กรมลดโลกร้อน รับนโยบาย รมว.ทส. เร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ในสัปดาห์ที่ 24

               นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) ให้ชี้แจงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. อย่างต่อเนื่อง ในสัปดาห์ที่ 24 โดยมุ่งเน้นให้เกิดความชัดเจนและต่อเนื่อง มีความครบถ้วนรอบด้าน และสามารถช่วยให้ประเทศไทยวางรากฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน
               ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และเจ้าหน้าที่ได้เข้าร่วมประชุมชี้แจงข้อมูลประกอบการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวในหมวด 11 แล้วเสร็จ โดยมีการพิจารณาในประเด็นการโอน รับโอน ซื้อ ขาย หรือจำหน่ายคาร์บอนเครดิต รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจคาร์บอนเครดิตและการกำหนดนิยามของธุรกิจคาร์บอนเครดิต นอกจากนี้ ได้เริ่มพิจารณาบทบัญญัติในหมวด 12 ว่าด้วยการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย สส. ได้นำเสนอวัตถุประสงค์ หลักการ โครงสร้างและการดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อคณะกรรมการฯ และชี้แจงข้อมูลประกอบการพิจารณารายมาตราในประเด็นการจัดทำฐานข้อมูลการพัฒนาและเผยแพร่ข้อมูลสารสนเทศด้านภูมิอากาศ ความเสี่ยงและผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอันมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการปรับตัวและภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมงานวันคล้ายวันสถาปนากรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ครบรอบ 24 ปี

               วันที่ 22 ตุลาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานงานวันคล้ายวันสถาปนากรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ครบรอบ 24 ปี โดยมี นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมงาน ณ ห้องประชุมชั้น 4 อาคารอเนกประสงค์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรุงเทพมหานคร เพื่อทบทวนผลการดำเนินงานและเชิดชูเกียรติบุคลากร ตลอดจนภาคีเครือข่ายผู้ทำประโยชน์ด้านการอนุรักษ์ทั่วประเทศ
               นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประธานในพิธี เปิดเผยว่า กรมอุทยานแห่งชาติฯ เป็นกำลังหลักสำคัญในการคุ้มครองและฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ของชาติมาตลอด 24 ปี สำหรับการก้าวเข้าสู่ปีที่ 25 ได้มอบนโยบายเน้นย้ำความเข้มข้นใน 8 ด้านสำคัญ ได้แก่ การเร่งขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริ 247 โครงการให้เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุด, การนำเทคโนโลยีโดรน (UAV) และระบบวอร์รูม (War Room) มาใช้วิเคราะห์และปฏิบัติการดับไฟป่าตลอด 24 ชั่วโมง ควบคู่กับมาตรการ “เคาะประตูบ้าน” เพื่อสร้างความเข้าใจกับชุมชน, การบริหารจัดการพื้นที่แบบเบ็ดเสร็จผ่านระบบ Single Command, การแก้ไขปัญหาและเยียวยาผลกระทบจากสัตว์ป่าออกนอกพื้นที่อย่างรวดเร็ว, การจัดที่ดินราษฎรในเขตป่าอนุรักษ์ตามกฎหมายพร้อมส่งเสริมสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานผ่านความร่วมมือ MOU เพื่อสร้างความมั่นใจให้เกษตรกรในการประกอบอาชีพ, การยกระดับป่าไม้เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน, การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศด้วยระบบจัดเก็บเงินรายได้แบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อความโปร่งใส และการสร้างขวัญกำลังใจและดูแลสวัสดิการของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่อย่างเหมาะสม
               “เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าและบุคลากรในพื้นที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำงาน การดูแลสวัสดิการและขวัญกำลังใจ จึงเป็นสิ่งที่กระทรวงฯ ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ควบคู่ไปกับการเร่งแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของราษฎรในเขตป่า เพื่อให้คนสามารถอยู่อาศัยและทำมาหากินร่วมกับป่าได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และไม่กระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรตามมาตรฐานสากล ขณะเดียวกันก็ปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายอย่างเข้มข้น นอกจากนี้ เรายังให้ความสำคัญต่อการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนเมื่อเกิดภัยธรรมชาติภายใต้ “ทส.หนึ่งเดียว”” นายสุชาติ กล่าว

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

 

กรมลดโลกร้อน ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลน้อมรำลึกเนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

               วันนี้ (22 ตุลาคม 2569) เวลา 09.00 น. นายสุชาติ ชมกลิ่นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลน้อมรำลึกและพิธีทำบุญตักบาตร เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 24 ตุลาคม 2569 โดยมี ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม คณะผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานในสังกัด ร่วมประกอบพิธีด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ณ ห้องประชุมศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช ชั้น 2 อาคารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
               การจัดพิธีในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า จะได้ร่วมกันแสดงออกถึงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ตลอดพระชนม์ชีพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติ ป่าไม้ ทรัพยากรน้ำ และสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความยั่งยืนให้แก่ประเทศชาติและความผาสุกแก่ปวงชนชาวไทย
               ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมน้อมนำพระราชปณิธานด้านการอนุรักษ์มาเป็นแนวทางหลักในการปฏิบัติราชการ โดยมุ่งมั่นฟื้นฟูและบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศให้เกิดความยั่งยืน เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนสืบไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

รมว.สุชาติ ผลักดันกรมลดโลกร้อนปิดดีลใหญ่เงินสนับสนุน 570 ล้านบาท จากรัฐบาลเยอรมนี ขับเคลื่อนกลไก Net Zero และ Nature-based Solution

               นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่าตามที่ได้มอบนโยบายให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม หรือ “กรมลดโลกร้อน” เร่งเจรจาขอรับเงินสนับสนุนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากต่างประเทศ โดยล่าสุดได้ผลักดันให้กรมฯ ปิดดีลเงินสนับสนุนแบบให้เปล่า (Grant) 15 ล้านยูโร (570 ล้านบาท) จากสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เพื่อดำเนินงานด้านการลดก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี พ.ศ. 2593 หรือ Net Zero 2050 พร้อมทั้งสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยใช้ฐานอนุรักษ์ทางธรรมชาติ (Nature-based Solution) เพื่อลดความเสี่ยงภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ในระยะเวลา 5 – 7 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2570 – 2577
               ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เน้นย้ำถึงความสำคัญในการบูรณาการภารกิจด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพเข้าด้วยกัน โดยมุ่งส่งเสริมให้สอดNประสานทั้งการใช้ทรัพยากรและงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะการรับเงินสนับสนุนจากต่างประเทศจะต้องมีการเชื่อมโยงเข้าสู่การพัฒนานโยบายและการปฏิบัติทั้งระดับประเทศ ระดับภาคส่วน (Sector) และระดับพื้นที่ (Area) ทำให้ผู้เกี่ยวข้องได้รับประโยชน์จากการดำเนินการทั้งสองด้านไปพร้อมกัน

               ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า กรมฯ ได้ขับเคลื่อนการเจรจาขอรับเงินสนับสนุนแบบให้เปล่า (Grant) จากกองทุน International Climate Initiative (IKI) ภายใต้กระทรวงสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การอนุรักษ์ธรรมชาติ และความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ (Federal Ministry for the Environment, Climate Action, Nature Conservation and Nuclear Safety: BMUKN) ของเยอรมนี โดยในรอบการพิจารณาปี พ.ศ. 2569 ได้รับพิจารณาอนุมัติวงเงินสนับสนุนรวมประมาณ 570 ล้านบาท จาก 2 โครงการ คือ
               1. โครงการ Enabling Net-Zero, Nature Positive, and Climate Resillence Thailand Project (ENNaCT) ดำเนินงานระหว่างปี พ.ศ. 2570 – 2575 (5 ปี) วงเงิน 10 ล้านยูโร (ประมาณ 380 ล้านบาท) เพื่อบูรณาการมาตรการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพให้เชื่อมประโยชน์กับการลดก๊าซเรือนกระจกไปสู่เป้าหมาย Net Zero ตามแนวทาง 4 ด้าน ได้แก่ (1) ขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการด้านความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ด้านการลดก๊าซเรือนกระจก (2) พัฒนากลไกงบประมาณสีเขียว (Green Budgeting) สำหรับการจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยอาศัยธรรมชาติเป็นพื้นฐาน (Nature-based Solutions) ร่วมกับการอาศัยระบบนิเวศเป็นพื้นฐาน (Ecosystem-based Adaptation) (3) ยุทธศาสตร์การเงินและการรายงานข้อมูลที่สอดคล้องกับกรอบการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ (Taskforce on Nature-related Financial Disclosures: TNFD) และ (4) โครงการนำร่องนวัตกรรมการเงิน เช่น เงินทุนสำหรับห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน (Sustainable Supply Chain Financing: SSCF) ภาคการเกษตร
               2. โครงการ Anchoring Finance for Integrated Nature-based Solutions in Coastal Cities (ANCHOR) เป็นโครงการร่วม 2 ประเทศ ได้แก่ ไทยและฟิลิปปินส์ ดำเนินงานระหว่างปี พ.ศ. 2570 – 2577 (7 ปี) วงเงิน 10 ล้านยูโร โดยแต่ละประเทศจะได้รับ 5 ล้านยูโร (ประมาณ 190 ล้านบาท) เพื่อนำมาใช้จัดการผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำหรับเขตเมืองบริเวณชายฝั่งทะเล สร้างการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ธรรมชาติและระบบนิเวศมารับมือผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ สำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานคร เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และบริเวณอ่าวไทย พร้อมทั้งพัฒนาฐานข้อมูล กลไกทางการเงิน และมาตรการจูงใจทางการคลังเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานในระยะยาว

               รัฐมนตรีสุชาติ เน้นย้ำว่า กระทรวงฯ มุ่งขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุกในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience) ควบคู่กับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและการลดก๊าซเรือนกระจก โดยให้ความสำคัญกับบริบทและการมีส่วนร่วมของชุมชนและท้องถิ่น เร่งส่งเสริมการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศให้เป็นเสมือน “เกราะป้องกันภัยพิบัติทางธรรมชาติ” ช่วยลดความเสี่ยงจากน้ำท่วม ภัยแล้ง และผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น พร้อมเสริมสร้างศักยภาพให้ชุมชนสามารถปรับตัวและรับมือกับภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ซึ่งในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา กรมฯ ได้ปิดดีลเงินสนับสนุนแบบให้เปล่า (Grant) จากทั้งในและต่างประเทศ รวมแล้วกว่า 670 ล้านบาท

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน หารือร่วมกับ SPARC Labs

               เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) ร่วมหารือกับ Mr. Thomas Chrometzka, and Mr. Ingo Puhl, Co-Founders, SPARC Labs โดยมี นายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ สส. เข้าร่วม ณ ห้องประชุมบัวหลวง (401) ชั้น 4 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
               ในการหารือครั้งนี้ ผู้แทนจาก SPARC Labs ได้นำเสนอแนวคิดและกลไกทางการตลาดที่สนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตไฟฟ้าด้วยเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเข้ามาทดแทนการผลิตไฟฟ้าบางส่วนภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement: PPA) ที่มีอยู่เดิมโดยไม่จำเป็นต้องยกเลิกหรือซื้อคืนสัญญาก่อนกำหนด พร้อมทั้งนำเสนอแนวทางการสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐศาสตร์ผ่านการใช้ประโยชน์จากต้นทุนเชื้อเพลิงที่ประหยัดได้ และการพัฒนาสินทรัพย์คาร์บอนที่เรียกว่า Avoided Emission Rights (ARCs) ซึ่งเสนอให้ออกภายหลังการตรวจวัดและทวนสอบผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
               นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับโอกาสและความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้กลไกดังกล่าวในบริบทของประเทศไทย โดยเฉพาะข้อกำหนดทางกฎหมายและเงื่อนไขสัญญาซื้อขายไฟฟ้า การบริหารจัดการและความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าและผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้า ตลอดจนแนวทางการตรวจวัด รายงาน และทวนสอบผลการลดก๊าซเรือนกระจก (Measurement, Reporting and Verification: MRV) รวมถึงความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงกับกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศภายใต้ข้อ 6 (Article 6) ของความตกลงปารีส เพื่อสนับสนุนการระดมเงินทุนสำหรับการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงาน
               ดร.พิรุณ อธิบดี สส. ให้ความเห็นว่ากลไกดังกล่าวเป็นแนวคิดที่น่าสนใจและอาจมีศักยภาพในการสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงานของประเทศไทยให้เกิดขึ้นได้รวดเร็วยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การนำกลไกดังกล่าว มาประยุกต์ใช้จำเป็นต้องพิจารณาความเป็นไปได้อย่างรอบด้าน ทั้งด้านเทคนิคเศรษฐศาสตร์ กฎหมาย และความสอดคล้องกับนโยบายพลังงานของประเทศโดยเฉพาะเงื่อนไขของสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเดิมและผลกระทบต่อการบริหารจัดการระบบไฟฟ้า รวมถึงหลักเกณฑ์การรับรองและการถ่ายโอนผลการลดก๊าซเรือนกระจกระหว่างประเทศ ซึ่งต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับกรอบนโยบายและเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contribution: NDC) ของประเทศไทย รวมทั้ง ได้เสนอให้ SPARC Labs หารือกับหน่วยงานด้านพลังงานและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอเชิงเทคนิค และความเป็นไปได้ในการดำเนินกลไกดังกล่าว และเพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการหารือร่วมกับ สส. ในการพิจารณาแนวทางการดำเนินการในระยะต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

รมว. สุชาติ สั่งการกรมลดโลกร้อน ร่วมนิวซีแลนด์ เป็นเจ้าภาพขับเคลื่อนกลไกคาร์บอนเครดิตในงานประชุม APCMR ครั้งที่ 16

               นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อนุมัติให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Asia Pacific Carbon Markets Roundtable ครั้งที่ 16 (16th APCMR) ร่วมกับกระทรวงเมือง สิ่งแวดล้อม ภูมิภาค และการคมนาคม แห่งประเทศนิวซีแลนด์ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 20 ตุลาคม 2569 โดยมี H.E. Joanna Anderson, Ambassador of New Zealand to ASEAN ให้เกียรติกล่าวต้อนรับ และ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดี สส. ให้เกียรติกล่าวปาฐกถาในพิธีเปิดการประชุมฯ ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร
               การประชุม 16th APCMR จัดขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับตลาดคาร์บอน ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และแนวทางการใช้กลไกตลาดในการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ระหว่างผู้เชี่ยวชาญในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พร้อมจัดการฝึกอบรมเชิงเทคนิคให้กับผู้เข้าร่วมการประชุมฯ ในประเด็นโครงการชดเชยและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สำหรับการบินระหว่างประเทศ (CORSIA) ในวันที่ 21 ตุลาคม 2569
               ในโอกาสนี้ อธิบดี สส. ได้กล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนสำหรับความร่วมมือในการจัดการประชุมฯ เพื่อนำไปสู่การดำเนินการด้านกลไกตลาดคาร์บอนที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำในอนาคต และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero พร้อมนี้ นางสาวกฤตยา ชุณหวิริยะกุล ผู้แทน สส. ได้เข้าร่วมเสวนาในหัวข้อ “Regional Carbon Market Mechanisms and Interoperability” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวทางการเชื่อมโยงตลาดคาร์บอนระหว่างประเทศ ยกระดับความร่วมมือภายในภูมิภาค ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพ ส่งเสริมความเข้าใจด้านกลไกคาร์บอน และสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ
               ในพิธีปิดการประชุมฯ นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการ อบก. ให้เกียรติกล่าวปิดและขอบคุณผู้เข้าร่วมงาน และเน้นย้ำว่าการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์เป็นหัวใจสำคัญของการยกระดับการดำเนินงานด้านตลาดคาร์บอน ซึ่งการประชุม APCMR เป็นเวทีที่ทำให้เกิดความร่วมมือดังกล่าว และคาดหวังว่าผู้เข้าประชุมทุกคนจะได้รับประโยชน์จากการประชุมฯ และต่อยอดความร่วมมือระหว่างกันต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

“สุชาติ” เผย ครม. เห็นชอบกรอบเจรจาโลกร้อน COP 31 มุ่งปกป้องผลประโยชน์ไทย รับมือภัยพิบัติ เสริมเศรษฐกิจสีเขียว ย้ำเป้าหมาย Net Zero ปี 2050 ต้องเป็นธรรม ไม่เพิ่มภาระประชาชน

               นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 เห็นชอบกรอบท่าทีของประเทศไทยสำหรับใช้เจรจาในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 31 (COP 31) ณ สาธารณรัฐตุรกี ซึ่งจะเป็นแนวทางให้ผู้แทนไทยใช้เจรจากับนานาประเทศ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ และผลักดันให้ความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเกิดประโยชน์กับคนไทยอย่างเป็นรูปธรรม
               นายสุชาติกล่าวว่า การเจรจาครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเพียงลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการทำให้ประเทศไทยพร้อมรับมือกับผลกระทบจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง และภัยพิบัติอื่น ๆ ตลอดจนการเข้าถึงเงินทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้จากความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อนำมาพัฒนาระบบเตือนภัย เพิ่มขีดความสามารถในการรับมือภัยพิบัติ และช่วยให้ประชาชนกับภาคธุรกิจปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์
               ขณะเดียวกัน ประเทศไทยจะผลักดันให้การแก้ปัญหาโลกร้อนตั้งอยู่บนหลักความเป็นธรรม โดยคำนึงถึงความแตกต่างด้านเศรษฐกิจและความพร้อมของแต่ละประเทศ ประเทศพัฒนาแล้วควรมีบทบาทสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนา ทั้งด้านเงินทุนและเทคโนโลยี เพื่อให้ทุกประเทศสามารถร่วมแก้ปัญหาได้โดยไม่สร้างภาระเกินความจำเป็นแก่ประชาชนและเศรษฐกิจในประเทศ
               นายสุชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยต้องเดินหน้าสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 ควบคู่กับการดูแลผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร ผู้มีรายได้น้อย กลุ่มเปราะบาง และผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไม่กระทบต่อการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพอย่างไม่เป็นธรรม พร้อมส่งเสริมโอกาสทางเศรษฐกิจจากการพัฒนาที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลง
               ทั้งนี้ นายสุชาติจะทำหน้าที่หัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุม COP 31 ในช่วงการประชุมระดับสูง ระหว่างวันที่ 17–18 พฤศจิกายน 2569 โดยมอบหมายให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมประสานการดำเนินงานและเตรียมข้อมูลสำหรับการเจรจา เพื่อผลักดันให้ผลการประชุมเกิดประโยชน์ต่อประเทศไทย ทั้งการเพิ่มความพร้อมรับมือภัยพิบัติ การเข้าถึงความช่วยเหลือและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และการขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero 2050 ควบคู่กับการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จัดประชุมคณะทำงานเพื่อกลั่นกรองโครงการที่ขอรับการสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 1/2569

               เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานเพื่อกลั่นกรองโครงการที่ขอรับการสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environment Facility: GEF) ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุมรวงผึ้ง ชั้น 2 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยมี ดร.กิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ ทำหน้าที่คณะทำงานและเลขานุการ และคณะทำงานที่เป็นผู้แทนจาก 18 หน่วยงาน
               ในการนี้ นายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก ได้นำเสนอโครงการจัดทำรายงานความโปร่งใสรายสองปี ฉบับที่ 3 รวมทั้งรายงานความโปร่งใสรายสองปี ฉบับที่ 4 และรายงานแห่งชาติ ฉบับที่ 6 ของประเทศไทย (Request for Letter of Endorsement for Thailand’s Third Biennial Transparency Report (BTR3) and Combined Fourth Biennial Transparency Report and Sixth National Communication (BTR4/NC6)) ต่อที่ประชุมเพื่อพิจารณาออกหนังสือรับรอง (Letter of Endorsement: LOE) สำหรับโครงการฯ โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบการออกหนังสือ LOE โครงการดังกล่าว ซึ่งจะไม่กระทบต่อกรอบวงเงินภายใต้ระบบการจัดสรรทางการเงินอย่างโปร่งใส (STAR) รอบ GEF-9 และช่วยมิให้ประเทศไทยเสียโอกาสในการเข้าถึงการสนับสนุนจาก GEF-9 ร่วมกับประเทศภาคีอีก 25 ประเทศ พร้อมทั้งมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการฯ เสนอการออกหนังสือ LOE ต่อปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในฐานะ GEF Operational Focal Point พิจารณาลงนามตามขั้นตอน เพื่อยืนยันการสนับสนุนของรัฐบาลไทยต่อการยื่นข้อเสนอโครงการดังกล่าวต่อกองทุน GEF

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

คู่มือการจัดทำห่วงโซ่ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตอนที่ 4: ตัวอย่างการจัดทำห่วงโซ่ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สาขาการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์

🌦️ เมื่อสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง…เราจะประเมินความเสี่ยงและรับมือได้อย่างไร?
               การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เพียงสภาพอากาศ แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และความเป็นอยู่ของผู้คน โดยเฉพาะพื้นที่และชุมชนที่มีความเปราะบางแตกต่างกัน
              🔎 “ห่วงโซ่ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เห็นความเชื่อมโยงของปัจจัยต่าง ๆ ตั้งแต่ภัยจากสภาพภูมิอากาศ การเปิดรับภัย ความเปราะบาง ไปจนถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์และวางแผนปรับตัวอย่างเป็นระบบ
📖 ชวนอ่าน “คู่มือการจัดทำห่วงโซ่ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”
               พร้อมตัวอย่างการประยุกต์ใช้ในสาขาการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อทำความเข้าใจความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และนำข้อมูลไปใช้ประกอบการวางแผนรับมือได้อย่างเหมาะสม
               เพราะการเข้าใจความเชื่อมโยงของผลกระทบ คือก้าวสำคัญสู่การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ 🌍

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

รมว.สุชาติ กำชับผู้แทนไทยร่วม COP 31 เตรียมพร้อมรักษาประโยชน์ชาติในเวทีภูมิอากาศโลก ผ่านการลงมือทำร่วมกับนานาชาติ

               วันที่ 19 ตุลาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย มอบหมายให้ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมของคณะผู้แทนไทย สำหรับการเข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 31 (COP 31) และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกว่า 30 หน่วยงาน เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมรวงผึ้ง ชั้น 2 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และผ่านระบบการประชุมทางไกล
               การประชุมได้มีการหารือและซักซ้อมด้านสารัตถะและการประสานงานของคณะผู้แทนไทย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีกำหนดเข้าร่วมการประชุม COP 31 ระหว่างวันที่ 7–20 พฤศจิกายน 2569 ณ เมืองอันตัลยา สาธารณรัฐตุรกี โดยที่ประชุมได้รับทราบวาระการประชุม องค์ประกอบคณะผู้แทนไทย และกรอบท่าทีการเจรจาของไทยในการประชุมภายใต้กรอบอนุสัญญาฯ ประจำปี พ.ศ. 2569–2570 ที่อยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบในวันที่ 20 ตุลาคม 2569 ตลอดจนได้เห็นชอบการมอบหมายหน่วยงานรับผิดชอบและติดตามประเด็นการเจรจาที่เกี่ยวข้อง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ พร้อมสร้างโอกาสจากการดำเนินงาน ร่วมกับประชาคมโลก
               ดร.พิรุณ เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามและพิจารณาเป้าหมายสำคัญตามภารกิจของหน่วยงาน ตลอดจนพิจารณาข้อริเริ่ม (Initiatives) ในการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศเจ้าภาพ โดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับนโยบายและเป้าหมายการดำเนินงานของประเทศไทย เพื่อให้ผลจากการประชุมระหว่างประเทศสามารถนำมาต่อยอดสู่การดำเนินงานภายในประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม อาทิ เป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกจากภาคการใช้ไฟฟ้าภายในปี ค.ศ. 2035 การพัฒนาหลักสูตรการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้เกิดขึ้นทั่วโลกภายในปี ค.ศ. 2030

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”