รมว.ทส. สั่งการชี้แจงร่าง พ.ร.บ. ลดโลกร้อนต่อคณะกรรมการกฤษฎีกาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเร่งจัดการข้อมูลก๊าซเรือนกระจกร่วมกับภาคเอกชนอย่างเป็นรูปธรรม

               นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบนโยบายให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญกับการจัดเตรียมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. อย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา
               ในการดำเนินงานดังกล่าว ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก และคณะเจ้าหน้าที่ ได้เข้าร่วมประชุมชี้แจงข้อมูลประกอบการพิจารณาร่างกฎหมายร่วมกับคณะกรรมการกฤษฎีกาอย่างต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 11 เพื่อสนับสนุนการพิจารณาในประเด็นต่าง ๆ สำหรับความคืบหน้าในการประชุมสัปดาห์นี้ คณะกรรมการได้พิจารณา หมวด 6 ข้อมูลก๊าซเรือนกระจก ในส่วนที่ 1 และส่วนที่ 2 โดยมีสาระสำคัญเกี่ยวกับความเหมาะสมและสอดคล้องกับกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องในการกำหนดให้มีการรายงาน ตรวจวัดและทวนสอบปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนการดำเนินการตามพันธกรณีระหว่างประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยในส่วนที่เกี่ยวข้อง

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน และ สทอภ. ร่วมประชุมคณะทำงานภายใต้บันทึกความร่วมมือว่าด้วยการใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ครั้งที่ 1/2569

               เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานภายใต้บันทึกความร่วมมือว่าด้วยการใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ครั้งที่ 1/2569 ร่วมกับ นางกานดาศรี ลิมปาคม รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (สทอภ.) พร้อมด้วย นายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก นางสาวอุมา ศรีสุข ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นางสาวระเบียบ ภูผา ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นายวัฒน์ ทาบึงกาฬ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายคติวิช กันธา หัวหน้าฝ่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคณะทำงานจากทั้ง 2 หน่วยงาน รวม 50 คน ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
               กองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก ในฐานะฝ่ายเลขานุการได้เสนอให้ที่ประชุมรับทราบการบูรณาการข้อมูลพื้นที่สีเขียวของ สทอภ. ที่ได้นำพื้นที่สวนสักและสวนยูคาลิปตัสจากพื้นที่สีเขียวของ สทอภ. เป็นข้อมูลกิจกรรม (Activity Data) ประกอบการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก ปี พ.ศ. 2566 และ 2567 และรายงานความโปร่งใสรายสองปี ฉบับที่ 2 (BTR2) รวมทั้ง รับทราบผลการดำเนินงานภายใต้บันทึกความร่วมมือฯ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่เป็นกิจกรรมพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้มีความรู้ ความเข้าใจในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ผ่านการจัดประชุมหารือเชิงวิชาการและการประชุมเชิงปฏิบัติการ พร้อมทั้งเชื่อมโยงข้อมูลจากแผนที่ความเสี่ยงเพื่อให้บริการข้อมูลประกอบการประเมินเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืน และ ผู้แทนจาก สทอภ. นำเสนอแพลตฟอร์มของ สทอภ. ได้แก่ Carbon Atlas, Marine GI Portal, Disaster และ Dragonfly เพื่อบูรณาการข้อมูลภายใต้บันทึกความร่วมมือฯ และสนับสนุนงานตามภารกิจของ สส.
               ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแผนการดำเนินงานภายใต้บันทึกความร่วมมือฯ ปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ประกอบด้วย 3 กิจกรรม/โครงการ ได้แก่ 1) โครงการพัฒนาข้อมูลกิจกรรม (Activity Data) จำแนกการใช้ประโยชน์ที่ดินสนับสนุนการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกของประเทศ 2) กิจกรรมการพัฒนาระบบสนับสนุนการจัดการเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืนอัจฉริยะด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลภูมิสารสนเทศของ สทอภ. และ 3) กิจกรรมการเพิ่มความละเอียดข้อมูลภาพฉายภูมิอากาศความละเอียดสูงด้วยเทคนิค Machine Learning (1 × 1 ตารางกิโลเมตร) โดยมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการรวบรวมและบรรจุกิจกรรมในแผนการดำเนินงานฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เพิ่มเติม จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ 1)​โครงการศึกษาจัดทำแผนแม่บทการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งและการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ บริเวณพื้นที่อ่าวไทยตอนบน และ 2)​ โครงการพัฒนาระบบสารสนเทศความเสี่ยงเชิงพื้นที่จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งเห็นชอบหลักการแต่งตั้งคณะทำงานร่วมภายใต้บันทึกความร่วมมือว่าด้วยการใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อกำกับ ติดตาม และส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อมูลองค์ความรู้ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมของประเทศ และมีข้อเสนอแนะให้ สส. ร่วมกับ สทอภ. และผู้เชี่ยวชาญด้านการคำนวณและการพัฒนาข้อมูลกิจกรรม (Activity Data) ร่วมกันจัดทำรายละเอียดขอบเขตของงาน (Terms of Reference: TOR) สำหรับโครงการพัฒนาข้อมูลกิจกรรม (Activity Data) ให้มีความครบถ้วน ถูกต้องตามหลักวิชาการ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และผลสัมฤทธิ์ที่คาดหวังของโครงการ เพื่อต่อยอดการพัฒนาและบูรณาการข้อมูลร่วมกับแพลตฟอร์มสารสนเทศ ของ สส. ในการจัดเก็บ วิเคราะห์ และนำเสนอข้อมูล โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) สนับสนุนการจำแนกและติดตามการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน ตลอดจนการประเมินการปล่อยและดูดกลับก๊าซเรือนกระจกของประเทศในอนาคต รวมทั้งหารือแนวทางการสนับสนุนงบประมาณและการดำเนินงานร่วมกัน เพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการภายใต้บันทึกความร่วมมือฯ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จัดประชุมถอดบทเรียนโครงการ Climate Action ระดับชุมชน 14 พื้นที่ ทั่วประเทศ

               วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดการประชุมถอดบทเรียนภาพรวมโครงการส่งเสริมการดำเนินกิจกรรมของเครือข่ายอาสาสมัครในการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยมี กลุ่มเป้าหมายเข้าร่วมจาก 14 พื้นที่ ประกอบด้วย เครือข่าย ทสม. เจ้าหน้าที่ ทสจ. และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวม 105 คน
               การประชุมฯ ครั้งนี้ จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 16 – 17 กรกฎาคม 2569 ณ โรงแรม เดอะพาลาสโซ กรุงเทพฯ เพื่อทบทวนผลการทำงานในภาพรวม ตลอดจนวิเคราะห์กลไกการบูรณาการร่วมกันระหว่างเครือข่ายอาสาสมัครฯ และหน่วยงานในพื้นที่ วิเคราะห์ปัจจัยแห่งความสำเร็จ ปัญหา และอุปสรรคที่เกิดขึ้นในระหว่างการดำเนินงาน เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อสรุป บทเรียนที่สามารถ สะท้อนภาพรวมการขับเคลื่อนการดำเนินงานในระดับพื้นที่ รวมถึงนำไปเป็นแนวทางในการใช้ประโยชน์ การยกระดับ การต่อยอด และขยายผลการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ของเครือข่ายฯ ได้อย่างเข้มแข็ง และยั่งยืน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ยกระดับพื้นที่ต้นแบบพัทลุง-ขอนแก่น รับมือวิกฤต “ซูเปอร์เอลนีโญ-โลกเดือด” มุ่งบูรณาการตัวชี้วัด GGA สู่ระดับสากล

               วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมเผยแพร่โครงการยกระดับการพัฒนาแนวทางการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ณ ห้องประชุมไดมอนด์โดม 2 ชั้น 22 โรงแรมควีนส์แลนด์ โฮเทล กรุงเทพฯ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเผยแพร่ผลสำเร็จการดำเนินงานร่วมกับศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการสร้างกลไกรับมือภัยพิบัติอย่างมีประสิทธิภาพในระดับพื้นที่
               นายโกเมศ พุทธสอน กล่าวว่า จากรายงาน Climate Risk Index 2026 ของ Germanwatch ดัชนีความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้วของไทยในปี 2024 พุ่งสูงขึ้นมาอยู่อันดับที่ 17 ของโลก จากอันดับที่ 72 ในปี 2022 สะท้อนว่าวิกฤตโลกเดือดและสถานการณ์ซูเปอร์เอลนีโญกำลังทวีความรุนแรงจนอาจเกินขีดความสามารถในการปรับตัวในปัจจุบัน กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) จึงเร่งนำตัวชี้วัดเป้าหมายการปรับตัวระดับโลก (Global Goal on Adaptation: GGA) หรือ Belém Adaptation Indicators ทั้ง 59 ตัวชี้วัด จากเวที COP30 มาปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศ เพื่อเชื่อมโยงกับการพัฒนาดัชนีความเสี่ยงระดับพื้นที่ และสร้างความยืดหยุ่นให้ชุมชน ระบบนิเวศ และภาคเศรษฐกิจสามารถฟื้นตัวจากผลกระทบได้อย่างยั่งยืน
               สำหรับการพัฒนาศักยภาพพื้นที่ต้นแบบตามแผนการปรับตัวแห่งชาติ (NAP) ในครั้งนี้ประกอบด้วย 2 พื้นที่ ได้แก่ ด้านการท่องเที่ยว พื้นที่ทะเลน้อย จังหวัดพัทลุง พื้นที่ชุ่มน้ำที่สำคัญระหว่างประเทศที่เผชิญภัยแล้งและน้ำหลาก ซึ่งได้มีการพัฒนาความรู้ด้านการปรับตัวฯ จัดตั้ง “ประชาคมท่องเที่ยวทะเลน้อย–พนางตุง” และ “ปฏิทินและเส้นทางท่องเที่ยว” บูรณาการความร่วมมือระหว่างชุมชนกับภาครัฐนำไปสู่การจัดการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนและยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ และ ด้านสาธารณสุข ชุมชนบ้านเมืองเพีย ตำบลเมืองเพีย จังหวัดขอนแก่น พื้นที่เสี่ยงภัยคลื่นความร้อนสูง โดยประยุกต์ใช้นวัตกรรมที่เข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น นำนวัตกรรม 3 Cool มาประยุกต์ใช้ ได้แก่ Cool Room (ห้องปลอดความร้อน) Cool Land (พื้นที่ร่มรื่น) Cool LANN (ลานสุขภาพ) รวมถึงบ้านต้นแบบ “บ้านร่มเย็น” สร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม พร้อมสร้างความรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมรับมือและลดผลกระทบจากความร้อน ลดผลกระทบทางสุขภาพในกลุ่มเปราะบาง พร้อมขยายผลสู่ชุมชนให้ครอบคลุมพื้นที่ใกล้เคียง
               ภายในงานมีผู้แทนหน่วยงาน 6 สาขาหลักตามแผน NAP ภาควิชาการ และเยาวชนเข้าร่วมกว่า 100 คน
               โดยกิจกรรมสำคัญประกอบด้วยการนำเสนอผลงานวิชาการเชิงลึกจากคณะที่ปรึกษาฯ นำเสนอภาพรวมผลการดำเนินโครงการฯ พร้อมด้วย เจาะลึกบทเรียนความสำเร็จของการพัฒนาแนวทางปรับตัวในพื้นที่ต้นแบบด้านสาธารณสุขและท่องเที่ยวข้างต้น เพื่อเป็นแนวทางในการนำไปประยุกต์และขยายผลในพื้นที่อื่น
               นอกจากนี้ ยังมีเวทีเสวนาไฮไลท์หัวข้อ “รับมือกับภาวะโลกเดือดอย่างยั่งยืน: จากนโยบายสู่การปฏิบัติด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” โดยนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ มาร่วมพูดคุยในประเด็นที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ Nature-based Solutions (NbS) จะช่วยให้ประเทศไทยป้องกัน/ปรับตัวกับภาวะโลกเดือดและเอลนีโญได้อย่างไร ระบบสาธารณสุขที่ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปกป้องสุขภาพประชาชนในยุคภาวะโลกเดือด และการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้รับความสนใจและเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างกว้างขวางเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติจริงในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมบรรยายหัวข้อ “ทิศทางนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและยุทธศาสตร์การลดก๊าซเรือนกระจกสำหรับภาคธุรกิจไทย” ในการสัมมนาของ Air Asia

               เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นวิทยากรบรรยายหัวข้อ “ทิศทางนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และยุทธศาสตร์การลดก๊าซเรือนกระจกสำหรับภาคธุรกิจไทย” ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและยุทธศาสตร์ด้านการลดก๊าซเรือนกระจกที่เกี่ยวข้องในภาคการบิน เพื่อเตรียมรับมือกับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับธุรกิจโดยมีกรรมการบริหารและเจ้าหน้าที่บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 15 คน เข้าร่วมการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
               ดร.พิรุณ ได้บรรยายถึงความสำคัญของการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งนโยบายและการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ได้แก่ เป้าหมายและแนวทางการดำเนินงานของไทย เช่น การมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด ฉบับที่ 2 (NDC3.0) ยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศไทย (LT-LEDS) และสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. โดยที่ประชุมได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและซักถามในประเด็นสำคัญ อาทิ แนวทางการบูรณาการการดำเนินงานระหว่างกรมฯ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการผลักดันการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ซึ่งได้มีการประสานความร่วมมือกับกระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ผ่านกระบวนการปรับปรุง LT-LEDS เพื่อกำหนดทิศทางและมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคการบินให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศ นอกจากนี้ ยังหารือเกี่ยวกับแนวทางการเพิ่มปริมาณและยกระดับคุณภาพของคาร์บอนเครดิตภายใต้มาตรฐาน Premium T-VER เพื่อรองรับความต้องการของตลาดคาร์บอนที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ อันจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ในปี ค.ศ. 2050

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมเสวนา “SMRs: Game Changer for Thailand” ชูบทบาท SMR ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Net Zero

               เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมเสวนาในหัวข้อ “SMRs: Game Changer for Thailand (SMRs: ตัวเปลี่ยนเกม สู่อนาคตประเทศไทย)” ภายในกิจกรรมครบรอบ 20 ปี แห่งการก่อตั้งสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สทน.) ภายใต้แนวคิด “Nuclear Technology for the Sustainable Future” ทั้งนี้ นายโกเมศ พุทธสอน ได้นำเสนอหัวข้อ “นโยบายการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Net Zero 2050 และบทบาทของเทคโนโลยี SMR” พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองร่วมกับ รองศาสตราจารย์ ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ คุณศิริเมธ ลี้ภากรณ์ ผู้จัดการใหญ่และรักษาการประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) และคุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของเทคโนโลยี SMR ต่อการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 200 คน
               ในการเสวนาครั้งนี้ นายโกเมศ พุทธสอน กล่าวว่า ประเทศไทยมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050 โดยมี LT-LEDS และ NDC 3.0 เป็นกรอบนโยบายสำคัญในการขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจกในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะในภาคพลังงาน ซึ่งได้กำหนดเป้าหมายการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) ภายในปี ค.ศ. 2045 และมองว่า SMR เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเสริมสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพด้านพลังงานในอนาคต
               นายโกเมศ พุทธสอน กล่าวเพิ่มเติมว่า การพัฒนาและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี SMR จำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับการสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลและข้อคิดเห็นบนพื้นฐานของข้อมูลทางวิชาการที่ถูกต้องและรอบด้าน ทั้งนี้ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมสนับสนุนการสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชน ผ่านเครือข่ายอาสาสมัครทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสื่อสารประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับพื้นที่
               ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในช่วงการศึกษาความเป็นไปได้และการเตรียมความพร้อมสำหรับการพัฒนา SMR ทั้งด้านนโยบาย กฎหมาย บุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และการกำกับดูแล โดยการตัดสินใจในอนาคตจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ความปลอดภัย ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และการยอมรับของสังคม เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศไทยเป็นไปอย่างสมดุลและสนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย Net Zero 2050 อย่างยั่งยืน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน บันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569

               วันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นำคณะผู้บริหารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม บันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569 ณ สถานีโทรทัศน์ ช่อง 7HD ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมประชุมคณะกรรมการด้านความร่วมมือในการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ครั้งที่ 2/2569

               เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (อสส.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการด้านความร่วมมือในการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ครั้งที่ 2/2569 ร่วมกับ นายบรรณรักษ์ เสริมทอง เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายชยงค์ บริสุทธิ์สวัสดิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานเทคโนโลยี คาร์บอนโซลูชั่นและการเติบโตอย่างยั่งยืน บริษัท ปตท.สํารวจและผลิตปิโตรเลียม จํากัด (มหาชน) (ปตท.สผ.) พร้อมด้วย นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นางสาวนารีรัตน์ พันธุ์มณี รองเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นางสุศมา ปิตากุลดิลก ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานความยั่งยืนและบริหารผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ปตท.สผ. และคณะทำงาน ได้แก่ ผู้อำนวยการกอง ผู้อำนวยการกลุ่ม และเจ้าหน้าที่กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และ ปตท.สผ. ร่วมประชุม ณ ห้องประชุม 1001 ชั้น 10 อาคารทิปโก้ 2 จำนวน 90 ท่าน
               การประชุมครั้งนี้เป็นการรายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานตามแผนงานประจำปี พ.ศ. 2569 โดย นายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก สส. ได้นำเสนอความก้าวหน้าการขับเคลื่อนมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) ของประเทศ รวมทั้งความก้าวหน้าของโครงการยกระดับบัญชีก๊าซเรือนกระจกภาคพลังงานในหมวด 1C และการพัฒนาวิธีการติดตามและประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกจากเทคโนโลยี CCS ขณะที่ นายวัฒน์ ทาบึงกาฬ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม รายงานความก้าวหน้าโครงการถ่านชีวภาพ (Biochar) จากเหง้ามันสำปะหลัง เพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ผู้แทน ปตท.สผ. และ สผ. ได้รายงานความก้าวหน้าของโครงการนำร่อง Arthit CCS และ Eastern CCS Hub ตลอดจนการดำเนินงานด้านพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่คุ้มครอง (Other Effective Area-based Conservation Measures: OECMs) การประเมินความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการปรับตัวของชุมชน การพัฒนาศักยภาพเพื่อส่งเสริมการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในชุมชนเครือข่ายของ ปตท.สผ. รวมถึงผลการจัดกิจกรรมเนื่องในวันสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ ประจำปี พ.ศ. 2569

สรุปผลการประชุม
               ที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานของแต่ละกิจกรรมภายใต้แผนงานประจำปี พ.ศ. 2569 โดย อสส. ได้ให้ข้อเสนอแนะเพื่อประกอบการดำเนินงาน ดังนี้
               • การขับเคลื่อนมาตรการทางภาษีโครงการนำร่องอาทิตย์ CCS อสส. ให้คณะทำงานฯ จัดเตรียมข้อมูลให้มีความครบถ้วนและพร้อมสำหรับการประชุมหารือร่วมกับกรมสรรพากร ในวันที่ 7 สิงหาคม 2569
               • รับทราบความก้าวหน้าโครงการยกระดับบัญชีก๊าซเรือนกระจกภาคพลังงาน หมวด 1C และการพัฒนาวิธีการติดตามและประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกจากเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ซึ่งดำเนินการควบคู่กับโครงการนำร่อง Arthit CCS เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการรายงานบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศ
               • ทบทวนผลการตรวจวัดฝุ่นละออง PM2.5 และผลการลดก๊าซเรือนกระจกของโครงการ Biochar เพื่อยืนยันประสิทธิผลของการผลิต Biochar เมื่อเปรียบเทียบกับการเผาในที่โล่ง และใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนการพัฒนาโครงการ รวมทั้งการระดมแหล่งเงินทุนในระยะต่อไป ซึ่งคณะทำงานฯ จะนำข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ จากที่ประชุมไปขับเคลื่อนการดำเนินงานต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

รมว. สุชาติ มอบหมายกรมลดโลกร้อน ร่วมมือตลาดหลักทรัพย์ฯ วางระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emissions Trading System: ETS)

               เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และนายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พร้อมผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมหารือแนวทางการพัฒนาระบบตลาดสำหรับการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Allowance) ณ อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการดำเนินงานภายใต้ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมุ่งเน้นให้สามารถส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศได้ในระยะยาว
               การประชุมครั้งนี้มุ่งหารือแนวทางการออกแบบและพัฒนาระบบตลาดเพื่อรองรับ ETS ของประเทศไทย ทั้งในด้านรูปแบบการซื้อขาย กลไกการกำกับดูแล การบริหารจัดการตลาด และการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น โดยอาศัยความเชี่ยวชาญและกลไกดำเนินงานด้านตลาดทุนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมถึงแนวทางการเชื่อมโยงสถาบันการเงิน ตลอดจนการส่งเสริมศักยภาพให้ภาคเอกชนสามารถใช้ประโยชน์ระบบ ETS ให้เกิดประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นไปตามมาตรฐานสากล

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) Climate Resilient City Framework

               วันที่ 13 กรกฎาคม 2569 นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) Climate Resilient City Framework พร้อมด้วย นางสาวอุมา ศรีสุข ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ซึ่งกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จัดขึ้นร่วมกับสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ต่อ(ร่าง) Climate Resilient City Framework จากผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญ และหน่วยงาน สนับสนุนการดำเนินงานเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืน ได้แก่ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมจังหวัด คณะอนุกรรมการประเมินเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืน ระดับพื้นที่ และระดับประเทศ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรระหว่างประเทศ รวมทั้งภาคีที่เกี่ยวข้อง สำหรับการนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์และวางแผนงบประมาณในการพัฒนาเมืองพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่เป็นไปได้จริงและเหมาะสมกับบริบทของกลุ่มเป้าหมาย โดยมี ผู้เข้าร่วมรวมทั้งสิ้น จำนวน 80 แห่ง 130 คน
               ที่ประชุมร่วมกันพิจารณา (ร่าง) Climate Resilient City Framework ใน 5 มิติหลัก ได้แก่ 1) โครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค 2) สุขภาพและความครอบคลุมทางสังคม 3) เศรษฐกิจและความยั่งยืนทางการเงิน 4) สภาพธรรมชาติและสิ่งอวดล้อม เเละ 5) การบริหารจัดการ
               ข้อคิดเห็นครอบคลุมในประเด็น 1) เทคโนโลยี แผนที่ข้อมูลและเครื่องมือเพื่อการตัดสินใจ 2) การพัฒนาศักยภาพกลุ่มเป้าหมาย 3) การเตรียมความพร้อมและการดำเนินงานช่วงเปลี่ยนผ่าน 4) กลไกการสนับสนุนงบประมาณและวิชาการ 5) การสร้างแรงจูงใจเพื่อหนุนเสริมความร่วมมือกับภาคเอกชน 6) การใช้ภาษาในการสื่อสารที่ง่ายต่อความเข้าใจหรือมีการยกตัวอย่างประกอบ 7) ระบุหน่วยงานรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องในแต่ละประเด็นและมิติให้ชัดเจน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”