กรมลดโลกร้อน จัดประชุมคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืน เพื่อพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 1/2569

               วันอังคารที่ 8 กันยายน 2569 นางสาวปรีญาพร สุวรรณเกษ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืนเพื่อพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมี นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นรองประธาน และนางสาวอุมา ศรีสุข ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการ การประชุมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาผลการประเมินเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืน ระดับพื้นที่และระดับประเทศ ประจำปี 2569 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประกอบด้วย คณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืนเพื่อพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม รวม 40 คน ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

“รมว. สุชาติ” มอบกรมลดโลกร้อน เดินหน้าความร่วมมือไทย–เยอรมัน เชื่อมโยงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และพลังงาน สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

               เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมหารือเชิงนโยบายระหว่างไทย – เยอรมัน ประจำปี พ.ศ. 2569 ร่วมกับคณะผู้แทนจากกระทรวงสิ่งแวดล้อม การดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ คุ้มครองธรรมชาติ และความปลอดภัยทางปรมาณู แห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMUKN) โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดี สส. นางสาวนารีรัตน์ พันธุ์มณี รองเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น 3 อาคาร สส.
               การประชุมมุ่งแลกเปลี่ยนความก้าวหน้าและทิศทางความร่วมมือใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และพลังงาน โดยฝ่ายไทยได้นำเสนอความก้าวหน้าการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งการพัฒนาร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปรับปรุงยุทธศาสตร์ระยะยาวฯ เพื่อมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 การพัฒนากลไกราคาคาร์บอนและระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การระดมทุนและพัฒนาเครื่องมือทางการเงินเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการขับเคลื่อนการดำเนินงานสู่ระดับพื้นที่ โดยมุ่งสร้างความเชื่อมโยงระหว่างการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ร่วมทั้งด้านการลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวฯ และการอนุรักษ์ธรรมชาติ
               นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือแนวทางการขับเคลื่อนความร่วมมือภายใต้แผนงานการปกป้องสภาพภูมิอากาศระดับสากล (International Climate Initiative: IKI) ในระยะต่อไป อาทิ โครงการ Enabling Net Zero, Nature Positive, and Climate Resilient Thailand (ENNaCT) ซึ่งมุ่งสนับสนุนการเชื่อมโยงนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพ การพัฒนาเครื่องมือด้านกฎระเบียบและการเงิน การส่งเสริมการเงินสีเขียวและตลาดคาร์บอน ตลอดจนการนำแนวนโยบายไปสู่การปฏิบัติในภาคส่วนต่าง ๆ รวมทั้งการหารือทิศทางและความต้องการรับการสนับสนุนเพิ่มเติมของประเทศไทยในด้านสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
               ทั้งนี้ การหารือดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของ รมว.ทส. ซึ่งมุ่งขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่มีภูมิคุ้มกันต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ควบคู่กับการอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติ พร้อมส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่านของประเทศไปสู่การพัฒนาที่มีการปล่อยคาร์บอนต่ำ เป็นมิตรต่อธรรมชาติ มีความมั่นคงด้านพลังงาน และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

“ปลัด ทส.” ขานรับนโยบาย“รมว.สุชาติ” เดินหน้าความร่วมมือไทย–เยอรมัน ขับเคลื่อนนโยบายรับมือวิกฤตโลกร้อน

               วันที่ 7 กันยายน 2569 ดร. รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายบรรณรักษ์ เสริมทอง เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ นาย Andreas Kübler ตำแหน่ง Head of Division IK I 6, international Climate Initiative และคณะผู้แทนกระทรวงสิ่งแวดล้อม การดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ คุ้มครองธรรมชาติ และความปลอดภัยทางปรมาณู แห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMUKN) ในโอกาสขอเข้าเยี่ยมคารวะ ณ ห้องประชุม ชั้น 17 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
               การหารือครั้งนี้มุ่งต่อยอดความร่วมมือไทย–เยอรมันภายใต้แผนงานการปกป้องสภาพภูมิอากาศระดับสากล (IKI) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนประเทศไทยทั้งด้านการลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเชื่อมโยงการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศกับความหลากหลายทางชีวภาพ โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อประเด็นสำคัญบนเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม การเข้าถึงเงินทุน เทคโนโลยี และการพัฒนาศักยภาพ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือด้านการฟื้นฟูระบบนิเวศและการส่งเสริมธุรกิจที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติ (Nature-Positive Business) เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
               การหารือครั้งนี้สะท้อนถึงความเป็นหุ้นส่วนที่เข้มแข็งระหว่างประเทศไทยและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีในการขับเคลื่อนวาระด้านสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพ พร้อมต่อยอดความร่วมมือสู่การดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและสร้างความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมให้กับประเทศไทยในระยะยาว

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมพิธีเปิดการใช้งาน e-Office ยกระดับงานสารบรรณสู่ดิจิทัล ภายใต้โครงการ GDCC

               วันที่ 7 กันยายน 2569 ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นางสาวพิยะดา สุดกังวาน ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดการใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ (e-Office) ภายใต้โครงการ Government Data Center and Cloud Service (GDCC) ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมี นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ในสังกัด ทส. เข้าร่วมพิธี ณ ห้องประชุมศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช ชั้น 2 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
               โอกาสนี้ ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงความร่วมมือและความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภายใต้โครงการ GDCC พร้อมย้ำความพร้อมของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในการสนับสนุนการดำเนินงานของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้านเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้การพัฒนาระบบงานและการให้บริการภาครัฐสามารถดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง ขณะที่ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงนโยบายการนำระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ (e-Office) มาใช้ในการปฏิบัติงานของกระทรวงฯ เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการงานสารบรรณให้มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และสอดรับกับการขับเคลื่อนองค์กรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล
               ทั้งนี้ การเปิดใช้งานระบบ e-Office ภายใต้โครงการ GDCC ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการยกระดับระบบงานและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขององค์กร ลดการใช้เอกสารและขั้นตอนการปฏิบัติงาน เพิ่มความสะดวกในการรับ–ส่งและติดตามหนังสือราชการ ตลอดจนสนับสนุนการทำงานร่วมกันของหน่วยงานในสังกัด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการและรองรับการบริหารงานภาครัฐในยุคดิจิทัล

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

รมว.สุชาติ มอบกรมลดโลกร้อน ชี้แจงร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ในสัปดาห์ที่ 17

               นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) ให้ชี้แจงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. อย่างต่อเนื่อง เป็นสัปดาห์ที่ 17 โดยมุ่งเน้นให้เกิดความชัดเจนและต่อเนื่อง มีความครบถ้วนรอบด้าน สามารถช่วยให้ประเทศไทยวางรากฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน
               ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และเจ้าหน้าที่ ได้เข้าร่วมประชุมชี้แจงข้อมูลประกอบการพิจารณาในสัปดาห์นี้ ได้ร่วมพิจารณาสาระสำคัญรายมาตรากับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมุ่งให้บทบัญญัติสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม และมีความสอดคล้องไม่ซ้ำซ้อนกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมตั้งแต่รูปแบบและช่องทางการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจดทะเบียน การโอน การรับโอน การซื้อ การขาย หรือการจำหน่ายสิทธิ ตลอดจนการกำกับดูแลการซื้อขายในตลาดรอง และกลไกกำกับเสถียรภาพของระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยนำแนวทางและหลักปฏิบัติของต่างประเทศมาประกอบการพิจารณา เพื่อให้ระบบมีความโปร่งใส น่าเชื่อถือ และสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ในสัปดาห์หน้าจะเข้าสู่การพิจารณาหมวดกลไกการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) ต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ปลัด ทส. ปิดเวทีหลักสูตร Climate Action Leaders (CAL) รุ่นที่ 5 มุ่งขับเคลื่อนผู้นำสร้างเครือข่ายรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

               เมื่อ​วันที่ 4 กันยายน 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมพิธีปิดโครงการ Climate Action Leaders Forum (CAL) รุ่นที่ 5 โดยได้รับเกียรติจาก ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีปิด โดยมีผู้นําองค์กรจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ องค์กรอิสระ และภาคประชาสังคม เข้าร่วมในพิธีปิด ณ ห้องบอลรูม ชั้น 2 สโมสรราชพฤกษ์ กรุงเทพมหานคร
               ในการนี้ ปลัดกระทรวงฯ ได้กล่าวแสดงความยินดีและชื่นชมผู้เข้าร่วมอบรมทุกคนที่ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางการขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมเน้นย้ำว่าปัญหาโลกร้อนในปัจจุบันทวีความรุนแรงและซับซ้อนยิ่งขึ้น ซึ่งต้องอาศัยผู้นำที่เล็งเห็นถึงความสําคัญของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ตลอดจนบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม
               ภายในงาน ได้มีการสรุปสาระสำคัญจากการอบรมที่สะท้อนถึงบทบาทของผู้นำยุคใหม่ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการเตรียมพร้อมรับมือกับเป้าหมายสำคัญของประเทศไทยในการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Greenhouse Gas Emissions) ภายในปี พ.ศ. 2050 และการขับเคลื่อนเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศไทยกำหนด (NDC) เพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศที่เติบโตอย่างยั่งยืนและสมดุลในระยะยาว
               ทั้งนี้ โครงการ Climate Action Leaders Forum (CAL) รุ่นที่ 5 นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการพัฒนาศักยภาพและสร้างเครือข่ายผู้นำจากทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายและการปฏิบัติจริงในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมติดตามการขับเคลื่อนพื้นที่ต้นแบบสังคมคาร์บอนต่ำ ชุมชนบ้านเหนือ จ.อุบลราชธานี

               วันศุกร์ที่ 4 กันยายน 2569 นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดอุบลราชธานี และเจ้าหน้าที่กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่ชุมชนบ้านเหนือ หมู่ที่ 1 ตำบลเขมราฐ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเยี่ยมชม ติดตาม และหารือการขยายผลพื้นที่ “ต้นแบบสังคมคาร์บอนต่ำ ชุมชนบ้านเหนือ” ที่พัฒนาและยกระดับจากศูนย์เรียนรู้ชุมชนปลอดขยะ (Zero Waste) ที่ได้รับพระราชทานรางวัลชนะเลิศ โครงการประกวดชุมชนปลอดขยะ (Zero Waste) ปี 2566 เป็นพื้นที่ต้นแบบสังคมคาร์บอนต่ำ ในปี 2568 โดยมีเทศบาลตำบลเขมราฐและชุมชนบ้านเหนือให้การต้อนรับและนำเสนอผลการดำเนินงาน ซึ่งนายโกเมศ พุทธสอน ได้มอบแนวทางการดำเนินงานให้มีการขยายผลให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั้งในระดับชุมชนและโรงเรียน ส่งเสริมสนับสนุนโดยเฉพาะเรื่องของแหล่งทุนเพื่อยกระดับการทำงานทั้งการสร้างวิถีชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การเพิ่มพื้นที่สีเขียว และต่อยอดการจัดการขยะและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นฐานงานที่ชุมชนดำเนินงานได้อย่างเข้มแข็งให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและก้าวสู่การเป็น “เมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืน” รวมถึงสื่อสารการจัดการ แนวคิด เพื่อการเรียนรู้และขยายผล พร้อมกันนี้ได้เยี่ยมชมฐานการเรียนรู้และมอบสื่อสนับสนุนการดำเนินงานของพื้นที่ต้นแบบสังคมคาร์บอนต่ำ ชุมชนบ้านเหนือ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารและขยายผลต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

รมว.สุชาติ สั่งเดินหน้าขับเคลื่อน MOU กรมลดโลกร้อน จับมือ พพ. และ 6 หน่วยงานเกษตร ประกาศความพร้อมยกระดับเกษตรคาร์บอนต่ำ และภาคเศรษฐกิจเพื่อมุ่งสู่ Net Zero 2050

               วันศุกร์ที่ 4 กันยายน 2569 กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ร่วมกับ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมประมง กรมส่งเสริมการเกษตร และกรมการข้าว จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนในภาคเกษตรกรรม” และบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ “การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนในภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจการค้า บ้านอยู่อาศัย เกษตรกรรม และขนส่ง” โดยมี ดร.ณัฐพล รุ่นประแสง ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงาน จากนั้น ผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาคีเครือข่ายทั้ง 8 หน่วยงานได้ร่วมแถลงเจตจำนงและแสดงความพร้อมในการบูรณาการความร่วมมือด้านการอนุรักษ์พลังงานและการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนในภาคส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะการยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคเกษตรกรรม อันจะช่วยลดต้นทุนการผลิตและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม ณ อาคาร 2 กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน
               ในการนี้ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช กล่าวว่า “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นวิกฤตระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคพลังงานและภาคเกษตรกรรม ซึ่งนอกจากจะเป็นภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงแล้ว ยังมีศักยภาพสูงในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นกลไกสำคัญในการบูรณาการนโยบายด้านพลังงาน การลดก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ควบคู่กับการพัฒนาฐานข้อมูลและระบบตรวจวัด รายงาน และทวนสอบ (MRV) ที่น่าเชื่อถือและเป็นไปตามมาตรฐานสากล เพื่อยกระดับภาคเกษตรไทยสู่เกษตรคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Low-Carbon and Climate-Resilient Agriculture) เสริมสร้างขีดความสามารถ
               ในการแข่งขัน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ ตลอดจนมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2050”

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

เคล็ดลับการออกแบบเมืองเพื่อรับมือภัยพิบัติของประเทศญี่ปุ่น ตอนที่ 5 (2) : การออกแบบเชิงคาดการณ์ล่วงหน้า (Toward Anticipatory Design) เพื่อใช้งานทั้งในภาวะปกติและภาวะภัยพิบัติ (Everyday-Post-disaster)

               จากตอนที่ผ่านมา แนวคิด Anticipatory Design แสดงให้เห็นว่า การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติสามารถถูกผสานเข้าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ผ่านการออกแบบที่คำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน พื้นที่ และบริบทของชุมชน รวมถึงการสร้างพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถใช้งานได้ทั้งในภาวะปกติและภาวะภัยพิบัติ แนวคิดนี้จะถูกขยายออกไป โดยเปลี่ยนจากการพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่าง “คนกับพื้นที่” ไปสู่ความสัมพันธ์ระหว่าง “เมืองกับธรรมชาติ” ผ่านหลักการ การผสานระบบนิเวศและวิศวกรรม (Ecology–Engineering) ซึ่งเสนอให้การจัดการภัยพิบัติไม่พึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานทางวิศวกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ใช้ระบบธรรมชาติและระบบนิเวศเข้ามาทำงานเกื้อหนุนกัน ไปสู่แนวคิด Disaster Timeline ที่พิจารณาการออกแบบและการเตรียมพร้อมให้ครอบคลุมตั้งแต่ก่อนเกิดภัย เพื่อสร้างเมืองและชุมชนที่สามารถอยู่ร่วมกับความเสี่ยงและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างยั่งยืน
               หลักการ Ecology/Engineering มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนแนวคิดการจัดการภัยพิบัติจากการพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานด้านวิศวกรรมขนาดใหญ่ (Gray Infrastructure) เพียงอย่างเดียว ไปสู่การบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมเข้ากับระบบธรรมชาติ เพื่อให้ทั้งสองส่วนทำงานเกื้อหนุนกันอย่างสมดุล แม้ว่าโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น เขื่อน พนังกั้นน้ำ หรือระบบป้องกันอุทกภัย จะมีบทบาทสำคัญในการลดความรุนแรงของภัยพิบัติและสามารถป้องกันน้ำท่วมขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ในขณะเดียวกัน โครงสร้างเหล่านี้อาจทำให้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เป็นต้นเหตุของความเสี่ยงถูกมองข้าม เนื่องจากผลกระทบถูกซ่อนอยู่เบื้องหลังระบบป้องกันดังกล่าว การพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานด้านวิศวกรรมเพียงอย่างเดียวอาจก่อให้เกิดความรู้สึกปลอดภัยที่เกินความเป็นจริง จนทำให้เกิดความเข้าใจว่าเมืองสามารถป้องกันผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างสมบูรณ์ (Climate-proof) ส่งผลให้การดำเนินมาตรการปรับตัวในระดับพื้นที่หรือระดับชุมชนได้รับความสำคัญลดลง ทั้งที่ในความเป็นจริง ภายใต้สภาพภูมิอากาศที่มีความผันผวนและคาดการณ์ได้ยากในปัจจุบัน โครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยได้อย่างสมบูรณ์

               กรอบแนวคิด Anticipatory Design จึงเสนอให้เกิดการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการพยายามควบคุมธรรมชาติ ไปสู่การออกแบบที่ทำงานร่วมกับระบบนิเวศและกระบวนการทางธรรมชาติ โดย ภูมิสถาปนิก James Wescoat ได้เสนอว่า นักออกแบบควรทำความเข้าใจลักษณะสัณฐานของแม่น้ำ (River Morphology) ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะทางกายภาพ การเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล และบทบาทของแม่น้ำในการสร้างถิ่นที่อยู่อาศัยของพืชและสัตว์ การให้ความสำคัญกับความสมบูรณ์ของระบบนิเวศลุ่มน้ำไม่เพียงช่วยรักษาสมดุลของธรรมชาติ แต่ยังช่วยให้ระบบนิเวศสามารถสร้างประโยชน์และบริการทางธรรมชาติ (Ecosystem Services) แก่ชุมชนได้อย่างยั่งยืน ซึ่งแนวคิดดังกล่าวได้รับแรงบันดาลใจจากภูมิปัญญาดั้งเดิมของญี่ปุ่น เช่น วิถีชีวิตแบบ Satoyama ซึ่งใช้คันดินธรรมชาติและพื้นที่นาข้าวเป็นพื้นที่หน่วงน้ำตามธรรมชาติโดยไม่ต้องพึ่งพาโครงสร้างวิศวกรรมขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว การทำความเข้าใจลักษณะของแม่น้ำและความสมบูรณ์ของระบบนิเวศจึงช่วยให้นักออกแบบสามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สอดคล้องกับธรรมชาติ พร้อมทั้งลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน แนวคิดดังกล่าวเริ่มถูกนำมาประยุกต์ใช้ผ่านโครงการพัฒนาพื้นที่หลายแห่งในประเทศญี่ปุ่น ตัวอย่างเช่น Fukakita Ryokuchi Park โอซากา (รูปที่ 4) ซึ่งได้รับการออกแบบให้เป็นสวนสาธารณะสำหรับการพักผ่อนของประชาชนในช่วงเวลาปกติ แต่เมื่อระดับน้ำในแม่น้ำ Neya River เพิ่มสูงขึ้น พื้นที่ดังกล่าวสามารถเปลี่ยนบทบาทเป็นพื้นที่หน่วงน้ำเพื่อบรรเทาอุทกภัยได้ทันที หรือ Tokyo Metropolitan Discharge Channel หรือ อุโมงค์ระบายน้ำรอบนอกมหานครโตเกียว (รูปที่ 5) ซึ่งเป็นระบบระบายน้ำและอุโมงค์ผันน้ำใต้ดินขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งอุโมงค์ดังกล่าวสามารถเป็นสถานที่ท่องเที่ยว เมื่อไม่มีการผันน้ำ หรือในระดับประเทศ กระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และการท่องเที่ยว (MLIT) ของญี่ปุ่นได้ปรับแนวทางการบริหารจัดการอุทกภัยไปสู่แนวคิด Watershed Flood Control ครอบคลุมลุ่มน้ำจำนวน 121 แห่งทั่วประเทศ โดยกำหนดให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องภายในลุ่มน้ำร่วมกันวิเคราะห์พื้นที่น้ำท่วมและบริหารจัดการความเสี่ยงในฐานะระบบเดียวกัน แทนการดำเนินงานแบบแยกส่วนตามขอบเขตการปกครอง

การออกแบบเพื่อรองรับทุกลำดับเหตุการณ์ของภัยพิบัติ (Disaster Timeline)
               หลักการ Disaster Timeline นำเสนอกรอบแนวคิดในการรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ครอบคลุมทุกระยะของวงจรภัยพิบัติ โดยตั้งอยู่บนแนวคิดว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมิใช่เป็นเพียงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันไกล หากแต่เป็นความท้าทายที่กำลังส่งผลกระทบในปัจจุบัน ดังนั้น การวางแผนและการออกแบบจึงไม่ควรมุ่งเน้นเฉพาะมาตรการปรับตัวในระยะยาวเท่านั้น แต่จำเป็นต้องครอบคลุมทั้งการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติในระยะใกล้ การตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน และการฟื้นฟูในระยะยาวภายหลังเกิดภัยพิบัติ หนึ่งในความท้าทายสำคัญคือ การขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็วเข้าสู่พื้นที่ชายฝั่งและพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งไม่เพียงส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในท้องถิ่น แต่ยังทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น นอกจากนี้ มาตรการปรับตัวที่ดำเนินการเฉพาะในระดับโครงการหรือพื้นที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบด้านความไม่เป็นธรรมทางสังคมโดยไม่ตั้งใจ ตัวอย่างเช่น โครงการพัฒนาของภาคเอกชนหรือพื้นที่ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจสูง อาจยกระดับพื้นที่ก่อสร้างหรือสร้างคันกั้นน้ำเพื่อป้องกันตนเอง ส่งผลให้น้ำหลากไหลเข้าสู่พื้นที่ใกล้เคียงที่มีความเปราะบางมากขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงให้แก่ชุมชนโดยรอบ ขณะเดียวกัน ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในหลายกรณียังคงมีอิทธิพลเหนือการพิจารณาด้านความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ตัวอย่างเช่น Oregon House Bill (HB) 3309 ซึ่งอนุญาตให้สามารถก่อสร้างอาคารสาธารณะที่สำคัญ เช่น โรงเรียนและโรงพยาบาล ภายในพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดสึนามิ เนื่องจากรัฐให้ความสำคัญกับประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระยะสั้นมากกว่าความเสี่ยงจากภัยพิบัติในระยะยาว
               ประเด็นดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า นักออกแบบและผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนไม่ควรยึดติดกับข้อจำกัดเชิงนโยบายหรือการตัดสินใจทางการเมืองที่มุ่งผลประโยชน์ระยะสั้น หากแต่ควรทำหน้าที่ผลักดันให้ความปลอดภัยของประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุด พร้อมทั้งสนับสนุนให้การก่อสร้างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยหรือพื้นที่เสี่ยงสึนามิได้รับการออกแบบให้สามารถรองรับสถานการณ์ได้ตลอดลำดับเหตุการณ์ของภัยพิบัติ อีกหนึ่งปัญหาสำคัญคือ การดำเนินงานด้านการจัดการภัยพิบัติของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นการลดความเสี่ยง (Mitigation) การปรับตัว (Adaptation) การเตรียมความพร้อม (Preparedness) การตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉิน (Response) การฟื้นฟู (Recovery) และการบูรณะและก่อสร้างใหม่ (Reconstruction) มักดำเนินการแยกส่วนตามภารกิจของแต่ละหน่วยงาน ส่งผลให้พลาดโอกาสในการบูรณาการการทำงานและการใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ การเตรียมแผนรองรับสถานการณ์ภัยพิบัติล่วงหน้า สามารถลดช่องว่างที่เกิดขึ้นระหว่างการจัดการเหตุฉุกเฉินในระยะสั้นกับกระบวนการฟื้นฟูชุมชนในระยะยาว และช่วยให้เมืองสามารถลดความสับสนในการบริหารจัดการภายหลังเกิดเหตุ เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มมีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางการฟื้นฟู สร้างฉันทามติร่วมของชุมชน และใช้ประโยชน์จากงบประมาณฟื้นฟูและมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด อันจะนำไปสู่การฟื้นฟูเมืองและชุมชนให้มีความยืดหยุ่นและพร้อมรับมือกับภัยพิบัติในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

การขับเคลื่อนสู่การเปลี่ยนกระบวนทัศน์แห่งการดูแลและความรับผิดชอบร่วมของทุกภาคส่วน (Calling for a Paradigm Shift to Care and Stewardship by All)
               การรับมือกับความท้าทายที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จำเป็นต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) ในการออกแบบ การวางแผน และการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยไม่ควรมุ่งเน้นเพียงการตอบสนองต่อภัยพิบัติภายหลังจากที่เหตุการณ์ได้เกิดขึ้นแล้ว หากแต่ต้องให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อม การป้องกัน และการลดความเสี่ยงล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ แนวคิด Stewardship หรือการดูแลและรับผิดชอบร่วมกันต่อโลก ชี้ให้เห็นว่า การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมิใช่หน้าที่ของหน่วยงานหรือบุคคลใดเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ชุมชน และประชาชน ซึ่งแนวคิดดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเท่านั้น หากแต่ครอบคลุมถึงการดูแลทรัพยากร การวางแผนพัฒนาเมือง และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตอย่างปลอดภัยและยั่งยืน ในสังคมที่มีความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ นโยบายและมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ อาคารสาธารณะ พื้นที่เปิดโล่ง การพัฒนาของภาคเอกชน เทคโนโลยีสมัยใหม่ และระบบการศึกษา ควรได้รับการเชื่อมโยงเข้ากับการมีส่วนร่วมของประชาชนและองค์กรชุมชนอย่างเป็นระบบ อนาคตจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดในการคัดเลือกพื้นที่พัฒนา การผลักดันนโยบายที่เป็นธรรม การออกแบบสภาพแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้น ตลอดจนการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของโลกอย่างรับผิดชอบ

               รายงานสรุปที่เผยแพร่โดย National Institute of Building Sciences ของสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2020 ระบุว่า ทุก 1 ดอลลาร์สหรัฐที่ลงทุนในมาตรการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ (Mitigation) ก่อนเกิดเหตุ จะสามารถลดค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูและก่อสร้างภายหลังเกิดภัยพิบัติได้ถึง 13 ดอลลาร์สหรัฐ ผลลัพธ์ดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ แต่ยังแสดงให้เห็นว่าการลงทุนในการปรับปรุงอาคารให้มีความปลอดภัย (Retrofitting) การพัฒนามาตรฐานการก่อสร้าง และการดำเนินมาตรการลดความเสี่ยงอย่างเหมาะสม สามารถลดการสูญเสียชีวิต การบาดเจ็บ และลดผลกระทบด้านสุขภาพจิต เช่น ภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (PTSD) ของผู้ประสบภัยได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่ารายงานดังกล่าวจะให้ความสำคัญกับการปรับปรุงอาคาร มาตรฐานการก่อสร้าง และมาตรการลดความเสี่ยงเป็นหลัก แต่ผลลัพธ์ที่แสดงให้เห็นว่า การลงทุนล่วงหน้าเพียง 1 ส่วน สามารถลดความเสียหายได้ถึง 13 ส่วน ถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สะท้อนถึงความจำเป็นที่นักออกแบบ สถาปนิก และนักผังเมือง จะต้องมีบทบาทเชิงรุกมากยิ่งขึ้นในการทำงานร่วมกับชุมชนตั้งแต่ก่อนเกิดภัยพิบัติ เพื่อร่วมกันพัฒนาแนวทางการรับมือที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ในปัจจุบัน ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดภัยพิบัติในหลายรูปแบบมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การเชื่อมโยงองค์ความรู้ระหว่างสาขาการออกแบบ การบริหารจัดการภัยพิบัติ และสังคมศาสตร์ จึงมิใช่เพียงแนวทางทางเลือก หากแต่เป็นองค์ประกอบที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาวิชาชีพด้านสถาปัตยกรรม การวางผังเมือง และการออกแบบเมืองในอนาคต เพื่อสร้างเมืองและชุมชนที่มีความยืดหยุ่น พร้อมรับมือกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างยั่งยืน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

รมว.ทส. มอบกรมลดโลกร้อน สนับสนุนวิสัยทัศน์นายกอนุทิน เสริมแกร่งเศรษฐกิจไทย ในเวทีผู้นำ The Bangkok Business summit 2026

               เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานกล่าวเปิดงาน The Bangkok Business summit 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมาย ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมเวทีเสวนาในหัวข้อ “From Ambition to Execution: Policy Architecture and Low-Carbon Cities in Action” ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เสริมความแข็งแกร่งของอาเซียน และผลักดันความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และดึงดูดการลงทุน โดยมีผู้บริหารระดับสูงของภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรระหว่างประเทศ และสถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศ และผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังกว่า 235 คน
               ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช กล่าวถึงทิศทางของประเทศไทยในการเดินหน้าเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 โดยขับเคลื่อนผ่านเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDC) และยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ (LT-LEDS) ควบคู่กับการเร่งระดมเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศจากทั้งแหล่งเงินทุนภายในประเทศและการสนับสนุนจากต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังเดินหน้าพัฒนาตลาดคาร์บอนและการใช้กลไก Article 6 ภายใต้ความตกลงปารีส เพื่อส่งเสริมการลงทุนและสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ อันจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และเร่งการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ กลไกราคาคาร์บอนและกองทุนภูมิอากาศภายใต้ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. จะเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศ ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero ได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาว

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”