ประกาศเผยแพร่เกณฑ์ราคากลางและคุณลักษณะพื้นฐานของระบบคอมพิวเตอร์ ฉบับเดือนตุลาคม 2569

               ตามที่ได้มีการปรับปรุงและกำหนดมาตรฐานเกณฑ์ราคากลางและคุณลักษณะพื้นฐานของระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อให้หน่วยงานนำไปใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานและแนวทางในการพิจารณาจัดหาอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ให้มีความเหมาะสม โปร่งใส และสอดคล้องกับพัฒนาการทางเทคโนโลยีรวมถึงสภาวะตลาดในปัจจุบัน
              ในการนี้ จึงขอประกาศเผยแพร่ “เกณฑ์ราคากลางและคุณลักษณะพื้นฐานของระบบคอมพิวเตอร์ ฉบับเดือนตุลาคม 2569” เพื่อให้บุคลากร หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนผู้สนใจทั่วไป สามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้เป็นเอกสารอ้างอิงประกอบการวางแผน การจัดทำคำของบประมาณ และการดำเนินกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามระเบียบ มีมาตรฐาน และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อการดำเนินงาน

ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบรายละเอียด ทราบบัญชีรายการ และดาวน์โหลดเอกสารเกณฑ์ราคากลางฉบับดังกล่าว ได้ตามช่องทางที่แนบมาพร้อมนี้

รายละเอียดเพิ่มเติมและเอกสารอ้างอิง : https://claude.ai/artifact/FZRBrFBkk7EY9oAJCkck1G#catalog

กรมลดโลกร้อน จัดกิจกรรมรณรงค์ฟื้นฟูและปรับตัวต่อภัยพิบัติ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร

               วันที่ 28 ตุลาคม 2569 นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดกิจกรรมรณรงค์ฟื้นฟูและปรับตัวต่อภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ณ อาคารเมล็ดข้าว อาสาชาวนามหานคร แขวงคลองสิบสอง เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นางสาวอุมา ศรีสุข ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายอาคม สุทธิบุญ ผู้อำนวยการเขตหนองจอก ตลอดจนเจ้าหน้าที่กรมลดโลกร้อน เครือข่าย ทสม. กรุงเทพมหานคร ภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง และประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 400 คน
               การจัดกิจกรรมในครั้งนี้มุ่งสร้างความรู้และศักยภาพของชุมชนในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมชุมชนยามเกิดภัยพิบัติ โดยเฉพาะในพื้นที่เขตหนองจอกซึ่งเป็นพื้นที่รองรับน้ำต่ำและมักเผชิญปัญหาน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน ส่งผลกระทบตรงต่อการดำเนินชีวิต สุขภาพอนามัย ตลอดจนการจัดการขยะและน้ำเสียในชุมชน

กิจกรรมสำคัญภายในงาน
               1. การเสริมสร้างความรู้และสาธิตคัดแยกขยะมูลฝอยและขยะอันตราย เพื่อยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อโรคและรักษาสิ่งแวดล้อม
               2. การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมชุมชน โดยสาธิตการใช้น้ำหมักชีวภาพ EM ผสมและฉีดพ่นในพื้นที่น้ำท่วมขังเพื่อบำบัดน้ำเสียและลดกลิ่นเหม็นเบื้องต้น
               3. มอบชุดอุปกรณ์ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและการดำรงชีพพื้นฐาน ให้แก่เครือข่าย ทสม. และผู้แทนชุมชนในเขตหนองจอก เพื่อนำไปใช้บรรเทาความเดือดร้อนในระดับครัวเรือน

               กรมลดโลกร้อนมุ่งหวังว่า พลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในวันนี้ จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อน ยกระดับคุณภาพชีวิต และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนหนองจอก มีความพร้อมในการปรับตัวและดูแลสิ่งแวดล้อมยามเกิดภัยพิบัติเพื่อความเป็นอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

รัฐมนตรีสุชาติ มอบพลอยลภัสร์ร่วมประชุม Belt and Road Green Innovation Conference 2026 ขยายโอกาสการลงทุนสีเขียวและลดก๊าซเรือนกระจกร่วมกับนานาชาติ

               นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) มอบหมายให้นางสาวพลอยลภัสร์ สิงห์โตทอง ข้าราชการการเมือง สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้แทนกล่าวปาฐกถาในการประชุม Belt and Road Green Innovation Conference 2026 และเข้าร่วมงาน Eco Expo Asia พร้อมด้วยพลตำรวจโท อิทธิพร โพธิ์ทอง ที่ปรึกษา รมว.ทส. และ ดร.กิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ในระหว่างวันที่ 26 – 27 ตุลาคม 2569 ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง โดยมีผู้เข้าร่วมระดับสูงจากภาครัฐ ภาคเอกชน ธุรกิจและสถาบันการเงิน จากประเทศสมาชิกกว่า 20 ประเทศเข้าร่วมประมาณ 500 คน
               ในการนี้ นางสาวพลอยลภัสร์ฯ ได้กล่าวปาฐกถาถึงการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ร่วมกับการลงทุนเพื่อจัดการมลพิษและพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้เกิดความยั่งยืน โดยยินดีแลกเปลี่ยนข้อมูล องค์ความรู้ และเชื่อมโยงกลไกการเงินจากภาคธุรกิจระดับนานานาชาติเข้ากับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องของไทย เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 โดยเฉพาะการลงทุนเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ด้วยการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ควบคู่กับการใช้กลไกการเงินสีเขียว (Green finance) เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าของประเทศ และเพิ่มโอกาสจากธุรกิจที่อยู่ในความสนใจของนักลงทุนต่างประเทศ เช่น การตั้ง Data Center การจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์เชิงพาณิชยกรรม มาตรการส่งเสริมการลงทุนสีเขียวของไทย เป็นต้น
               นอกจากนี้ นางสาวพลอยลภัสร์ฯ พร้อมคณะ ได้เข้าร่วมงาน Eco Expo Asia เพื่อรับทราบความก้าวหน้าด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี ตลอดจนรูปแบบ green finance ภายใต้กรอบการดำเนินงานของประเทศคู่ค้าทางเศรษฐกิจกับประเทศจีน และเขตบริหารพิเศษฮ่องกง โดยแลกเปลี่ยนแนวทางบริหารงานและข้อมูลเชิงนโยบายกับผู้แทนกระทรวงนิเวศและสิ่งแวดล้อมแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมกับสำนักเลขาธิการสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ พร้อมด้วยผู้แทนหอการค้าและผู้ประกอบการที่สนใจขยายความร่วมมือกับประเทศไทยในอนาคต ทั้งนี้ การประชุมฯ ครั้งนี้เป็นจุดริเริ่มสำคัญที่จะต่อยอดการพัฒนาห่วงโซ่มูลค่าสีเขียวในระดับภูมิภาค เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

รมว.สุชาติ มอบ ที่ปรึกษาฯ ดาริกา ร่วมประชุม SIEW 2026

               วันที่ 26 ตุลาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายนางสาวดาริกา ศรัณย์เกตุ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นางสาวภัทรานันท์ ทองประพาฬ ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมเข้าร่วมงานประชุมนานาชาติ Singapore International Energy Week 2026 (SIEW 2026) ระหว่างวันที่ 26-27 ตุลาคม 2569 ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีระหว่างประเทศสำหรับการแลกเปลี่ยนความรู้และความคิดเห็นด้านพลังงานระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้เชี่ยวชาญ และองค์กรระหว่างประเทศ โดยมุ่งเน้นประเด็นความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสู่ระบบพลังงานคาร์บอนต่ำ
               ภายในงาน คณะผู้แทนไทยได้เข้าร่วมพิธีเปิดงาน Singapore International Energy Week 2026 (SIEW 2026) โดยมี H.E. Dr Tan See Leng รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานการค้าและอุตสาหกรรม (Minister for Energy, Trade and Industry) สิงคโปร์ เป็นผู้กล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการ และ YAB Datuk Amar Haji Fadillah bin Haji Yusof รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการเปลี่ยนผ่านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงด้านน้ำ (Minister of Energy Transition and Water Transformation) มาเลเซีย ร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานผ่านการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าในระดับภูมิภาคอาเซียน นอกจากนี้ภายในงานยังมีการแลกเปลี่ยนเอกสารความร่วมมือระหว่างประเทศ ได้แก่ บันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสิงคโปร์และมาเลเซีย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเทคนิคและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดน MOU ระหว่างสิงคโปร์และซาอุดีอาระเบีย เพื่อพัฒนาความร่วมมือด้านการจัดเก็บสำรองน้ำมันดิบของซาอุดีอาระเบีย ณ คลังเก็บน้ำมันใต้ดินในสิงคโปร์ ตลอดจนหนังสือแสดงเจตจำนงความร่วมมือ (LOI) ระหว่างฟิลิปปินส์และสิงคโปร์
               ในโอกาสนี้ คณะผู้แทนไทยยังได้เยี่ยมชมนิทรรศการเทคโนโลยีที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อาทิ เทคโนโลยีการผลิตพลังงานจากความร้อนใต้พิภพ (Geothermal Energy) เทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์และการประยุกต์ใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานตลอดจนเทคโนโลยีการผลิตและโครงสร้างพื้นฐานด้านไฮโดรเจน ซึ่งมีบทบาทในการสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงานและอุตสาหกรรม โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 500 คน
               และเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 ช่วงบ่าย นางสาวดาริกา ศรัณย์เกตุ ได้ให้สัมภาษณ์ในกิจกรรม SIEW 2026 ภายใต้คำถาม “Which word best describes the next decade of energy?” หรือ “คำใดที่อธิบายทศวรรษข้างหน้าของภาคพลังงานได้ดีที่สุด” โดยนางสาวดาริกาเสนอคำว่า “Transformation” หรือการเปลี่ยนผ่านและการปรับเปลี่ยนระบบพลังงาน โดยอธิบายว่า อนาคตของพลังงานไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเปลี่ยนจากเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาด แต่ยังครอบคลุมถึงการปรับเปลี่ยนระบบพลังงานให้สะอาด มีความมั่นคง และมีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิลงร้อยละ 47 ภายในปี 2035 เมื่อเทียบกับระดับการปล่อยในปี 2019 และการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายเพื่อผลักดันเป้าหมายดังกล่าวให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ผ่านการยกระดับนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศการกำหนดราคาคาร์บอน และการสนับสนุนการลงทุนในเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ ควบคู่กับการคำนึงถึงความเป็นธรรม ความสามารถในการจ่าย และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

“สุชาติ” ชง ครม. เห็นชอบให้สัตยาบันจัดตั้งศูนย์อาเซียนด้านสภาพภูมิอากาศ เดินหน้า Net Zero 2050 เสริมแกร่งความร่วมมือภูมิภาค

               นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 เห็นชอบการให้สัตยาบันต่อการจัดตั้ง ศูนย์อาเซียนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ASEAN Centre for Climate Change) เพื่อยกระดับความร่วมมือของประเทศสมาชิกอาเซียนในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้ ตลอดจนพัฒนาฐานข้อมูลเพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบายและขับเคลื่อนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Greenhouse Gas Emissions) ของไทยภายในปี ค.ศ. 2050
               นายสุชาติกล่าวว่า การจัดตั้งศูนย์อาเซียนฯ จะเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพของภูมิภาค ทั้งด้านการลดก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและองค์ความรู้ระหว่างประเทศสมาชิก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินงานและสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศในระดับโลก
               ทั้งนี้ ประเทศไทยจะดำรงตำแหน่งประธานคณะทำงานอาเซียนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2570 เป็นต้นไป และอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นประธานอาเซียนในปี 2571 โดยไทยมีแผนผลักดันความร่วมมือในประเด็นสำคัญ อาทิ การยกระดับมาตรฐานคาร์บอนเครดิตผ่านโครงการ HACI การลดการปล่อยก๊าซมีเทน และการเชื่อมโยงข้อมูลกับศูนย์อาเซียนฯ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนข้อมูลและสนับสนุนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของภูมิภาค

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จับมือองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย เปิดตัว “เครือข่ายเยาวชน TYCC” ดึงพลังคนรุ่นใหม่ร่วมขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero

               วันที่ 26 ตุลาคม 2569 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) จัดกิจกรรมเปิดตัว (Kick – off Event) เครือข่ายเยาวชนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งประเทศไทย (Thailand Youth Climate Council :TYCC) เพื่อส่งเสริมกลไกการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชนอย่างเป็นทางการ พร้อมผลักดันเยาวชนเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้รับผลกระทบ” สู่ “หุ้นส่วนทางความคิดและการทำงาน” (From Beneficiaries to Equal Partners) ในการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศระดับชาติและนานาชาติ โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดพร้อมมอบนโยบาย และคุณเซเวอรีน เลโอนาร์ดี รองผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวถ้อยแถลงถึงแนวคิดการส่งเสริม Meaningful Youth Participation เพื่อขับเคลื่อนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของเยาวชนไทย” พร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และเครือข่ายเยาวชนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย เข้าร่วมกว่า 160 คน ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
               ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่าปัจจุบันการพัฒนาศักยภาพของคนให้มีความพร้อมและความสามารถเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในระดับประเทศและนานาชาติ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมในฐานะหน่วยประสานงานหลักของประเทศไทย ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ได้ให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องกับเยาวชน ในฐานะพลังสำคัญในการขยายความร่วมมือเชื่อมโยงสู่การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยการตอบสนองกับแนวทางส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของเยาวชนในการขับเคลื่อนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศไทย และข้อเสนอของเยาวชน ใน Youth Statement กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ได้เล็งเห็นความสำคัญจึงร่วมกันจัดตั้งเครือข่ายเยาวชนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งประเทศไทย (Thailand Youth Climate Council) หรือ TYCC ขึ้น เพื่อส่งเสริมบทบาทเยาวชนให้มีความเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ในการมีส่วนร่วมต่อแผนนโยบาย และกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเปิดโอกาสให้เยาวชนได้ร่วมเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มุมมองและวิสัยทัศน์ และข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อขับเคลื่อนกลไกสู่การแก้ปัญหาวิกฤตการณ์โลกเดือดที่เกิดขึ้นในเวทีระดับประเทศ และนานาชาติ
               ​ด้าน คุณเซเวอรีน เลโอนาร์ดี รองผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า เยาวชนมีบทบาทสำคัญและเป็นหัวใจหลักของการขับเคลื่อนงานตั้งแต่เริ่มต้น เยาวชนบางคนเคยเข้าร่วมการประชุม COP ขณะที่อีกหลายคนมีบทบาทนำในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศในชุมชนของตนเองอยู่แล้ว “เยาวชนบอกเราว่า พวกเขาต้องการมากกว่าการมีส่วนร่วมในการประชุม แต่ต้องการมีส่วนร่วมในการออกแบบกระบวนการและกำหนดทิศทางการตัดสินใจที่ส่งผลต่อชีวิตของพวกเขาด้วย ในโอกาสที่ TYCC ได้รับการจัดตั้งเป็นกลไกอย่างเป็นทางการ และกำลังจะเริ่มต้นการทำงาน เราหวังว่า TYCC จะสามารถเข้าถึงเสียงของเยาวชนที่เราไม่ค่อยได้ยิน ไม่ว่าจะเป็นเยาวชนในพื้นที่สูงและชุมชนชายฝั่ง เยาวชนที่ย้ายถิ่นฐาน เยาวชนที่มีความพิการ ตลอดจนเยาวชนที่อยู่นอกระบบการศึกษาหรืออาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล บทบาทของ TYCC คือการเป็นสะพานเชื่อมระหว่างผู้ที่ไม่ค่อยมีโอกาสส่งเสียงกับผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจ และความเข้มแข็งของ TYCC ไม่ได้วัดเพียงการมีอยู่ของกลไก แต่ยังรวมถึงความสามารถในการเข้าถึงเยาวชนได้อย่างกว้างขวางและทั่วถึง ตลอดจนการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน”
               ​กิจกรรมในวันนี้มีกิจกรรมที่น่าสนใจ ได้แก่ เวทีเสวนา ในหัวข้อ “From Beneficiaries to Equal Partners: Working Together with Youth on Climate Action” และอภิปรายแลกเปลี่ยน ในหัวข้อ“A climate future for all” อนาคตที่เราทุกคนมีสิทธิร่วมกำหนด” ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญที่เปิดให้ผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และผู้แทนเยาวชน TYCC ได้ร่วมแลกเปลี่ยนความท้าทายในการทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ของหน่วยงานร่วมกับเยาวชน และแนวทางการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานที่จะนำไปสู่ความเป็นหุ้นส่วนที่เท่าเทียมของเยาวชน และช่องทางการเข้าร่วมกับแต่ละหน่วยงานช่วยลดช่องว่างการดำเนินงาน สามารถร่วมกันพัฒนาโครงการ พร้อมเข้าถึงการสนับสนุนด้านงบประมาณและอื่นๆ อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายในการสร้างความรับผิดชอบต่อการรับมือกับความท้าทายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยในการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ 2050 ต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ประเทศไทยยกระดับความโปร่งใสด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างรายงานแห่งชาติ ฉบับที่ 5 รวมกับรายงานความโปร่งใสรายสองปี ฉบับที่ 2 (NC5/BTR2)

               วันที่ 26 ตุลาคม 2569 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) ร่วมกับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ประจำประเทศไทย จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อร่างรายงานแห่งชาติ ฉบับที่ 5 รวมกับรายงานความโปร่งใสรายสองปี ฉบับที่ 2 (Thailand’s Combined Fifth National Communication and Second Biennial Transparency Report: 5NC/2BTR) เพื่อนำข้อคิดเห็นจากทุกภาคส่วนมาปรับปรุงรายงาน ก่อนเสนอต่อสำนักเลขาธิการกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดการประชุม และ คุณอิรีนา กอร์ยูโนวา รองผู้แทน UNDP ประจำประเทศไทย กล่าวต้อนรับ โดยมีผู้บริหารและผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา เยาวชน และภาคีความร่วมมือ เข้าร่วมกว่า 350 คน ทั้ง ณ ห้องประชุม Eternity ชั้น G โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ รางน้ำ กรุงเทพมหานคร และผ่านระบบออนไลน์
               ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลต่อเศรษฐกิจ การประกอบอาชีพ และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างใกล้ชิด การรับมือกับความท้าทายนี้จึงต้องอาศัยข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้เราวางแผนและลงมือทำได้ตรงกับปัญหา รายงานแห่งชาติ ฉบับที่ 5 รวมกับรายงานความโปร่งใสรายสองปี ฉบับที่ 2 หรือ 5NC/2BTR จะช่วยให้เห็นภาพการดำเนินงานของประเทศไทยอย่างรอบด้าน ทั้งการปล่อยและการดูดกลับก๊าซเรือนกระจก ความก้าวหน้าตามเป้าหมาย NDC การปรับตัวต่อผลกระทบ ตลอดจนความต้องการด้านเงินทุน เทคโนโลยี และการพัฒนาศักยภาพ คุณค่าของรายงานฉบับนี้อยู่ที่การนำข้อมูลกลับมาใช้ประโยชน์กับประเทศ ช่วยให้เราทราบว่ามาตรการใดมีความก้าวหน้า ประเด็นใดต้องเร่งดำเนินการ และควรจัดสรรทรัพยากรหรือแสวงหาความร่วมมือเพิ่มเติมในด้านใด โดยประเทศไทยได้นำข้อเสนอแนะจากขั้นตอนการทบทวนรายงานความโปร่งใสรายสองปี ฉบับที่ 1 ที่ได้รับจากทีมผู้เชี่ยวชาญของ UNFCCC มาปรับปรุงข้อมูลและระบบติดตามผลอย่างต่อเนื่อง การรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้จึงเป็นโอกาสให้ทุกภาคส่วนร่วมมีส่วนร่วมในการเติมเต็มข้อมูลจากประสบการณ์ทำงานจริง เพื่อให้รายงานสะท้อนทั้งความก้าวหน้าและข้อจำกัดของประเทศ ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เราพิจารณาได้ว่า ควรเร่งมาตรการใด จัดสรรทรัพยากรอย่างไร และต้องร่วมมือกับใครเพิ่มเติม และหวังว่าความร่วมมือในวันนี้จะนำไปสู่การทำงานที่ต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้ประชาชนและภาคธุรกิจลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงได้ดีขึ้น
               ด้าน คุณอิรีนา กอร์ยูโนวา รองผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ความโปร่งใสเป็นรากฐานของความเชื่อมั่น และความเชื่อมั่นช่วยให้ความร่วมมือด้านภูมิอากาศเดินหน้าได้ ประเทศไทยสามารถใช้รายงาน NC5/BTR2 สื่อสารให้เห็นว่า นโยบายและมาตรการที่ดำเนินการสร้างความก้าวหน้าอย่างไร และยังมีช่องว่างใดที่ต้องร่วมกันแก้ไข สำหรับ UNDP คุณค่าของกระบวนการนี้อยู่ที่การเสริมสร้างขีดความสามารถของประเทศให้ใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ ตั้งแต่การเลือกมาตรการ การพัฒนาข้อเสนอโครงการ ไปจนถึงการติดตามผลของการลงทุน เมื่อความต้องการและผลลัพธ์ที่คาดหวังมีความชัดเจน การหารือกับภาคีและแหล่งทุนก็จะมีข้อมูลรองรับมากขึ้น พร้อมกันนี้ เราควรใช้โอกาสจากการเปลี่ยนผ่านด้านภูมิอากาศเพื่อพัฒนาทักษะ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และเพิ่มความพร้อมของชุมชน โดยคำนึงถึงผู้ที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงทรัพยากร ความสำเร็จที่เรามุ่งหวังจึงต้องสะท้อนทั้งความก้าวหน้าในการลดก๊าซเรือนกระจกและความสามารถของประชาชนในการรับมือกับอนาคตที่เปลี่ยนแปลง”
               ภายในงานมีการรับชมวีดิทัศน์สรุปการนำเสนอรายงานความโปร่งใสรายสองปี ฉบับที่ 1 ของประเทศไทยในกระบวนการพิจารณาความก้าวหน้าแบบพหุภาคี (FMCP) และการนำเสนอภาพรวมการปรับปรุงรายงาน 5NC/2BTR พร้อมข้อมูลสำคัญด้านบัญชีก๊าซเรือนกระจก ความก้าวหน้าตามเป้าหมาย NDC ผลกระทบและการปรับตัว รวมถึงข้อจำกัด ช่องว่าง และการสนับสนุนที่ประเทศไทยต้องการและได้รับ การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีให้ผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา เยาวชน และภาคีความร่วมมือ ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลและเสนอข้อคิดเห็น โดย สส. จะรวบรวมข้อเสนอแนะไปปรับปรุงร่างรายงานให้ครบถ้วน ถูกต้อง และสอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศ ก่อนเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบและจัดส่งต่อ UNFCCC ต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

26 ตุลาคม วันออกพรรษา 🙏

ทำบุญออกพรรษาอย่างไร สุขถึงใจ เย็นถึงโลก🌍
               เมื่อเวียนมาถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ชาวพุทธทั่วไทยต่างร่วมใจกันสืบสานประเพณีวันออกพรรษา ซึ่งในทางพระพุทธศาสนา วันนี้เรียกว่า “วันปวารณา” หรือ “มหาปวารณา” อันเป็นวันที่พระภิกษุสงฆ์จำพรรษาครบ 3 เดือน และเปิดโอกาสให้พระภิกษุสามารถว่ากล่าวตักเตือนกันได้ด้วยจิตเมตตา
               ในยุคที่เรากำลังเผชิญกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ การขยายความเมตตาจากจิตใจตนเองไปสู่การเมตตาต่อสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ จึงเป็นอีกหนึ่งการสร้างบุญในวิถีใหม่ ที่ได้ทั้งความสุขใจและช่วยดูแลโลกใบนี้ไปพร้อม ๆ กัน🌱

ทำบุญออกพรรษา” ในปีนี้ เราสามารถปรับเปลี่ยนอะไรได้บ้าง
🧺 ตักบาตรวิถีใหม่ ขยะน้อยลง สุขใจมากขึ้น
               เลือกบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลองเปลี่ยนมาใช้ใบตอง/วัสดุธรรมชาติย่อยสลายง่าย เลือกอาหารแห้ง/ขนมไทยที่ห่อหุ้มด้วยบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก ไม่ห่อพลาสติกซ้อนหลายชั้น หรือหากสะดวกลองเปลี่ยนมาใช้ปิ่นโต ตะกร้าสาน หรือกล่องใส่อาหารแบบใช้ซ้ำในการไปร่วมงานบุญ
💚 จัดสังฆทาน “สุขใจผู้ให้ ถูกใจผู้รับ”
               การจัดชุดสังฆทานด้วยตนเองเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่กำลังได้รับความนิยม โดยเลือกภาชนะใส่สังฆทานที่เป็นของใช้ประโยชน์ได้ เช่น ตะกร้าสาน ผ้าอาบน้ำฝน หรือถังน้ำซักล้างที่วัดสามารถนำไปใช้งานต่อในชีวิตประจำวันได้ หรือเลือกสิ่งของที่ใช้งานได้ยาวนาน ผลิตภัณฑ์สูตรธรรมชาติ หรือสิ่งของที่ช่วยประหยัดพลังงานและปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม เช่น หลอดไฟ LED โคมไฟโซลาร์เซลล์ หรือถ่านไฟฉายแบบชาร์จได้
🚗 🚲 ชวนปรับวิถีเดินทางรักษ์โลก ลดคาร์บอน
               หากวัดอยู่ใกล้บ้านหรืออยู่ในชุมชน ลองเปลี่ยนบรรยากาศมาเดินรับลมตอนเช้า หรือปั่นจักรยานไปทำบุญ แต่หากจำเป็นต้องเดินทางไกลขึ้น ชวนครอบครัวหรือเพื่อนบ้านร่วมเดินทางไปด้วยกันในแบบ “ไปทางเดียวกัน นั่งคันเดียวกัน” (Carpool) เพื่อช่วยลดจำนวนรถบนท้องถนน ประหยัดน้ำมัน และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน ได้ทั้งสุขภาพกายที่ดีและได้ร่วมกันลดมลพิษในชุมชน

เพราะการทำบุญในวิถีใหม่ ไม่เพียงแต่นำมาซึ่งความสุขใจ แต่ยังสะท้อนถึงความตั้งใจในการร่วมมือกันดูแลโลกและเพื่อนมนุษย์ไปพร้อมกัน 🪷🌿

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

24 ตุลาคม 🌍🔥วันปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศสากล (International Day for Climate Action)

               ทุกวันที่ 24 ตุลาคมของทุกปี เป็น วันปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศสากล (International Day for Climate Action) วันที่ทั่วโลกให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักรู้และกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนร่วมกันลงมือแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งกำลังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้คนทั่วโลก
               ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ทั้งอุณหภูมิเฉลี่ยที่สูงขึ้น คลื่นความร้อน ภัยแล้ง น้ำท่วม และเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดบ่อยและรุนแรงมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านอาหาร ทรัพยากรน้ำ สุขภาพ และความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มอื่น
               การรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศจึงไม่ใช่หน้าที่ของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วน ที่ต้องร่วมกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ควบคู่กับการปรับตัวเพื่อรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วและที่จะทวีความรุนแรงในอนาคต วันปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศสากลจึงเป็นโอกาสสำคัญในการตอกย้ำว่า “การลงมือทำ” คือหัวใจของการแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการใช้ทรัพยากรที่ไม่จำเป็น เลือกการบริโภคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือสนับสนุนแนวทางการพัฒนาที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ
               เพราะทุกการกระทำเล็ก ๆ สามารถมีส่วนช่วยสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับโลกใบนี้ได้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจเป็นความท้าทายระดับโลก แต่การแก้ไขเริ่มต้นได้จากการลงมือทำของเราทุกคนในวันนี้ เพื่อส่งต่อโลกที่น่าอยู่ให้กับคนรุ่นต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
– 24 ตุลาคม วันปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศสากล สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ชวนคนไทยร่วมพลิกวิกฤตสภาพภูมิอากาศ, NBT Connext.
– 24 ตุลาคม วันปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศสากล, TEI Thailand Environment Institute.

กรมลดโลกร้อนร่วมบรรยาย “Carbon Credits on the Pathway to Net Zero” หลักสูตร วตท. รุ่นที่ 38

               เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ “Carbon Credits on the Pathway to Net Zero” แก่ผู้เข้าร่วมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง สถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) รุ่นที่ 38 ณ ห้อง Auditorium Lecture Hall ชั้น 4 สถาบันวิทยาการตลาดทุน โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคส่วนต่าง ๆ เข้าร่วมจำนวน 80 คน เพื่อเสริมสร้างความรู้ด้านธุรกิจ ตลาดทุน และภาวะผู้นำให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก
               การบรรยายครอบคลุมสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับโลก ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย และการดำเนินงานภายใต้กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ ตลอดจนแผนการดำเนินงานของประเทศไทย และร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ซึ่งจะเป็นกลไกเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของประเทศ
               ในมิติของตลาดทุน การลงทุนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนระหว่างประเทศจะ สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจและอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ ลดต้นทุนด้านพลังงาน และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน โดย ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. … มีการกำหนดเป้าหมาย นโยบายและมาตรการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ชัดเจน ประกอบด้วยการรายงาน ตรวจวัด และทวนสอบข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก กลไกราคาคาร์บอน และกองทุนภูมิอากาศ ซึ่งความเชื่อมั่น และส่งเสริมการลงทุนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นำไปสู่การพัฒนาประเทศแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”