กรมลดโลกร้อน จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นที่มีต่อผลการพัฒนาและจัดทำข้อมูลคาดการณ์สภาพภูมิอากาศแห่งชาติความละเอียดสูง

          วันนี้ (28 มกราคม 2569) นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมให้เกียรติเป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็นที่มีต่อผลการพัฒนาและจัดทำข้อมูลคาดการณ์สภาพภูมิอากาศแห่งชาติความละเอียดสูง เพื่อสนับสนุนการประเมินความเสี่ยงและการดำเนินการตามแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจัดขึ้น ณ ห้องประชุม 304 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ Zoom Online Meeting ซึ่งกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยศูนย์วิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้ดำเนินโครงการพัฒนาและจัดทำข้อมูลภาพฉายภูมิอากาศ (Climate projection) ความละเอียดสูงสำหรับประเทศไทยเพื่อสนับสนุนการประเมินความเสี่ยงและการดำเนินงานตามแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จากชุดข้อมูลของโครงการเปรียบเทียบระหว่างแบบจำลองควบคู่ ระยะที่ 6 (Coupled Model Intercomparison Project Phase 6; (CMIP6) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) การจัดทำข้อมูลภาพฉายภูมิอากาศความละเอียดสูงด้วยการเพิ่มความละเอียดเชิงพื้นที่ (Downscaling) ด้วยวิธีพลวัตรและวิธีสถิติซึ่งครอบคลุมประเทศไทยด้วยความละเอียดตั้งแต่ 25 x 25 กิโลเมตรไปจนถึง 5 x 5 กิโลเมตร 2) การจัดทำชุดข้อมูลตรวจวัดในรูปแบบกริดที่มีคุณภาพสูง 3) การพัฒนาข้อมูลเตือนภัยผลกระทบสภาพอากาศร้อนจัดด้วยเครื่องมือตรวจวัดอย่างง่ายในระดับชุมชน 4) การพัฒนาระบบเว็บไซต์ให้บริการข้อมูลภูมิอากาศที่จัดทำขึ้นแก่ผู้ใช้งานในระดับต่างๆ และ 5) การพัฒนาศักยภาพบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการและใช้งานข้อมูลภูมิอากาศแบบต่างๆ เพื่อให้การดำเนินงานของโครงการฯ นี้ มีความเชื่อมั่นทางวิชาการ ครบถ้วนและสมบรูณ์ จึงจัดรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอเพิ่มเติมจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จากผู้แทนจากทั้งภาครัฐ เอกชนและสถาบันการศึกษา รวมทั้งสิ้น 80 หน่วยงาน จำนวน 204 คน
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”



กรมลดโลกร้อน จัดประชุมคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569


วันที่ 28 มกราคม 2569 เวลา 14.00 น.ณ ห้องประชุม 202 ชั้น 2 อาคารกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) จัดการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (กนภ.) ครั้งที่ 1/2569 โดยมี ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปกท.ทส. รับมอบจาก รมว.ทส. เป็นประธานกรรมการ นางสาวปรียาพร สุวรรณเกษ รอง ปกท.ทส. รับมอบจาก ปกท.ทส. เป็นกรรมการและเลขานุการ และ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดี สส. ปฏิบัติหน้าที่กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ พร้อมด้วยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ รวมทั้งผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

ในการประชุม คณะกรรมการฯ ได้รับทราบผลการดำเนินงานที่ผ่านมาและพิจารณาเห็นชอบเรื่องที่สำคัญ ดังนี้
1.เห็นชอบต่อร่างรายงานการติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกจากมาตรการรายสาขา ปี พ.ศ. 2566 เพื่อใช้ประกอบการจัดทำรายงานแห่งชาติ ฉบับที่ 5 รวมกับรายงานความโปร่งใสรายสองปี ฉบับที่ 2 (Fifth National Communication and Second Biennial Transparency Report (NC5/BTR2) เสนอต่อสำนักเลขาธิการกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภายในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2569
2.เห็นชอบต่อการกำหนดชื่อกองทุน Fund for responding to Loss and Damage (FRLD)
เป็นภาษาไทย โดยใช้ชื่อว่า “กองทุนจัดการความสูญเสียและความเสียหายจากสภาพภูมิอากาศ” และการแต่งตั้ง สส.เป็น National Authority/National Focal Point ของกองทุน
3.รับทราบผลการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 30 (COP 30) สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขับเคลื่อนการดำเนินงานตามภารกิจต่อไป
4.เห็นชอบในหลักการต่อการจัดทำร่างบันทึกข้อตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งนิวซีแลนด์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เข้าสู่การพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป
5.เห็นชอบในหลักการต่อการจัดทำร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงพัฒนาเศรษฐกิจแห่งสหพันธรัฐรัสเซียว่าด้วยประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาคาร์บอนต่ำ เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เข้าสู่การพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”



กรมลดโลกร้อน รวมพลังขับเคลื่อนเครือข่ายต่อต้านทุจริต และประกาศเจตนารมณ์ No Gift Policy

          วันนี้ (27 มกราคม 2569) ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเเละสิ่งแวดล้อมเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการรวมพลังขับเคลื่อนเครือข่ายต่อต้านทุจริตและประกา เจตนารมณ์ No Gift Policy ในการเป็นหน่วยงานที่เจ้าหน้าที่ทุกคน มีเจตนารมณ์ไม่รับของขวัญและของกำนัลทุกชนิดจากการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมทั้งจัดฝึกอบรมเสริมสร้างองค์ความรู้ เรื่อง การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม สำหรับนิติบุคคลในการป้องกันการให้สินบน และแนวทางในการปฏิบัติงานที่ลดความเสี่ยงจากการปฏิบัติหน้าที่ โดยได้รับเกียรติจาก นางวริดา ตันบุญเอก ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและบูรณาการมีส่วนร่วมต้านทุจริต พร้อมคณะจากสำนักงาน ป.ป.ช.เป็นวิทยากร ตลอดจนสนับสนุนการดำเนินงานเครือข่ายภาครัฐต่อต้านการทุจริต/STRONG องค์กรพอเพียง วางแผนการดำเนินงานและแนวทางการขับเคลื่อนงานเครือข่ายดังกล่าว เพื่อพัฒนาให้เกิดความเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป ทั้งนี้ มีเจ้าหน้าที่เข้าร่วมทั้งหมด 219 คน
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”




กรมลดโลกร้อนร่วม ประชุมระดับนานาชาติ Blue Resilience: Climate, Oceans and the Future of Coastal Economies

          วันนี้ (27 มกราคม 2569) นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (รอง อสส.) ให้เกียรติเป็นวิทยากรร่วมในงานประชุมระดับนานาชาติ Blue Resilience: Climate, Oceans and the Future of Coastal Economies ซึ่งจัดโดย Financial Times Live โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านนโยบายและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดการทรัพยากรทางทะเล และการพัฒนาเศรษฐกิจชายฝั่งอย่างยั่งยืน ณ ห้องประชุม Centara Grand and Bangkok Convention Centre
ในการนี้ รอง อสส. เข้าร่วมเสวนาในหัวข้อ “From market potential to coastal health security” ซึ่งร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในประเด็นการพัฒนาโครงการ Blue Carbon การเชื่อมโยงกับกลไกตลาดคาร์บอนตาม Article 6 การประเมินคุณค่าประโยชน์ร่วมที่ไม่ใช่คาร์บอน รวมถึงบทบาทของภาครัฐในการออกแบบธรรมาภิบาลและกลไกทางการเงิน โดยกล่าวว่า ธรรมาภิบาลด้านสภาพภูมิอากาศเพื่อส่งเสริมการลงทุนเพื่อความยืดหยุ่นจำเป็นต้องนำผลประโยชน์ด้านสภาพภูมิอากาศมาผนวกเข้ากับกลยุทธ์การลงทุน โดยให้ความโปร่งใสและปรับแรงจูงใจให้สอดคล้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน เป้าหมาคาร์บอนต่ำ และเป้าหมายด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระยะยาว โครงสร้างธรรมาภิบาลที่มีประสิทธิภาพในแง่ของกลยุทธ์เศรษฐกิจสีน้ำเงินผ่านความร่วมมือระดับภูมิภาค สามารถลดความเสี่ยงในการลงทุนและดึงดูดเงินทุนจากภาครัฐและเอกชนสำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติ (Nature-based Solutions: NbS) และโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น โดยเครื่องมือเชิงนวัตกรรม เช่น พันธบัตรสีน้ำเงิน เครดิตคาร์บอนสีน้ำเงิน (การเงินคาร์บอน) และผลิตภัณฑ์ประกันภัย สามารถเชื่อมช่องว่างทางการเงินของการลงทุนเพื่อความยืดหยุ่นในระดับภูมิภาคและลดความเสี่ยงในการลงทุนเพื่อให้โครงการสามารถขอสินเชื่อได้
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”




           เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จัดประชุมหารือแนวทางการพิจารณาข้อเสนอเยาวชน ที่มีต่อการขับเคลื่อนเพื่อแก้ปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเป็นการประชุมหารือร่วมกันระหว่างผู้แทนเยาวชน UNICEF Thailand กับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ณ ห้องประชุมอินทนิล (301) อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยคุณอิลาเรีย ฟาเวโร่ ผู้บริหาร UNICEF Thailand และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง นำผู้แทนเยาวชน เข้าพบ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยนายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ผู้บริหารกรมและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือแนวทางการพิจารณาข้อเสนอเยาวชนที่มีต่อการขับเคลื่อนเพื่อแก้ปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประกอบด้วย 6 ข้อเสนอหลัก ได้แก่ 1. การสร้างและส่งเสริมกลไกการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของเยาวชน 2. Climate Education ทั้งในระบบและนอกระบบการศึกษา 3. ด้านงบประมาณสำหรับการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศของเยาวชน 4. เชื่อมช่องว่างระหว่างนโยบายชาติและการดำเนินงานภูมิปัญญาท้องถิ่นในด้านการพร้อมรับปรับตัวโดยเยาวชน 5. เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน ลดมลพิษ ที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตเด็ก เยาวชน และชุมชน และ 6. ส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมที่เหมาะสมกับกลุ่มเปราะบาง ทั้งนี้ ได้มีนโยบายในการศึกษารูปแบบโครงสร้าง เพื่อจัดตั้งเครือข่าย Thailand Youth Climate Council อย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งสนับสนุนและผลักดันข้อเสนอเยาวชนในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับแผน นโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยต่อไป
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”



กรมลดโลกร้อน ร่วมบรรยาย “นโยบาย ทิศทาง และแผนงานสู่ Net Zero ของประเทศไทย” หลักสูตร NZAP 2026

          เมื่อวันศุกร์ที่ 23 มกราคม 2569 นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (รอง อสส.) ให้เกียรติเป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ “นโยบาย ทิศทาง และแผนงานสู่ Net Zero ของประเทศไทย” หลักสูตร “Net Zero Accelerator Program (NZAP) 2026” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้เข้าร่วมประชุม ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนมุมมอง แนวคิด และประสบการณ์ ตลอดจนสร้างความร่วมมือในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ณ Hall 1 ชั้น P10 อาคารอเนกประสงค์ SCG สำนักงานใหญ่ บางซื่อ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมจากภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งสิ้น 76 คน ในการนี้ รอง อสส.ได้กล่าวถึงแนวโน้มสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมยกตัวอย่างสถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ รวมถึงสรุปประเด็นสำคัญจากการประชุม World Economic Forum 2026 และทิศทางรวมถึงผลลัพธ์จากการประชุม COP30 ตลอดจนผลกระทบและทิศทางนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมจากกรณีที่สหรัฐอเมริกาถอนตัวออกจากกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) และความตกลงปารีส นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำถึงเป้าหมายและมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก          ภายใต้ NDC 3.0 แนวทางการปรับปรุงยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ (LT-LEDS) รวมถึงความคืบหน้าการจัดทำร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบเศรษฐกิจและสังคมแบบยั่งยืนและคาร์บอนต่ำ มุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050 พร้อมทั้งกล่าวถึงบทบาทของภาครัฐ ในการสนับสนุนภาคเอกชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในแข่งขันและก้าวทันกติกาการค้าโลกได้อย่างยั่งยืนและเป็นธรรม
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”


กรมลดโลกร้อนหารือหอการค้าอังกฤษ – ไทย แลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ


วันที่ 26 มกราคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดี ฯ ดร.กิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ และเจ้าหน้าที่ หารือร่วมกับผู้แทนหอการค้าอังกฤษ – ไทย (British Chamber of Commerce Thailand: BCCT) แลกเปลี่ยนแนวทางการดำเนินนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และทิศทางการปรับตัวของภาคธุรกิจ ณ ห้องประชุมราชาวดี (304) ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
          อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยประเทศไทยได้จัดส่ง NDC 3.0 ซึ่งตั้งเป้าหมายควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่เกิน 152 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ณ ปี ค.ศ. 2035 เปรียบเทียบกับระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของปีฐาน (Absolute Emissions Reduction) ณ ปี ค.ศ. 2019 ที่สอดคล้องตามเส้นวิถี 1.5 องศาเซลเซียส เพื่อมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี ค.ศ. 2050 อีกทั้งประเทศไทยอยู่ระหว่างการปรับปรุงยุทธศาสตร์ระยะยาวเพื่อการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศ (LT-LEDS) และแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้สอดรับกับเป้าหมายดังกล่าว รวมถึงแลกเปลี่ยนความก้าวหน้าของสถานะ พรบ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
          นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนแนวทางการดำเนินงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยมีภาครัฐส่งเสริมให้มีการลงทุนในเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน ปรับภูมิทัศน์ภาคการเงิน รวมถึงสร้างกลไกกฎหมายที่สมดุล และภาคเอกชนร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงาน ซึ่งฝ่าย BCCT ยินดีที่จะให้การสนับสนุนในส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านของประเทศให้สามารถบรรลุตามเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้สามารถรองรับทิศทางการเปลี่ยนแปลงโลกได้อย่างเท่าทันต่อไป
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”



กรมลดโลกร้อน จับมือ ThaiCBN เร่งขับเคลื่อน NDC 3.0 ยกระดับเครือข่าย พาไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจก 47% ภายในปี 2035 ควบคู่การปรับตัวอย่างยั่งยืน

          กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมประสานความร่วมมือกับเครือข่ายธุรกิจเพื่อการจัดการสภาพภูมิอากาศประเทศไทย (ThaiCBN) โดยลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือเพื่อส่งเสริมการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นการยกระดับการดำเนินงานของเครือข่ายในการสนับสนุนนโยบายการเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนาเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Economy) ได้อย่างยั่งยืน สอดคล้องกับเป้าหมาย NDC 3.0 ที่ต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ณ ปี ค.ศ. 2035 (พ.ศ. 2578) ให้ได้ร้อยละ 47 เพื่อมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ในปี ค.ศ. 2050 (พ.ศ. 2593) ควบคู่ไปกับการเร่งปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
ดร. พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ประเทศไทยได้ยกระดับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามกรอบ NDC 3.0 เพื่อเป็นฐานในการพัฒนารูปแบบทางเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำให้ก้าวสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ร่วมกับประชาคมโลกได้ ภายในปี ค.ศ. 2050 (พ.ศ. 2593) ซึ่งเป็นการยกระดับดำเนินการให้เร็วขึ้นจากเดิมถึง 15 ปี เพื่อเร่งลดสาเหตุการเกิดปัญหาโลกร้อนที่สร้างความสูญเสียและเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรงอย่างเป็นรูปธรรม
          เป้าหมาย NDC 3.0 มีความท้าทายทั้งในเชิงนโยบาย การปฏิบัติ เทคโนโลยี และการเงิน โดยกำหนดสัดส่วนระหว่างการลงทุนภายในประเทศด้วยตนเอง และการขอรับการสนับสนุนจากต่างประเทศสำหรับส่วนที่จะลดก๊าซเรือนกระจกได้เพิ่มเติมที่อัตราร้อยละ 70 : 30 ซึ่งคิดเป็นเงินลงทุนหลายแสนล้านบาทที่ต้องมีการกระจายตัวไปในสาขาที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของสังคม ตลอดจนกิจกรรมทางเศรษฐกิจในวงกว้าง จนเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่จะสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างมั่นคงในระยะยาว ทำให้ประเทศไทยต้องมีวิสัยทัศน์ที่ถูกต้อง มีองค์ความรู้ที่เหมาะสม มีผู้ดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ และมีงบประมาณที่เพียงพอต่อการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว
          ดังนั้น การสร้างกลไกความร่วมมือให้เกิดเครือข่ายขับเคลื่อนการดำเนินงานที่มีเป้าหมายสอดคล้องกับเป้าหมายระดับชาติ และมีศักยภาพเพียงพอต่อการขับเคลื่อนนโยบายในระยะยาวได้ เช่นเดียวกับเครือข่าย ThaiCBN จึงเป็นเรื่องที่ต้องให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ และความร่วมมือนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจ เพื่อเปลี่ยนความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้เป็นโอกาสในการพัฒนา และสร้างอนาคตที่ยั่งยืนร่วมกันให้กับประเทศไทยในระยะยาว
           ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ ประธานคณะกรรมการเครือข่ายธุรกิจเพื่อการจัดการสภาพภูมิอากาศประเทศไทย (ThaiCBN) เปิดเผยว่า เครือข่ายฯ ThaiCBN เป็นกลไกความร่วมมือระหว่าง 4 ภาคส่วน ได้แก่ ภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคการเงินและการธนาคาร ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มกลางในการเชื่อมโยงและร่วมยกระดับการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ โดยปัจจุบันเครือข่ายฯ ThaiCBN มีสมาชิกจำนวน 37 องค์กร นำโดย ธนาคารกสิกรไทย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และ บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา โดยการดำเนินร่วมกันนี้มีเป้าหมายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากแนวปฏิบัติที่พัฒนาถูกขยายผลในระดับประเทศอย่างเต็มรูปแบบ รวมกว่า 37 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ครอบคลุมการดำเนินงานในหลายโครงการหลัก
          โดยเครือข่ายฯ ThaiCBN ขับเคลื่อนการดำเนินงานผ่าน 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาแนวปฏิบัติด้านการจัดการสภาพภูมิอากาศ การเสริมพลังความร่วมมือระหว่างองค์กรและภาคส่วนต่าง ๆ และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ผ่านโครงสร้างการดำเนินงานในรูปแบบกลุ่มโครงการสำคัญต่าง ๆ อาทิ เศรษฐกิจหมุนเวียน ภาคเกษตร การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โลจิสติกส์สีเขียว เทคโนโลยี และ ความตระหนักรู้และปฎิบัติจริงของผู้ประกอบการ ซึ่งไม่เพียงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
          ความร่วมมือกับเครือข่ายฯ ThaiCBN จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจ เพื่อเปลี่ยนความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้เป็นโอกาสในการพัฒนา และสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับประเทศไทย โดยความร่วมมือนี้จะช่วยส่งเสริมการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามกรอบ NDC 3.0 เพื่อมุ่งสู่การเป็น Net Zero ภายในปี ค.ศ. 2050 (พ.ศ. 2593) ดังนี้
1. ประสานงาน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และให้คำปรึกษาเชิงนโยบายแก่โครงการที่อยู่ในเครือข่ายฯ ThaiCBN เพื่อให้โครงการได้รับข้อมูลที่ถูกต้องจากผู้เชี่ยวชาญและสามารถนำไปพัฒนาปรับปรุงได้สำเร็จ
2. สนับสนุนการพัฒนาแนวทางปฏิบัติและกิจกรรมร่วมกันในระดับเครือข่าย เนื่องจากปัจจุบันเครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อมมีอยู่อย่างกระจัดกระจาย และอาจมีบทบาทซ้ำซ้อนกัน ดังนั้นเครือข่ายฯ ThaiCBN จึงร่วมกับกรมลดโลกร้อน รวบรวมและเข้าไปหารือกับแต่ละเครือข่ายถึงแนวทางปฏิบัติเพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อผลักดันให้บรรลุตามเป้าหมายของประเทศ
3. เสริมสร้างขีดความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้แก่ภาคธุรกิจ ผ่านการสนับสนุนองค์ความรู้และเครื่องมือในทุกมิติ เพื่อผลักดันให้ธุรกิจเปลี่ยนผ่านสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
          การขับเคลื่อนประเทศสู่การบรรลุเป้าหมาย NDC 3.0 จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ความร่วมมือนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ เปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสในการพัฒนา และเสริมสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับประเทศไทย
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”



กรมลดโลกร้อนเข้าร่วมประชุมคณะอนุกรรมาธิการ การบริหารจัดการเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ วุฒิสภา


เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม 2569 นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (รอง อสส.) พร้อมด้วย นายกิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ และเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมประชุมคณะอนกรรมาธิการการบริหารจัดการเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ณ ห้องประชุม 202 ชั้น 2 อาคารรัฐสภา
การประชุมครั้งนี้ รอง อสส. ได้กล่าวถึงแนวโน้มสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความสำคัญของการควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ตลอดจนการปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ตลอดจนทิศทางและผลลัพธ์จากการประชุม COP30 รวมถึงผลกระทบจากการที่สหรัฐอเมริกาถอนตัวออกจาก UNFCCC และความตกลงปารีส นอกจากนี้ ยังได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเป้าหมายและมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภายใต้ NDC 3.0 ของประเทศไทย และความคืบหน้าการจัดทำร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ คณะอนุกรรมาธิการฯ ได้ให้ข้อเสนอแนะในการเสริมสร้างการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนให้ประเทศไทยมุ่งสู่การบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี ค.ศ. 2050 ได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”


“กรมลดโลกร้อน” เปิดเวที “Youth After COP30 Forum” ชูบทบาทเยาวชนไทย ร่วมกำหนดทิศทางขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสู่ประชาคมโลก

          วันนี้ (22 มกราคม 2569) กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จัดงานสรุปผลการดำเนินงานของผู้แทนเยาวชนไทยในการเข้าร่วมงาน COP30 หรือ Youth After COP30 Forum สะท้อนมุมมองเยาวชนไทยในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดงาน พร้อมรับมอบรายงาน Thai Youths Report At COP30 ซึ่งมี นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม คณะผู้บริหารกรม ผู้แทนเยาวชนไทยที่เข้าร่วมงานประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 30 (COP30) และผู้แทนจากเครือข่ายเด็กและเยาวชนต่างๆ ที่ขับเคลื่อนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม รวมถึงผู้แทนจากหน่วยงานภาคีความร่วมมือต่างๆ เข้าร่วมงานกว่า 120 คน ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กรุงเทพฯ
          ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ในฐานะเป็นหน่วยประสานงานกลางของประเทศ ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change) หรือ UNFCCC) ได้ให้ความสำคัญกับกลุ่มเด็กและเยาวชนที่เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องสิ่งแวดล้อม ให้สามารถเชื่อมโยงกับการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน พร้อมให้การสนับสนุนในการเข้ามามีส่วนร่วมของเยาวชนไทยในเวทีด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่างๆ เพื่อเปิดพื้นที่และโอกาสให้เยาวชนได้ร่วมแลกเปลี่ยน ความคิดเห็น มุมมองและวิสัยทัศน์ รวมถึงรายงาน Youth Statement ข้อเสนอเชิงนโยบาย หรือข้อเสนอมิติอื่นๆ ของเยาวชน โดย กรมฯ จะนำไปประกอบการพิจารณาเพื่อขับเคลื่อนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยต่อไป
          ดร.พิรุณ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอชื่นชมเยาวชนไทยที่ขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกันอย่างเข้มแข็ง นับเป็นพลังเสียงสำคัญในนามผู้แทนเยาวชนไทย ที่ได้แสดงศักยภาพร่วมกันกำหนดการเข้าร่วมกิจกรรมคู่ขนาน (Side Event) ใน Thailand Pavilion และเวทีอื่นๆ ในงาน COP30 ณ เมืองเบเล็ง สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการแสดงพลังบทบาทร่วมกับเยาวชนจากนานาประเทศทั่วโลกในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและร่วมกำหนดทิศทางในภาคเยาวชน เพื่อขับเคลื่อนประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสู่ประชาคมโลก อีกทั้งขอขอบคุณภาคีเครือข่ายองค์กรต่างๆ UNICEF Thailand, มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ในการส่งเสริมสนับสนุนเยาวชนได้มีโอกาสเข้าร่วมงาน COP30 ณ เมืองเบเล็ง สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล รวมถึงโครงการ TTA LAB ที่สนับสนุนชุดแฟชั่นโชว์ให้เยาวชนไทยและเยาวชนนานาประเทศ ให้ได้สวมใส่เสื้อผ้าที่แสดงความเป็นไทย ที่ผลิตด้วยกระบวนการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภายใต้ “Concept Sustainable Fashion Show” และหลังจากนี้จะได้มีการบูรณาการทำงานร่วมกัน เพื่อสนับสนุนพัฒนาเด็กและเยาวชนในการขับเคลื่อนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยให้เห็นภาพชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสุดท้ายคาดหวังว่า การจัดงานในครั้งนี้ เยาวชนจะได้นำความรู้ที่ได้รับมาถ่ายทอดประสบการณ์ เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อนำไปพัฒนาขับเคลื่อนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมในภาคเครือข่ายเด็กและเยาวชนในประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการวางแผนประเด็นงานที่จะขับเคลื่อนร่วมกันในงาน COP31 ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไป
          ด้าน คุณกลย์ธัช คาโต้ซาโนะ ผู้แทนเยาวชนไทยที่เข้าร่วมการประชุม COP30 ณ เมืองเบเล็ง ประเทศบราซิล ได้กล่าวว่า การประชุม COP30 เยาวชนไม่ได้เข้าร่วมในเชิงสัญลักษณ์ แต่มีบทบาทจริงในฐานะผู้ผลักดันประเด็น นักสื่อสาร นักนวัตกรรม และหุ้นส่วนในการกำหนดทิศทางนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศ ตั้งแต่ระดับชุมชนไปจนถึงระดับนานาชาติ เยาวชนได้นำประสบการณ์ตรงจากพื้นที่จริง เสียงของคนรุ่นใหม่ และมุมมองระยะยาว เข้าสู่การสนทนาเชิงนโยบายอย่างชัดเจน พร้อมย้ำข้อความสำคัญว่า การตัดสินใจด้านสภาพภูมิอากาศในวันนี้ จะส่งผลโดยตรงต่อชีวิตของคนรุ่นต่อ
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”