3 กรกฎาคม วันปลอดถุงพลาสติกสากล (International Plastic Bag Free Day)

               เพื่อสร้างความตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว (single-use plastic) โดยเฉพาะถุงพลาสติกที่ใช้แล้วทิ้ง รวมถึงส่งเสริมการใช้วัสดุทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
📢 ความสำคัญของวันปลอดถุงพลาสติกสากล
               ✅ ลดปริมาณขยะพลาสติก: พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของปัญหาสิ่งแวดล้อม การรณรงค์ให้ลดการใช้พลาสติกช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกในสิ่งแวดล้อมอย่างมาก
               ✅ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ: การผลิตพลาสติกต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติมาก การลดการใช้พลาสติกจะช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่
               ✅ ป้องกันมลพิษทางน้ำและดิน: ขยะพลาสติกที่ทิ้งไม่ถูกที่ทำให้เกิดมลพิษทั้งในน้ำและดิน สร้างผลกระทบต่อสัตว์น้ำและสัตว์ป่า
               ✅ ส่งเสริมการใช้วัสดุทดแทน: การส่งเสริมการใช้วัสดุทดแทนที่ย่อยสลายได้ เช่น กระดาษ ถุงผ้า หรือวัสดุอื่นๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
               นอกจากนี้ตลอดวัฏจักรของกระบวนการผลิตพลาสติก ล้วนก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน ดังนั้นหากทุกคนในประเทศไทยลดการใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วคนละ 1 ใบต่อวัน จะทำให้สามารถลดก๊าซเรือนกระจกจากการลดใช้ถุงพลาสติกได้ประมาณ 13,186 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อวัน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ที่สร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่เพื่อโลกของเรา 🌏
วิธีง่ายๆ ที่คุณก็ช่วยโลกได้ แม้ปัญหาโลกร้อนจะเป็นเรื่องใหญ่ แต่เราทุกคนสามารถช่วยได้ด้วยการเริ่มจากเรื่องเล็กๆ เช่น…
               – พกถุงผ้า ไปซื้อของ แทนการใช้ถุงพลาสติก
               – ปฏิเสธถุงพลาสติก เมื่อซื้อของชิ้นเล็ก หรือไม่จำเป็น
               – เลือกบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน เช่น แก้วน้ำส่วนตัว กล่องอาหารที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้
               – แยกขยะอย่างถูกต้อง เพื่อส่งต่อการรีไซเคิล
               – ชวนคนรอบข้างเปลี่ยนพฤติกรรม เพราะการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ต้องเกิดจากความร่วมมือ

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
– กรมประชาสัมพันธ์., วันที่ 3 กรกฎาคมของทุกปี วันปลอดพลาสติกสากล (International Plastic Bag Free Day).
– องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)., สถานการณ์ก๊าซเรือนกระจก., ทส.ปลื้มลดถุงพลาสติกได้ 43 ล้านใบ.

รู้หรือไม่? ประเทศไทยมีแผนในการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างชัดเจน! สรุปครบทั้งเป้าหมายระดับชาติ และ ผลการดำเนินงานรายสาขา ปี พ.ศ. 2565

รู้หรือไม่? ประเทศไทยมีแผนในการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างชัดเจน!  สรุปครบทั้งเป้าหมายระดับชาติ และ ผลการดำเนินงานรายสาขา ปี พ.ศ. 2565 🌱
               ✅ พลังงาน 
               ✅ คมนาคมขนส่ง
               ✅ กระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์
               ✅ เกษตร
               ✅ การจัดการของเสียของชุมชนและน้ำเสียอุตสาหกรรม
ทุกภาคส่วนร่วมมือกันขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero ปี 2065 มาดูกันว่า “ประเทศไทยลดโลกร้อนได้แค่ไหนแล้ว?” 🔄

สาขาพลังงาน (Energy)
สาขาคมนาคมขนส่ง (Transport)
สาขากระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ (Industrial Processes and Product Use : IPPU)
สาขาเกษตร (Agriculture)
สาขาการจัดการของเสียชุมชนและน้ำเสียอุตสาหกรรม (Waste)

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมอำลา“ปลัดฯ จตุพร” ขานรับนโยบาย “ทส. หนึ่งเดียว” เดินหน้าทำงานเพื่อแผ่นดิน

               วันพุธที่ 2 กรกฎาคม 2568 นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ได้กราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อำลาตำแหน่ง ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งได้เข้าลา ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ณ ห้องทำงาน ชั้น 20 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดย ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยนายปวิช เกศววงศ์ และนายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นำคณะผู้บริหารกรมฯ ตลอดจนข้าราชการ พนักงานราชการ และเจ้าหน้าที่ ได้พร้อมใจกันรอส่งและมอบกำลังใจให้อดีตปลัด ทส. อย่างอบอุ่น ณ บริเวณชั้น 1 ด้านหน้าอาคารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
               นายจตุพร ได้กล่าวแสดงความขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงฯ ด้วยความทุ่มเทอย่างเต็มกำลังตลอดระยะเวลา 5 ปี 8 เดือน 25 วัน (ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 ถึง 26 มิถุนายน 2568) ที่ดำรงตำแหน่ง ปลัดกระทรวงฯ พร้อมกล่าวให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกคนว่า “ขอให้ ทส. หนึ่งเดียว เดินหน้าผลักดันนโยบายทุกเรื่องด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจ ทำงานให้ดีที่สุด เพื่อการอนุรักษ์และดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศให้คงอยู่เพื่อรุ่นลูกหลานต่อไป” พร้อมเน้นย้ำว่า “สิ่งที่ประชาชนต้องการในวันนี้ คือ ความมั่นใจจากการทำงานของภาคราชการ”
               ทั้งนี้ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งให้เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2568 เป็นต้นไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน หารือสภาพัฒน์ฯ เดินหน้าความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย

               เมื่อวันอังคารที่ 1 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ผู้บริหารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และเจ้าหน้าที่ เข้าพบนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) นายวิชญายุทธ บุญชิต รองเลขาธิการ สศช. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือในการกำหนดนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศร่วมกัน ณ ห้องประชุมเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อาคาร 3 ชั้น 3 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
               ในการหารือครั้งนี้มีประเด็นสำคัญ คือ แนวทางการดำเนินงานร่วมกันเพื่อศึกษาผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมจากการดำเนินมาตรการภายใต้ NDC 3.0 และการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี ค.ศ. 2050 โดยจะมีการจัดตั้งคณะทำงานประเมินผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคมจากการดำเนินนโยบายด้านการลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อให้การกำหนดนโยบายและการจัดทำแผนขับเคลื่อนการดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้หารือแนวทางและขั้นตอนการเสนอแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. เข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ตามคู่มือแผนระดับ 3 และความร่วมมือภายใต้ NDC Partnership โดยการหารือครั้งนี้จะนำไปสู่การขับเคลื่อนนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมบรรยาย “Climate Change Policy Towards Net Zero” ในหลักสูตร วพม. รุ่นที่ 11

               เมื่อวันอังคารที่ 1 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติเป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ “Climate Change Policy Towards Net Zero” ในหลักสูตรด้านวิทยาการพลังงานสำหรับนักบริหารรุ่นใหม่ รุ่นที่ 11 (วพม.11) ณ ห้อง Synergy Hall ชั้น 6 อาคาร C ศูนย์เอ็นเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ โดยนายปวิช เกศววงศ์ ได้บรรยายเกี่ยวกับ สถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มการดำเนินงานระดับโลก ยุทธศาสตร์และทิศทางนโยบายของประเทศไทยต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Action) การผลักดันการดำเนินงานเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งในด้านการลดก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Adaptation) เช่น (ร่าง) พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ… แผนปฏิบัติการด้านการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ปี พ.ศ. 2564 – 2573 แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ และผลกระทบของประเทศไทยจากการปรับนโยบายของสหรัฐอเมริกา
               ทั้งนี้ หลักสูตร วพม.11 จัดโดยสถาบันวิทยาการพลังงาน (Thailand Energy Academy) มุ่งเน้นการสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องพลังงาน ความจำเป็นของพลังงานขั้นพื้นฐาน ตลอดจนการขับเคลื่อนภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ ที่คำนึงถึงการพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยมีนักบริหารและผู้นำรุ่นใหม่จากองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน สื่อมวลชน นักวิชาการ และประชาชน เข้าร่วมการอบรม

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

“ความมั่นคงทางอาหาร” โจทย์ท้าทาย รับมือโลกเดือด

               วิกฤตสภาพภูมิอากาศยังคงเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อระบบอาหารของโลก ล่าสุดจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Food (2024) ได้ศึกษาการผลิตพืชอาหารหลัก 6 ชนิด ได้แก่ ข้าวโพด ข้าว ถั่วเหลือง ข้าวสาลี มันสำปะหลัง และข้าวฟ่าง พบว่า ผลผลิตของพืชเหล่านี้มีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะสถานการณ์ที่อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มสูงขึ้น ในทุก ๆ การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก 1 องศาเซลเซียส อาจทำให้ผลผลิตอาหารลดลงถึง 120 แคลอรีต่อคนต่อวัน หรือคิดเป็น 4.4% ของการบริโภคที่แนะนำในแต่ละวัน เทียบเท่ากับ การไม่ได้กินอาหารเช้า สำหรับประชากรโลกโดยเฉลี่ย
               ทั้งนี้ ทีมวิจัยได้รวบรวมข้อมูลจาก 12,658 พื้นที่ใน 54 ประเทศ เพื่อประเมินการปรับตัวของผู้ผลิตอาหารต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และจำลองผลกระทบในอนาคตเทียบกับสถานการณ์ที่โลกร้อนขึ้นกับกรณีที่อุณหภูมิคงที่ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2000
               ในกรณีสถานการณ์ที่โลกร้อนมากสุด มีการคาดว่า ภายในปี 2100 ผลผลิตถั่วเหลืองจะลดลงถึง 26% ส่วนในสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับนโยบายปัจจุบัน คาดว่า ถั่วเหลืองอาจลดลง 16% ข้าวสาลีลดลง 7.7% ข้าวโพดลดลง 8.3% ส่วนข้าวจะเป็นพืชเดียวที่คาดว่าจะมีผลผลิตเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะเดียวกันในปี 2100 ประชากรโลกอาจจะเพิ่มจาก 8 พันล้านคน เป็น 10 พันล้านคน ทำให้ความต้องการอาหารเพิ่มสวนทางกับผลผลิตที่ลดลง โดยเฉพาะภูมิภาคที่เป็นแหล่งผลิตอาหารหลักของโลก จะได้รับผลกระทบมากที่สุด ขณะที่ประเทศยากจนประสบปัญหาในการเข้าถึงอาหารมากขึ้น
               นอกจากนี้ รายงาน Global Report on Food Crises 2025 ยังได้ระบุว่า ประชากรโลกกว่า 295 ล้านคน ต้องเผชิญกับภาวะหิวโหยขั้นรุนแรงในปีที่ผ่านมา และนับปีที่ 6 ติดต่อกัน ที่มีสาเหตุหลักมาจากความขัดแย้งและความรุนแรง การพลัดถิ่นจากภัยพิบัติ รวมถึงความแปรปรวนของสภาพอากาศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ล้วนส่งผลให้ ผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย ความมั่นคงทางอาหารสั่นคลอน และห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกหยุดชะงัก
               ทางออกที่ต้องเร่งดำเนินการ เพื่อรับมือกับวิกฤตความมั่นคงทางอาหารที่กำลังทวีความรุนแรง จึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการในหลายด้าน เช่น การวางแผนเชิงระบบในระยะยาว การส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรที่เหมาะสม การสนับสนุนเกษตรกรให้ปรับตัวได้จริง การวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชที่ทนทานต่อสภาพอากาศ การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน การให้การสนับสนุนด้านการเงินและการลงทุนในระบบอาหาร และที่สำคัญ คือ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง เพื่อชะลอความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และรักษาความมั่นคงทางอาหารของโลกในระยะยาวไว้ได้อย่างยั่งยืน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
(1) The Guardian. (2025, June 18). Climate crisis could hit yields of key crops even if farmers adapt.
(2) Nature Food. (2024). Climate impacts on global crop yields. Nature Food.
(3) Global Report on Food Crises 2025.

กรมลดโลกร้อน รับการตรวจราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568

               เมื่อวันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา นายวันชัย จริยาเศรษฐโชค หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กองตรวจราชการ สป.ทส. ได้เข้าตรวจราชการกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ตามแผนการตรวจราชการ ทส. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ณ ห้องประชุมกรรณิการ์ – ราชาวดี เพื่อตรวจติดตามความก้าวหน้าผลการดำเนินงานและการใช้จ่ายงบประมาณโครงการสำคัญของหน่วยงาน และประเด็นข้อสั่งการของผู้บริหารกระทรวงฯ พร้อมทั้งปัญหา อุปสรรคการดำเนินงานในภาพรวม โดยมี ดร. พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายปวิช เกศววงศ์ และนายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้การต้อนรับและร่วมประชุมฯ พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ข้อมูลความก้าวหน้าผลการดำเนินงาน และรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้ตรวจราชการฯ สำหรับปรับปรุงการดำเนินงานต่อไป อาทิ การเร่งรัดการดำเนินงานและการเบิกจ่ายงบประมาณภาพรวมให้เป็นไปตามแผน การเร่งขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศโดยมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีมาช่วยจัดการ เช่น การจัดเก็บ วิเคราะห์ข้อมูลก๊าซเรือนกระจก และข้อมูลการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกในสาขาป่าไม้ เป็นต้น การขับเคลื่อนการดำเนินงานผ่านกลไก กนภ. เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม และการเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับทุกภาคส่วนและประชาชนเพื่อให้เกิดความตระหนักและมีส่วนร่วมดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้ง การจัดหางบประมาณสนับสนุนการดำเนินงานจากแหล่งทุนทั้งในและต่างประเทศ เป็นต้น

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมกับ ครีเอจี้ จัดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นการขอรับการสนับสนุนทางการเงินด้านการปรับตัวฯ

               วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับบริษัท เดอะ ครีเอจี้ จำกัด จัดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นผลการสังเคราะห์ประเด็นช่องว่างและความต้องการสำหรับการขอรับการสนับสนุนทางการเงินด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ณ ห้องพระวิษณุ ชั้น 3 โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร โดยได้รับเกียรติจากนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานกล่าวเปิดและเข้าร่วมการประชุม
               การจัดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในครั้งนี้ มีผู้เเทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันทางการเงิน เข้าร่วมทั้งในสถานที่และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ มากกว่า 120 คน โดยได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อผลการสังเคราะห์ในประเด็นช่องว่างและความต้องการทั้ง 4 มิติ ได้แก่ 1) ด้านข้อมูล 2) ด้านเทคนิค ด้านสถาบัน นโยบาย และกลไกการประสานงาน และ 4) ด้านการเงินและทรัพยากร โดยข้อเสนอแนะที่ได้รับจะนำไปจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย และคู่มือแนวทางการเข้าถึงแหล่งงบประมาณด้านการปรับตัวฯ ที่มีความเหมาะสม และสามารถดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมพิธีปิดการประชุม Bonn Climate Change Conference 2025

               เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา คณะผู้แทนไทยเข้าร่วมพิธีปิดการประชุมองค์กรย่อยภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประจำปี พ.ศ. 2568 และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 16 -26 มิถุนายน 2568 ณ เมืองบอนน์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี โดย ดร.กิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ ได้รับมอบหมายจากอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้ปฏิบัติหน้าที่แทนหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมพิธีปิดดังกล่าว
               ผลลัพธ์ของการประชุมในครั้งนี้ ภาคีรับทราบความก้าวหน้าของการเจรจา โดยเฉพาะการพิจารณาการดำเนินการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม การทบทวนสถานการณ์โลก ความโปร่งใส และการกำหนดเป้าหมายการปรับตัวระดับโลก โดยกลุ่ม G77 และจีน เน้นความสำคัญต่อการสนับสนุนทางการเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วให้แก่ประเทศกำลังพัฒนา และเรียกร้องให้เกิดความรับผิดชอบ เนื่องจากประเทศกำลังพัฒนาได้รับผลกระทบและได้รับความสูญเสียและความเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะประเด็นมาตรการกีดกันทางการค้าฝ่ายเดียว (Unilateral trade measures) ที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมทั่วโลก และบราซิลในฐานะประธาน COP 30 ได้กล่าวต้อนรับภาคีในการเข้าร่วมการประชุม COP 30 ที่จะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2568 ณ เมืองเบเล็ง สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล ในโอกาสนี้ด้วย โดยคาดหวังว่า COP 30 จะช่วยเสริมสร้างความร่วมมือทุกภาคี และคนรุ่นใหม่จะมีบทบาทมากขึ้น นอกจากนี้ นาย Simon Stiell เลขาธิการบริหาร UNFCCC ได้กล่าวในพิธีปิดประชุม โดยกล่าวว่า เราจำเป็นต้องดำเนินการต่อไป ให้รวดเร็วขึ้น และยุติธรรมขึ้น หลังจากการประชุมนี้ยังคงต้องดำเนินการต่อเนื่องก่อนถึงการประชุม COP 30 มีภารกิจอีกมากมายที่จะต้องดำเนินการเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทาง 1.5 Pathway โดยภาคีจะต้องเจรจาหาแนวทางตัดสินใจร่วมกัน อีกทั้ง ยังเร่งรัดการจัดทำ NDC 3.0 ที่จะต้องจัดส่งภายในเดือนกันยายนนี้ ตลอดจนการร่วมแบ่งปันบทเรียนและอุปสรรคเพื่อนำไปจัดทำรายงาน BTR Synthesis Report ฉบับแรก และการรายงานความก้าวหน้าของแผนการปรับตัวระดับชาติ ซึ่งจะมีการหารือในการประชุม COP 30 ต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จับมือสภาอุตสาหกรรม เดินหน้าฉลากรับรองตนเอง “ECO PLUS” หนุนผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำผ่านระบบจัดซื้อภาครัฐ

               วันที่ 26 มิถุนายน 2568 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดย นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จัดประชุมหารือร่วมกับผู้แทนสถาบันน้ำและสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน และสถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยในการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานพัฒนาฉลากสิ่งแวดล้อมและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประเภทรับรองตนเอง ณ ห้องประชุมอินทนิล (301) ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
               การประชุมในครั้งนี้ได้แลกเปลี่ยนการดำเนินงานระหว่างกรมการปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยหลังจากที่ MOU ได้สิ้นสุดลง (กันยายน 2567) ประกอบด้วย การพัฒนารูปแบบการขึ้นทะเบียนฉลากรับรองตนเอง ECO PLUS ตามแนวทางการปรับรูปแบบการดำเนินงานโครงการส่งเสริมการผลิต การบริการ และการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (G – Green) การจัดกลุ่มและมุ่งส่งเสริมผลิตภัณฑ์รับรองตัวเอง ประเภท ผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ และได้ร่วมกันพิจารณาและมีมติเห็นชอบแนวการดำเนินการร่วมกัน ได้แก่ การส่งเสริมการขึ้นทะเบียนสำหรับสถานประกอบการที่สนใจและที่อยู่ระหว่างการยื่นขอขึ้นทะเบียน โดย หน่วยรับดำเนินการแทนกรมและการเสนอให้มีการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อหารือแนวทางการส่งเสริมสิทธิประโยชน์ หรือแรงจูงใจ สำหรับสถานประกอบการ SME ที่ขึ้นทะเบียนฉลากรับรองตนเอง ผ่านระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ทั้งนี้ หลังการประชุมหารือแล้วทั้งสองหน่วยงานจะสรุปรายงานการหารือดังกล่าว เพื่อนำเรียนเสนอผู้บริหารแต่ละฝ่ายพิจารณาให้ความเห็นต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”