารถพัฒนาศักยภาพจากฐานทรัพยากรและอัตลักษณ์ของตนได้อย่างยั่งยืน รวมถึงการลงทุนด้านการศึกษา การพัฒนาทักษะและการเข้าถึงเทคโนโลยีอย่างทั่วถึง จะเป็นกุญแจสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมช่วยให้ทุกคนเติบโตไปพร้อมกับการพัฒนาของประเทศ และเป็นพลังสำคัญขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคตที่ยั่งยืนและเป็นธรรมอย่างแท้จริง
“หวังว่า ผู้เข้าร่วมหลักสูตร ปธส. รุ่นที่ 13 จะได้นำแนวคิด “ไทยในยุคภูมิอากาศใหม่ : นำการลดคาร์บอน เสริมความพร้อมรับภัย และสร้างสังคมเท่าเทียม” ไปปรับใช้ พร้อมนำไปต่อยอดนำเสนอแนวทางในการสร้างความร่วมมือของภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อให้พร้อมรับปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืนต่อไป”รองปลัด ทส. กล่าว
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”





กรมลดโลกร้อน จัดประชุมคณะทำงานพิจารณาและกลั่นกรองโครงการที่ขอรับการสนับสนุนทางการเงินในกรอบระหว่างประเทศ ครั้งที่ 1/2569

โดยที่ประชุมได้รับทราบถึง 1) การเปลี่ยนแปลงผู้มีอำนาจในการรับรองโครงการของประเทศไทย สำหรับกองทุนด้านการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 2) ขอบเขตอำนาจ บทบาท หน้าที่ของ Designated Authority กลไกพิจารณา และกรอบวงเงินโครงการ สำหรับกองทุนด้านการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ 3) ผลการพิจารณาออกหนังสือรับรอง (Letter of Endorsement: LOE) สำหรับแนวคิดโครงการ Enhancing COastal REsilience in the South-East Asia Seas (eCORE-SEAS)
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบการออกหนังสือรับรอง (LOE) สำหรับแนวคิดโครงการ จำนวน 6 โครงการ คือ 1) Enhancing Climate (Change) Adaptation and Resilience of Mekong River Communitiesthrough Strengthening of Weather and Climate Services (ECR-MEKONG) 2) Building the Resilience of Persons with Disabilities to Cope with Climate Change in Asia 3) Building Climate-Resilient Community-Based Tourism and Sustainable Supply Chains in Chiang Rai, Thailand 4) Enhancingthe Resilience of Coastal Livelihoods through Marine Ecosystem-based Adaptation on the Gulf of Thailand 5) Building Climate-Resilient Municipalities in Thailand: Integrating Health Adaptation and Climate Change Education และ 6) Microclimate–Energy Nexus Platform for Climate Adaptation in Remote
ในการนี้ สส. ในฐานะฝ่ายเลขานุการฯ จะเสนอปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพิจารณาลงนามใน LOE และเสนอต่อกลไกพิจารณาของกองทุนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อทราบต่อไป
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”



กรมลดโลกร้อน ยกระดับกลไก จัดทำระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวฯ เชื่อมข้อมูล 6 สาขา รับมือสภาพอากาศสุดขั้ว

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) จัดประชุมนำเสนอ “โครงการจัดทำระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”เพื่อยกระดับกลไกการติดตามประเมินผลการดำเนินงานด้านการปรับตัวของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับเป้าหมายการปรับตัวระดับโลก และรองรับการรายงานในระดับนานาชาติ โดยมีนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน พร้อมด้วย นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิด ซึ่งมี นางสาวระเบียบ ภูผา ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กล่าวรายงาน โดยมีผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานรายสาขาและผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในห้องประชุม และผ่านระบบออนไลน์ รวมกว่า 250 คน ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร
นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า จากรายงาน Climate Risk Index (CRI) 2025 พบว่า ในปี 2024 ประเทศไทยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น อยู่อันดับที่ 17 จากอันดับที่ 72 ในปี 2022 สะท้อนถึงความเปราะบางต่อเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วอย่างชัดเจน ข้อมูลของหน่วยงานบริการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคอเปอร์นิคัส (Copernicus) ของสหภาพยุโรป และสถาบันเบิร์กลีย์ เอิร์ธ (Berkeley Earth) ของสหรัฐฯ เปิดเผยรายงานประจำปีว่า อุณหภูมิเฉลี่ยโลกในปี 2025 ที่ผ่านมามีค่าสูงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรมอยู่ที่ 1.47 องศาเซลเซียส และอยู่ในลำดับที่ 3 ของอุณหภูมิเฉลี่ยโลกที่ร้อนที่สุด รองจากปี 2024 และ 2023 ตามลำดับ ส่งผลให้ช่วง 11 ปีที่ผ่านมา ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่โลกมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ นอกจากนี้ Global Risks Report 2026 ฉบับที่ 21 ก็ได้มีการรายงานว่าความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยังคงเป็นภัยคุกคามรุนแรงที่สุดของโลกในระยะยาว โดยระบุว่าในระยะสั้น (2 ปี) มีความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ คือ เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจทันที ส่วนในระยะยาว (10 ปี) มีความเสี่ยงหลัก คือ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ การล่มสลายของระบบนิเวศและผลกระทบสะสมที่อาจทำให้เศรษฐกิจโลกสูญเสียมูลค่ารวมกว่า 10% หากไม่บรรลุเป้าหมาย Paris Agreement และ Net Zero 2050
นายปวิช กล่าวต่อว่า วันนี้โลกกำลังเคลื่อนมาสู่คำถามที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน คือ “เราจะอยู่กับความเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไร” คำตอบนี้ คือ “การปรับตัว” ซึ่งไม่ใช่มาตรการเสริม ไม่ใช่ทางเลือก หากแต่เป็นหัวใจสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประเทศ ชุมชน และประชาชน กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้จัดทำแผนปฏิบัติการ หรือ action plan ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายการปรับตัวระดับโลก (Global Goal on Adaptation : GGA) ตามมติที่ประชุมรับรอง “Belém Adaptation Indicators” 59 ตัวชี้วัด ประกอบด้วย ตัวชี้วัดรายสาขา (Thematic Target Indicators) 38 ตัวชี้วัด ตัวชี้วัดกระบวน NAP (Dimensional Target Indicators) 21 ตัวชี้วัด ซึ่งตัวชี้วัดเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ในการรายงานตามความเหมาะสม ดังนั้น การมีเครื่องมือหรือระบบในการรวบรวมข้อมูล ติดตาม และประเมินผล จะช่วยให้เราทราบว่า ประเทศของเราได้ดำเนินการด้านการปรับตัวอะไรไปแล้วบ้าง เกิดผลลัพธ์จริงหรือไม่ ส่งผลให้การขับเคลื่อนด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จึงได้จัดทำระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ร่วมกับ บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อวางแนวทางและออกแบบฐานข้อมูลในลักษณะของเครื่องมือและแพลตฟอร์มที่เป็นระบบหลัก สำหรับรวบรวมและจัดเก็บข้อมูล โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นฐานข้อมูลที่สามารถใช้ในการวิเคราะห์ ออกแบบ หรือเชื่อมโยงกิจกรรมสำหรับรองรับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ เป็นเครื่องมือหนึ่งของประเทศด้านการปรับตัวอันเป็นกลไกสำคัญที่จะเชื่อมโยงนโยบาย แผนงาน และการปฏิบัติในทุกระดับเข้าด้วยกัน ช่วยให้หน่วยงานสามารถติดตามความก้าวหน้าของแผนปรับตัวตามสาขาต่าง ๆ ได้อย่างเป็นระบบและสามารถเปรียบเทียบระหว่างพื้นที่ และช่วงเวลาได้ สนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย การใช้เทคโนโลยี Big Data Iเละ Visualization นำเสนอข้อมูลผ่านแดชบอร์ด ทำให้เข้าใจง่าย สามารถใช้ข้อมูลประกอบการรายงานต่าง ๆ ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ
วันนี้นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (National Adaptation Plan : NAP) ครอบคลุม 6 สาขาสำคัญ ซึ่งจะเกิดผลเป็นรูปธรรมได้นั้น จำเป็นต้องมีการติดตามและประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ สามารถสะท้อนผลลัพธ์ของการดำเนินงานและเชื่อมโยงกับข้อมูลได้จริง ผ่านการพัฒนาระบบติดตามที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ช่วยสนับสนุนการจัดการทรัพยากรและลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงประชาชนชาวไทยมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”



กรมลดโลกร้อน ร่วมงานเนื่องในวันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก ประจำปี พ.ศ. 2569

วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นางสาวระเบียบ ภูผา ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ร่วมงานเนื่องในวันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก ประจำปี พ.ศ. 2569 ณ บริเวณอัฒจันทร์กลาง สวนเบญจกิติ เขตคลองเตย ภายใต้แนวคิด “Wetland and traditional knowledge : Celebrating cultural heritage พื้นที่ชุ่มน้ำและภูมิปัญญาดั้งเดิม : ร่วมฉลองมรดกทางวัฒนธรรม ได้รับเกียรติจากนายเผด็จ ลายทอง รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นประธานในพิธีเปิดงาน การจัดงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และจิตสำนึกในการปกป้องพื้นที่ชุ่มน้ำ สนับสนุนเครือข่ายภายใต้ภารกิจด้านการบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำ และเผยแพร่แนวปฏิบัติทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญา ผู้เข้าร่วมงานในวันนี้รวมทั้งสิ้นกว่า 600 คน
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”



กรมลดโลกร้อน ร่วมพิธีน้อมบำเพ็ญกุศลถวายความอาลัย ครบ 100 วัน สวรรคต สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันนี้ (30 มกราคม 2569) เวลา 09.00 น. ดร.ระวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้นายประเสริฐ ศิรินภาพร รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลถวายความอาลัย ในวาระครบ 100 วัน (สตมวาร) แห่งการสวรรคต สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งตรงกับวันที่ 31 มกราคม 2569 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล และน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย โดยมีผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง ณ ห้องประชุมศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช ชั้น 2 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ในการนี้ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยนายปวิช เกศววงศ์ และนายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรม ได้ร่วมประกอบพิธีสงฆ์ เจริญพระพุทธมนต์ จากนั้นร่วมทำบุญตักบาตร ณ บริเวณชั้น 1 ด้านหน้ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล และน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย รวมถึงการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศอย่างหาที่สุดมิได้
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”



กรมลดโลกร้อน เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการยกร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571- 2575) ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ครั้งที่ 1/2569
เมื่อวันพุธที่ 28 มกราคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) พร้อมด้วย นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดี สส. ดร.กิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ และเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการยกร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571- 2575) ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุม 521 อาคาร 5 ชั้น 2 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติการประชุมครั้งนี้มี ศ.ดร.สนิท อักษรแก้ว ทำหน้าที่ประธานกรรมการ และ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช เป็นกรรมการ โดยที่ประชุมได้พิจารณากรอบแนวคิดการจัดทำร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้นอย่างทั่วถึงและยั่งยืน โดยมีเป้าหมายทางสิ่งแวดล้อม ได้แก่ 1) การอยู่รอดโดยใช้ทรัพยากรธรรมชาติภายใต้ศักยภาพของระบบนิเวศและจัดการปัญหามลพิษ 2) การปรับตัวเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ 3) การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำตามทิศทางเศรษฐกิจโลก โดยที่ประชุมคณะกรรมการฯ มีมติเห็นชอบกรอบแนวคิดการจัดทำร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน รับทราบสถานการณ์ปัจจุบันและการพัฒนาด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเห็นชอบต่อแผนดำเนินงานการจัดทำร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”



กรมลดโลกร้อน ร่วมเป็นวิทยากรในงานสัมมนา Mobility Live & EV charge live 2026
วันที่ 29 มกราคม 2569 นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (รอง อสส.) ให้เกียรติเป็นวิทยากรร่วมในงานสัมมนา Mobility Live & EV charge live 2026 บรรยายในหัวข้อ “การขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก สู่การเดินทางในเมืองอย่างยั่งยืนและยกระดับคุณภาพชีวิต” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านนโยบายและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการด้านการลดก๊าซเรือนกระจกและการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภาคคมนาคม เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทคบางนา กรุงเทพมหานคร
ในการนี้ รอง อสส. ได้กล่าวถึงแนวโน้มสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยเฉพาะภาคคมนาคมขนส่ง สำหรับประเทศไทยในปี ค.ศ. 2022 ภาคคมนาคมปล่อยก๊าซเรือนกระจก 77.02 MtCO2eq คิดเป็น 30.29% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภาคพลังงาน โดยในปี ค.ศ. 2023 ภาคคมนาคมขนส่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 8.17 MtCO2eq คิดเป็น 10.77% ส่วนใหญ่มาจากมาตรการพัฒนาระบบขนส่งในเมืองและระหว่างเมือง และการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำถึงเป้าหมายและมาตรการการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภายใต้ NDC 3.0 แนวทางการปรับปรุงยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ (LT-LEDS) รวมถึงความคืบหน้าการจัดทำร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. … ซึ่งเป็นกลไกสำคัญ ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”


กรมลดโลกร้อน เสริมสร้างองค์ความรู้ และผนึกกำลังเครือข่าย CCE Children & Youth ปี 69

การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมศักยภาพและทักษะของเครือข่ายเด็กและเยาวชนในการดำเนินโครงการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม สู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพรวมทั้งส่งเสริมเครือข่ายเด็กและเยาวชนด้านสิ่งแวดล้อมในการปรับตัวให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เสริมพลัง Empowerment For Climate Action ของเครือข่ายเด็กและเยาวชนในการขับเคลื่อนโครงการ และพัฒนาเครือข่ายเยาวชนด้านสิ่งแวดล้อมให้สอดรับกับแนวทางการแก้ไขปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามสถานการณ์แผนและนโยบายระดับประเทศและระดับนานาชาติต่อไป ในการประชุมครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมจากเครือข่ายเด็กและเยาวชนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (CCE Children & Youth) ทั้งในระบบและนอกระบบการศึกษา ประจำปี 2569 ประกอบด้วย อาจารย์ที่ปรึกษาชมรมอนุรักษ์ฯ ของมหาวิทยาลัย ประธานเครือข่ายเด็กและเยาวชนจากองค์กรต่างๆ และผู้แทนเด็กและเยาวชนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จำนวน 85 เครือข่าย รวมจำนวนทั้งสิ้น 250 คน
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”


