กรมลดโลกร้อน เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น “แผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวฯ รายสาขา” (พ.ศ. 2569–2573) เชื่อมการปรับตัวของไทยสู่เป้าหมายและตัวชี้วัดระดับโลก

              วันที่ 27 สิงหาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรายสาขา (พ.ศ. 2569 – 2573) เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเสนอแนะต่อร่างแผนฯ ก่อนนำไปปรับปรุงเป็นแผนฉบับสมบูรณ์ โดยมุ่งให้มาตรการ แนวทางการดำเนินงาน และตัวชี้วัดของแผนรายสาขา สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทยและเชื่อมโยงกับเป้าหมายการปรับตัวระดับโลก (Global Goal on Adaptation: GGA) โดยมี หน่วยงานร่วมรับฟังความเห็นกว่า 100 คน ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
               ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยถึงสถานการณ์วิกฤตภูมิอากาศว่า จากรายงาน State of the Global Climate 2025 ขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่า ช่วงปี 2558–2568 เป็น 11 ปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่มีการบันทึกสถิติ โดยมีอุณหภูมิสูงกว่ายุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมถึง 1.43 องศาเซลเซียส อีกทั้งสถาบันวิจัยระดับโลก (WIR และ NOAA) คาดการณ์การเกิดปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño)” ที่จะทวีความรุนแรงสูงสุดช่วงเดือนธันวาคม 2569 ถึงกุมภาพันธ์ 2570 ซึ่งจะส่งผลให้เกิดภัยแล้งและคลื่นความร้อนรุนแรงทั่วโลก สำหรับประเทศไทย ผลกระทบเกิดขึ้นอย่างชัดเจน เช่น เหตุการณ์น้ำท่วมหนักที่จังหวัดน่านเมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา ขณะที่รายงาน Climate Risk Index 2026 ของ Germanwatch ระบุว่าความเสี่ยงด้านสภาพอากาศของไทยขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 17 ของโลก หากไม่มีมาตรการรับมือเพิ่มเติม ธนาคารโลกประเมินว่าอาจส่งผลให้ GDP ของไทยลดลงถึง 7–14% ภายในปี 2050 โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด
               สถานการณ์ดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการเร่งสร้างภูมิคุ้มกัน ลดความเปราะบาง และเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวของประเทศ โดยการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เพียงการรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่ต้องเป็นการเตรียมความพร้อมของประเทศต่อความเสี่ยงในอนาคตอย่างเป็นระบบ โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เร่งขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวฯ ใน 6 สาขาสำคัญ ได้แก่ การจัดการทรัพยากรน้ำ เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร การท่องเที่ยว สาธารณสุข การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งปัจจุบัน กรมฯ ได้พัฒนาระบบติดตามและประเมินผลการดำเนินงานด้านการปรับตัว โดยจัดทำตัวชี้วัดรายสาขา รวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และพัฒนาฐานข้อมูลเพื่อใช้ติดตามความก้าวหน้าและประเมินผลลัพธ์ของการดำเนินงาน รวมถึงการพัฒนา Platform กลางด้านการติดตามและประเมินผลการปรับตัว เพื่อให้สามารถใช้เป็นฐานข้อมูลในการรายงานผลระดับประเทศและเชื่อมโยงกับกรอบการดำเนินงานด้านการปรับตัวในระดับสากล
               สำหรับการประชุมในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อผลการประเมินงบประมาณและตัวชี้วัดของแผนในทั้ง 6 สาขา เพื่อนำไปปรับปรุงร่างแผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรายสาขาให้มีความเหมาะสมและสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยประเด็นสำคัญในการปรับปรุงแผนฯ คือการทบทวนและพัฒนาตัวชี้วัดให้สามารถตอบโจทย์การดำเนินงานทั้งในระดับสาขาและระดับประเทศ พร้อมทั้งเชื่อมโยงกับกรอบเป้าหมายและตัวชี้วัดด้านการปรับตัวในระดับโลก (GGA) ให้ประเทศไทยสามารถติดตามและประเมินความก้าวหน้าด้านการปรับตัวได้อย่างเป็นระบบ และสะท้อนผลการดำเนินงานได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งในระดับโลกได้มีการพัฒนาชุดตัวชี้วัด Belém Adaptation Indicators จำนวน 59 ตัวชี้วัด เพื่อสนับสนุนการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานด้านการปรับตัวของประเทศต่าง ๆ โดยการนำเสนอผลการประเมินความต้องการทางการเงินสำหรับกิจกรรมด้านการปรับตัวในแต่ละสาขา จะทำให้เห็นภาพความต้องการด้านการเงิน และสามารถนำข้อมูลไปประกอบการวางแผนและจัดลำดับความสำคัญของมาตรการและกิจกรรมด้านการปรับตัวให้เหมาะสมกับทรัพยากรที่มีอยู่ ทั้งนี้ หากมีการปรับปรุงร่างแผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวฯ รายสาขา เป็นฉบับสมบูรณ์แล้ว จะสามารถนำแผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไปใช้เป็นมาตรการ แนวทางการดำเนินงานสู่การดำเนินงานในระดับสาขาและระดับพื้นที่ ที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย และเป้าหมายการปรับตัวระดับโลก

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน เปิดศูนย์การเรียนรู้โรงเรียนคาร์บอนต่ำ (Low Carbon School) โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติฯ ภูเก็ต รวมพลังการเรียนรู้ สร้างเยาวชนกู้โลก สู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

               วันอังคารที่ 25 สิงหาคม 2569 นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์การเรียนรู้โรงเรียนคาร์บอนต่ำ (Low Carbon School) โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ ภูเก็ต ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตำบลวิชิต อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วย นายณัฐพร รักบำรุง ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดภูเก็ต นางสาวอุมา ศรีสุข ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และนางณัฐญาพร เสวตานนท์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ ภูเก็ต แขกผู้มีเกียรติ และหน่วยงานภาคีเครือข่าย จำนวนกว่า 200 คน
               โรงเรียนคาร์บอนต่ำ (Low Carbon School) โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ ภูเก็ต ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดโรงเรียนคาร์บอนต่ำ (Low Carbon School) ระดับประเทศ ประจำปี 2568 กลุ่ม B โรงเรียนระดับมัธยมศึกษา รางวัลถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นับเป็นศูนย์การเรียนรู้โรงเรียนคาร์บอนต่ำ (Low Carbon School) แห่งใหม่ของจังหวัดภูเก็ต โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติฯ ภูเก็ต เป็นโรงเรียนต้นแบบที่เต็มไปด้วย “ห้องเรียนมีชีวิต” ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้ตั้งแต่การอนุรักษ์ทรัพยากร การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้พลังงานสะอาด การจัดการขยะ ไปจนถึงการสร้างผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมจากองค์ความรู้ของนักเรียน เชื่อมโยงการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมเข้ากับการพัฒนาทักษะชีวิตและทักษะอาชีพบูรณาการความร่วมมือของสถานศึกษา หน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ ในการทำกิจกรรมส่งเสริมด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติฯ ภูเก็ต ประสบความสำเร็จคว้ารางวัลชนะเลิศการประกวดโครงการโรงเรียนคาร์บอนต่ำระดับประเทศ และได้รับการพัฒนาต่อยอด ยกระดับให้เป็นศูนย์การเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง เพื่อถ่ายทอดการจัดการสิ่งแวดล้อมแบบครบวงจร ขยายผลสู่สถานศึกษาและพื้นที่ต้นแบบอื่นๆ
               สำหรับกิจกรรมในวันนี้ประกอบด้วย การมอบทุนสนับสนุนการดำเนินงานศูนย์การเรียนรู้โรงเรียนคาร์บอนต่ำ โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ ภูเก็ต ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จำนวน 20,000 บาท พร้อมอุปกรณ์สนับสนุนการดำเนินงานศูนย์การเรียนรู้ พิธีเปิดป้ายศูนย์การเรียนรู้ฯ พร้อมเยี่ยมชมฐานกิจกรรมศูนย์การเรียนรู้โรงเรียนคาร์บอนต่ำ (Low Carbon School) โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ ภูเก็ต ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
               ทั้งนี้ ในปี 2569 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้ดำเนินการพัฒนาต่อยอดชุมชนและโรงเรียนคาร์บอนต่ำ รางวัลชนะเลิศระดับประเทศ ประจำปี 2568 จำนวน 4 แห่ง เพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้ชุมชนคาร์บอนต่ำ และศูนย์เรียนรู้โรงเรียนคาร์บอนต่ำ และได้ดำเนินการเปิดศูนย์การเรียนรู้เสร็จสิ้นแล้ว ได้แก่
               1. ชุมชนบ้านหนองหิน หมู่ที่ 8 เทศบาลเมืองศิลาอำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น
               2. ชุมชนบ้านเขาแก้ว หมู่ที่ 6 เทศบาลตำบลปะตง อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี
               3. โรงเรียนเทศบาลวัดชัยชุมพล เทศบาลเมืองทุ่งสง อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช
               4. โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ ภูเก็ต ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตำบลวิชิต อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมกับ GIZ และ มช. ยกระดับศักยภาพ บุคลากร สส. ด้านคาร์บอนต่ำและการสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

               วันที่ 26 สิงหาคม 2569 นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีปิดการฝึกอบรมหลักสูตร “การพัฒนาบุคลากรด้านคาร์บอนต่ำ และการสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ“ หรือหลักสูตร LCEP (Low Carbon and Climate Resilience Empowerment Program) ภายใต้โครงการ EMPOWER ระยะที่ 2 และมอบประกาศนียบัตรให้แก่ผู้สำเร็จการฝึกอบรม โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมจัดขึ้น ร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม ถึงวันที่ 26 สิงหาคม 2569 รวม 48 ชั่วโมง ทั้งในรูปแบบ Online และ Onsite ให้กับบุคลากรของ สส. จากทุกสำนัก ศูนย์ กอง จำนวน 50 คน ซึ่งเป็นผู้มีความรู้พื้นฐานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับเบื้องต้น ถือเป็นการต่อยอดองค์ความรู้พื้นฐานของบุคลากรให้มีความเข้มข้นยิ่งขึ้น ช่วยเสริมศักยภาพในการปฏิบัติงานให้กับเจ้าหน้าที่ ณ ห้องกมลมาศ ชั้น 6 โรงแรมเดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ
               หลักสูตร LCEP เน้นให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความรู้รอบด้านและทักษะที่จำเป็น ที่จะเป็นประโยชน์ในการทำงานของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม มุ่งเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังประกอบด้วยประเด็นเกี่ยวเนื่องในหลากหลายมิติ ได้แก่ ระบบและกฎหมาย เทคโนโลยีใหม่ มาตรการการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญญาประดิษฐ์และทักษะดิจิทัล รวมถึงกลไกตลาดคาร์บอน โดยมีการแบ่งกลุ่มออกแบบมาตรการเชิงนโยบาย 5 ด้าน ได้แก่ 1.) กลุ่มฟ้า ด้าน Carbon Market เรื่อง The Precision Blueprint : ขับเคลื่อนระบบ Thailand Mamlandatory ETS สถาปัตยกรรมระบบโครงสร้างราคาและการกำกับดูแลสู่เป้าหมาย NDC 3.0 (2025-2035) 2.) กลุ่มฝน ด้าน System เรื่อง การขับเคลื่อนเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ตาม NDC 3.0 เชิงระบบ (System Strategy for Thailand’s NDC 3.0 Driven Target) 3.) กลุ่มป่า ด้าน Adaptation เรื่อง การผังเมืองและการรับมือภัยพิบัติ 4.) กลุ่มดิน ด้าน Mitigation เรื่อง การขับเคลื่อน SAF เพื่อบรรลุเป้าหมาย NDC ของประเทศไทย การเชื่อมโยงเชื้อเพลิงการบินยั่งยืน (SAF) กับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก และบทบาทเชิงนโยบายของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) และ 5.) กลุ่มลม ด้าน Digital Skills เรื่อง Forest Climat Intelligence Platform การพัฒนาระบบ AI และ Digital Platform เพื่อประเมินและคาดการณ์การดูดกลับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของพื้นที่ป่าไม้

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน หารือผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น สานต่อความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

               วันที่ 24 สิงหาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมหารือในโอกาสอำลาตำแหน่งของ Ms. Yurie Osawa เลขานุการเอก (First Secretary) ประจำสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น และแนะนำ Mr. Murai Shintaro ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งแทน โดยมี ดร.กิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องวาสนา ชั้น 4 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
               ในการหารือดังกล่าวทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนและติดตามความก้าวหน้าของโครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินงานร่วมกัน ได้แก่ ความร่วมมือด้านกลไกเครดิตร่วม (Joint Credit Mechanism: JCM) การเสริมสร้างศักยภาพการประเมินความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การพัฒนาศักยภาพด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำหรับเจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด และเจ้าหน้าที่ สส. การสนับสนุนทางเทคนิคในการจัดการก๊าซเรือนกระจกกลุ่ม F-Gas รวมถึงความร่วมมือในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการดักจับและการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) ของไทย เพื่อสานต่อความร่วมมือร่วมกันต่อไปในอนาคต

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมประชุมแผนรับมืออุทกภัย–ภัยแล้งภาคตะวันออก เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์

               วันนี้ (24 สิงหาคม 2569) นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคตะวันออก ครั้งที่ 2/2569 โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย คณะกรรมการและผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม 202 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
               การประชุมครั้งนี้ มีวาระสำคัญเพื่อติดตามสถานการณ์ แนวโน้ม และการเตรียมความพร้อมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยที่ประชุมรับทราบการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัยและภัยแล้งของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รวมถึงรับทราบการคาดการณ์สภาพอากาศและแนวโน้มสถานการณ์อุทกภัยและภัยแล้งจากกรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) ตลอดจนแนวทางการบริหารจัดการน้ำจากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติและกรมชลประทาน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการวางแผนและเตรียมความพร้อมให้สอดคล้องกับสถานการณ์
               นอกจากนี้ ที่ประชุมได้ติดตามการเตรียมความพร้อมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งของจังหวัดในพื้นที่ภาคตะวันออก 8 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ตราด นครนายก ปราจีนบุรี ระยอง สระแก้ว และจันทบุรี โดยเน้นการบูรณาการข้อมูลและการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งการเฝ้าระวัง ประเมินความเสี่ยง การบริหารจัดการน้ำ และการเตรียมมาตรการรองรับสถานการณ์ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างรวดเร็วและทันท่วงทีเมื่อเกิดสถานการณ
               นายสุชาติ ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ในทุกมิติ โดยให้คณะอนุกรรมการทั้ง 3 คณะจัดทำแผนปฏิบัติการและมาตรการเร่งด่วน ครอบคลุมการป้องกันก่อนเกิดภัย การบริหารจัดการขณะเกิดภัย การช่วยเหลือเยียวยา และการฟื้นฟูหลังเกิดภัย พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมถึงเฝ้าระวังข้อมูลข่าวสารบนสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อสร้างการรับรู้ที่ถูกต้องและป้องกันข่าวสารบิดเบือน ทั้งนี้ หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินหรือมีปัญหาอุปสรรค ให้เร่งรายงานต่อคณะกรรมการฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถสนับสนุนและช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว โดยกรณีเกิดอุทกภัยรุนแรง ให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอยู่ในพื้นที่และให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน สานพลังอุดรฯ ชู “บ้านม่วง-เมืองไพร” ต้นแบบลุ่มน้ำสงครามขับเคลื่อนแผนปรับตัวสู่การปฏิบัติจริง

               วันที่ 24 สิงหาคม 2569 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับจังหวัดอุดรธานี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี และภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรม “สานพลังชุมชนลุ่มน้ำสงครามตอนบน: ขับเคลื่อนแผนปรับตัวฯ อย่างยั่งยืน” ภายใต้โครงการจัดทำแผนการดำเนินงานด้านการปรับตัวเชิงพื้นที่ในรายสาขาและสาขาที่เกี่ยวข้อง (Cross Cutting) ในพื้นที่ “ชุมชนเขตนิเวศลุ่มน้ำสงครามตอนบน พื้นที่ชุ่มน้ำป่าทาม บ้านเมืองไพร บ้านม่วง-เมืองไพร ตำบลบ้านม่วง อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี” มุ่งขับเคลื่อนแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ ผ่านการผสานองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับภูมิปัญญาและประสบการณ์ของชุมชน พร้อมนำเสนอผลการดำเนินงานด้านการปรับตัว การจัดการระบบนิเวศป่าทาม และการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน เพื่อเป็นบทเรียนสำหรับการขยายผลสู่พื้นที่อื่น โดยได้รับเกียรติจาก นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดงาน และมีนายณฐพล วิถี รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี รศ.ดร. สุนทร สุทธิบาก รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ ภาคประชาสังคม ผู้นำชุมชน และภาคีเครือข่ายเข้าร่วมกิจกรรม จำนวนกว่า 100 ท่าน ณ ห้องทุ่งศรีเมือง แกรนด์ บอลรูม โรงแรมเซ็นทารา จังหวัดอุดรธานี
               นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบรุนแรงเป็นวงกว้าง ข้อมูลจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่า พ.ศ. 2566-2568 เป็น 3 ปีที่อุณหภูมิเฉลี่ยสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ สูงกว่ายุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมถึง 1.48 องศาเซลเซียส ขณะที่รายงาน Climate Risk Index 2026 ของ Germanwatch ชี้ว่า ในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา โลกเผชิญเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วกว่า 9,700 ครั้ง กระทบประชาชน 5.7 พันล้านคน เสียชีวิตกว่า 832,000 คน และเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยระบุว่าประเทศไทยขยับจากอันดับที่ 72 ในปี 2565 มาอยู่ที่อันดับที่ 17 ในปี 2567 ของประเทศที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว กระทบต่อความมั่นคงทางน้ำ อาหาร สุขภาพ และระบบนิเวศ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง และอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญคือ พื้นที่ชุ่มน้ำทั่วโลก ที่กำลังอยู่ในภาวะเสื่อมโทรม ซึ่งการสูญเสียพื้นที่ชุ่มน้ำไม่ได้หมายถึงการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงการสูญเสียความสามารถของธรรมชาติในการควบคุมน้ำ ลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ กักเก็บคาร์บอน และสนับสนุนความมั่นคงด้านอาหารและน้ำ
               ปัจจุบัน กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม อยู่ระหว่างการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2569-2573 เพื่อเป็นกรอบการดำเนินงานด้านการปรับตัวของประเทศ ครอบคลุม 6 สาขาสำคัญ ได้แก่ การจัดการทรัพยากรน้ำ เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร การท่องเที่ยว การสาธารณสุข การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อกำหนดมาตรการ กิจกรรม และตัวชี้วัดที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละสาขา และสามารถนำไปสู่การขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม
               นายโกเมศฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า พื้นที่ “ชุมชนเขตนิเวศลุ่มน้ำสงครามตอนบน พื้นที่ชุ่มน้ำป่าทาม บ้านเมืองไพร บ้านม่วง-เมืองไพร ตำบลบ้านม่วง อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี” ถือเป็นพื้นที่นำร่องสำคัญขอ ประเทศไทย ซึ่งมีการนำแนวคิดการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions: NbS)
               มาประยุกต์ใช้ควบคู่กับการเสริมสร้างศักยภาพของชุมชน โดยมุ่งให้พื้นที่ชุ่มน้ำยังคงทำหน้าที่เป็นทั้งระบบนิเวศ แหล่งทรัพยากรของชุมชน และกลไกในการลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงเกิดเป็นโครงการฯ โดยนำกรอบการปรับตัวมาบูรณาการใน 3 สาขาหลักภายใต้ NAP ที่มีความเชื่อมโยงกับบริบทของพื้นที่ ได้แก่
               • สาขาเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร: ปรับระบบเกษตรเป็นวนเกษตรและเกษตรผสมผสาน บริหารจัดการน้ำ จัดตั้งสถานีเพาะพันธุ์สัตว์น้ำพื้นถิ่น และปรับปฏิทินเพาะปลูกตามสภาพอากาศ
               • สาขาจัดการทรัพยากรธรรมชาติ: ขยายพื้นที่ป่าชุมชน อนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ และพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
               • สาขาการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์: ทำแผนรับมือภัยแล้ง-น้ำท่วม พร้อมส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น ผลิตภัณฑ์ “น้ำปลาร้าทามนัว” และแปรรูปผลิตภัณฑ์จากป่าทาม
               ​​สำหรับกิจกรรมภายในงาน มีการนำเสนอผลการดำเนินงานและแผนปรับตัวเชิงพื้นที่ลุ่มน้ำสงครามตอนบน พร้อมเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา ชุมชน และภาคีเครือข่าย เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการปรับตัวให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังมีพิธีมอบเกียรติบัตรเชิดชูเกียรติแก่เกษตรกรต้นแบบการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อยกย่องผู้ที่นำแนวทางการปรับตัวไปประยุกต์ใช้จริงในพื้นที่ และการจัดนิทรรศการ “ชุมชนปรับตัว ป่าทามยั่งยืน” ซึ่งนำเสนอแนวทางการจัดการทรัพยากร การประกอบอาชีพ และการใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศป่าทามอย่างสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่
               ​หัวใจสำคัญของการปรับตัวคือการมีส่วนร่วมของชุมชน เพราะคนในพื้นที่เป็นผู้ที่เข้าใจบริบท ทรัพยากร ปัญหา และความต้องการของพื้นที่ดีที่สุด เพื่อให้เกิดแนวทางการปรับตัวที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ ซึ่งหวังว่า “โครงการนำร่องบ้านม่วง-เมืองไพร” จะไม่หยุดอยู่เพียงการจัดทำแผน แต่จะนำไปสู่การลงมือปฏิบัติจริง มีการติดตามและประเมินผล รวมถึงถอดบทเรียนจากการดำเนินงาน นำองค์ความรู้และกระบวนการที่ได้ไปปรับใช้กับพื้นที่อื่น ๆ เพื่อขยายผลการดำเนินงานด้านการปรับตัวในระดับพื้นที่ต่อไป ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงการดำเนินงานจากระดับท้องถิ่นไปสู่เป้าหมายระดับประเทศ และเป้าหมายการปรับตัวระดับโลก (GGA) ได้อย่างเป็นรูปธรรม

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน เข้าร่วมพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณี สิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

               วันที่ 23 สิงหาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยนายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีฯ นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมเข้าร่วมพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณี สิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เพื่อแสดงความอาลัยและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

“รมว.สุชาติ” สั่ง ทส. ระดมกำลัง 150 นาย เร่งช่วยผู้ประสบอุทกภัยน่าน ฟื้นฟูพื้นที่–ทำความสะอาดบ้านเรือน ย้ำช่วยประชาชนเต็มกำลังจนกว่าสถานการณ์คลี่คลาย

               นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำป่าไหลหลากและอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดน่าน ตนได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ ทส. เร่งระดมกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องมือเข้าพื้นที่ เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ทั้งการอพยพ การทำความสะอาดบ้านเรือน การฟื้นฟูพื้นที่ และการสนับสนุนภารกิจด้านต่าง ๆ อย่างเต็มกำลัง พร้อมกำชับให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพร้อมเข้าช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงทีจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

               โดยมี ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมวางแผนและขับเคลื่อนภารกิจในพื้นที่ เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและครอบคลุมทุกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

               เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 ทส. ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่รวม 150 นาย จากหน่วยงานในสังกัด ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติในสังกัดสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 (แพร่) ส่วนควบคุมไฟป่า สำนักงานสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามที่ 3 (ภาคเหนือ) สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดน่าน และหน่วยป้องกันรักษาป่า สังกัดสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 สาขาแพร่ ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนในอำเภอปัวและอำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน

               สำหรับพื้นที่อำเภอปัว เจ้าหน้าที่จำนวน 100 นาย ได้เข้าปฏิบัติภารกิจ ณ วัดบ้านส้านและโรงเรียนบ้านส้าน ตำบลสถาน อำเภอปัว จังหวัดน่าน โดยร่วมกันฉีดน้ำทำความสะอาดดินโคลนและฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำป่าไหลหลาก เพื่อให้สถานที่สามารถกลับมาใช้งานได้ตามปกติโดยเร็ว พร้อมทั้งช่วยเหลืออพยพประชาชน ทำความสะอาดบ้านเรือนประชาชน และหน่วยงานราชการที่ได้รับผลกระทบ

               นายสุชาติ กล่าวว่า การปฏิบัติการครั้งนี้สามารถให้ความช่วยเหลือประชาชนได้ 750 ราย รวม 320 ครัวเรือน โดยสนับสนุนยานพาหนะ ได้แก่ รถกระบะ 17 คัน รถแทรกเตอร์ 4 คัน และรถบรรทุกน้ำ 2 คัน พร้อมจัดเตรียมถุงยังชีพพร้อมน้ำเปล่า จำนวน 300 ถุง เพื่อเตรียมนำไปแจกจ่ายแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบต่อไป

               “ผมได้สั่งการและกำชับทุกหน่วยงานในสังกัด ทส. ให้ระดมกำลังเข้าไปช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการอพยพ การทำความสะอาดบ้านเรือน การฟื้นฟูพื้นที่ หรือการสนับสนุนเครื่องมือและกำลังเจ้าหน้าที่ โดยขอให้ช่วยเหลือประชาชนให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด และที่สำคัญต้องดูแลความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกนายควบคู่กันไป” นายสุชาติ กล่าว

               รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้การดำเนินงานในพื้นที่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ทุกนายปลอดภัย พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากพบพื้นที่ที่ประชาชนยังได้รับความเดือดร้อน ให้เร่งเข้าให้ความช่วยเหลือโดยทันที พร้อมเตรียมกำลังพล ยานพาหนะ และอุปกรณ์ให้มีความพร้อมอยู่ตลอดเวลา โดย ทส. จะเดินหน้าช่วยเหลือและฟื้นฟูพื้นที่อย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายและจังหวัดน่านกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

Greenwashing หรือ “การฟอกเขียว” เมื่อการรักษ์โลกต้องพิสูจน์ได้ด้วยข้อเท็จจริง

               ปัจจุบัน ภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น หลายองค์กรประกาศเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค นักลงทุน และคู่ค้าระหว่างประเทศอย่างไรก็ตาม การประกาศเป้าหมายหรือการสื่อสารภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าองค์กรมีผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง หากข้อมูลที่นำมากล่าวอ้างเกินจริง ไม่ครบถ้วน หรือไม่มีหลักฐานที่สามารถตรวจสอบได้ อาจนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “การฟอกเขียว” หรือ Greenwashing เช่น การกล่าวอ้างว่าองค์กรมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ทั้งที่ยังไม่มีมาตรการหรือแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนอย่างชัดเจน หัวใจสำคัญของการป้องกัน Greenwashing จึงไม่ใช่การห้ามภาคธุรกิจสื่อสารเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือการทำให้ “สิ่งที่กล่าวอ้างสามารถพิสูจน์ได้ด้วยข้อเท็จจริง”
               จากคำประกาศ สู่ข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ด้วยเหตุนี้ แนวทางด้านสภาพภูมิอากาศในระดับสากลจึงให้ความสำคัญกับ ความโปร่งใส (Transparency) และ ความรับผิดชอบต่อข้อมูล (Accountability) มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อนำมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ เช่น ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) และระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emissions Trading System: ETS) มาใช้กลไกเหล่านี้จะมีความน่าเชื่อถือได้ก็ต่อเมื่อสามารถตอบคำถามสำคัญว่า “ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่าใด ลดลงจริงเท่าใด และข้อมูลนั้นตรวจสอบได้หรือไม่” เครื่องมือสำคัญประการหนึ่ง คือ ระบบ การตรวจวัด การรายงาน และการทวนสอบ (Measurement, Reporting and Verification: MRV) ซึ่งทำให้ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถูกจัดทำตามหลักเกณฑ์เดียวกัน มีการรายงานอย่างเป็นระบบ และผ่านกระบวนการทวนสอบตามมาตรฐานที่กำหนด MRV จึงเปรียบเสมือน “โครงสร้างพื้นฐานด้านความน่าเชื่อถือ” ของนโยบายสภาพภูมิอากาศ เพราะช่วยให้ภาครัฐ ภาคธุรกิจ นักลงทุน และประชาชนสามารถประเมินผลการดำเนินงานจากข้อมูลที่ตรวจสอบได้ แทนการพิจารณาจากคำประกาศหรือภาพลักษณ์เพียงอย่างเดียว

               ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ วางระบบอย่างไร ประเทศไทยได้นำหลักการดังกล่าวมาประกอบการจัดทำ ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. โดยกำหนดให้นิติบุคคลที่เข้าเกณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนดต้องจัดทำและรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งให้มีการทวนสอบรายงานตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อให้ข้อมูลที่นำมาใช้ในการกำหนดและดำเนินนโยบายมีความถูกต้อง โปร่งใส และน่าเชื่อถือ ข้อมูลดังกล่าวยังเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการดำเนิน ETS เพราะภาระของผู้ประกอบการภายใต้ระบบจะพิจารณาจากปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจริงตามข้อมูลที่ผ่านกระบวนการตรวจวัด รายงาน และทวนสอบ ไม่ใช่จากคำประกาศขององค์กรเพียงอย่างเดียว การวางระบบข้อมูลและการตรวจสอบดังกล่าวจึงเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความโปร่งใส และช่วยลดความเสี่ยงจากการกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง

               การใช้ “คาร์บอนเครดิต” เท่ากับ Greenwashing หรือไม่ อีกประเด็นหนึ่งที่มักเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน คือ การมองว่า การใช้คาร์บอนเครดิตหรือการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Offsetting) เป็น Greenwashing โดยตัวมันเอง
               ในความเป็นจริง คาร์บอนเครดิตเป็นเครื่องมือหนึ่งที่สามารถสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกได้ แต่ต้องมีคุณภาพ มีข้อมูลที่ตรวจสอบได้ และที่สำคัญ ไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อหลีกเลี่ยงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของตนเอง หลักการดังกล่าวสะท้อนอยู่ในการออกแบบ ETS ตามร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งกำหนดกรอบให้สามารถนำคาร์บอนเครดิตมาใช้เพื่อชดเชยภาระภายใต้ระบบได้ ไม่เกินร้อยละ 15 ของสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ต้องส่งคืน ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด นั่นหมายความว่า ผู้ประกอบการไม่สามารถใช้คาร์บอนเครดิตทดแทนภาระทั้งหมดภายใต้ ETS ได้ แต่ยังคงต้องบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้เพดานของระบบ และมีแรงจูงใจในการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ประหยัดพลังงาน และลงทุนในเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ การเปิดให้ใช้คาร์บอนเครดิตในสัดส่วนที่จำกัดจึงเป็นการเพิ่มความยืดหยุ่นในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะสำหรับกิจกรรมที่ยังมีข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีหรือต้นทุนในการลดการปล่อย ขณะเดียวกัน การกำหนดเพดานการใช้เครดิตยังช่วยรักษาเป้าหมายหลักของ ETS คือ การผลักดันให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง

               เพราะการรักษ์โลก ต้องพิสูจน์ได้การป้องกัน Greenwashing ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการห้ามใช้เครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่ง แต่ขึ้นอยู่กับว่า ระบบทั้งหมดมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีกติกาที่ชัดเจนเพียงใดการมีระบบ MRV การทวนสอบข้อมูล การกำกับคุณภาพของคาร์บอนเครดิต การจำกัดสัดส่วนการใช้เครดิต และการกำกับดูแลโดยภาครัฐ ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ช่วยให้การดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ท้ายที่สุด การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่อาจวัดจากคำว่า “สีเขียว” “Carbon Neutral” หรือ “Net Zero” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาจาก ข้อมูล ผลการดำเนินงาน และหลักฐานที่สามารถตรวจสอบได้ การป้องกัน Greenwashing จึงเป็นการสร้างมาตรฐานร่วมกันว่า ทุกการกล่าวอ้างด้านสภาพภูมิอากาศควรมีข้อเท็จจริงรองรับ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน ภาคธุรกิจ นักลงทุน และคู่ค้าระหว่างประเทศ และทำให้การเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพและน่าเชื่อถือ

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

เอกสารอ้างอิง :
– Department of Climate Change and Environment. (2568). ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …..
– European Commission. (2023). Proposal for a Directive on Green Claims.
– Integrity Council for the Voluntary Carbon Market (ICVCM). (2023). Core Carbon Principles Assessment Framework.
– Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC). (2023). Climate Change 2023: Synthesis Report.
– OECD. (2025). PROTECTING AND EMPOWERING CONSUMERS IN THE GREEN TRANSITION.
– United Nations. (2022). Integrity Matters: Net Zero Commitments by Businesses, Financial Institutions, Cities and Regions.
– United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCCC). (2015). The Paris Agreement.
– World Bank. (2025). State and Trends of Carbon Pricing 2025.

รับสมัครจ้างเหมาบุคลากรช่วยปฏิบัติงาน (สำนักงานเลขานุการกรม)

รับสมัครจ้างเหมาบุคลากรช่วยปฏิบัติงาน

(สำนักงานเลขานุการกรม)

 

ตำแหน่ง : เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป   1 ตำแหน่ง

ระดับการศึกษา : ปริญญาตรี (สาขาการบัญชี สาขาเศรษฐศาสตร์หรือที่เกี่ยวข้อง)

อัตราเงินเดือน : 15,000 บาท/เดือน