กรมลดโลกร้อน จัดประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) เพื่อหารือต่อการปรับปรุงยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศไทย ครั้งที่ 3

               วันที่ 25 มีนาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมการประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) เพื่อหารือต่อการปรับปรุงยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศไทย ครั้งที่ 3 พร้อมด้วย นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และ ดร.กิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งกรมฯ จัดขึ้นร่วมกับหน่วยวิจัยด้านพลังงานที่ยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน และเจ้าหน้าที่ สส. เข้าร่วมจำนวน 108 คน ณ ห้องประชุมแคทลียา โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ
               การประชุมในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อหารือต่อเนื่องเกี่ยวกับมาตรการการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสาขาพลังงานและคมนาคมขนส่ง และสาขากระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ จากการประชุมกลุ่มย่อยครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 นำมาซึ่งข้อสรุปเพื่อกำหนดมาตรการและลำดับเวลาในการเปลี่ยนผ่านไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี ค.ศ. 2050 โดยผลการประชุมในครั้งนี้จะนำไปใช้ประกอบการปรับปรุงและวิเคราะห์ผลกระทบของเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ต่อเศรษฐกิจและสังคม ก่อนเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นในประเด็นด้านผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมในช่วงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 ต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน เป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงรับรองผู้เข้าร่วมประชุม IPCC-64

วันที่ 24 มีนาคม 2569 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงรับรองผู้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ ๖๔ (The Sixty-fourth Session of the Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC-64) ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร โดย ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบหมายให้ ดร. พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมในนามของรัฐบาลไทย พร้อมเน้นย้ำว่า แม้โลกของเราจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ และนำการวิจัยไปกำหนดนโยบายโลก แต่หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อน คือ “ความร่วมมือและมิตรภาพระหว่างผู้คน” ที่จะขับเคลื่อนการดำเนินงานไปสู่จุดมุ่งหมายและสร้างความหวังร่วมกันไปสู่อนาคตที่ดีขึ้น พร้อมหวังว่าผู้แทนที่เข้าร่วมประชุมทุกท่านจะใช้ช่วงเวลาในระหว่างการประชุมให้เกิดผลสัมฤทธิ์ และขอให้สายสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นช่วยจุดประกายให้เกิดความร่วมมือที่ทรงพลังต่อไปอีกในระยะยาว แม้ว่าการประชุมนี้จะสิ้นสุดลง และ Professor Sir Jim Skea ประธาน IPCC ได้กล่าวขอบคุณรัฐบาลไทยสำหรับการต้อนรับที่อบอุ่น พร้อมกล่าวชื่นชมความมุ่งมั่นและโครงการริเริ่มที่สำคัญของไทยในการดำเนินงานด้านภูมิอากาศ และคาดหวังว่าการประชุมจะประสบความสำเร็จได้ตามเป้าหมาย

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน เปิดศูนย์เรียนรู้ลดโลกร้อนต้นแบบในเมือง “นางเลิ้งโมเดล” ชูจุดเด่นผสานวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

               วันที่ 24 มีนาคม 2569 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เปิด “ศูนย์เรียนรู้ลดโลกร้อน กรุงเทพมหานคร นางเลิ้งโมเดล ท่องเที่ยววิถีชุมชน ลดโลกร้อน” โดยมี นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีเปิด ณ บ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี และศูนย์ฟอร์ดเพื่อนชุมชน (Ford Community Center) มุ่งสร้างพื้นที่ต้นแบบการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในบริบทสังคมเมือง โดยชูจุดเด่นการผสานมรดกทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตดั้งเดิมเข้ากับการจัดการสิ่งแวดล้อมสมัยใหม่ ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจ BCG และการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Tourism) ยกระดับชุมชนเก่าแก่ใจกลางกรุงสู่พื้นที่ต้นแบบ (Best Practice) ในการรับมือวิกฤตโลกเดือดด้วยนวัตกรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น
               นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า กรมฯ มีเป้าหมายขยายศูนย์เรียนรู้ลดโลกร้อนให้ครบ 7 แห่งทั่วประเทศภายในปี 2570 เพื่อเป็นพื้นที่เรียนรู้และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการปรับตัว (Adaptation) และการลดก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) ที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ยกระดับให้เป็นแหล่งเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง และขยายผลสู่พื้นที่ต้นแบบอื่น ๆ สำหรับ “นางเลิ้งโมเดล” ศูนย์เรียนรู้ลดโลกร้อนแห่งนี้เต็มไปด้วยเสน่ห์ของวัฒนธรรม วิถีชีวิต และอาหารไทยโบราณที่สืบทอดกันมายาวนานกว่า 100 ปี ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในบริบทของชุมชนเมือง ซึ่งไม่ใช่เพียงพื้นที่สำหรับจัดกิจกรรมเท่านั้น แต่เป็นพื้นที่เรียนรู้ที่แสดงให้เห็นถึงการบูรณาการนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม มีความโดดเด่น คือการผสานมิติสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจชุมชนเข้าด้วยกันอย่างลงตัว โดยเฉพาะแนวคิดการท่องเที่ยววิถีชุมชนแบบคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Community Tourism) ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายระดับสากล Global Goal on Adaptation (GGA) ภายใต้ข้อตกลงปารีส จึงทำให้การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของคนในชุมชน และยังสามารถสร้างรายได้ สร้างโอกาส และรักษามรดกทางวัฒนธรรมของชุมชนไปพร้อมกัน
               นายโกเมศ กล่าวต่อว่า การดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมของชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการคัดแยกขยะในครัวเรือน การจัดตั้งธนาคารขยะพลาสติกของชุมชน การนำขยะมาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ผ่านกระบวนการ Upcycling รวมถึงการพัฒนากิจกรรมท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น การเดินเที่ยวชุมชน การเรียนรู้วิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่น ตลอดจนการเรียนรู้การจัดการสิ่งแวดล้อมของชุมชน สะท้อนให้เห็นว่า การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยีหรือนโยบายระดับประเทศเท่านั้น แต่สามารถเริ่มต้นได้จาก “ชุมชน” จากความร่วมมือของคนในพื้นที่ ที่ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ และร่วมกันสร้างอนาคตที่ยั่งยืน
               กรมฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การเปิดศูนย์เรียนรู้ลดโลกร้อนแห่งนี้ ไม่ใช่เพียงการเปิดสถานที่แห่งหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการเปิด “พื้นที่แห่งการเรียนรู้” สำหรับประชาชน เยาวชน นักเรียน นักศึกษา ตลอดจนผู้ที่สนใจ ได้มาเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเห็นตัวอย่างของการลงมือทำจริง ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับชุมชน ซึ่งความสำเร็จของนางเลิ้งโมเดลนอกจากจะเป็นต้นแบบสำคัญของการพัฒนาชุมชนเมืองที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม แต่ยังสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ชุมชนเมืองอื่น ๆ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายสังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืนต่อไปได้

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดประชุม IPCC ครั้งที่ 64 เร่งวางโรดแมป “AR7” วางรากฐานข้อมูลวิทยาศาตร์เพื่อกู้วิกฤตโลก

               วันที่ 24 มีนาคม 2569 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมร่วมกับคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) เปิดการประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 64 (The Sixty-fourth Session of the Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC-64) นำโดย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายปวิช เกศววงศ์ และนายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นักวิทยาศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศและตัวแทนรัฐบาลจาก 138 ประเทศ จากประเทศสมาชิก 195 ประเทศเข้าร่วม เพื่อกำหนดกรอบการทำงานและขอบเขตของรายงานการประเมินฉบับที่ 7 (AR7) ซึ่งจะเป็นเข็มทิศสำคัญ ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในการดำเนินนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกในทศวรรษนี้ โดยจะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจบนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสาเหตุ ผลกระทบ ความเสี่ยง และทางเลือกในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมทั้งคู่มือในเรื่อง เทคโนโลยีการกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Dioxide Removal Technologies) และเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilization, and Storage: CCUS) คู่มือจัดทำบัญชีการปล่อยมลสารที่มีอายุสั้นในบรรยากาศ และการพิจารณาโครงการและงบประมาณภายใต้กองทุนทรัสต์ของ IPCC (IPCC Trust Fund) ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร
               ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ในนามรัฐบาลไทย มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้เป็นเจ้าภาพร่วมจัดการประชุม IPCC ครั้งที่ 64 ณ กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นการประชุมสำคัญระดับโลกด้านวิทยาศาสตร์สภาพภูมิอากาศ และขอต้อนรับคณะผู้บริหาร IPCC (Professor Sir Jim Skea ประธาน IPCC, Mr. Abdalah Mokssit เลขาธิการ IPCC), ผู้แทนจาก WMO, UNEP, UNFCCC และนักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลก โดยเน้นย้ำความท้าทายจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรง (Global Boiling) ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ เศรษฐกิจ และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยความรู้ทางวิทยาศาสตร์มีความสำคัญสูงสุดในการหาทางออก ประเทศไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับการดำเนินงานจริง โดยเฉพาะการสนับสนุนการดำเนินงานภายใต้ความตกลงปารีส อาทิ การเร่งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) การผลักดันพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสร้างตลาดคาร์บอนเครดิต รวมถึงการปรับตัวที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ โดยสร้างระบบเตือนภัยที่ทันสมัยเพื่อช่วยเหลือประชาชน การดำเนินงานทั้งหมดมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน (Partnership) เพื่อนำพาประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ อีกทั้งได้ยืนยันความพร้อมของไทยในฐานะเจ้าภาพร่วมที่จะสนับสนุนการแลกเปลี่ยนความรู้ เพื่อสร้างสังคมโลกที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน
               Professor Jim Skea ประธาน IPCC กล่าวขอบคุณกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ในฐานะหน่วยงานร่วมจัดการประชุมในครั้งนี้ และย้ำว่ารายงานของ IPCC จะสะท้อนถึงความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นของมนุษยชาติที่มีต่อวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศ ซึ่งได้ช่วยผลักดันความพยายามระดับโลกในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเป็นรากฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญสำหรับการเสริมสร้างและพัฒนาระบบธรรมาภิบาลด้านสภาพภูมิอากาศโลกอย่างต่อเนื่อง

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

“กรมลดโลกร้อน” มอบรางวัล G-GREEN ระดับประเทศ ประกาศความสำเร็จ ช่วยหนุนขับเคลื่อนไทย สู่เศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ

               วันที่ 23 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จัดงานประกาศเกียรติคุณตราสัญลักษณ์ G – Green ระดับประเทศขึ้น โดยมี ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิด และให้เกียรติมอบรางวัลตราสัญลักษณ์ G – Green ระดับประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 357 รางวัล แบ่งเป็น ระดับ G Platinum จำนวน 3 รางวัล ระดับ G Plus จำนวน 34 รางวัล และระดับดีเยี่ยม G ทอง จำนวน 176 รางวัล รวมทั้งสิ้น 213 รางวัล
               ขณะที่ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติมอบรางวัลตราสัญลักษณ์ G – Green ระดับประเทศ แบ่งเป็น ระดับดีมาก (G เงิน) จำนวน 87 รางวัล และระดับดี (G ทองแดง) จำนวน 57 รางวัล รวมทั้งสิ้น 144 รางวัล
               ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ทส. โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการผลิต การบริการและการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างความตระหนักรู้การใช้ทรัพยากรและพลังงานอย่างคุ้มค่า และมีประสิทธิภาพ มีการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดีควบคู่กับการจัดการของเสียหรือมลพิษ สนับสนุนการขับเคลื่อนไทยสู่เศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำหรับสถานประกอบการ สำนักงาน อุทยานแห่งชาติ โดยใช้กระบวนการประเมินรับรองความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภายใต้สัญลักษณ์ G – Green รวมจำนวน 6 โครงการ
               ดร.รวีวรรณ กล่าวต่อว่า สำหรับโครงการที่ดำเนินการ ได้แก่ หนึ่ง โครงการส่งเสริมการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Production) สอง โครงการส่งเสริมโรงแรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Hotel) สาม โครงการส่งเสริมโรงแรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน (Green Hotel Plus) สี่ โครงการส่งเสริมอุทยานแห่งชาติสีเขียว (Green National Park) ห้า โครงการส่งเสริมสำนักงานสีเขียว (Green Office) และ หก โครงการส่งเสริมร้านอาหารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Restaurant)
               ด้าน ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวเพิ่มว่า จากการดำเนินการในปี 2568 มีสถานประกอบการ สำนักงาน ได้รับการรับรองและขึ้นทะเบียนความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จำนวน 357 แห่ง ส่งผลให้สถานประกอบการ โรงแรม ร้านอาหาร อุทยานแห่งชาติ และสำนักงาน สามารถลดต้นทุนและลดมลพิษที่เกิดขึ้น มีความเข้าใจในการจัดการด้าน สิ่งแวดล้อม ตลอดจนเพิ่มโอกาสและช่องทางสำหรับผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
               ดร.พิรุณ กล่าวอีกว่า การจัดงานประกาศเกียรติคุณตราสัญลักษณ์ G – Green ระดับประเทศครั้งนี้ ยังเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติให้กับสถานประกอบการ โรงแรม ร้านอาหาร อุทยานแห่งชาติ และสำนักงาน ที่ผ่านการประเมินและได้การรับรองตราสัญลักษณ์ G – Green ด้านการผลิต การบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้เป็นแบบอย่างที่ดีและสร้างแรงบันดาลใจในการนำไปพัฒนาสถานประกอบการและองค์กรของตนเองต่อไป พร้อมประชาสัมพันธ์การดำเนินงานส่งเสริมการผลิต การบริการ และการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเผยแพร่ตราสัญลักษณ์ G – Green ให้เป็นที่รู้จักกว้างขวาง
               “ที่สำคัญ ในการจัดงานครั้งนี้ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ยังได้จัดให้มีพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือกับ 3 หน่วยงาน ได้แก่ พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยและมาตรฐานการบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม กับกรมการท่องเที่ยว, พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านความยั่งยืนและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Resilience and Adaptation) กับสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) และพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการให้สิทธิประโยชน์กับผู้ประกอบการที่ลงทะเบียน SMEs ผู้รับบริการภาครัฐด้านการดำเนินธุรกิจที่ส่งเสริมการผลิต การบริการ และการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม กับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว.” ดร.พิรุณ กล่าว

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน เชิดชูเกียรติ 7 สตรีดีเด่นด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิความเท่าเทียม เนื่องในวันสตรีสากล 2569 มุ่งสร้างสังคมยุติธรรมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

               วันที่ 20 มีนาคม 2569 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมแสดงความยินดีในโอกาส “วันสตรีสากล ประจำปี 2569” พร้อมเชิดชูเกียรติสตรีผู้มีผลงานโดดเด่นด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ ภายใต้แนวคิด “สิทธิ ความยุติธรรมและเสียงของผู้หญิง: สู่สังคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”
               กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหน่วยงานหลักในการคัดเลือกสตรีดีเด่นด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยมี อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ปฏิบัติหน้าที่ประธานอนุกรรมการ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กองส่งเสริมการมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ในฐานะอนุกรรมการและเลขานุการ ได้ดำเนินการคัดเลือกสตรีที่มีผลงานประจักษ์ชัดในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งในระดับพื้นที่และระดับประเทศ
ในปีนี้มีสตรีผู้ได้รับรางวัลรวม 6 ราย จาก 3 ประเภทหลัก ประกอบด้วย
        1. ประเภทเจ้าหน้าที่ของรัฐ (ระดับพื้นที่): นางสาวกฤษณา ขวัญเมือง ผลงานโดดเด่นด้านการแก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควัน การสร้างฝายชะลอน้ำ และการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในระดับท้องถิ่น
        2. ประเภทเจ้าหน้าที่ของรัฐ (ระดับประเทศ): นางจงกลนี แก้วสด ผู้ริเริ่มนวัตกรรม “ZOOIDO Innovation Live System Platform” ยกระดับการถ่ายทอดสดเพื่อการเรียนรู้ด้านธรรมชาติวิทยา
        3. ประเภทบุคคลทั่วไป (ระดับพื้นที่): นางโซไรดา นิติธรรม ผู้นำการจัดการป่าชุมชนอย่างยั่งยืนและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
        4. ประเภทบุคคลทั่วไป (ระดับประเทศ): นางสาวลำไพ เนื่องพลี ผู้ขับเคลื่อนการจัดการสิ่งแวดล้อมศึกษาในโรงเรียนและชุมชนทั่วประเทศ
        5. ประเภทบุคคลภาคเอกชน (ระดับพื้นที่): นางวิภาวี ปัญญาดี ผู้สนับสนุนโครงการสงขลาสู่มรดกโลก และการปรับปรุงศูนย์เรียนรู้อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลภาคใต้
        6. ประเภทบุคคลภาคเอกชน (ระดับประเทศ): นางสาวหริสวรรณ ศิริวงศ์ ผู้ก่อตั้ง TTA LAB ส่งเสริมเด็กและเยาวชนทั่วประเทศให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน
               นอกจากมิติด้านสิ่งแวดล้อม กรมฯ ยังร่วมยินดีกับ นางรสริน อมรพิทักษ์พันธ์ ผู้ได้รับรางวัลสตรีดีเด่น ด้านการคุ้มครองสิทธิและการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ (ประเภทบุคคลภาครัฐ) จากผลงานการจัดทำ “คู่มือการบูรณาการมิติความเท่าเทียมระหว่างเพศในการจัดทำงบประมาณด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการดูแลกลุ่มเปราะบางให้เข้าถึงความเป็นธรรมทางสังคม
               กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เชื่อมั่นว่าพลังและเสียงของสตรีจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้รอดพ้นจากวิกฤตภูมิอากาศ การเชิดชูเกียรติในครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าการมอบรางวัล แต่เป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญของสตรีในการสร้างโลกที่ยั่งยืนและยุติธรรมสำหรับทุกคน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมกับ กรมโรงงานอุตสาหกรรม และ UNIDO จัดงานสัมมนา National Milestone: Decarbonization of the Cement and Concrete Sectors in Thailand

               วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม 2569 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) เข้าร่วมงานสัมมนา “National Milestone: Decarbonization of the Cement and Concrete Sectors in Thailand” ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติกล่าวเปิดงาน และมีผู้แทนระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐและระหว่างประเทศ อาทิ นางสาวปิง กิดนิกร เอกอัครราชฑูตแคนาดาประจำประเทศไทย นางสาวอารยา ไสลเพชร รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม Ms. Nabila Suria ผู้แทนเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย ดร.ชนะ ภูมี นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) และประธานสภาผู้ผลิตปูนซีเมนต์แห่งอาเซียน (ASEAN Federation of Cement Manufacturers: AFCM) นายสุรชัย นิ่มละออ นายก TCMA และ ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย พร้อมด้วยนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เจ้าหน้าที่ สส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงานกว่า 100 คน ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ
               อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และคอนกรีตถือเป็นภาคอุตสาหกรรมพื้นฐานที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศขณะเดียวกันก็เป็นภาคส่วนที่อยู่ในเป้าหมายสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การสัมมนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสรุปผลการดำเนินโครงการที่ได้รับทุนสนับสนุนจากกระทรวงสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของแคนาดา (ECCC) จำนวน 8 ล้านเหรียญดอลลาร์แคนาดา ระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี ในการช่วยขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และคอนกรีต เพื่อสนับสนุนประเทศไทยให้การบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ซึ่งภายในงานมีการนำเสนอผลลัพธ์สำคัญของโครงการทั้ง 5 องค์ประกอบ ครอบคลุมทั้งด้านนโยบาย นวัตกรรม เทคโนโลยี มาตรฐาน และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร โดยมีการผลักดันให้เกิดกรอบนโยบายและแผนปฏิบัติการด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และคอนกรีตของประเทศไทยที่มีความเข้มแข็ง สามารถรองรับการลงทุนและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรม ในด้านการส่งเสริมนวัตกรรม โครงการได้สนับสนุนการพัฒนาและบ่มเพาะผู้ประกอบการไทยให้สามารถคิดค้นและนำเสนอนวัตกรรมเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตลอดห่วงโซ่อุปทาน พร้อมทั้งส่งเสริมการแข่งขันนวัตกรรมในระดับประเทศ และพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อเชื่อมโยงนวัตกรรมกับแหล่งเงินทุน ช่วยให้สามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับด้านเทคโนโลยี มีการส่งเสริมการลงทุนและการนำร่องเทคโนโลยีลดคาร์บอนทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยเฉพาะเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน รวมถึงแนวทางการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและการประยุกต์ใช้เศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาโครงการที่สามารถดึงดูดการลงทุนและขยายผลในเชิงพาณิชย์ได้ ในด้านมาตรฐานและกลไกสนับสนุน มีการพัฒนาแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการใช้มาตรฐานด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สอดคล้อง รวมถึงข้อเสนอแนะเกี่ยวกับเอกสารแสดงข้อมูลผลกระทบสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ (Environmental Product Declarations: EPDs) เพื่อยกระดับความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกัน โครงการยังมุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรผ่านการฝึกอบรมและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมอย่างครอบคลุม รวมถึงการส่งเสริมบทบาทของผู้หญิงในกระบวนการพัฒนา
               นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการนำเสนอผลลัพธ์เชิงรูปธรรมจากการดำเนินโครงการ ทั้งในด้านการสาธิตและนำร่องเทคโนโลยี เช่น เทคโนโลยีดักจับคาร์บอน การส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน และการใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการพัฒนาสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย อาทิ การจัดทำกรอบนโยบายการลดคาร์บอนในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ และแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังมีการนำเสนอระบบติดตามตรวจสอบข้อมูลความแข็งแรงของคอนกรีตในระยะไกล การเผยแพร่ผลงานนวัตกรรมที่ได้รับรางวัลด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ตลอดจนข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและแนวทางสนับสนุนการขยายผลเทคโนโลยีผ่านกลไก Accelerate-to-Demonstrate (A2D) Facility ของ UNIDO เพื่อผลักดันนวัตกรรมไปสู่การใช้งานในวงกว้างอย่างเป็นรูปธรรม
               ความสำเร็จของโครงการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมืออย่างเข้มแข็งระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาคการเงิน ในการขับเคลื่อนการลดคาร์บอนอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการต่อยอดองค์ความรู้และขยายผลการดำเนินงานเพื่อให้เกิดประโยชน์เชิงรูปธรรมต่อการพัฒนาประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำในอนาคต ซึ่งประเทศไทยกำลังก้าวสู่ระยะต่อไปของความร่วมมือกับ UNIDO ผ่านโครงการ Mitigation Action Facility หรือ MAF ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคปูนซีเมนต์และคอนกรีต ทั้งในด้านการพัฒนามาตรการที่เป็นรูปธรรม การเสริมสร้างศักยภาพ และการสนับสนุนการลงทุนในเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ เพื่อให้เกิดผลอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนในระยะยาว

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ประชุมพิจารณา (ร่าง) แผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. ….

               วันที่ 18 มีนาคม 2569 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ (กยป.) จัดประชุมพิจารณา (ร่าง) แผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน พร้อมด้วยนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และผู้บริหารจากหน่วยงานภายในกรมฯ เข้าร่วมการประชุม
               การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาหลักการและสาระสำคัญของแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ซึ่งกำหนดแนวทางการดำเนินงานสำคัญ 3 แนวทาง ได้แก่ (1) การขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก (2) การปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ (3) การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อมุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนบนพื้นฐานเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม โดยผู้เข้าร่วมประชุมได้ให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อปรับปรุงรายละเอียดของแผนให้มีความครอบคลุม ชัดเจน และสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งภายหลังการประชุมครั้งนี้ กยป. จะดำเนินการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาให้ความเห็นต่อ (ร่าง) แผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. พร้อมกับเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะผ่านทางเว็บไซต์กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (สส.) เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน และรวบรวมข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะทั้งหมด เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาปรับปรุง (ร่าง) แผนแม่บทฯ ให้มีความครบถ้วนสมบูรณ์ก่อนเสนอต่อกลไกเชิงสถาบันเพื่อพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

หลักสูตรทักษะเอไอระดับพื้นฐาน (AI Basics)

คำอธิบายบทเรียน หมวดหมู่
        หน่วยความสามารถที่เกี่ยวข้อง ตามทักษะด้านดิจิทัลของข้าราชการและบุคลากรภาครัฐเพื่อการปรับเปลี่ยนเป็นรัฐบาลดิจิทัล : DT400 DT500
        เป็นหลักสูตรพื้นฐานสำหรับผู้เริ่มต้นเรียนรู้ด้านเอไอซึ่งครอบคลุมเนื้อหาด้านปัญญาประดิษฐ์ตั้งแต่ AI เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) รวมถึงเทคนิคการสร้างพรอมต์และการใช้งาน AI ในการสร้างคอนเทนต์ การค้นหาข้อมูล และการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพด้วย Microsoft Copilot เน้นการใช้งาน AI อย่างรับผิดชอบและ AI กำลังเปลี่ยนโลกอย่างไร พร้อมทั้งส่งเสริมให้ทุกคนเข้าถึงเทคโนโลยี AI ได้ง่ายและมีประโยชน์
Digital Technology
วัตถุประสงค์ ผู้สอน
บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด
เวลาในการเรียน ใบประกาศนียบัตร
2 ชั่วโมง 8 นาที มี
Link เข้าอบรมหลักสูตร
https://tdga.dga.or.th/knowledge/e-learning/detail?content_id=31

 

AI for Everyone : ปัญญาประดิษฐ์เพื่ออนาคตของทุกคน

คำอธิบายบทเรียน หมวดหมู่
        หน่วยความสามารถที่เกี่ยวข้อง ตามทักษะด้านดิจิทัลของข้าราชการและบุคลากรภาครัฐเพื่อการปรับเปลี่ยนเป็นรัฐบาลดิจิทัล : DT400
        หลักสูตรนี้เป็นการทำความรู้จักกับ AI เบื้องต้น และการนำ AI มาประยุกต์ใช้สำหรับบริการภาครัฐเพื่อให้ผู้เรียนได้เข้าใจถึงความหมายของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และประโยชน์ของ AI ผ่านตัวอย่างการงาน ซึ่งจะนำไปสู่การนำไปประยุกต์ใช้สำหรับบริการของหน่วยงานได้
Digital Technology
วัตถุประสงค์ ผู้สอน
1. เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจการนา AI มาใช้ในการทำงาน
2. เพื่อให้ผู้เรียนสามารถประยุกต์ใช้ AI ในชีวิตประจำวัน
3. เพื่อให้ผู้เรียนสามารถวิเคระห์ข้อดีและข้อเสียในการนำ AI มาใช้งาน
4. เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิลาวัลย์ อินทร์ชำนาญ
คณบดี วิทยาลัยครีเอทีฟดีไซน์ แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์เทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
เวลาในการเรียน ใบประกาศนียบัตร
1 ชั่วโมง 35 นาที มี
Link เข้าอบรมหลักสูตร
https://tdga.dga.or.th/knowledge/e-learning/detail?content_id=33