กรมลดโลกร้อน เดินหน้า “GGA to Action” เชื่อมเป้าหมายการปรับตัวระดับโลก สู่การปฏิบัติของประเทศไทย ยกระดับความพร้อมรับวิกฤตภูมิอากาศ

               วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดกิจกรรม “GGA to Action : กิจกรรมเชื่อมโยงเป้าหมายระดับโลก สู่การปรับตัวรายสาขาของประเทศไทย” ณ ห้องแกรนด์บอลรูม บี ชั้น 5 โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น พลัส แวนด้า แกรนด์ จังหวัดนนทบุรี เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย โดยมุ่งเชื่อมโยง เป้าหมายการปรับตัวระดับโลก (Global Goal on Adaptation : GGA) สู่การกำหนดนโยบาย ตัวชี้วัด และการปฏิบัติ ในระดับประเทศและระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับกรอบการดำเนินงานภายใต้ความตกลงปารีส และมาตรฐานสากล
               ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นความท้าทายที่ทุกประเทศต้องเร่งดำเนินการ โดยข้อมูลจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่า ปี 2566–2568 เป็นช่วงที่โลกมีอุณหภูมิสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่มีการคาดการณ์ว่าจะเกิดปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ในช่วงปลายปี 2569 ถึงต้นปี 2570 ซึ่งจะส่งผลให้เกิดคลื่นความร้อน ภัยแล้ง และเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วรุนแรงมากขึ้นในหลายภูมิภาค รวมถึงประเทศไทย อีกทั้ง รายงาน Climate Risk Index 2026 ยังสะท้อนว่า ประเทศไทยขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 17 ของประเทศที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว จากเดิมอันดับที่ 72 ในปี 2565 แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังเผชิญ ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการบริหารจัดการน้ำ ความมั่นคงทางอาหาร การท่องเที่ยว การสาธารณสุข และทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด
               ดร.พิรุณ กล่าวต่อว่า การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัว (Adaptation) ควบคู่กับการเพิ่มความยืดหยุ่น (Resilience) เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ นี่จึงเป็นที่มาของ เป้าหมายการปรับตัวระดับโลก (Global Goal on Adaptation : GGA) ซึ่งประชาคมโลกได้ร่วมกันกำหนดขึ้นภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อยกระดับการดำเนินงานด้านการปรับตัวของทุกประเทศ และสามารถติดตามความก้าวหน้าผ่านตัวชี้วัดร่วมกันในระดับสากล
               ประเทศไทยได้ขับเคลื่อน แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (National Adaptation Plan : NAP) ครอบคลุม 6 สาขาหลัก ได้แก่ การจัดการทรัพยากรน้ำ เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร การท่องเที่ยว การสาธารณสุข การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อเป็นกรอบการดำเนินงานด้านการปรับตัวของประเทศ โดยที่ผ่านมา กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมได้ดำเนินการสำคัญอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การบูรณาการความร่วมมือกับ 7 กระทรวงหลักในการขับเคลื่อนแผน NAP การพัฒนาฐานข้อมูลความเสี่ยง ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครอบคลุมทุกจังหวัด การพัฒนาดัชนีความเสี่ยงของประเทศ การถอดบทเรียน และเสริมสร้างศักยภาพด้านการปรับตัวรายสาขา การพัฒนาแนวทางการเข้าถึงแหล่งเงินทุนด้านการปรับตัว รวมถึงการพัฒนาระบบติดตามและประเมินผล (Monitoring, Evaluation and Learning : MEL) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูล ด้านการปรับตัวของทุกสาขาเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลกลางของประเทศ
               ปัจจุบัน กรมฯ อยู่ระหว่างการจัดทำ แผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Adaptation Action Plan) เพื่อกำหนดมาตรการ กิจกรรม และตัวชี้วัดที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละสาขาพร้อมเชื่อมโยง เป้าหมายการปรับตัวระดับโลก (GGA) เข้าสู่ตัวชี้วัดของประเทศไทย เพื่อให้สามารถติดตามและประเมินผลการดำเนินงานได้อย่างเป็นระบบ นำไปสู่การขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ได้จริง และระยะต่อไป จะเร่งบูรณาการเป้าหมายการปรับตัวระดับโลกเข้าสู่การดำเนินงานของประเทศ ผ่านการปรับปรุงแผน NAP ให้สอดคล้องกับกรอบ UAE Framework for Global Climate Resilience การพัฒนาระบบฐานข้อมูลและองค์ความรู้ด้านการปรับตัว การพัฒนาระบบติดตามและประเมินผลที่มุ่งวัดผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงต่อประชาชน การพัฒนากลไกด้านการเงินและระบบติดตามงบประมาณด้านการปรับตัว ตลอดจนการยกระดับศักยภาพของหน่วยงานในระดับจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้สามารถแปลงเป้าหมายระดับโลกไปสู่การกำหนดนโยบาย แผนงาน และการดำเนินงานในทุกระดับของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมสนับสนุนการรายงานผลของประเทศไทยภายใต้กรอบ UNFCCC และความตกลงปารีสได้อย่างมีประสิทธิภาพ
               ดร.พิรุณ กล่าวทิ้งท้ายว่า กิจกรรม “GGA to Action” ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงเวทีติดตามความก้าวหน้าของการเจรจาระหว่างประเทศ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการนำกรอบการดำเนินงานด้านการปรับตัวระดับโลกมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย พร้อมแปลงเป้าหมายและตัวชี้วัดระดับโลกไปสู่การปฏิบัติจริงในทุกระดับ ผ่านความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน และทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการปรับตัวของประเทศ สร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จัดประชุมคณะทำงานจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกและมาตรการการลดก๊าซเรือนกระจก ภาคพลังงานและขนส่ง ครั้งที่ 1/2569

               เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมคณะทำงานจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกและมาตรการการลดก๊าซเรือนกระจก ภาคพลังงานและขนส่ง ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก เป็นเลขานุการ รศ.ดร.บัณฑิต ลิ้มมีโชคชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกและมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกภาคพลังงานและขนส่ง พร้อมด้วย คณะทำงานจากหน่วยงานประสานงานหลักได้แก่ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน และสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร ตลอดจนผู้แทนจากหน่วยงานเจ้าของข้อมูลในภาคพลังงานและการขนส่ง อาทิ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กรมธุรกิจพลังงาน กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) การท่าเรือแห่งประเทศไทย กรมเจ้าท่า และสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย รวมทั้งเจ้าหน้าที่ สส. รวมจำนวน 72 คน ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
               ที่ประชุมมีมติเห็นชอบรายงานผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคพลังงานและขนส่ง ประจำปี พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายปี พ.ศ. 2567 ปริมาณ 257.68 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และร่างรายงานการติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจก ประจำปี พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลการลดก๊าซเรือนกระจกปี พ.ศ. 2567 ปริมาณ 75.17 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
               ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายฝ่ายเลขานุการฯ นำผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและร่างรายงานผลการติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกจากมาตรการรายสาขาพลังงานและคมนาคมขนส่ง ปี พ.ศ. 2567 ประจำปี พ.ศ. 2569 เสนอต่อคณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านวิชาการและฐานข้อมูลเพื่อรับทราบและให้ความเห็นชอบต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ขับเคลื่อนนโยบายภายใต้ รมว. สุชาติ วางรากฐานประเทศไทยสู่ Net Zero 2050 เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะก่อนแสดงความมุ่งมั่นใน COP 31 ที่ประเทศตุรกี

               วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อการปรับปรุงยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศไทย (Long-Term Low Greenhouse Gas Emission Development Strategy: LT-LEDS) ณ โรงแรมเดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ พร้อมถ่ายทอดสดผ่าน Zoom Meetings และ Facebook Live เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนร่วมเสนอข้อคิดเห็นต่อทิศทางการพัฒนาประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ การปรับปรุง LT-LEDS ในครั้งนี้เป็นหนึ่งในนโยบายที่รัฐบาลโดย นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) ให้ความสำคัญและมอบหมายให้กรมฯ เร่งขับเคลื่อน เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะยาว รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และผลักดันประเทศไทยสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2050
               ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการพัฒนาประเทศ โดยประเทศไทยได้จัดส่งการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด ฉบับที่ 2 (NDC 3.0) ต่อสำนักเลขาธิการ UNFCCC เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ซึ่งกำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 47 จากปีฐาน ค.ศ. 2019 ภายในปี ค.ศ. 2035 และสอดคล้องตามแนวทางในการมุ่งสู่ Net Zero 2050 การปรับปรุง LT-LEDS จะเป็นกรอบยุทธศาสตร์สำคัญในการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ พร้อมสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ การรักษาความสามารถในการแข่งขัน และการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (Just Transition) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
               ในโอกาสนี้ Ms. Sweta Madhuri Kannan เลขานุการเอก สถานเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย และ Dr. Nomoto Takuya เจ้าหน้าที่อาวุโส สำนักงานเจรจาและความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กระทรวงสิ่งแวดล้อม ประเทศญี่ปุ่น ได้กล่าวย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศ พร้อมสนับสนุนประเทศไทยในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่ดี เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างต่อเนื่อง
               การปรับปรุง LT-LEDS ในครั้งนี้ให้ความสำคัญกับกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนด้วยการจัดประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) จำนวนทั้งสิ้น 17 ครั้ง ครอบคลุมการดำเนินงานใน 5 สาขาหลัก ควบคู่กับการศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้ข้อเสนอเชิงนโยบายสอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย โดยภายในงาน รศ.ดร.บัณฑิต ลิ้มมีโชคชัย หัวหน้าที่ปรึกษาโครงการ ได้นำเสนอสาระสำคัญของร่าง LT-LEDS ฉบับปรับปรุง ที่มีกำหนดแนวทางการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทย โดยมุ่งส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด เทคโนโลยีและนวัตกรรมคาร์บอนต่ำ ควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ขณะที่การประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมยังสะท้อนว่า การดำเนินมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกยังเป็นโอกาสในการดึงดูดการลงทุน พัฒนาอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ สร้างการจ้างงานสีเขียว และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนของประเทศ ก่อนเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมการประชุม เพื่อนำข้อเสนอแนะไปปรับปรุงยุทธศาสตร์ดังกล่าวให้มีความครบถ้วนสมบูรณ์ ก่อนเสนอผ่านกลไกตามโครงสร้างเชิงสถาบันและจัดส่งต่อเลขาธิการกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ก่อนการประชุม COP 31 ที่ประเทศตุรกีต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

รมว.ทส. สั่งการชี้แจงร่าง พ.ร.บ. ลดโลกร้อนต่อคณะกรรมการกฤษฎีกาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเร่งจัดการข้อมูลก๊าซเรือนกระจกร่วมกับภาคเอกชนอย่างเป็นรูปธรรม

               นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบนโยบายให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญกับการจัดเตรียมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. อย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา
               ในการดำเนินงานดังกล่าว ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก และคณะเจ้าหน้าที่ ได้เข้าร่วมประชุมชี้แจงข้อมูลประกอบการพิจารณาร่างกฎหมายร่วมกับคณะกรรมการกฤษฎีกาอย่างต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 11 เพื่อสนับสนุนการพิจารณาในประเด็นต่าง ๆ สำหรับความคืบหน้าในการประชุมสัปดาห์นี้ คณะกรรมการได้พิจารณา หมวด 6 ข้อมูลก๊าซเรือนกระจก ในส่วนที่ 1 และส่วนที่ 2 โดยมีสาระสำคัญเกี่ยวกับความเหมาะสมและสอดคล้องกับกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องในการกำหนดให้มีการรายงาน ตรวจวัดและทวนสอบปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนการดำเนินการตามพันธกรณีระหว่างประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยในส่วนที่เกี่ยวข้อง

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน และ สทอภ. ร่วมประชุมคณะทำงานภายใต้บันทึกความร่วมมือว่าด้วยการใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ครั้งที่ 1/2569

               เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานภายใต้บันทึกความร่วมมือว่าด้วยการใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ครั้งที่ 1/2569 ร่วมกับ นางกานดาศรี ลิมปาคม รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (สทอภ.) พร้อมด้วย นายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก นางสาวอุมา ศรีสุข ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นางสาวระเบียบ ภูผา ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นายวัฒน์ ทาบึงกาฬ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายคติวิช กันธา หัวหน้าฝ่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคณะทำงานจากทั้ง 2 หน่วยงาน รวม 50 คน ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
               กองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก ในฐานะฝ่ายเลขานุการได้เสนอให้ที่ประชุมรับทราบการบูรณาการข้อมูลพื้นที่สีเขียวของ สทอภ. ที่ได้นำพื้นที่สวนสักและสวนยูคาลิปตัสจากพื้นที่สีเขียวของ สทอภ. เป็นข้อมูลกิจกรรม (Activity Data) ประกอบการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก ปี พ.ศ. 2566 และ 2567 และรายงานความโปร่งใสรายสองปี ฉบับที่ 2 (BTR2) รวมทั้ง รับทราบผลการดำเนินงานภายใต้บันทึกความร่วมมือฯ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่เป็นกิจกรรมพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้มีความรู้ ความเข้าใจในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ผ่านการจัดประชุมหารือเชิงวิชาการและการประชุมเชิงปฏิบัติการ พร้อมทั้งเชื่อมโยงข้อมูลจากแผนที่ความเสี่ยงเพื่อให้บริการข้อมูลประกอบการประเมินเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืน และ ผู้แทนจาก สทอภ. นำเสนอแพลตฟอร์มของ สทอภ. ได้แก่ Carbon Atlas, Marine GI Portal, Disaster และ Dragonfly เพื่อบูรณาการข้อมูลภายใต้บันทึกความร่วมมือฯ และสนับสนุนงานตามภารกิจของ สส.
               ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแผนการดำเนินงานภายใต้บันทึกความร่วมมือฯ ปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ประกอบด้วย 3 กิจกรรม/โครงการ ได้แก่ 1) โครงการพัฒนาข้อมูลกิจกรรม (Activity Data) จำแนกการใช้ประโยชน์ที่ดินสนับสนุนการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกของประเทศ 2) กิจกรรมการพัฒนาระบบสนับสนุนการจัดการเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืนอัจฉริยะด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลภูมิสารสนเทศของ สทอภ. และ 3) กิจกรรมการเพิ่มความละเอียดข้อมูลภาพฉายภูมิอากาศความละเอียดสูงด้วยเทคนิค Machine Learning (1 × 1 ตารางกิโลเมตร) โดยมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการรวบรวมและบรรจุกิจกรรมในแผนการดำเนินงานฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เพิ่มเติม จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ 1)​โครงการศึกษาจัดทำแผนแม่บทการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งและการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ บริเวณพื้นที่อ่าวไทยตอนบน และ 2)​ โครงการพัฒนาระบบสารสนเทศความเสี่ยงเชิงพื้นที่จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งเห็นชอบหลักการแต่งตั้งคณะทำงานร่วมภายใต้บันทึกความร่วมมือว่าด้วยการใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อกำกับ ติดตาม และส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อมูลองค์ความรู้ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมของประเทศ และมีข้อเสนอแนะให้ สส. ร่วมกับ สทอภ. และผู้เชี่ยวชาญด้านการคำนวณและการพัฒนาข้อมูลกิจกรรม (Activity Data) ร่วมกันจัดทำรายละเอียดขอบเขตของงาน (Terms of Reference: TOR) สำหรับโครงการพัฒนาข้อมูลกิจกรรม (Activity Data) ให้มีความครบถ้วน ถูกต้องตามหลักวิชาการ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และผลสัมฤทธิ์ที่คาดหวังของโครงการ เพื่อต่อยอดการพัฒนาและบูรณาการข้อมูลร่วมกับแพลตฟอร์มสารสนเทศ ของ สส. ในการจัดเก็บ วิเคราะห์ และนำเสนอข้อมูล โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) สนับสนุนการจำแนกและติดตามการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน ตลอดจนการประเมินการปล่อยและดูดกลับก๊าซเรือนกระจกของประเทศในอนาคต รวมทั้งหารือแนวทางการสนับสนุนงบประมาณและการดำเนินงานร่วมกัน เพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการภายใต้บันทึกความร่วมมือฯ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จัดประชุมถอดบทเรียนโครงการ Climate Action ระดับชุมชน 14 พื้นที่ ทั่วประเทศ

               วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดการประชุมถอดบทเรียนภาพรวมโครงการส่งเสริมการดำเนินกิจกรรมของเครือข่ายอาสาสมัครในการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยมี กลุ่มเป้าหมายเข้าร่วมจาก 14 พื้นที่ ประกอบด้วย เครือข่าย ทสม. เจ้าหน้าที่ ทสจ. และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวม 105 คน
               การประชุมฯ ครั้งนี้ จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 16 – 17 กรกฎาคม 2569 ณ โรงแรม เดอะพาลาสโซ กรุงเทพฯ เพื่อทบทวนผลการทำงานในภาพรวม ตลอดจนวิเคราะห์กลไกการบูรณาการร่วมกันระหว่างเครือข่ายอาสาสมัครฯ และหน่วยงานในพื้นที่ วิเคราะห์ปัจจัยแห่งความสำเร็จ ปัญหา และอุปสรรคที่เกิดขึ้นในระหว่างการดำเนินงาน เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อสรุป บทเรียนที่สามารถ สะท้อนภาพรวมการขับเคลื่อนการดำเนินงานในระดับพื้นที่ รวมถึงนำไปเป็นแนวทางในการใช้ประโยชน์ การยกระดับ การต่อยอด และขยายผลการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ของเครือข่ายฯ ได้อย่างเข้มแข็ง และยั่งยืน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ยกระดับพื้นที่ต้นแบบพัทลุง-ขอนแก่น รับมือวิกฤต “ซูเปอร์เอลนีโญ-โลกเดือด” มุ่งบูรณาการตัวชี้วัด GGA สู่ระดับสากล

               วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมเผยแพร่โครงการยกระดับการพัฒนาแนวทางการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ณ ห้องประชุมไดมอนด์โดม 2 ชั้น 22 โรงแรมควีนส์แลนด์ โฮเทล กรุงเทพฯ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเผยแพร่ผลสำเร็จการดำเนินงานร่วมกับศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการสร้างกลไกรับมือภัยพิบัติอย่างมีประสิทธิภาพในระดับพื้นที่
               นายโกเมศ พุทธสอน กล่าวว่า จากรายงาน Climate Risk Index 2026 ของ Germanwatch ดัชนีความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้วของไทยในปี 2024 พุ่งสูงขึ้นมาอยู่อันดับที่ 17 ของโลก จากอันดับที่ 72 ในปี 2022 สะท้อนว่าวิกฤตโลกเดือดและสถานการณ์ซูเปอร์เอลนีโญกำลังทวีความรุนแรงจนอาจเกินขีดความสามารถในการปรับตัวในปัจจุบัน กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) จึงเร่งนำตัวชี้วัดเป้าหมายการปรับตัวระดับโลก (Global Goal on Adaptation: GGA) หรือ Belém Adaptation Indicators ทั้ง 59 ตัวชี้วัด จากเวที COP30 มาปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศ เพื่อเชื่อมโยงกับการพัฒนาดัชนีความเสี่ยงระดับพื้นที่ และสร้างความยืดหยุ่นให้ชุมชน ระบบนิเวศ และภาคเศรษฐกิจสามารถฟื้นตัวจากผลกระทบได้อย่างยั่งยืน
               สำหรับการพัฒนาศักยภาพพื้นที่ต้นแบบตามแผนการปรับตัวแห่งชาติ (NAP) ในครั้งนี้ประกอบด้วย 2 พื้นที่ ได้แก่ ด้านการท่องเที่ยว พื้นที่ทะเลน้อย จังหวัดพัทลุง พื้นที่ชุ่มน้ำที่สำคัญระหว่างประเทศที่เผชิญภัยแล้งและน้ำหลาก ซึ่งได้มีการพัฒนาความรู้ด้านการปรับตัวฯ จัดตั้ง “ประชาคมท่องเที่ยวทะเลน้อย–พนางตุง” และ “ปฏิทินและเส้นทางท่องเที่ยว” บูรณาการความร่วมมือระหว่างชุมชนกับภาครัฐนำไปสู่การจัดการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนและยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ และ ด้านสาธารณสุข ชุมชนบ้านเมืองเพีย ตำบลเมืองเพีย จังหวัดขอนแก่น พื้นที่เสี่ยงภัยคลื่นความร้อนสูง โดยประยุกต์ใช้นวัตกรรมที่เข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น นำนวัตกรรม 3 Cool มาประยุกต์ใช้ ได้แก่ Cool Room (ห้องปลอดความร้อน) Cool Land (พื้นที่ร่มรื่น) Cool LANN (ลานสุขภาพ) รวมถึงบ้านต้นแบบ “บ้านร่มเย็น” สร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม พร้อมสร้างความรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมรับมือและลดผลกระทบจากความร้อน ลดผลกระทบทางสุขภาพในกลุ่มเปราะบาง พร้อมขยายผลสู่ชุมชนให้ครอบคลุมพื้นที่ใกล้เคียง
               ภายในงานมีผู้แทนหน่วยงาน 6 สาขาหลักตามแผน NAP ภาควิชาการ และเยาวชนเข้าร่วมกว่า 100 คน
               โดยกิจกรรมสำคัญประกอบด้วยการนำเสนอผลงานวิชาการเชิงลึกจากคณะที่ปรึกษาฯ นำเสนอภาพรวมผลการดำเนินโครงการฯ พร้อมด้วย เจาะลึกบทเรียนความสำเร็จของการพัฒนาแนวทางปรับตัวในพื้นที่ต้นแบบด้านสาธารณสุขและท่องเที่ยวข้างต้น เพื่อเป็นแนวทางในการนำไปประยุกต์และขยายผลในพื้นที่อื่น
               นอกจากนี้ ยังมีเวทีเสวนาไฮไลท์หัวข้อ “รับมือกับภาวะโลกเดือดอย่างยั่งยืน: จากนโยบายสู่การปฏิบัติด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” โดยนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ มาร่วมพูดคุยในประเด็นที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ Nature-based Solutions (NbS) จะช่วยให้ประเทศไทยป้องกัน/ปรับตัวกับภาวะโลกเดือดและเอลนีโญได้อย่างไร ระบบสาธารณสุขที่ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปกป้องสุขภาพประชาชนในยุคภาวะโลกเดือด และการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้รับความสนใจและเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างกว้างขวางเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติจริงในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมบรรยายหัวข้อ “ทิศทางนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและยุทธศาสตร์การลดก๊าซเรือนกระจกสำหรับภาคธุรกิจไทย” ในการสัมมนาของ Air Asia

               เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นวิทยากรบรรยายหัวข้อ “ทิศทางนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และยุทธศาสตร์การลดก๊าซเรือนกระจกสำหรับภาคธุรกิจไทย” ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและยุทธศาสตร์ด้านการลดก๊าซเรือนกระจกที่เกี่ยวข้องในภาคการบิน เพื่อเตรียมรับมือกับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับธุรกิจโดยมีกรรมการบริหารและเจ้าหน้าที่บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 15 คน เข้าร่วมการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
               ดร.พิรุณ ได้บรรยายถึงความสำคัญของการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งนโยบายและการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ได้แก่ เป้าหมายและแนวทางการดำเนินงานของไทย เช่น การมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด ฉบับที่ 2 (NDC3.0) ยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศไทย (LT-LEDS) และสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. โดยที่ประชุมได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและซักถามในประเด็นสำคัญ อาทิ แนวทางการบูรณาการการดำเนินงานระหว่างกรมฯ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการผลักดันการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ซึ่งได้มีการประสานความร่วมมือกับกระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ผ่านกระบวนการปรับปรุง LT-LEDS เพื่อกำหนดทิศทางและมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคการบินให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศ นอกจากนี้ ยังหารือเกี่ยวกับแนวทางการเพิ่มปริมาณและยกระดับคุณภาพของคาร์บอนเครดิตภายใต้มาตรฐาน Premium T-VER เพื่อรองรับความต้องการของตลาดคาร์บอนที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ อันจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ในปี ค.ศ. 2050

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมเสวนา “SMRs: Game Changer for Thailand” ชูบทบาท SMR ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Net Zero

               เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมเสวนาในหัวข้อ “SMRs: Game Changer for Thailand (SMRs: ตัวเปลี่ยนเกม สู่อนาคตประเทศไทย)” ภายในกิจกรรมครบรอบ 20 ปี แห่งการก่อตั้งสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สทน.) ภายใต้แนวคิด “Nuclear Technology for the Sustainable Future” ทั้งนี้ นายโกเมศ พุทธสอน ได้นำเสนอหัวข้อ “นโยบายการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Net Zero 2050 และบทบาทของเทคโนโลยี SMR” พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองร่วมกับ รองศาสตราจารย์ ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ คุณศิริเมธ ลี้ภากรณ์ ผู้จัดการใหญ่และรักษาการประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) และคุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของเทคโนโลยี SMR ต่อการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 200 คน
               ในการเสวนาครั้งนี้ นายโกเมศ พุทธสอน กล่าวว่า ประเทศไทยมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050 โดยมี LT-LEDS และ NDC 3.0 เป็นกรอบนโยบายสำคัญในการขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจกในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะในภาคพลังงาน ซึ่งได้กำหนดเป้าหมายการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) ภายในปี ค.ศ. 2045 และมองว่า SMR เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเสริมสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพด้านพลังงานในอนาคต
               นายโกเมศ พุทธสอน กล่าวเพิ่มเติมว่า การพัฒนาและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี SMR จำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับการสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลและข้อคิดเห็นบนพื้นฐานของข้อมูลทางวิชาการที่ถูกต้องและรอบด้าน ทั้งนี้ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมสนับสนุนการสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชน ผ่านเครือข่ายอาสาสมัครทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสื่อสารประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับพื้นที่
               ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในช่วงการศึกษาความเป็นไปได้และการเตรียมความพร้อมสำหรับการพัฒนา SMR ทั้งด้านนโยบาย กฎหมาย บุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และการกำกับดูแล โดยการตัดสินใจในอนาคตจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ความปลอดภัย ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และการยอมรับของสังคม เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศไทยเป็นไปอย่างสมดุลและสนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย Net Zero 2050 อย่างยั่งยืน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน บันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569

               วันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นำคณะผู้บริหารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม บันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569 ณ สถานีโทรทัศน์ ช่อง 7HD ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”