กรมลดโลกร้อน ร่วม “โครงการ one แยก แลก สุข ปี 2” มอบเสื้อนิรภัยสะท้อนแสง Upcycling 100 ตัว

               วันที่ 5 มิถุนายน 2569 นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นางสาวอุมา ศรีสุข ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมเป็นเกียรติ “โครงการ one แยก แลก สุข ปี 2” มอบเสื้อนิรภัยสะท้อนแสง Upcycling แก่ พนักงานเก็บขยะ และพนักงานกวาดขยะ เขตวัฒนา 100 ตัว และมอบโล่โรงเรียนในเขตวัฒนาที่เข้าร่วมโครงการ 3 โรงเรียน จากบริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด (มหาชน) โดย นายถกลเกียรติ วีรวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ บริษัท ในเครือ ณ อาคาร จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เพลส ชั้น 21 ห้อง Auditorium
               โดยปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 ต่อยอดกิจกรรมไปยังโรงเรียนในเขตวัฒนา นอกจากกระตุ้นให้พนักงานและครอบครัวเล็งเห็นถึงความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม สังคม ตามหลัก ESG แล้วยังขยายไปถึงเยาวชนอีกด้วย โดยรณรงค์การแยกขยะและนำไปผ่านกระบวนการผลิต เป็นเสื้อนิรภัยสะท้อนแสง Upcycle เนื่องจากเป็นที่ตั้งของบริษัทจึงเล็งเห็นถึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ดังกล่าว

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ที่ปรึกษา รมว.ฯ ต้อนรับคณะยุวทูตสิ่งแวดล้อมอนุภาคลุ่มน้ำโขง “เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ปี 2569”

               วันที่ 5 มิถุนายน 2569 นางสาวดาริกา ศรัณย์เกตุ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ต้อนรับคณะยุวทูตสิ่งแวดล้อมอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ในการประชุมการนำเสนอเสียงเด็ก “ยุวทูตสิ่งแวดล้อมอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง” เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ปี 2569 (World Environment Day 2026) ณ ห้องประชุมกรรณิการ์ – ราชาวดี (303 – 304) ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยมีผู้แทนจาก มูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคล สมาคมสร้างสรรค์ชีวิตและสิ่งแวดล้อม องค์การแตร์เดซอมเยอรมันนี มูลนิธิกระจกเงา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมรับฟังข้อคิดเห็นของเด็กและเยาวชนถึงผลกระทบจากวิกฤตสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงที่กำลังส่งผลต่อชีวิต สุขภาพ การศึกษา ความปลอดภัย และอนาคตของเด็กทุกคน มีประเด็นสำคัญ ดังนี้
ข้อเสนอของเด็กและเยาวชน
               • เร่งแก้ปัญหามลพิษเชิงรุกและข้ามแดน (มลพิษอากาศ น้ำเสีย สารพิษ)
               • เปิดพื้นที่ให้เข้าถึงข้อมูลและมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม
               • มีระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า และมีมาตรการเยียวยาผลกระทบจากมลพิษและภัยพิบัติ
               • เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะเด็กชาติพันธุ์
               • ส่งเสริมการเรียนรู้และทักษะเรื่องสิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
แนวทางความร่วมมือ
               • แนวทางความร่วมมือสนับสนุนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ขยายครอบคลุมไปยังทุกกลุ่มเยาวชน โดยเฉพาะเยาวชนกลุ่มชาติพันธุ์และกลุ่มเปราะบางให้มากขึ้น
               • พิจารณาการส่งเสริมบทบาทและกลไกการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของเยาวชน ในแผนและนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและโอกาสการเข้าร่วมประชุมหรือการแสดงบทบาทเวทีที่เกี่ยวข้อง
               • พัฒนาการเข้าถึงข้อมูลและสื่อด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้มีความน่าสนใจ เข้าใจง่ายและเหมาะสมกับเด็กและเยาวชน
               • ประสานงานและกำหนดแนวทางบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

“รมว.สุชาติ” ขับเคลื่อนนโยบายนายกฯ เปิดงานสิ่งแวดล้อมโลก 2569 สู้วิกฤตโลกเดือด ผนึกทุกภาคส่วนเดินหน้าสู่ Net Zero

               วันที่ 5 มิถุนายน 2569 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จัดงานวันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “Global Call for Climate Action : Inspired by Nature. For Climate. For Our Future.” หรือ “ร่วมปรับ ร่วมเปลี่ยน ร่วมสร้างประเทศไทยสู้โลกเดือด” ณ ห้องประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร โดยมีนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดงาน พร้อมประกาศความพร้อมของประเทศไทยในการขับเคลื่อนนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรม
               นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมของประเทศ โดยได้กำหนดนโยบายสำคัญทั้งด้านการบริหารจัดการน้ำ การป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ การพัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ การอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนการผลักดันประเทศไทยสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050
               โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่ไปกับการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงได้มีการนำเสนอร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เข้าครม. แล้ว ขณะนี้อยู่ที่คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณากฎหมายรายมาตรา
               นายสุชาติ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) และโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ระบุว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ “โลกเดือด” (Global Boiling) ขณะที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน ทั้งจากคลื่นความร้อน ภัยแล้ง และอุทกภัยที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน
               “วิกฤตสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นความท้าทายร่วมกันของคนทั้งประเทศและประชาคมโลก การจัดงานวันสิ่งแวดล้อมโลกในปีนี้จึงเป็นเวทีสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้ และเชิญชวนทุกภาคส่วนมาร่วมปรับ ร่วมเปลี่ยน และร่วมสร้างประเทศไทยให้พร้อมรับมือกับวิกฤตโลกเดือด เพื่อส่งต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์ให้กับคนรุ่นต่อไป” นายสุชาติ กล่าว
               ด้าน ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า การบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเอกชนที่มีบทบาทสำคัญในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตและการลงทุนสู่เศรษฐกิจสีเขียว รวมถึงภาคประชาชนที่สามารถร่วมลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมผ่านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน
               ภายในงานได้รับเกียรติจาก Ms. Dechen Tsering ผู้อำนวยการโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ร่วมกล่าวสุนทรพจน์ พร้อมจัดเวทีเสวนาและนิทรรศการนวัตกรรมสีเขียว เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำ
               การจัดงานครั้งนี้มีผู้บริหารระดับสูง หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรระหว่างประเทศ เยาวชน และประชาชนเข้าร่วมอย่างคับคั่ง สะท้อนพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน และพร้อมรับมือกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรม

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ประชุมรับมอบนโยบายการจัดทำแผนปฏิบัติราชการ ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2571 – 2575)

               วันที่ 4 มิถุนายน 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (อสส.) เป็นประธานในการประชุมรับมอบนโยบายการจัดทำแผนปฏิบัติราชการ ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2571 – 2575) กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น 3 และผ่านระบบการประชุมทางไกล (VDO Conference) โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล ผู้อำนวยการสถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน และคณะ นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ผู้อำนวยการสำนัก/ศูนย์/กอง/กลุ่ม และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม
               ทั้งนี้ อสส. ได้มอบนโยบายการจัดทำแผนปฏิบัติราชการ ระยะ 5 ปี โดยขอให้บุคลากรทุกคนถือว่าการจัดทำแผนปฏิบัติราชการเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องให้ความร่วมมือ และขอให้บริหารจัดการเวลาเพื่อให้สามารถเข้าร่วมการจัดทำแผนปฏิบัติราชการฯ ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ทั้งนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบกระบวนการดำเนินโครงการจัดทำแผนปฏิบัติราชการฯ ดังกล่าว และ ได้เห็นชอบ องค์ประกอบ หน้าที่และอำนาจ (ร่าง) คำสั่งกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณา และคณะทำงานจัดทำแผนปฏิบัติราชการ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมพิธีถวายเครื่องราชสักการะและจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

               วันที่ 3 มิถุนายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมพิธีถวายเครื่องราชสักการะและจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 ณ เวทีใหญ่ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีเเละรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคู่สมรส เป็นประธานในพิธี และมีคณะรัฐมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ทหาร ตำรวจ พลเรือน ภาคเอกชน และประชาชน เข้าร่วมในพิธี และร่วมจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้
               ในการนี้ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้แทนกรม ร่วมถวายเครื่องราชสักการะ และวางพานพุ่มทอง พานพุ่มเงิน เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง เพื่อร่วมแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อประชาชนชาวไทย

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมลงนามถวายพระพร เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

               วันที่ 3 มิถุนายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำคณะผู้บริหารระดับสูง และหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดินทางไปยังห้องแดง อาคารหน่วยราชการในพระองค์ 904 และศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง เพื่อถวายความเคารพพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมทั้งถวายแจกันดอกไม้ และร่วมลงนามในสมุดถวายพระพร เพื่อแสดงความจงรักภักดีและถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้
               จากนั้น นายปวิช เกศววงศ์ และนายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้นำคณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ถวายความเคารพพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมทั้งถวายแจกันดอกไม้ และร่วมลงนามในสมุดถวายพระพร ณ สถานที่ดังกล่าวด้วย

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จัดพิธีถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2569

               วันที่ 2 มิถุนายน 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อม นายปวิช เกศววงศ์ และ นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงานราชการ และเจ้าหน้าที่กรมลดโลกร้อน เข้าร่วมพิธีถวายพระพรชัยมงคล และลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงปฏิบัติตามพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรชาวไทยอย่างต่อเนื่อง

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

               วันที่ 2 มิถุนายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายปวิช เกศววงศ์ และนายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม คณะผู้บริหารระดับสูง หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ พนักงาน และเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงฯ เข้าร่วมพิธีถวายพระพรชัยมงคลเเละลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ณ ห้องประชุมศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช ชั้น 2 อาคารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรชาวไทยอย่างต่อเนื่อง

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ครม. อนุมัติตาม รมว.สุชาติ เสนอ ให้กรมลดโลกร้อนเป็นหน่วยผลักดันกองทุน FRLD เพื่อจัดการวิกฤติสภาพภูมิอากาศ

               ผลการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ได้อนุมัติการขับเคลื่อนกองทุนจัดการความสูญเสียและความเสียหายจากสภาพภูมิอากาศ (Fund for responding to Loss and Damage: FRLD) ของไทย ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) โดยนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) ได้เร่งรัดเสนอให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมทำหน้าที่เป็นหน่วยงานผู้มีอำนาจของประเทศ (National Authority) และหน่วยประสานงานหลัก (National Focal Point) ของกองทุน FRLD พร้อมสั่งการให้กรมฯ เร่งผลักดันศักยภาพการเข้าถึงแหล่งเงินสนับสนุนจากต่างประเทศแก่ทุกภาคส่วน เพื่อให้ประเทศไทยได้รับงบประมาณเสริมภูมิคุ้มกันจากภัยพิบัติด้านสภาพอากาศ โดยเฉพาะการป้องกันและจัดการความเสี่ยงภัยที่จะนำไปสู่การบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนอย่างเร่งด่วน
               อีกทั้งคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบการทบทวนปรับเปลี่ยนผู้มีอำนาจของประเทศ (Designated Authority) เพื่อให้การลงนามรับรองโครงการที่ขอรับการสนับสนุนจากกองทุนภายใต้กรอบอนุสัญญา UNFCCC ทั้งหมดมีความเหมาะสม คล่องตัว และทันต่อสถานการณ์ โดยเฉพาะกองทุนด้านการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Adaptation Fund) และกองทุนภูมิอากาศสีเขียว (Green Climate Fund) ซึ่ง รมว.ทส. มุ่งเน้นให้การลดขั้นตอนภายในประเทศสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการดึงดูดเม็ดเงินสนับสนุนจากต่างประเทศได้มากยิ่งขึ้น โดยสอดคล้องกับเงื่อนไขของกองทุนระดับนานาชาติได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
               ทั้งนี้ รมว.ทส. กำหนดให้เร่งผลักดันการยกระดับขีดความสามารถของไทย เพื่อปกป้องกลุ่มเปราะบาง และจัดการกับความสูญเสียและความเสียหายจากสภาพภูมิอากาศ ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างยั่งยืน โดยจะลงนามในหนังสือแจ้งให้ทุกกองทุนภายใต้กรอบอนุสัญญา UNFCCC ทราบโดยด่วนต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน เปิดตัวระบบติดตามประเมินผลการปรับตัว ปักหมุดโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล รับมือวิกฤต “โลกเดือด” มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันระดับสากล

               วันที่ 2 มิถุนายน 2569 นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมเผยแพร่แนวทางการใช้ระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อนำเสนอความสำเร็จในการพัฒนาระบบเทคโนโลยีและฐานข้อมูลกลางในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การปรับตัวของประเทศอย่างเป็นระบบ และกล่าวปาฐกถาพิเศษ “Plan – Act – Track: ขับเคลื่อนและติดตามประเมินผลยุทธศาสตร์การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยระบบ M&E” พร้อมด้วยหน่วยงานหลัก 6 สาขา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในรายสาขา เข้าร่วมประชุมกว่า 250 คน ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร
               นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่าปัจจุบันโลกไม่ได้เผชิญเพียง “วิกฤตสภาพภูมิอากาศ” แต่กำลังเผชิญ “วิกฤตความสามารถในการปรับตัว” และจากรายงาน Climate Risk Index (CRI) 2026 โดย Germanwatch พบว่าความเสี่ยงของไทยพุ่งขึ้นมาอยู่อันดับที่ 17 ของโลก จากอันดับที่ 72 ในปี 2022 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของประเทศต่อเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วอย่างชัดเจน และจากข้อมูล สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งสหราชอาณาจักร หรือ Met Office แจ้งว่า ปี 2026 มีแนวโน้มที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมมากกว่า 1.4 องศาเซลเซียส ซึ่งถือเป็นปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่มีการบันทึกข้อมูลมา ท่ามกลางวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก การปรับตัวต่อผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Adaptation) ได้กลายเป็นวาระสำคัญภายใต้กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะภายใต้ความตกลงปารีสและเป้าหมายการปรับตัวระดับโลก (Global Goal on Adaptation: GGA) ที่มุ่งเน้นให้ทุกประเทศสามารถลดความเปราะบาง เสริมสร้างความยืดหยุ่น รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตั้งแต่ระดับนโยบายจนถึงการขับเคลื่อนร่วมกับทุกภาคส่วน เชื่อมโยงกับนานาชาติอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การบริหารจัดการน้ำและ ป้องกันภัยพิบัติ การพัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 ตลอดจนการผลักดัน (ร่าง) พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. ….
               นายปวิช กล่าวเพิ่มเติมว่า ระบบ M&E ที่พัฒนาขึ้นนี้ไม่ใช่เพียงแค่เครื่องมือรายงานผล แต่เป็น ‘โครงสร้างพื้นฐานเชิงนโยบายด้านข้อมูลภูมิอากาศของประเทศ’ ที่จะเชื่อมโยงข้อมูลจากระดับพื้นที่ หน่วยงาน และประเทศเข้าด้วยกัน เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย การประเมินความเสี่ยง และช่วยให้ประเทศไทยมีฐานข้อมูลที่น่าเชื่อถือในการขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนสิ่งแวดล้อมระดับโลก เช่น Adaptation Fund, Green Climate Fund และกองทุน FRLD ในการดำเนินโครงการสร้างภูมิคุ้มกันในพื้นที่เสี่ยงและกลุ่มเปราะบางต่อไป
               นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดเวที The Expert Talk ภายใต้หัวข้อ “จาก M&E สู่ MERL: ยกระดับระบบติดตามประเมินผลด้วย AI การเรียนรู้ และการใช้งานต่อเนื่องเชิงนโยบายที่ยั่งยืน” โดยได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญร่วมแบ่งปันมุมมอง อาทิ รศ. ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) เสวนาในประเด็นวิวัฒนาการจากระบบติดตามผลสู่การเรียนรู้และปรับตัว (M&E – MEL – MERL), ผศ.ดร.จีรพงษ์ เหล่าน้ำใส (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) นำเสนอการประยุกต์ใช้ AI ร่วมกับระบบ M&E เพื่อวิเคราะห์และคาดการณ์เชิงสนับสนุนการตัดสินใจ และ นายคนที ทองจันทร์ (ผู้แทนองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน: GIZ) ร่วมถอดบทเรียนด้านการสร้างความยั่งยืนและการยอมรับระบบไปปฏิบัติใช้ในระดับองค์กร และฟังการบรรยายสรุปความสำเร็จโครงการและการพัฒนาระบบฯ โดย ผศ.ดร.ภวิสร ชื่นชุ่ม จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งระบบดังกล่าวจะถูกขับเคลื่อนผ่าน E-Form เชื่อมต่อสู่ฐานข้อมูลกลางและแสดงผลผ่าน Dashboard พร้อมเตรียมพัฒนาต่อยอดสู่ระบบวิเคราะห์ข้อมูลด้วยฐานข้อมูลและ AI (Data-driven system) เพื่อสร้างกลไกการเรียนรู้ร่วมกันของทุกภาคส่วน
               นายปวิช กล่าวทิ้งท้ายว่า สส. มุ่งหวังให้ระบบติดตามและประเมินผลดังกล่าวเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการปรับตัวของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับบริบทของประเทศ และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่ได้อย่างแท้จริง เพื่อสร้างสังคมไทยที่มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และก้าวสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”