กรมลดโลกร้อน จัดประชุมคณะทำงานจัดทำข้อมูลพื้นที่เพื่อส่งเสริมการปลูกป่าสำหรับการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ครั้งที่ 1/2569

               เมื่อวันพุธที่ 9 กันยายน 2569 นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมคณะทำงานจัดทำข้อมูลพื้นที่เพื่อส่งเสริมการปลูกป่าสำหรับการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุมกรรณิการ์ – ราชาวดี (303 – 304) ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยมี นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม รองประธานคณะทำงาน พร้อมด้วย ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวม 19 หน่วยงาน จำนวน 75 คน เข้าร่วมการประชุมดังกล่าว

               ที่ประชุมได้รับทราบคำสั่งคณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านการขับเคลื่อนและบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตจากมาตรการการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ที่ 1/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานจัดทำข้อมูลพื้นที่เพื่อส่งเสริมการปลูกป่าสำหรับการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกของประเทศ รวมทั้งรับทราบการนำพื้นที่สวนยางพาราตามมาตรา 64 และมาตรา 121 และพื้นที่สวนปาล์มน้ำมัน มาใช้เป็นข้อมูลกิจกรรม (Activity Data) ในการจัดทำ บัญชีก๊าซเรือนกระจก ปี พ.ศ. 2566 และ พ.ศ. 2567 ตลอดจนสถานภาพการดำเนินงานโครงการคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้และการเกษตร และโครงการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตของการยางแห่งประเทศไทย
โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบในเรื่องสำคัญดังนี้
               1. เห็นชอบพื้นที่การดำเนินงานปลูกและฟื้นฟูสภาพป่าของกรมป่าไม้ (ปม.) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อส.) กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) และพื้นที่ไม้เกษตรยืนต้นและพื้นที่สีเขียวของสำนักงานการปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และกรุงเทพมหานคร (กทม.) จำนวน 1,881,506 ไร่ ซึ่งประเมินปริมาณการดูดกลับ ก๊าซเรือนกระจก ได้ประมาณ 844.90 ktCO2eq
               2. เห็นชอบการเพิ่มข้อมูลพื้นที่ไม้ยืนต้นตามมาตรา 64 และ 121 ของ อส. และเพิ่มข้อมูลพื้นที่ไม้ผลที่ไม่ซ้ำซ้อนกับพื้นที่ที่ใช้จัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกภาคป่าไม้และการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน เป็นข้อมูลกิจกรรม (Activity Data) ในการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศ
               3. เห็นชอบหลักการกำหนดพื้นที่เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ในการเพิ่มพื้นที่ไม้ผล/พื้นที่สีเขียวแทนพื้นที่พืชไร่ที่มีโอกาสในการเกิดการชะล้างพังทลายของดินสูงมาก เพื่อป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติแผ่นดินถล่ม เสริมสร้างด้านการปรับตัวและสนับสนุนการดูดกลับก๊าซเรือนกระจก

               ความเห็นที่ประชุมมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการฯ ตรวจสอบการซ้อนทับของพื้นที่เป้าหมายสำหรับส่งเสริมการปลูกไม้ผลและเพิ่มพื้นที่สีเขียวทดแทนพืชไร่ในพื้นที่เสี่ยงต่อการชะล้างพังทลายของดินระดับสูงมากเพื่อป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติและแผ่นดินถล่ม เทียบกับพื้นที่ป่าไม้ที่ถูกใช้ในการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกแล้ว เพื่อป้องกันการนับซ้ำ (Double Count) และมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการฯ ดำเนินการประสานรวบรวมข้อมูลและร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกจากคณะทำงานฯ ดังนี้
               • ข้อมูลพื้นที่ป่าในเขตนิคมสร้างตนเอง จากกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ
              • แนวทางและแผนการส่งเสริมการเปลี่ยนพื้นที่เกษตรกรรมที่ไม่เหมาะสมตามศักยภาพไปเป็นพื้นที่ไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าสูงผ่านระบบการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรมด้วยแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Zoning by Agri-Map) จากกรมพัฒนาที่ดิน
              • พื้นที่สีเขียวในพื้นที่ราชพัสดุในความครอบครองของกระทรวงกลาโหม
              • ข้อมูลพื้นที่ไม้ยืนต้นตามมาตรา 64 และ 121 และข้อมูลพื้นที่ไม้ผลที่ไม่ซ้ำซ้อนกับพื้นที่ที่ใช้เป็นข้อมูลกิจกรรม (AD) ในการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศเพิ่มเติม จาก อส.
              • ศึกษาการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกจากผลิตภัณฑ์ไม้ (Harvested Wood Products: HWP) ร่วมกับ รศ.ดร.สาพิศ ดิลกสัมพันธ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน
              • นำเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศจาก GISTDA สนับสนุนการจัดทำข้อมูลกิจกรรม (AD) สำหรับประกอบการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกเพื่อสนับสนุนการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกของประเทศ

               ทั้งนี้ มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการส่งเสริมการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและรายงานผลการดำเนินงานต่อกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะทำงานจัดทำข้อมูลพื้นที่เพื่อส่งเสริมการปลูกป่าสำหรับการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกของประเทศ เพื่อเสนอต่อคณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านการขับเคลื่อนและบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตจากมาตรการการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกของประเทศ พิจารณาตามขั้นตอนต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ (LT-LEDS): เส้นทางระยะยาวของประเทศไทยสู่ Net Zero 2050

               การมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) จำเป็นต้องอาศัยการวางแผนและกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ (Long-Term Low Greenhouse Gas Emission Development Strategy: LT-LEDS) ที่จัดทำขึ้นตามแนวทางของข้อ 4 วรรค 19 แห่งความตกลงปารีส จะเป็นเครื่องมือทางนโยบายที่สำคัญสำหรับประเทศภาคีสมาชิกในการร่วมกันแสดงความรับผิดชอบ และศักยภาพในการลดก๊าซเรือนกระจกที่แต่ละประเทศดำเนินการได้ เพื่อนำไปใช้กับแนวทางขับเคลื่อนเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกระดับโลกร่วมกันสู่ Net Zero สำหรับประเทศไทยได้จัดส่ง LT-LEDS ฉบับแรกไปยังสำนักเลขาธิการ UNFCCC ในปี ค.ศ. 2021 (พ.ศ. 2564) และจัดส่งฉบับปรับปรุงในปี ค.ศ. 2022 (พ.ศ. 2565) โดยตั้งเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี ค.ศ. 2050 (พ.ศ. 2593) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ในปี ค.ศ. 2065 (พ.ศ. 2608) จนกระทั่งได้มีการปรับปรุงเป้าหมาย Net Zero ให้เร็วขึ้นจากเดิมเป็นปี ค.ศ. 2050 (พ.ศ. 2593) (เร็วขึ้น 15 ปี) ตามนโยบายของรัฐบาล ส่งผลให้ต้องปรับปรุง LT-LEDS อีกครั้ง โดยเชื่อมโยงกับเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด ฉบับที่ 2 (NDC 3.0) ที่กำหนดให้ประเทศไทยมีระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิในปี ค.ศ. 2035 (พ.ศ. 2578) ไม่เกิน 152 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO2e) (ลดลงร้อยละ 47) จากระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิในปีฐาน ค.ศ. 2019 ทำให้สอดคล้องกับเส้นวิถีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 1.5 องศาเซลเซียส (1.5 °C Pathway)

               การจัดทำ LT-LEDS ไม่ได้เป็นเพียงการกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกในอนาคตเท่านั้น แต่เป็นการวิเคราะห์ว่า “ประเทศไทยจะเดินทางจากสถานการณ์ปัจจุบันไปสู่ Net Zero 2050 ได้อย่างไร” โดยกระบวนการจัดทำเริ่มต้นจากการทบทวนสถานการณ์และบริบทสำคัญของประเทศ ตลอดจนแนวโน้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ก่อนนำมาวิเคราะห์แนวทางและมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมในแต่ละสาขา โดยใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ AIM/EndUse เพื่อวิเคราะห์ทางเลือกเทคโนโลยีและมาตรการลดก๊าซเรือนกระจก และใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ AIM/CGE ในการประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาคจากการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ควบคู่กับการพิจารณานโยบาย แผน และมาตรการของหน่วยงานหลักในแต่ละสาขา เพื่อให้เส้นทางที่กำหนดขึ้นสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศมีความเป็นไปได้และสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง โดยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของหน่วยงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตลอดกระบวนการจัดทำ ก่อนนำเสนอผ่านกลไกเชิงสถาบันที่เกี่ยวข้อง และเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ และจัดส่งต่อสำนักเลขาธิการ UNFCCC ภายในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2569
               ทุกภาคส่วนล้วนมีความสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายที่ปรับปรุงครั้งนี้ ตั้งแต่การเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและระบบขนส่งคาร์บอนต่ำ การใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) การใช้วัสดุทดแทนปูนเม็ด และการเปลี่ยนไปใช้สารทำความเย็นที่มีค่าศักยภาพในการทำให้เกิดสภาวะโลกร้อนต่ำ การจัดการขยะตามหลัก 3R การส่งเสริมการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำและเกษตรฉัจฉริยะ ตลอดจนการเพิ่มและรักษาพื้นที่ป่าเพื่อเพิ่มศักยภาพในการดูดกลับก๊าซเรือนกระจก อย่างไรก็ดี ทุกการเปลี่ยนผ่านจำเป็นต้องคำนึงถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมที่อาจเกิดขึ้นด้วย ดังนั้น การขับเคลื่อน LT-LEDS จึงต้องดำเนินการบนหลักการของการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (Just Transition) โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชน ชุมชน แรงงาน และภาคส่วนต่าง ๆ รวมทั้งส่งเสริมการพัฒนาทักษะ การสร้างงานและโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านอย่างเหมาะสม

               หาก LT-LEDS เปรียบเสมือนเส้นทางระยะยาวสู่ Net Zero 2050 การมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด หรือ NDC ก็เปรียบเสมือนหมุดหมายระหว่างทางที่กำหนดว่าประเทศไทยต้องลดก๊าซเรือนกระจกได้เท่าใดในแต่ละช่วงเวลา ดังนั้น NDC และ LT-LEDS จึงไม่ใช่เรื่องที่แยกจากกันแต่มีความเชื่อมโยงและสอดคล้องกัน การปรับปรุง LT-LEDS ครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงเป้าหมายระยะกลางกับทิศทางการพัฒนาระยะยาวของประเทศไทยให้เป็นเส้นทางเดียวกัน พร้อมส่งสัญญาณให้ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการเงิน ภาควิชาการ ท้องถิ่น และประชาชน สามารถเตรียมพร้อมและวางแผนการเปลี่ยนผ่านได้อย่างเหมาะสม ท้ายที่สุดการบรรลุ Net Zero Emissions ภายในปี ค.ศ. 2050 ไม่ใช่ภารกิจของภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่ง แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกควบคู่ไปกับการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างโอกาสจากเศรษฐกิจสีเขียว และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างยั่งยืน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน “

แหล่งอ้างอิง :
– กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม, 2565. สรุปสาระสำคัญยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศ ฉบับปรับปรุง.
– กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม, 2569. ข่าวประชาสัมพันธ์ กรมลดโลกร้อน จัดประชุม Kick-off การปรับปรุงยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศไทย (Thailand’s Long-Term Low Greenhouse Gas Emission Development Strategy) 
– ยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศ ฉบับปรับปรุง, สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

กรมลดโลกร้อน เดินหน้าเสริมศักยภาพ ทสม. กทม. เปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้เฝ้าระวัง” สู่ “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” (Change Agent) ขับเคลื่อนชุมชนเมืองอย่างยั่งยืน

               นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการ “เสริมพลังผู้นำด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม” ระหว่างวันที่ 9 – 11 กันยายน 2569 ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยมีประธานและผู้แทนเครือข่าย ทสม. จากทั้ง 50 เขตของกรุงเทพมหานคร เข้าร่วมรวม 120 คน
               การประชุมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับบทบาทของ ทสม. กทม. จากเดิมที่เป็นเพียง “ผู้เฝ้าระวัง” ให้ก้าวสู่การเป็น “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” (Change Agent) ที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนชุมชนเมืองอย่างยั่งยืน ผ่านการเสริมสร้างความรู้ ทักษะและเครื่องมือที่จำเป็นต่อการบริหารจัดการวิกฤตภูมิอากาศในบริบทของเมืองหลวง พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้แทนจากทุกเขตได้ร่วมกันออกแบบกิจกรรมเชิงพื้นที่ (Area-based approach) ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วม เพื่อสร้างกลไกการทำงานร่วมกันระหว่างชุมชน หน่วยงานภาครัฐ และภาคีเครือข่ายอย่างมีประสิทธิภาพ
               ทั้งนี้ กรมฯ คาดหวังว่าการดำเนินงานดังกล่าวจะช่วยให้เครือข่าย ทสม. กทม. มีความเข้าใจ ทิศทางนโยบายของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจนจนสามารถนำไปต่อยอดและขับเคลื่อนให้เกิดแผนงานหรือกิจกรรมประจำปี 2570 ที่เป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในแต่ละพื้นที่ได้อย่างตรงจุดและยั่งยืนต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน เดินหน้าเสริมสร้างกลไกความร่วมมือ พัฒนาศักยภาพเครือข่ายสู่การเข้าถึงแหล่งทุนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

               เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเสริมสร้างกลไกความร่วมมือในการเข้าถึงแหล่งทุน พร้อมด้วย นางสาวอุมา ศรีสุข ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และมีผู้เข้าร่วม จำนวน 200 คน ประกอบด้วย เครือข่าย Climate Action ในพื้นที่ครอบคลุม ภาคประชาชน โรงเรียน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษาเครือข่าย Regional Action for Climate Empowerment Center (RACE) ผู้แทนจากสำนักงานเขตในสังกัดกรุงเทพมหานคร ผู้แทนจากหน่วยงานแหล่งทุน กล่าวคือ (1) สำนักงานกองทุนสิ่งแวดล้อมและกองทุน ThaiCI (2) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ณ ห้องประชุมแมกโนเลีย 1 – 3 ชั้น 4 โรงแรม ทีเค.พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร
               การประชุมนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพ ความรู้ และความเข้าใจให้กับชุมชนและภาคีเครือข่ายในการพัฒนาโจทย์เชิงพื้นที่ให้เป็นข้อเสนอโครงการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ที่สอดคล้อง เชื่อมโยงกับบริบทของพื้นที่ และเงื่อนไขของแหล่งทุน ซึ่งกิจกรรม ประกอบด้วย การเสวนา บรรยาย และการประชุมกลุ่มย่อย เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ ออกแบบแนวคิด และกรอบในการพัฒนาข้อเสนอโครงการ

ผลการดำเนินงาน
               – กรอบแนวคิดในการพัฒนาข้อเสนอโครงการด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างเครือข่าย Climate Action ในพื้นที่และสถาบันการศึกษาเครือข่าย Regional Action for Climate Empowerment Center (RACE) จำนวน 10 ข้อเสนอโครงการ ครอบคลุมด้านการจัดการน้ำทั้งระบบ การรุกล้ำของน้ำเค็ม การท่องเที่ยวโดยชุมชน การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร เพื่อขอรับการสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อมและกองทุน ThaiCI
               – แนวทางในการพัฒนาข้อเสนอโครงการด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในประเด็นการลดความร้อนในเมือง สำหรับเครือข่ายภาคประชาชนและโรงเรียน ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 19 เขตเพื่อขอรับการสนับสนุนจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

รมว.สุชาติ สั่งการอธิบดีกรมลดโลกร้อน ยกระดับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำผ่านความร่วมมือไทย-เยอรมัน IKI Cooperation 2026

               เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมาย ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมกล่าวปาฐกถา หัวข้อ “Strategic Perspective for Thailand” ในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการของแผนงานปกป้องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับสากล ประจำปี พ.ศ. 2569 (IKI Cooperation Workshop 2026) ณ โรงแรมปทุมวันปริ๊นเซส กรุงเทพมหานคร โดยมี Ms. Ebba Scholl อุปทูตฯ สถานเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย Mr. Andreas Kübler ตำแหน่ง Head of Division IK I 6, International Climate Initiative จากกระทรวงสิ่งแวดล้อม การดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ คุ้มครองธรรมชาติ และความปลอดภัยทางปรมาณู แห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMUKN) และนางสาวนารีรัตน์ พันธุ์มณี รองเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมด้วย การประชุมเชิงปฏิบัตินี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากโครงการภายใต้ International Climate Initiative (IKI) พร้อมหารือแนวทางขยายผลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพ
               ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช ได้กล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนสำหรับความร่วมมือในการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และเน้นย้ำถึงการยกระดับการทำงานเพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี ค.ศ. 2050 การดำเนินการด้านการปรับตัวเพื่อลดความเสียหายและปกป้องเศรษฐกิจจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจังจะช่วยรักษาความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวได้
               ในโอกาสนี้ ดร.นภาพร ตั้งถิ่นไท ผู้แทนกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมเสวนาในหัวข้อ “Towards a Net-zero and Climate-resilient Thailand: A Policy and Private Sector Dialogue” เน้นย้ำความสำคัญกับความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน การส่งเสริมการเงินและการลงทุน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จัดประชุมคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืน เพื่อพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 1/2569

               วันอังคารที่ 8 กันยายน 2569 นางสาวปรีญาพร สุวรรณเกษ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืนเพื่อพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมี นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นรองประธาน และนางสาวอุมา ศรีสุข ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการ การประชุมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาผลการประเมินเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืน ระดับพื้นที่และระดับประเทศ ประจำปี 2569 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประกอบด้วย คณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืนเพื่อพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม รวม 40 คน ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

“รมว. สุชาติ” มอบกรมลดโลกร้อน เดินหน้าความร่วมมือไทย–เยอรมัน เชื่อมโยงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และพลังงาน สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

               เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมหารือเชิงนโยบายระหว่างไทย – เยอรมัน ประจำปี พ.ศ. 2569 ร่วมกับคณะผู้แทนจากกระทรวงสิ่งแวดล้อม การดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ คุ้มครองธรรมชาติ และความปลอดภัยทางปรมาณู แห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMUKN) โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดี สส. นางสาวนารีรัตน์ พันธุ์มณี รองเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น 3 อาคาร สส.
               การประชุมมุ่งแลกเปลี่ยนความก้าวหน้าและทิศทางความร่วมมือใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และพลังงาน โดยฝ่ายไทยได้นำเสนอความก้าวหน้าการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งการพัฒนาร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปรับปรุงยุทธศาสตร์ระยะยาวฯ เพื่อมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 การพัฒนากลไกราคาคาร์บอนและระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การระดมทุนและพัฒนาเครื่องมือทางการเงินเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการขับเคลื่อนการดำเนินงานสู่ระดับพื้นที่ โดยมุ่งสร้างความเชื่อมโยงระหว่างการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ร่วมทั้งด้านการลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวฯ และการอนุรักษ์ธรรมชาติ
               นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือแนวทางการขับเคลื่อนความร่วมมือภายใต้แผนงานการปกป้องสภาพภูมิอากาศระดับสากล (International Climate Initiative: IKI) ในระยะต่อไป อาทิ โครงการ Enabling Net Zero, Nature Positive, and Climate Resilient Thailand (ENNaCT) ซึ่งมุ่งสนับสนุนการเชื่อมโยงนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพ การพัฒนาเครื่องมือด้านกฎระเบียบและการเงิน การส่งเสริมการเงินสีเขียวและตลาดคาร์บอน ตลอดจนการนำแนวนโยบายไปสู่การปฏิบัติในภาคส่วนต่าง ๆ รวมทั้งการหารือทิศทางและความต้องการรับการสนับสนุนเพิ่มเติมของประเทศไทยในด้านสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
               ทั้งนี้ การหารือดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของ รมว.ทส. ซึ่งมุ่งขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่มีภูมิคุ้มกันต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ควบคู่กับการอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติ พร้อมส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่านของประเทศไปสู่การพัฒนาที่มีการปล่อยคาร์บอนต่ำ เป็นมิตรต่อธรรมชาติ มีความมั่นคงด้านพลังงาน และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

“ปลัด ทส.” ขานรับนโยบาย“รมว.สุชาติ” เดินหน้าความร่วมมือไทย–เยอรมัน ขับเคลื่อนนโยบายรับมือวิกฤตโลกร้อน

               วันที่ 7 กันยายน 2569 ดร. รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายบรรณรักษ์ เสริมทอง เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ นาย Andreas Kübler ตำแหน่ง Head of Division IK I 6, international Climate Initiative และคณะผู้แทนกระทรวงสิ่งแวดล้อม การดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ คุ้มครองธรรมชาติ และความปลอดภัยทางปรมาณู แห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMUKN) ในโอกาสขอเข้าเยี่ยมคารวะ ณ ห้องประชุม ชั้น 17 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
               การหารือครั้งนี้มุ่งต่อยอดความร่วมมือไทย–เยอรมันภายใต้แผนงานการปกป้องสภาพภูมิอากาศระดับสากล (IKI) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนประเทศไทยทั้งด้านการลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเชื่อมโยงการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศกับความหลากหลายทางชีวภาพ โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อประเด็นสำคัญบนเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม การเข้าถึงเงินทุน เทคโนโลยี และการพัฒนาศักยภาพ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือด้านการฟื้นฟูระบบนิเวศและการส่งเสริมธุรกิจที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติ (Nature-Positive Business) เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
               การหารือครั้งนี้สะท้อนถึงความเป็นหุ้นส่วนที่เข้มแข็งระหว่างประเทศไทยและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีในการขับเคลื่อนวาระด้านสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพ พร้อมต่อยอดความร่วมมือสู่การดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและสร้างความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมให้กับประเทศไทยในระยะยาว

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมพิธีเปิดการใช้งาน e-Office ยกระดับงานสารบรรณสู่ดิจิทัล ภายใต้โครงการ GDCC

               วันที่ 7 กันยายน 2569 ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นางสาวพิยะดา สุดกังวาน ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดการใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ (e-Office) ภายใต้โครงการ Government Data Center and Cloud Service (GDCC) ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมี นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ในสังกัด ทส. เข้าร่วมพิธี ณ ห้องประชุมศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช ชั้น 2 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
               โอกาสนี้ ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงความร่วมมือและความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภายใต้โครงการ GDCC พร้อมย้ำความพร้อมของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในการสนับสนุนการดำเนินงานของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้านเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้การพัฒนาระบบงานและการให้บริการภาครัฐสามารถดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง ขณะที่ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงนโยบายการนำระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ (e-Office) มาใช้ในการปฏิบัติงานของกระทรวงฯ เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการงานสารบรรณให้มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และสอดรับกับการขับเคลื่อนองค์กรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล
               ทั้งนี้ การเปิดใช้งานระบบ e-Office ภายใต้โครงการ GDCC ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการยกระดับระบบงานและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขององค์กร ลดการใช้เอกสารและขั้นตอนการปฏิบัติงาน เพิ่มความสะดวกในการรับ–ส่งและติดตามหนังสือราชการ ตลอดจนสนับสนุนการทำงานร่วมกันของหน่วยงานในสังกัด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการและรองรับการบริหารงานภาครัฐในยุคดิจิทัล

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

รมว.สุชาติ มอบกรมลดโลกร้อน ชี้แจงร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ในสัปดาห์ที่ 17

               นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) ให้ชี้แจงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. อย่างต่อเนื่อง เป็นสัปดาห์ที่ 17 โดยมุ่งเน้นให้เกิดความชัดเจนและต่อเนื่อง มีความครบถ้วนรอบด้าน สามารถช่วยให้ประเทศไทยวางรากฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน
               ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และเจ้าหน้าที่ ได้เข้าร่วมประชุมชี้แจงข้อมูลประกอบการพิจารณาในสัปดาห์นี้ ได้ร่วมพิจารณาสาระสำคัญรายมาตรากับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมุ่งให้บทบัญญัติสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม และมีความสอดคล้องไม่ซ้ำซ้อนกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมตั้งแต่รูปแบบและช่องทางการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจดทะเบียน การโอน การรับโอน การซื้อ การขาย หรือการจำหน่ายสิทธิ ตลอดจนการกำกับดูแลการซื้อขายในตลาดรอง และกลไกกำกับเสถียรภาพของระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยนำแนวทางและหลักปฏิบัติของต่างประเทศมาประกอบการพิจารณา เพื่อให้ระบบมีความโปร่งใส น่าเชื่อถือ และสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ในสัปดาห์หน้าจะเข้าสู่การพิจารณาหมวดกลไกการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) ต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”