กรมลดโลกร้อน จัดประชุมรับฟังความคิดเห็น ร่าง Climate Resilient City Framework

               วันที่ 3 กันยายน 2569 นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) Climate Resilient City Framework ซึ่งกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จัดขึ้น ร่วมกับ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) โดยมี นางสาวอุมา ศรีสุข ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมดังกล่าวด้วย
               การประชุมครั้งนี้ได้รับฟังข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ต่อ(ร่าง) Climate Resilient City Framework จากหน่วยงานภายในกรม พร้อมทั้งเชื่อมโยงเรื่องการปรับตัว การลดก๊าซเรือนกระจก การจัดการสิ่งแวดล้อม การสร้างการมีส่วนร่วม การวิจัย การพัฒนาข้อมูลและองค์ความรู้ เพื่อสนับสนุนการทำงานเเละเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมทั้งหารือแนวทางการนำกรอบดังกล่าวไปใช้ในระดับพื้นที่ได้จริงและเหมาะสมกับบริบทของเเต่ละองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
               ที่ประชุมร่วมกันพิจารณา (ร่าง) Climate Resilient City Framework ใน 5 มิติหลัก ได้แก่ 1) กายภาพและโครงสร้างพื้นฐาน 2) สุขภาพและความครอบคลุมทางสังคม 3) ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 4) ขีดความสามารถทางการเงินเเละเศรษฐกิจเมือง เเละ 5) การบริหารจัดการข้อคิดเห็นในประเด็น 1) ปรับคำนิยามของรายละเอียดเเละองค์ประกอบต่าง ๆ 2) การบูรณาการหน่วยงานภายในกรมในการพัฒนาศักยภาพบุคคลากรท้องถิ่น 3) เเนวทางการสร้างความร่วมมือระหว่างท้องถิ่นเเละหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง 4) เชื่อมโยงเครื่องมือด้านการปรับตัว การลดก๊าซเรือนกระจก เเละงานวิจัย เพื่อให้ท้องถิ่นนำไปใช้ประกอบการวางแผนพัฒนาเมือง 5) ต่อยอดกระบวนการเพื่อประเมินระดับความเสี่ยง ความพร้อม เเละศักยภาพในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมกับ GIZ จัดประชุมหารือ เรื่อง การเปลี่ยนผ่านมาตรการลดก๊าซเรือนกระจก จาก NDC 2.0 สู่ NDC 3.0 รายสาขา

               วันที่ 3 กันยายน 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมหารือ เรื่อง การเปลี่ยนผ่านมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกจาก NDC 2.0 สู่ NDC 3.0 รายสาขา ซึ่งจัดร่วมกับ GIZ ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ โดยมี นางนิติภา วรพันธ์ตระกูล ผู้อำนวยการกลุ่มติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจก กองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก รศ.ดร.บัณฑิต ลิ้มมีโชคชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการลดก๊าซเรือนกระจก พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ สส. เข้าร่วมการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จำนวน 77 คน
               การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้กิจกรรมการพัฒนาศักยภาพเชิงเทคนิคสำหรับติดตามความก้าวหน้าการลดก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมาย NDC 2.0 และ NDC 3.0 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากโครงการเสริมสร้างขีดความสามารถของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ระยะที่ 2 (EMPOWER II) โดยที่ประชุมได้รับฟังภาพรวมและผลการศึกษาการเปลี่ยนผ่านจากการกำหนดเป้าหมายเทียบกับกรณีปกติ (Business as Usual: BAU) ภายใต้ NDC 2.0 ไปสู่เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบสัมบูรณ์ (Absolute Emission Reduction: AER) ภายใต้ NDC 3.0
               นอกจากนี้ ที่ประชุมได้ร่วมพิจารณามาตรการที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนผ่านสู่ NDC 3.0 ข้อมูลกิจกรรมและข้อมูลทางเทคนิคที่จำเป็นต่อการคำนวณผลการลดก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนแนวทางปรับปรุงการดำเนินงานสำหรับมาตรการที่ยังไม่สามารถเปลี่ยนผ่านได้โดยตรง ผลจากการหารือจะนำไปใช้สนับสนุนการพัฒนาแนวทางติดตามและรายงานผลการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยให้มีความชัดเจน สอดคล้องกันระหว่างรายสาขา และรองรับการขับเคลื่อนเป้าหมาย NDC 3.0 อย่างมีประสิทธิภาพ

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

เคล็ดลับการออกแบบเมืองเพื่อรับมือภัยพิบัติของประเทศญี่ปุ่น ตอนที่ 5 (1) : การออกแบบเชิงคาดการณ์ล่วงหน้า (Toward Anticipatory Design) เพื่อใช้งานทั้งในภาวะปกติและภาวะภัยพิบัติ (Everyday-Post-disaster)

               จากภูมิปัญญาดั้งเดิมที่กล่าวถึงในตอนที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น พื้นที่กึ่งสาธารณะ หรือ ระบบการกระจายความเสี่ยงแบบ Warichi ล้วนเป็นเครื่องยืนยันว่าการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติมิใช่เรื่องใหม่ สำหรับสังคมญี่ปุ่น หากแต่โจทย์สำคัญในปัจจุบันคือ นักออกแบบยุคใหม่จะนำองค์ความรู้เหล่านี้มาผสานเข้ากับ ข้อมูลวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และบริบททางสังคมที่ซับซ้อนขึ้นได้อย่างไร บทความในส่วนนี้จะนำเสนอ บทบาทที่สำคัญและมีเอกลักษณ์ของนักออกแบบ ในการเตรียมความพร้อมของสภาพแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้น พร้อมทั้งทำความรู้จักกับ กรอบแนวคิดการออกแบบเชิงคาดการณ์ล่วงหน้า (Anticipatory Design Framework) หัวข้อนี้นำเสนอบทบาทที่สำคัญและมีเอกลักษณ์ของนักออกแบบในการเตรียมความพร้อมของ สภาพแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้น (Built Environment) เพื่อรองรับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นใน เช่น แผนที่ภัย (Hazard Maps) และแบบจำลองสภาพภูมิอากาศ (Climate Models) เข้ากับมิติทางสังคมและพฤติกรรมของมนุษย์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้คนต้องเผชิญและดำรงชีวิตอย่างไรในช่วงเวลาที่เกิดภัยพิบัติ นักออกแบบจำเป็นต้องประยุกต์ใช้แนวคิด การออกแบบในหลายระดับ ตั้งแต่รายละเอียดขององค์ประกอบขนาดเล็ก เช่น การออกแบบพื้นที่หลบภัย ที่มีความปลอดภัย ไปจนถึงการวางแผนในระดับเมือง อาทิ การออกแบบเส้นทางอพยพและโครงข่ายการเคลื่อนย้าย ประชาชนในภาวะฉุกเฉิน เพื่อให้ทุกองค์ประกอบทำงานเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้มาตรการด้านความปลอดภัย เหล่านี้สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง รวมถึงต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ รวมถึงสิทธิประโยชน์ และเงินอุดหนุน (Subsidies) ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนให้ความสำคัญกับการออกแบบที่สามารถใช้ประโยชน์ได้สองลักษณะ (Dual-use Design) โดยสร้างพื้นที่ที่ตอบสนองการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน สามารถปรับเปลี่ยนบทบาทเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินและช่วยรักษาชีวิตของประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติ

               กรอบแนวคิดการออกแบบเชิงคาดการณ์ล่วงหน้า (Anticipatory Design Framework) จึงเสนอ ให้นักออกแบบทำหน้าที่เป็นผู้ประสานความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ มากกว่าการเป็นเพียงผู้ออกแบบอาคารหรือ พื้นที่ โดยอาศัยองค์ความรู้เฉพาะด้านในการเชื่อมโยงนโยบายภาครัฐ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการภัยพิบัติ และ บริบททางกายภาพของชุมชน เพื่อให้การเตรียมความพร้อมและการรับมือภัยพิบัติมีความครอบคลุมและเกิดความยืดหยุ่น มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การพิจารณาแนวทางการออกแบบที่สามารถรองรับการใช้งานได้ทั้งในภาวะปกติและภาวะ ภัยพิบัติ (Everyday–Disaster Dual-use Design) มีความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการวางแผนที่ คำนึงถึงผลกระทบทั้งในระยะสั้นและระยะยาว หลักการของ Anticipatory Design จึงเป็นการบูรณาการแนวคิดที่มีลักษณะเป็นคู่ตรงข้ามแต่สามารถ เกื้อหนุนกันได้ ได้แก่ การบูรณาการมิติทางสังคมและพื้นที่ (Social–Spatial) การสร้างพื้นที่โดยบูรณาการจาก ส่วนกลางสู่ท้องถิ่นและจากท้องถิ่นสู่ส่วนกลาง (Top-down–Bottom-up) การออกแบบเพื่อการใช้งานทั้งใน ภาวะปกติและภาวะภัยพิบัติ (Everyday–Post-disaster) การผสานระบบนิเวศและวิศวกรรม (Ecology- Engineering) ทั้งหมดนี้อยู่บนพื้นฐานของการเตรียมความพร้อมให้ประเทศและประชาชนสามารถรับมือกับภัย พิบัติได้ในทุกลำดับเหตุการณ์ของภัยพิบัติ (Disaster Timeline) เพื่อสร้างสังคมที่มีความปลอดภัยและความ ยืดหยุ่นต่อความท้าทายในอนาคต (รูปที่ 1)

การบูรณาการมิติทางสังคมและพื้นที่ (Social/Spatial Integration)
               หลักการ การบูรณาการมิติทางสังคมและพื้นที่ (Social/Spatial Integration) ให้ความสำคัญกับการออกแบบ พื้นที่ทางกายภาพให้สอดคล้องกับพฤติกรรม วิถีชีวิต และกิจวัตรประจำวันของผู้คนในชุมชน แทนที่จะคาดหวังให้ ประชาชนต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื ่อปฏิบัติตามแผนรับมือภัยพิบัติที ่มีรูปแบบตายตัวและไม่สอดคล้องกับ บริบทของพื้นที่ ดังนั้น นักออกแบบจึงควรเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจว่าชุมชนใช้พื้นที่ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันอย่างไร เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวมาประกอบการออกแบบมาตรการและพื้นที่สำหรับการรับมือภัยพิบัติ Erik Auf der Heide แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฉุกเฉิน ได้กล่าวไว้ว่า “การทำความเข้าใจว่าผู้คนมี พฤติกรรมอย่างไรเมื่อเผชิญกับภัยพิบัติ และออกแบบระบบให้สอดคล้องกับพฤติกรรมตามธรรมชาติ เหล่านั้น ย่อมมีประสิทธิภาพมากกว่าการบังคับให้ผู้คนปรับตัวเข้ากับแผนที่ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของตน” ซึ่งแนวคิดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการออกแบบเพื่อรองรับภัยพิบัติควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเข้าใจผู้ใช้งาน และบริบทของชุมชนเป็นสำคัญ อีกประเด็นสำคัญของหลักการนี้คือ การตระหนักว่าพื้นที่ทางกายภาพมีอิทธิพลโดยตรงต่อการสร้าง ความสัมพันธ์ของผู้คนในชุมชน พื้นที่ที่ได้รับการออกแบบให้เอื้อต่อการพบปะ การทำกิจกรรมร่วมกัน และการสร้างปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวัน จะช่วยเสริมสร้างความไว้วางใจและความเข้มแข็งของเครือข่ายทางสังคม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชุมชนมีความยืดหยุ่นในการรับมือกับภัยพิบัติมากขึ้น เมื่อผู้คนมีความคุ้นเคยและเชื่อมโยงกัน อยู่แล้ว การสื่อสาร การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินก็จะสามารถดำเนินไปได้อย่าง มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม รูปแบบการดำเนินชีวิต โครงสร้างความสัมพันธ์ของคนในชุมชน และระบบการ บริหารจัดการของแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน การบูรณาการมิติทางสังคมและพื้นที่จึงไม่สามารถใช้แนวทาง เดียวกันได้ทุกพื้นที่ นักออกแบบจำเป็นต้องศึกษาบริบทเฉพาะของแต่ละชุมชน และพัฒนาแนวทางการออกแบบ ให้เหมาะสมเป็นรายกรณี

การสร้างพื้นที่โดยบูรณาการจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่นและจากท้องถิ่นสู่ส่วนกลาง (Top-Down/Bottom-Up)
               หลักการ Top-Down/Bottom-Up Placemaking สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการสร้างสมดุล ระหว่างนโยบายและมาตรการจากภาครัฐในระดับมหภาค กับความต้องการและบริบทเฉพาะของชุมชนในระดับพื้นที่ แม้ว่ากลไกจากส่วนกลาง เช่น กฎหมาย มาตรฐานการก่อสร้าง แผนงาน และมาตรการสนับสนุนหรือเงินอุดหนุน จากภาครัฐ จะมีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองชีวิตประชาชน และเอื้อต่อการฟื้นฟูพื้นที่หลังเกิดภัยพิบัติใน ระดับประเทศหรือข้ามเขตการปกครอง แต่แนวทางที่กำหนดขึ้นในลักษณะมาตรฐานเดียวกันอาจไม่สามารถ สะท้อนความแตกต่างของบริบทในแต่ละพื้นที่ได้อย่างเพียงพอ
               มาตรการที่กำหนดจากส่วนกลางในบางกรณีอาจกลายเป็นข้อจำกัดต่อการพัฒนาพื้นที่ หากมุ่งบังคับใช้ รูปแบบหรือแนวทางเดียวกันกับทุกชุมชน โดยไม่ได้คำนึงถึงความหลากหลายของสภาพแวดล้อม วัฒนธรรม และ วิถีชีวิตของประชาชนในแต่ละท้องถิ่น เพื่อเชื่อมโยงช่องว่างระหว่างนโยบายระดับประเทศกับความต้องการของพื้นที่ นักออกแบบจึงมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้ประสานและแปลงนโยบายจากส่วนกลางให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ อย่างเหมาะสมในแต่ละบริบท โดยอาศัยความเข้าใจทั้งในด้านกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ และมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ เพื่อนำทรัพยากรและโอกาสที่มีอยู่มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ชุมชน พร้อมทั้งออกแบบพื้นที่ให้สะท้อนอัตลักษณ์ วัฒนธรรม วิถีชีวิต และความต้องการเฉพาะของผู้คนในพื้นที่นั้นอย่างแท้จริง โดยตั้งอยู่บนแนวคิดที่ว่า ประชาชนในพื้นที่คือผู้ที่มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับชุมชนของตนเองดีที่สุด ดังนั้น นักออกแบบจึงควรส่งเสริมและผลักดันให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของกระบวนการออกแบบ ทั้งนี้ เพื่อให้การตัดสินใจและการกระจายอำนาจเป็นไปอย่างเท่าเทียม โปร่งใส และครอบคลุมทุกภาคส่วน

การออกแบบเพื่อการใช้งานทั้งในภาวะปกติและภาวะภัยพิบัติ (Everyday–Post-disaster)
               หลักการ Everyday–Post-disaster Dual Use มุ่งเน้นการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานและพื้นที่ สาธารณะที่สามารถตอบสนองการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันก็สามารถ ปรับเปลี่ยนบทบาทเพื่อรองรับสถานการณ์ภัยพิบัติและช่วยรักษาชีวิตของประชาชนได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน (รูปที่ 2 และ 3) พื้นที่สาธารณะที่ได้รับการออกแบบภายใต้หลักการนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยส่งเสริมการใช้ประโยชน์ของ พื้นที่ในชีวิตประจำวัน หากยังเป็นพื้นที่ที่เอื้อต่อการพบปะ ทำกิจกรรมร่วมกัน และสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ของคน ในชุมชน อันเป็นการเสริมสร้างทุนทางสังคม (Social Capital) และเพิ่มศักยภาพของชุมชนในการรับมือกับภัยพิบัติ เมื่อโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการรับมือภัยพิบัติถูกบูรณาการไว้ในพื้นที่ที่ประชาชนใช้งานอยู่เป็นประจำ จะช่วยให้ผู้คนเกิดความคุ้นเคยกับสถานที่ อุปกรณ์ และแนวทางการปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ส่งผลให้ชุมชนมี ความรู้และความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับการรับมือภัยพิบัติ ความคุ้นเคยดังกล่าวช่วยลดความตื่นตระหนกในภาวะวิกฤต และลดระยะเวลาในการเรียนรู้วิธีใช้ทรัพยากรหรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีความสำคัญต่อการช่วยชีวิตเมื่อเกิดภัยพิบัติจริง นอกจากนี้ การลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของชุมชนให้มีความเข้มแข็ง ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ของการตอบสนองในระยะเริ่มต้นของเหตุการณ์ เนื่องจากในหลายกรณี ผู้ที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็น ลำดับแรกมิใช่หน่วยงานภาครัฐหรือเจ้าหน้าที่กู้ภัย หากแต่เป็นเพื่อนบ้านและสมาชิกในชุมชนที่อยู่ใกล้เหตุการณ์ มากที่สุด ดังนั้น การออกแบบพื้นที่ที่สนับสนุนทั้งการใช้ชีวิตประจำวันและการรับมือภัยพิบัติ จึงมีบทบาทสำคัญใน การเสริมสร้างความพร้อม ความยืดหยุ่น และความสามารถในการพึ่งพาตนเองของชุมชนในระยะยาว

               จากหลักการที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่า การออกแบบเชิงคาดการณ์ล่วงหน้า (Anticipatory Design) มิได้มุ่งสร้างโครงสร้างหรือพื้นที่ที่สามารถรับมือกับภัยพิบัติเท่านั้น หากแต่เป็นการออกแบบที่เชื่อมโยง ผู้คน พื้นที่ และการใช้งานในชีวิตประจำวัน เข้ากับการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การสร้างความยืดหยุ่นของเมืองและชุมชนไม่อาจพิจารณาเฉพาะ มนุษย์และสภาพแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้น (Built Environment) เท่านั้น เพราะเมืองยังเป็นส่วนหนึ่งของระบบธรรมชาติที่มีความสัมพันธ์กันอย่างซับซ้อน ทั้งแม่น้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำ พื้นที่สีเขียว และระบบนิเวศโดยรอบ การออกแบบเพื่อรับมือภัยพิบัติในอนาคตจึงจำเป็นต้องก้าวไปอีกขั้น จากการออกแบบพื้นที่ให้ “พร้อมรับภัย” ไปสู่การออกแบบที่สามารถทำงานร่วมกับธรรมชาติ และมองการรับมือภัยพิบัติอย่างต่อเนื่องตลอดทุกช่วงเวลาของเหตุการณ์ ซึ่งจะเป็นประเด็นสำคัญที่จะกล่าวถึงในตอนต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมงาน ESG Symposium 2026 แลกเปลี่ยนมุมมองการขับเคลื่อน Just Transition ของประเทศไทย

               วันที่ 1 กันยายน 2569 นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (รอง อสส.) ร่วมเป็นวิทยากรในงาน ESG Symposium 2026 – ASEAN in Action: Powering Inclusive Green Transition ในหัวข้อ “Global Perspectives on National Just Transition Strategies” ณ เอสซีจี สำนักงานใหญ่ บางซื่อ กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้แทนจากภาคเอกชนและภาคธนาคารเข้าร่วมรับฟังประมาณ 50 คน พร้อมด้วยนายกิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ และเจ้าหน้าที่ สส. ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการเสวนากลุ่มย่อยเกี่ยวกับแนวทางขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมในบริบทของประเทศไทย
               ในการนี้ รอง อสส. ได้กล่าวถึงทิศทางการขับเคลื่อนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศไทยภายในปี ค.ศ. 2050 ผ่านการดำเนินงานตามเป้าหมายที่ประเทศกำหนด (NDC) และยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ (LT-LEDS) ซึ่งต้องดำเนินการควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อแรงงาน ชุมชน ผู้ประกอบการรายย่อย และกลุ่มเปราะบาง พร้อมส่งเสริมการพัฒนาทักษะ งานสีเขียว และการเข้าถึงเทคโนโลยีและแหล่งเงินทุน นอกจากนี้การจัดตั้งกองทุนภูมิอากาศ ภายใต้ร่างพระราชบัญญัติการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. จะเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2050 อย่างยั่งยืนและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

เมื่อธารน้ำแข็งละลาย…ภัยพิบัติอาจไม่ได้หยุดอยู่แค่บนภูเขา บทเรียนจากชายแดนเนปาล – ทิเบต สู่ความเสี่ยงจาก Climate Change และภัยพิบัติแบบลูกโซ่

               เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 พื้นที่ชายแดนเนปาล – ทิเบตเผชิญเหตุอุทกภัยรุนแรง หลังน้ำแข็ง หิน และตะกอนจำนวนมากไหลลงสู่แม่น้ำ กลายเป็นมวลน้ำและเศษซากที่เคลื่อนตัวตามลำน้ำ Trishuli และ Bhote Koshi เป็นระยะทางเกือบ 100 กิโลเมตร สร้างผลกระทบต่อพื้นที่และชุมชนที่อยู่ตลอดแนวลำน้ำ เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ภัยพิบัติในพื้นที่ภูเขาสูงอาจไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเหตุการณ์เดียว แต่สามารถเชื่อมโยงและส่งต่อผลกระทบเป็น “ภัยพิบัติแบบลูกโซ่” (Cascading Hazards) จากพื้นที่ต้นน้ำไปสู่ชุมชนและโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ห่างออกไป

⚠️ จากภัยหนึ่ง…อาจนำไปสู่อีกหลายภัย
               ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เกิดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นตัวอย่างของ ภัยพิบัติแบบลูกโซ่ ที่แสดงให้เห็นว่า ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสามารถเชื่อมโยงจากพื้นที่หนึ่งไปสู่อีกพื้นที่หนึ่งได้
               เริ่มจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น → ธารน้ำแข็งและพื้นที่เยือกแข็งเริ่มละลาย → น้ำแข็ง หิน ตะกอนพังถล่มและไหลลงสู่แม่น้ำ → ทางน้ำถูกกีดขวางทำให้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น → คันกั้นน้ำไม่สามารถรับน้ำได้ ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน กระทบชุมชน ระบบพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ปลายน้ำ

🌡️ Climate Change เกี่ยวข้องอย่างไร?
        การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเปลี่ยนเงื่อนไขความเสี่ยงของพื้นที่ภูเขาสูง โดยเฉพาะภูมิภาค Hindu Kush Himalaya ซึ่งกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของธารน้ำแข็งและพื้นที่เยือกแข็งอย่างชัดเจน
               1. ธารน้ำแข็งในภูมิภาค Hindu Kush Himalaya สูญเสียน้ำแข็งเร็วขึ้นหลังปี 2000 เกือบ 2 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า ขณะที่ธารน้ำแข็งบางแห่งสูญเสียความหนาสูงสุดประมาณ 27 เมตร นับตั้งแต่ปี 1975
               2. เมื่อน้ำแข็งละลาย น้ำจะสะสมบริเวณด้านหน้าและด้านข้างของธารน้ำแข็ง เกิดเป็น “ทะเลสาบธารน้ำแข็ง” (Glacial Lakes) หากปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นจนเกินความสามารถของแนวกั้นตามธรรมชาติ อาจนำไปสู่ น้ำท่วมฉับพลันจากทะเลสาบธารน้ำแข็ง (Glacial Lake Outburst Flood: GLOF)
               3. ชั้นดินเยือกแข็งถาวร (Permafrost) ที่เริ่มละลาย อาจทำให้ดินและหินอ่อนตัวลง เพิ่มความเสี่ยงของ ดินถล่ม หินถล่ม และน้ำแข็งถล่ม และอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของภัยพิบัติที่ส่งผลต่อเนื่องไปยังพื้นที่อื่น

📌 “สัญญาณเตือน” ของความเสี่ยงรูปแบบใหม่
               เหตุการณ์บริเวณชายแดนเนปาล – ทิเบตจึงไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์เฉพาะพื้นที่ แต่เป็นกรณีศึกษาที่ช่วยให้เราเข้าใจว่า เมื่อสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง รูปแบบและความเชื่อมโยงของความเสี่ยงก็อาจเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย การทำความเข้าใจภัยพิบัติแบบลูกโซ่ การติดตามการเปลี่ยนแปลงของธารน้ำแข็งและพื้นที่ภูเขาสูง ตลอดจนการประเมินความเสี่ยงที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ จึงมีความสำคัญต่อการเตรียมพร้อมและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
– U.S. Geological Survey (USGS)
– International Centre for Integrated Mountain Development (ICIMOD)
– IPCC AR6 WG1
– World Meteorological Organization (WMO)

กรมลดโลกร้อน จัดประชุมคณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านการบูรณาการนโยบายและแผน ครั้งที่ 3/2569

               เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านการบูรณาการนโยบายและแผน ครั้งที่ 3/2569 โดยมี นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นรองประธานอนุกรรมการคนที่ 1 และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวม 26 หน่วยงาน จำนวน 75 คน ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
               คณะอนุกรรมการฯ ได้รับทราบความคืบหน้าของการจัดทำรายงานสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย (Thailand’s Climate Change Report) และมีมติเห็นชอบในเรื่องสำคัญดังนี้
               1. เห็นชอบในหลักการต่อ (ร่าง) แผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2570 – 2593
               2. เห็นชอบต่อ (ร่าง) ยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศ ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2
               ทั้งนี้ ที่ประชุมมอบหมายให้ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นำ (ร่าง) แผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2570 – 2593 และ (ร่าง) ยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศ ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2 เสนอต่อคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ พิจารณาตามขั้นตอนต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมลงพื้นที่สงขลา มุ่งแก้ไขปัญหาน้ำครบวงจร มอบสิทธิที่ดินทำกิน (อส. 12) พร้อมปลดล็อก “นกกรงหัวจุก” หนุนเศรษฐกิจชุมชนคู่การอนุรักษ์ยั่งยืน

               วันที่ 31 สิงหาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) พร้อมด้วย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และคณะผู้บริหารระดับสูง ลงพื้นที่ปฏิบัติราชการ ณ จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามงานสำคัญด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การจัดสรรที่ดินทำกิน และการสร้างสมดุลทางธรรมชาติและเศรษฐกิจชุมชน
               ในช่วงเช้า รมว.ทส. ได้ลงพื้นที่ติดตาม โครงการปรับปรุงเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนพรุสาคู บ้านไร่ ต.บ้านพรุ อ.หาดใหญ่ ซึ่งขยายความจุกักเก็บน้ำเพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่า จาก 25,000 เป็น 129,000 ลูกบาศก์เมตร พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำเป็น 170 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ช่วยลดความเสี่ยงน้ำท่วม ครอบคลุมพื้นที่ประโยชน์ 550 ไร่ รวม 476 ครัวเรือน จากนั้น ได้ตรวจติดตาม โครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อความมั่นคงระดับชุมชน บ้านทุ่งฆ้อ ต.นาหม่อม อ.นาหม่อม ซึ่งผลิตน้ำสะอาดผ่านระบบ RO ได้ 83,220 ลูกบาศก์เมตรต่อปี ครอบคลุม 438 ครัวเรือน (1,259 คน) ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2568–2569 กรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้รับจัดสรรงบประมาณดำเนินโครงการในพื้นที่ จ.สงขลา รวม 58 แห่ง
               จากนั้น รมว.ทส. เป็นประธานเปิดการประชุมซักซ้อมแนวทางปฏิบัติหลังการปรับสถานะทางกฎหมายของ “นกปรอดหัวโขน” หรือนกกรงหัวจุก ณ โรงแรมเอส หาดใหญ่ เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจและวิถีชีวิตชุมชนภาคใต้ โดยย้ำว่าการปรับสถานะมุ่งเน้นการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงอย่างถูกต้อง ควบคู่ไปกับมาตรการป้องกันการจับนกป่าอย่างเข้มงวด เพื่อรักษาสมดุลประชากรนกในธรรมชาติ พร้อมกันนี้ ได้มอบหนังสือแสดงที่อยู่อาศัยหรือทำกินในเขตป่าอนุรักษ์ (อส. 12) แก่ประชาชนในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลสาบสงขลา ต.เกาะหมาก อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง เพื่อสร้างความมั่นคงในที่ดินทำกิน ทั้งนี้ ในพื้นที่รับผิดชอบของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 6 (สงขลา) ได้สำรวจและบริหารจัดการพื้นที่แล้ว 401 หมู่บ้าน รวม 37,585 ราย เนื้อที่กว่า 358,481 ไร่
               กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยืนยันการดำเนินงานทุกมิติมุ่งเน้นการขับเคลื่อนนโยบายที่สร้างประโยชน์ต่อคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของประชาชน ควบคู่กับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ เพื่อบรรลุเป้าหมาย “คนอยู่ได้ ชุมชนเข้มแข็ง ธรรมชาติอยู่รอด” อย่างยั่งยืน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

 

“รมว.สุชาติ” ถอดบทเรียนภัยพิบัติเนปาล เร่งพัฒนา “ดัชนีพหุภัย–แผนที่เสี่ยงภูมิอากาศ” เตือนภัยล่วงหน้า รับมือโลกเดือด

               นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ภัยพิบัติธารน้ำแข็งถล่มบริเวณพรมแดนทิเบตและเนปาล เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและสูญหายเป็นจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้รูปแบบของภัยพิบัติมีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น โดยภัยอาจไม่ได้เกิดขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดหลายภัยต่อเนื่องหรือเกิดขึ้นพร้อมกัน จนสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง
               “แม้ประเทศไทยจะไม่ได้มีความเสี่ยงจากธารน้ำแข็งแบบเดียวกับทิเบตและเนปาล แต่ประเทศไทยกำลังเผชิญผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในหลายรูปแบบ ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง วาตภัย ดินโคลนถล่ม และอากาศร้อนจัด ดังนั้น สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้ล่วงหน้าว่าพื้นที่ไหนมีความเสี่ยง และมีโอกาสเกิดภัยอะไร เพื่อให้หน่วยงานและประชาชนเตรียมตัวรับมือได้ก่อนเกิดเหตุ ลดความสูญเสียให้ได้มากที่สุด” นายสุชาติ กล่าว
               นายสุชาติ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงได้มอบหมายให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เร่งพัฒนาข้อมูลความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ เพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ สามารถนำข้อมูลไปใช้วางแผนป้องกันและปรับตัวได้อย่างเหมาะสมกับแต่ละพื้นที่
               ที่ผ่านมา กรมฯ ได้พัฒนาข้อมูลคาดการณ์สภาพภูมิอากาศในระยะยาวไปจนถึงปี ค.ศ. 2100 ครอบคลุมข้อมูลสำคัญ เช่น ปริมาณฝน อุณหภูมิ และความชื้น โดยมี 11 หน่วยงานนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้วิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงตามภารกิจแล้ว
               สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 นายสุชาติ กล่าวว่า ได้เร่งให้กรมฯ พัฒนา “ดัชนีพหุภัย (Multi-Hazard Index)” ซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องมือช่วย “มองล่วงหน้า” ว่าในช่วง 3–6 เดือนข้างหน้า พื้นที่ใดมีแนวโน้มเผชิญภัยประเภทใดบ้าง ไม่ว่าจะเป็นฝนตกหนัก น้ำท่วม ภัยแล้ง ดินถล่ม หรืออากาศร้อนจัด รวมถึงสามารถประเมินได้ว่าพื้นที่ใดมีโอกาสเผชิญหลายภัยในช่วงเวลาเดียวกัน
               ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ดัชนีพหุภัยจะพัฒนาให้มีความละเอียดในระดับพื้นที่ 5 × 5 กิโลเมตร เพื่อช่วยให้เห็นภาพความเสี่ยงได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยนำข้อมูลภัยที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศหลายประเภทมาประกอบกัน ทั้งฝนตกหนัก น้ำท่วม ภัยแล้ง ดินถล่ม และอากาศร้อนจัด
               “จุดสำคัญคือ เราจะไม่ได้ดูเพียงว่าพื้นที่หนึ่งมีโอกาสเกิดภัยอะไร แต่จะดูด้วยว่ามีโอกาสเกิดหลายภัยร่วมกันหรือเกิดภัยต่อเนื่องกันหรือไม่ และในช่วง 3–6 เดือนข้างหน้า พื้นที่ใดควรได้รับการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเตรียมคน เตรียมอุปกรณ์ และวางแผนช่วยเหลือประชาชนได้ล่วงหน้า” ดร.พิรุณ กล่าว
               นายสุชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการเตรียมพร้อมในระยะ 3–6 เดือนแล้ว ยังได้มอบหมายให้กรมฯ พัฒนา “แผนที่ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” เพื่อให้เห็นว่าพื้นที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะในระดับตำบล มีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากน้อยเพียงใด โดยครอบคลุมความเสี่ยงสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ ดินถล่ม ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น อุณหภูมิเฉลี่ยในระยะยาวที่เพิ่มขึ้น และการเปลี่ยนแปลงของปริมาณฝน
               แผนที่ดังกล่าวจะแสดงผลผ่านระบบ GIS และครอบคลุมทั้งสถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปัจจุบันและกรณีที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง โดยแบ่งการมองความเสี่ยงออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงปัจจุบันถึงปี ค.ศ. 2050 ซึ่งสามารถนำไปใช้วางแผนในระดับพื้นที่ เช่น การวางผังเมือง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการเตรียมแผนรับมือของจังหวัด และช่วงหลังปี ค.ศ. 2050–2100 ซึ่งจะช่วยให้เห็นแนวโน้มความเสี่ยงในระยะยาว เช่น แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล
              “เราต้องเปลี่ยนจากการรอให้เกิดภัยแล้วค่อยแก้ไข มาเป็นการรู้ความเสี่ยงและเตรียมพร้อมก่อนเกิดภัยให้มากที่สุด เครื่องมือทั้งสองจึงมีความสำคัญและทำงานเสริมกัน โดยดัชนีพหุภัยจะช่วยให้เรามองเห็นความเสี่ยงในช่วง 3–6 เดือนข้างหน้า ขณะที่แผนที่ความเสี่ยงภูมิอากาศจะช่วยให้เราวางแผนรับมือในระยะยาวได้” นายสุชาติ กล่าว
               ทั้งนี้ เมื่อเครื่องมือทั้งสองพัฒนาแล้วเสร็จ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมจะเผยแพร่ข้อมูลผ่าน ศูนย์ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Information Center : CCIC) เพื่อให้หน่วยงานส่วนกลาง หน่วยงานในพื้นที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถนำข้อมูลไปใช้วางแผนป้องกันภัยและปรับตัวให้เหมาะสมกับความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่
               “เป้าหมายสำคัญคือการนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประเทศไทยรู้ล่วงหน้า เตรียมพร้อมได้เร็วขึ้น และลดความสูญเสียทั้งต่อชีวิต ทรัพย์สิน เศรษฐกิจ และสังคม พร้อมสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศไทยสามารถอยู่กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างยั่งยืน” นายสุชาติ กล่าว

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

รมว.ทส. มอบกรมลดโลกร้อน ชี้แจงร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ในสัปดาห์ที่ 16

               นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้ชี้แจงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. อย่างต่อเนื่อง เป็นสัปดาห์ที่ 16 โดยมุ่งเน้นให้เกิดความชัดเจนและต่อเนื่อง มีความครบถ้วนรอบด้าน สามารถช่วยให้ประเทศไทยวางรากฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน
               ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และเจ้าหน้าที่ ร่วมประชุมชี้แจงข้อมูลประกอบการพิจารณาในสัปดาห์นี้ตามสาระสำคัญรายมาตราในประเด็นการให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อตรวจสอบปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนิติบุคคลควบคุม และประเด็นการคืน เก็บ และหักกลบสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งครอบคลุมการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการแปลงคาร์บอนเครดิตเป็นสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบหักกลบ โดยคำนึงถึงหลักการกำกับการใช้คาร์บอนเครดิตเพื่อหักกลบสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันเป็นองค์ประกอบสำคัญในการรักษาความน่าเชื่อถือของระบบ ETS นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาสถานะทางกฎหมายของสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือ Allowance โดยเปรียบเทียบกับกฎหมายต่างประเทศ และข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะจากหน่วยงานต่างๆ ประกอบการพิจารณา ทั้งนี้ ในการพิจารณาสัปดาห์หน้าจะเข้าสู่การพิจารณาการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในตลาดรองต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมเปิดพิพิธภัณฑ์ซากดึกดำบรรพ์ ธรณีวิทยา และธรรมชาติวิทยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี

               วันนี้ (28 สิงหาคม 2569) นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดพิพิธภัณฑ์ซากดึกดำบรรพ์ ธรณีวิทยา และธรรมชาติวิทยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตำบลท่าข้าม อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีนายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายจักรกฤษณ์ ฝั่งชลจิตร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ หน่วยงานภาคีเครือข่าย เด็ก เยาวชน และประชาชน ร่วมให้การต้อนรับและเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ฯ
               นายสุชาติ กล่าวว่า พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญของภาคใต้ ที่พาผู้เข้าชมย้อนรอยเรื่องราวของโลกตั้งแต่กำเนิดเมื่อประมาณ 4,600 ล้านปีก่อน เรียนรู้วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ทรัพยากรธรณี ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติกับวิถีชีวิต ผ่านตัวอย่างจริง แบบจำลอง สื่อมัลติมีเดีย และกิจกรรมที่เข้าใจง่าย เหมาะสำหรับคนทุกช่วงวัย พร้อมกันนี้ ได้มอบหมายให้กรมทรัพยากรธรณีเร่งต่อยอดการใช้ประโยชน์จากพิพิธภัณฑ์ฯ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับคนทั่วทุกภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง ไม่จำกัดเฉพาะการจัดกิจกรรมเป็นครั้งคราว โดยให้เชื่อมโยงกับโรงเรียนในจังหวัดสุราษฎร์ธานีและพื้นที่ภาคใต้ เชิญชวนนักเรียน เยาวชน และประชาชนจากจังหวัดต่าง ๆ เข้ามาเรียนรู้ เพื่อให้การลงทุนด้านงบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน เพราะสิ่งที่สร้างขึ้นด้วยงบประมาณของประชาชน ต้องได้รับการดูแลรักษาและเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า
               นายสุชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า พิพิธภัณฑ์แห่งนี้สามารถพัฒนาเป็นอีกหนึ่งจุดหมายของการท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ช่วยเพิ่มมิติการท่องเที่ยวจากจุดเด่นด้านทะเลและเกาะต่าง ๆ ไปสู่การเรียนรู้ด้านซากดึกดำบรรพ์ ธรณีวิทยา และธรรมชาติวิทยา พร้อมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและรายได้จากการท่องเที่ยวให้ชุมชนในพื้นที่มีรายได้เพิ่มขึ้น

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”