คู่มือการจัดทำห่วงโซ่ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตอนที่ 4: ตัวอย่างการจัดทำห่วงโซ่ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สาขาการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์

🌦️ เมื่อสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง…เราจะประเมินความเสี่ยงและรับมือได้อย่างไร?
               การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เพียงสภาพอากาศ แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และความเป็นอยู่ของผู้คน โดยเฉพาะพื้นที่และชุมชนที่มีความเปราะบางแตกต่างกัน
              🔎 “ห่วงโซ่ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เห็นความเชื่อมโยงของปัจจัยต่าง ๆ ตั้งแต่ภัยจากสภาพภูมิอากาศ การเปิดรับภัย ความเปราะบาง ไปจนถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์และวางแผนปรับตัวอย่างเป็นระบบ
📖 ชวนอ่าน “คู่มือการจัดทำห่วงโซ่ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”
               พร้อมตัวอย่างการประยุกต์ใช้ในสาขาการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อทำความเข้าใจความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และนำข้อมูลไปใช้ประกอบการวางแผนรับมือได้อย่างเหมาะสม
               เพราะการเข้าใจความเชื่อมโยงของผลกระทบ คือก้าวสำคัญสู่การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ 🌍

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

รมว.สุชาติ กำชับผู้แทนไทยร่วม COP 31 เตรียมพร้อมรักษาประโยชน์ชาติในเวทีภูมิอากาศโลก ผ่านการลงมือทำร่วมกับนานาชาติ

               วันที่ 19 ตุลาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย มอบหมายให้ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมของคณะผู้แทนไทย สำหรับการเข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 31 (COP 31) และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกว่า 30 หน่วยงาน เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมรวงผึ้ง ชั้น 2 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และผ่านระบบการประชุมทางไกล
               การประชุมได้มีการหารือและซักซ้อมด้านสารัตถะและการประสานงานของคณะผู้แทนไทย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีกำหนดเข้าร่วมการประชุม COP 31 ระหว่างวันที่ 7–20 พฤศจิกายน 2569 ณ เมืองอันตัลยา สาธารณรัฐตุรกี โดยที่ประชุมได้รับทราบวาระการประชุม องค์ประกอบคณะผู้แทนไทย และกรอบท่าทีการเจรจาของไทยในการประชุมภายใต้กรอบอนุสัญญาฯ ประจำปี พ.ศ. 2569–2570 ที่อยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบในวันที่ 20 ตุลาคม 2569 ตลอดจนได้เห็นชอบการมอบหมายหน่วยงานรับผิดชอบและติดตามประเด็นการเจรจาที่เกี่ยวข้อง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ พร้อมสร้างโอกาสจากการดำเนินงาน ร่วมกับประชาคมโลก
               ดร.พิรุณ เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามและพิจารณาเป้าหมายสำคัญตามภารกิจของหน่วยงาน ตลอดจนพิจารณาข้อริเริ่ม (Initiatives) ในการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศเจ้าภาพ โดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับนโยบายและเป้าหมายการดำเนินงานของประเทศไทย เพื่อให้ผลจากการประชุมระหว่างประเทศสามารถนำมาต่อยอดสู่การดำเนินงานภายในประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม อาทิ เป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกจากภาคการใช้ไฟฟ้าภายในปี ค.ศ. 2035 การพัฒนาหลักสูตรการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้เกิดขึ้นทั่วโลกภายในปี ค.ศ. 2030

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

               วันนี้ (19 ตุลาคม 2569) เวลา 10.00 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานการประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยปลัดกระทรวงฯ มอบหมายให้นายเผด็จ ลายทอง รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการฯ ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมการประชุมดังกล่าว ณ ห้องประชุม 3 ชั้น 3 อาคารสำนักงาน ก.พ. (เดิม) เพื่อพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาที่ดินในความรับผิดชอบของกระทรวงฯ
               ที่ประชุมได้พิจารณากรณีเร่งด่วนเกี่ยวกับความเดือดร้อนของกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่ ซึ่งได้รับผลกระทบจากคำสั่งสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 (เชียงใหม่) เรื่องให้รื้อถอนหรือทำลายสิ่งที่เป็นอันตรายหรือสิ่งที่ทำให้เสื่อมสภาพในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ตามมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ในพื้นที่สวนป่าไชยปราการ เขตป่าสงวนแห่งชาติลุ่มน้ำฝาง จังหวัดเชียงใหม่
               นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หารือกรอบความร่วมมือระหว่างกระทรวงฯ กับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move) และแนวทางขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาที่ดินตามผลการประชุมเชิงปฏิบัติการในพื้นที่ 4 ภูมิภาค โดยให้ความสำคัญกับการเร่งรัดกรณีเร่งด่วนและกรณีที่ได้ข้อยุติแล้ว พร้อมติดตามความคืบหน้าจากการประชุมแก้ไขปัญหาที่ดินเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ตลอดจนพิจารณาแนวทางพัฒนาระบบสาธารณูปโภคในชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ทับซ้อนกับกระทรวงฯ การคุ้มครองชุมชนที่ไม่ประสงค์เข้าร่วมโครงการจัดที่ดินตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 และกรณี 4 ชุมชนในตำบลสะเอียบ อำเภอสอง จังหวัดแพร่ ที่คัดค้านการออกใบ อส.12 ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่ยม รวมถึงแนวทางดำเนินงานให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568
               ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมุ่งขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาที่ดินอย่างเป็นระบบผ่านความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคประชาชน เพื่อกำหนดแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ควบคู่กับการเร่งรัดติดตามกรณีสำคัญอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งให้การดำเนินงานเกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างเหมาะสม

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

“ธนาคารกรุงไทยผนึกกำลังกรมลดโลกร้อนสนับสนุนเงิน 20 ล้านบาท ปั้นแผนเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจสู่ Net Zero รมว. สุชาติย้ำต้องเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

               นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม หรือ “กรมลดโลกร้อน” เร่งจัดทำแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของไทยตามเป้าหมาย Net Zero เพื่อให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนมีโอกาสทางการเงินการลงทุนจากอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) และช่วยกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย (SME) และกลุ่มเปราะบางทั้งผู้ใช้แรงงาน ผู้ด้อยโอกาส ได้รับการดูแลตามแนวทางการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม (Just Transition) ภายใต้กฎเกณฑ์และกติกาของโลกและของไทยที่กำลังเปลี่ยนไป
               ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เน้นย้ำการวางโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินรองรับการเปลี่ยนผ่านระยะยาวจะต้องคำนึงถึงการรักษาสมดุลทั้งในภาคธุรกิจ ร่วมกับลดผลกระทบการบริโภคของประชาชน ขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรม และพลังงานให้บรรลุเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกส่วนใหญ่ของประเทศ โดยต้องส่งเสริมความสามารถการแข่งขันทางการค้า พร้อมสร้างรายได้จากการจ้างงานสีเขียว (Green Jobs) ให้มากขึ้น
               ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า กรมฯ ได้จัดทำ “บันทึกความเข้าใจความร่วมมือการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม (Just Transition) สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของประเทศไทย” ร่วมกับธนาคารกรุงไทย จํากัด (มหาชน) เพื่อเร่งศึกษาและจัดทำแผนที่นำทางเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นธรรม (Thailand Just Transition Roadmap) และจัดทำแผนขับเคลื่อนการลงทุนลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมาย NDC 3.0 และ Net Zero 2050 ของประเทศไทย เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2569 ในการประชุมประจำปี IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ซึ่งธนาคารกรุงไทย จํากัด (มหาชน) จะให้เงินสนับสนุนในระยะแรก 20 ล้านบาท เพื่อพัฒนาแผนที่นำทาง และมาตรการรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านสาขาพลังงานและคมนาคมขนส่ง และช่วยวางมาตรการทางการเงินของภาครัฐ เอกชน และธนาคารเพื่อการพัฒนาพหุภาคี (Multilateral Development Banks: MDBs) เพื่อช่วยให้ SMEs เกษตรกร แรงงาน และชุมชนปรับตัวได้ และตั้งเป้าหมายขอบเขตให้ครอบคลุมภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเพิ่มเติมต่อไป ซึ่งกรมฯ ขอขอบคุณคุณผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ที่ได้ให้ความสำคัญกับการใช้กลไกทางการเงินสนับสนุนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม
               นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้ร่วมลงนาม “บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการศึกษากลไกระดมทุนแบบผสมผสาน (Blended Finance) และการขึ้นทะเบียนโครงการเพื่อคาร์บอนเครดิต เพื่อพัฒนาโมเดลนำร่องสำหรับอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำในพื้นที่จังหวัดระยอง” ระหว่างกรมฯ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และธนาคาร กรุงไทย จํากัด (มหาชน) ภายใต้โครงการ I-SPARK เพื่อสร้างกลไกระดมทุนแบบผสมผสาน สำหรับลดความเสี่ยงและสร้างแรงจูงใจการลงทุนเทคโนโลยีสะอาด ร่วมกับการใช้คาร์บอนเครดิตทางธุรกิจ โดยใช้จังหวัดระยองเป็นโมเดลต้นแบบ ก่อนขยายผลสู่พื้นที่อุตสาหกรรมอื่นทั่วประเทศ ในการนี้ ภาคีเครือข่ายภายใต้โครงการเมืองคาร์บอนต่ำและการพัฒนาตลาดคาร์บอนของประเทศไทย (Low Carbon Cities & Carbon Market Development) ร่วมเป็นสักขีพยาน อาทิ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย
               ดร.พิรุณ กล่าวเพิ่มเติมว่า MOU ทั้ง 2 ฉบับนี้ เป็นผลจากการทำงานเชิงรุกของกรมฯ ตามนโยบายของนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับพันธมิตรภาคการเงิน และภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม โดยการลงนามครั้งนี้มีผู้บริหารระดับสูงจากธนาคารโลก คือ Mr. Ajay Banga ประธานกลุ่มธนาคารโลก (President of the World Bank Group) ร่วมเป็นสักขีพยานกิตติมศักดิ์ ทำให้เชื่อมั่นว่านานาชาติจะได้เห็นถึงมาตรฐานและความมุ่งมั่นของไทยมีระดับเทียบเท่าสากล จึงมั่นใจว่าไทยจะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเพื่อขับเคลื่อนงานได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
               รัฐมนตรีสุชาติ เน้นย้ำว่า กระทรวงฯ มีนโยบาย เชิงรุกในการสร้างบทบาทนำให้แก่ทุกภาคส่วน ประสานความร่วมมือเพื่อสร้างประโยชน์แก่ประเทศชาติ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงการจัดการปัญหาโลกร้อนของรัฐ เข้ากับภาคการเงินและภาคอุตสาหกรรม จะเป็นทั้งโอกาสทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมดูแลคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน ให้มีการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน รับนโยบาย รมว.ทส. เร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ในสัปดาห์ที่ 23

               นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) ให้ชี้แจงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. อย่างต่อเนื่อง ในสัปดาห์ที่ 23 โดยมุ่งเน้นให้เกิดความชัดเจนและต่อเนื่อง มีความครบถ้วนรอบด้าน และสามารถช่วยให้ประเทศไทยวางรากฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
               ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และเจ้าหน้าที่ ได้เข้าร่วมประชุมชี้แจงข้อมูลประกอบการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวในหมวดที่ 11 โดยในสัปดาห์นี้ คณะกรรมการได้พิจารณาประเด็นเกี่ยวกับการใช้กฎหมายเพื่อการจัดการคาร์บอนเครดิตร่วมกับตลาดทุนและมาตรฐานอิสระสำหรับการใช้คาร์บอนเครดิตเพื่อวัตถุประสงค์ระหว่างประเทศ ซึ่งต้องมีความสอดคล้องกับกรอบความตกลงระหว่างประเทศ และมาตรฐานที่คณะกรรมการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกกำหนด รวมทั้งได้พิจารณาเกี่ยวกับการโอน รับโอน ซื้อ ขาย หรือจำหน่ายคาร์บอนเครดิต และธุรกิจคาร์บอนเครดิตภายใต้ของร่างพระราชบัญญัตินี้

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

รมว.สุชาติ นำ 6 สุดยอดเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืน เข้ารับพระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศ เทศบาล-อบต. น่าอยู่อย่างยั่งยืนยอดเยี่ยม ระดับประเทศ ประจำปี 2568

               กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นำผู้แทนเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาทสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รับพระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศเทศบาลน่าอยู่อย่างยั่งยืน ยอดเยี่ยม ระดับประเทศ และถ้วยรางวัลชนะเลิศองค์การบริหารส่วนตำบลน่าอยู่อย่างยั่งยืน ยอดเยี่ยม ระดับประเทศ ประจำปี 2568 เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจในการมุ่งมั่นพัฒนาท้องถิ่นสู่เมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืน พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
               วันที่ 16 ตุลาคม 2569 เวลา 14.30 น. ณ วังสระปทุม สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชวโรกาสให้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นำผู้แทนเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล ที่ได้รับรางวัลจากการประเมินเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืน ระดับประเทศ ประจำปี 2568 เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาทรับพระราชทานรางวัลชนะเลิศเทศบาลน่าอยู่อย่างยั่งยืนยอดเยี่ยม ระดับประเทศ ประจำปี 2568 โดยมีเทศบาลที่ได้รับพระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศเทศบาลน่าอยู่อย่างยั่งยืนยอดเยี่ยม ระดับประเทศ ประจำปี 2568 และรางวัลชนะเลิศองค์การบริหารส่วนตำบลน่าอยู่อย่างยั่งยืนยอดเยี่ยม ระดับประเทศ ประจำปี 2568 รวมจำนวน 6 แห่ง ดังนี้ ประเภทพื้นที่ทั่วไป จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ 1) เทศบาลเมืองป่าตอง จังหวัดภูเก็ต 2) เทศบาลตำบลพุเตย จังหวัดเพชรบูรณ์ และ 3) องค์การบริหารส่วนตำบลนาเกตุ จังหวัดปัตตานี ประเภทพื้นที่เขตเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ 1) เทศบาลนครมาบตาพุด จังหวัดระยอง 2) เทศบาลเมืองบางกะดี จังหวัดปทุมธานี และ 3) เทศบาลตำบลบ้านกลาง จังหวัดลำพูน ในการนี้ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายหนังสือ “วิถีเมืองยั่งยืน 8”
               นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า การเข้ารับพระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศเทศบาลน่าอยู่อย่างยั่งยืนยอดเยี่ยม ระดับประเทศ และถ้วยรางวัลชนะเลิศองค์การบริหารส่วนตำบลน่าอยู่อย่างยั่งยืนยอดเยี่ยม ระดับประเทศ ประจำปี 2568 นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ และเป็นการสร้างขวัญ กำลังใจต่อการมุ่งมั่นที่จะพัฒนาท้องถิ่นสู่ความน่าอยู่อย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “การพัฒนาที่ยั่งยืน” เพื่อนำไปสู่การสร้างสมดุลระหว่างการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ไปพร้อมกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยใช้กลไกการมีส่วนร่วม ของทุกภาคส่วนในทุกระดับ เพื่อขับเคลื่อนสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
               ด้าน ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้นำแนวคิด “การพัฒนาที่ยั่งยืน” มาปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในระดับท้องถิ่นภายใต้การดำเนินงาน “เมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืน” เพื่อพัฒนา และยกระดับเมืองในประเทศไทยให้มีคุณภาพสิ่งแวดล้อมเทียบเท่ามาตรฐานสากล รวมทั้งส่งเสริม และสนับสนุนให้เกิดนวัตกรรมการพัฒนาเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืน พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประเมินเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืน ระดับประเทศ ประจำปี 2568 นับว่ามีการดำเนินการที่โดดเด่น โดย เทศบาลเมืองป่าตอง จังหวัดภูเก็ต มีเป้าหมายในการเป็นเมืองอัจฉริยะและเมืองคาร์บอนต่ำ ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมมาเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการเมือง เทศบาลตำบลพุเตย จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรม มีการนำทรัพยากรและภูมิปัญญาในพื้นที่มาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ และการส่งเสริมสังคมคาร์บอนต่ำ ควบคู่กับการอนุรักษ์ธรรมชาติและวัฒนธรรมท้องถิ่น องค์การบริหารส่วนตำบลนาเกตุ จังหวัดปัตตานี ขับเคลื่อนการพัฒนาท้องถิ่นด้วยความสามัคคีของสังคมพหุวัฒนธรรม เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม พร้อมส่งเสริมนวัตกรรมที่เรียบง่ายและพึ่งพาตนเองได้ เพื่อสร้างชุมชนที่น่าอยู่และเติบโตอย่างยั่งยืน เทศบาลนครมาบตาพุด จังหวัดระยอง เทศบาลขนาดใหญ่ในพื้นที่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ มีการผสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันพัฒนาเมืองและยกระดับคุณภาพชีวิต สู่เมืองอุตสาหกรรมที่เติบโตควบคู่กับชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เทศบาลเมืองบางกะดี จังหวัดปทุมธานี ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมโดยความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมผ่านกิจกรรมจิตอาสาและการอนุรักษ์ทรัพยากรในพื้นที่ สะท้อนแนวทางการพัฒนาเมืองที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างภาคอุตสาหกรรม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม และเทศบาลตำบลบ้านกลาง จังหวัดลำพูน พัฒนาเมืองด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล พร้อมขับเคลื่อนกิจกรรมลดขยะและก๊าซเรือนกระจก รวมถึงฟื้นฟูและอนุรักษ์พันธุกรรมพืชท้องถิ่น เพื่อให้การเติบโตของเมืองก้าวไปพร้อมกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในพื้นที่

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

คู่มือการจัดทำห่วงโซ่ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตอนที่ 3: ขั้นตอนการประเมินความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

🌏 เข้าใจความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ วางแผนปรับตัวได้อย่างตรงจุด
               การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อผู้คน พื้นที่ และระบบเศรษฐกิจในหลากหลายมิติ การประเมินความเสี่ยงจึงเป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์ คาดการณ์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และกำหนดแนวทางรับมือได้อย่างเหมาะสม

🔎 การประเมินความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประกอบด้วย 8 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่
               📍 ขั้นตอนที่ 1: การกำหนดขอบเขต กำหนดวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และขอบเขตการประเมิน เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจและการวางแผน
               📊 ขั้นตอนที่ 2: การเก็บรวบรวมและประมวลผลข้อมูลสารสนเทศ รวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลสภาพภูมิอากาศทั้งในอดีตและปัจจุบัน เพื่อนำมาวิเคราะห์ประกอบการประเมิน
               🔍 ขั้นตอนที่ 3: การระบุความเสี่ยง ใช้ข้อมูลที่มีอยู่ ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ และประสบการณ์ของผู้ที่เคยได้รับผลกระทบในพื้นที่ เพื่อระบุความเสี่ยงที่สำคัญ
               🔗 ขั้นตอนที่ 4: กระบวนการวิเคราะห์ความเสี่ยง ทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ทั้งผลกระทบโดยตรงและผลกระทบต่อเนื่อง
               ⚠️ ขั้นตอนที่ 5: การประเมินความเสี่ยง พิจารณาระดับความรุนแรงและความทนทานต่อความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
               🌱 ขั้นตอนที่ 6: การมุ่งสู่การปรับตัว นำผลการประเมินมาใช้สนับสนุนการตัดสินใจ โดยมุ่งลดการเปิดรับภัยและเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัว
               📈 ขั้นตอนที่ 7: การติดตามและประเมินผล ติดตามความคืบหน้า เรียนรู้ข้อมูลและองค์ความรู้ใหม่ ๆ เพื่อปรับปรุงแนวทางดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
               📣 ขั้นตอนที่ 8: การสื่อสาร ถ่ายทอดข้อมูลความเสี่ยงให้เหมาะสมกับผู้ใช้และกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน โดยคำนึงถึงความสำคัญของปัญหาเพศสภาพและกลุ่มที่มีความเปราะบาง

               📖 ชวนเรียนรู้เพิ่มเติมจาก “คู่มือการจัดทำห่วงโซ่ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ตอนที่ 3 เพื่อทำความเข้าใจกระบวนการประเมินความเสี่ยงทั้ง 8 ขั้นตอน ตั้งแต่การกำหนดขอบเขต
                การวิเคราะห์ข้อมูล ไปจนถึงการนำผลการประเมินไปใช้วางแผนปรับตัวและสื่อสารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพเพราะการประเมินความเสี่ยงที่เป็นระบบ คือจุดเริ่มต้นของการวางแผนรับมือและการปรับตัว
ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน 🌿

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

รมว.สุชาติ มอบกรมลดโลกร้อน หารือสหราชอาณาจักร กระชับความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศ พร้อมผลักดันประเด็นสำคัญ COP31

               เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม หารือร่วมกับ Professor Rachel Kyte ผู้แทนพิเศษด้านสภาพภูมิอากาศแห่งสหราชอาณาจักร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และหารือประเด็นสำคัญในการประชุม COP31 ในห้วงการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก ประจำปี 2569
               ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงประเด็นสำคัญในการประชุม COP 31 อาทิ การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม การดำเนินงานตามตัวชี้วัดด้านการปรับตัวฯ ระดับโลก และเป้าหมายด้านการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศ โดยไทยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเพิ่มความชัดเจนของเป้าหมายและการสนับสนุนทางการเงิน เพื่อส่งเสริมการลงทุนและช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถดำเนินมาตรการด้านสภาพภูมิอากาศได้อย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญของการยกระดับการสนับสนุนด้านเงินทุนเพื่อการปรับตัวและการสร้างภูมิคุ้มกันต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
               นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนแนวทางลดการปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นประเด็นที่ไทยให้ความสำคัญ รวมถึงการพัฒนาความร่วมมือในระดับภูมิภาค ตลอดจนการดำเนินงานตาม NDC 3.0 การสนับสนุนเทคโนโลยีในการลดก๊าซเรือนกระจกที่ครอบคลุมทุกสาขา เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) และแนวทางความร่วมมือด้านการจัดตั้งกองทุนภูมิอากาศ ที่จะสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของประเทศไทยอย่างยั่งยืนต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ไทยเร่งระดมเงินต่างประเทศเสริมความพร้อมขับเคลื่อน พ.ร.บ. ลดโลกร้อน สู่เป้าหมาย Net Zero 2050 “รัฐมนตรีสุชาติสั่งกรมลดโลกร้อนร่วมงาน IMF–World Bank ปิดดีลรับเงินธนาคารโลกกว่า 80 ล้านบาท”

               นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม หรือ “กรมลดโลกร้อน” เร่งระดมเงินทุนต่างประเทศในลักษณะเงินให้เปล่า (Grant) มาใช้สนับสนุนการพัฒนากลไกราคาคาร์บอน เพื่อสร้างความพร้อมให้แก่ภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้เกี่ยวข้อง รองรับการขับเคลื่อน (ร่าง) พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่วางแผนบังคับใช้ในปี พ.ศ. 2570 ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการบรรลุเป้าหมาย Net Zero 2050 ของไทยในระยะยาว
               นายสุชาติ กล่าวว่า ธนาคารโลก (World Bank) เป็นสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการระดมเงินทุนจากทั่วโลก ทั้งทรัพยากรการเงิน บุคลากร และองค์ความรู้ การปิดดีลเงินสนับสนุนแบบให้เปล่าจะทำให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์ในการขับเคลื่อนบังคับใช้กฎหมายลดโลกร้อนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
               ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ความร่วมมือด้านการเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Finance) ถือเป็นความสำคัญอันดับแรกที่ไทยต้องเร่งดำเนินการเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมาย NDC3.0 รวมทั้งเป้าหมาย Net Zero ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) โดยการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำต้องเป็นไปอย่างทั่วถึงและเป็นธรรมตามแนวทาง Just Transition ที่คำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับแรงงาน ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ชุมชน และกลุ่มประชากรเปราะบาง การได้รับเงินสนับสนุนจากธนาคารโลกยืนยันได้ว่าการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทยสอดคล้องกับทิศทางการดำเนินงานของโลก
               ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ในการประชุมประจำปี IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา ได้มีการเจรจาทวิภาคีกับ Mr. Jamie Fergusson ผู้อำนวยการด้านภูมิอากาศของธนาคารโลก (Director for Climate, World Bank) และ Ms. Julia M. Fraser ผู้อำนวยการระดับภูมิภาคด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก (Regional Practice Director for Planet, East Asia and Pacific) เพื่อสรุปและปิดดีลเงินสนับสนุนแบบให้เปล่าประมาณ 81.6 ล้านบาท (2.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับ 2 โครงการ ได้แก่
               1. โครงการ Partnership for Market Implementation (PMI) วงเงินสนับสนุนประมาณ 68 ล้านบาท (2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) มุ่งศึกษาการพัฒนาเครื่องมือกำหนดราคาคาร์บอน (Carbon Pricing Instruments) ออกแบบเครื่องมือเชิงนโยบายและกลไกทางเศรษฐศาสตร์ที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ สนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการนำกลไกดังกล่าวมาใช้ภายใต้กรอบกฎหมายที่จะมีผลบังคับใช้ในอนาคต
               2. โครงการ Thailand’s Long-Term Climate Strategies (LTS) วงเงินสนับสนุนประมาณ 13.6 ล้านบาท (0.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) มุ่งสนับสนุนการพัฒนาและประยุกต์ใช้แบบจำลองทางเศรษฐกิจ เพื่อประกอบการวิเคราะห์แนวทางการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทย ควบคู่กับการวางแผนการลงทุนเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว และช่วยให้ประเทศไทยมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการจัดลำดับความสำคัญของมาตรการและการลงทุนที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่าน
               ดร.พิรุณ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลสำเร็จจากการทำงานและเจรจาอย่างต่อเนื่องทำให้ไทยได้รับงบประมาณกว่า 80 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าธนาคารโลกเห็นถึงศักยภาพและความมุ่งมั่นของไทยที่จะสร้างกลไกด้านกฎหมายให้เกิดขึ้น จึงเป็นโอกาสให้ได้รับเงินทุนมาดำเนินการ ตลอดจนได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ในการพัฒนาระบบ Climate Finance ของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพและสามารถตอบสนองต่อความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศได้อย่างเป็นรูปธรรม
               รมว.สุชาติ ย้ำว่า การขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นธรรม จำเป็นต้องอาศัยกลไกทางการเงินที่สามารถสนับสนุนการปรับตัวของภาคธุรกิจ การพัฒนาทักษะและอาชีพใหม่ของแรงงาน ตลอดจนการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชน โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านไม่เพียงช่วยให้ประเทศบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ แต่ยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่กันไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

คู่มือการจัดทำห่วงโซ่ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตอนที่ 2: องค์ประกอบของห่วงโซ่ผลกระทบ (Impact Chain)

🌏 เข้าใจองค์ประกอบ เห็นความเชื่อมโยง ประเมินความเสี่ยงได้อย่างเป็นระบบ
               การทำความเข้าใจความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงกัน ตั้งแต่ภัยจากสภาพภูมิอากาศ การเปิดรับภัย ความเปราะบาง ไปจนถึงความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

🔎 ห่วงโซ่ผลกระทบ (Impact Chain) ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่
               🌡️ ภัยจากสภาพภูมิอากาศ (Climate Hazard) เช่น ภัยแล้งที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
               🏘️ การเปิดรับภัย (Exposure) เช่น เกษตรกร พื้นที่เพาะปลูก และแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรที่อาจได้รับผลกระทบ
               🌱 ความเปราะบาง (Vulnerability) ซึ่งพิจารณาจากความอ่อนไหวต่อผลกระทบ (Sensitivity) และความสามารถในการปรับตัว (Adaptive Capability)
               ⚠️ ผลกระทบและความเสี่ยง (Impacts and Risk) เช่น พืชผลเสียหายและเกษตรกรขาดรายได้ อันนำไปสู่ความเสี่ยงที่เกษตรกรได้รับจากภัยแล้ง

               📖 ชวนเรียนรู้เพิ่มเติมจาก “คู่มือการจัดทำห่วงโซ่ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” เพื่อทำความเข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของปัจจัยต่าง ๆ ผ่านตัวอย่างห่วงโซ่ผลกระทบจากภัยแล้งในภาคเกษตรกรรม ซึ่งช่วยให้เห็นภาพว่าภัยจากสภาพภูมิอากาศสามารถส่งผลต่อผู้คน กิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการดำรงชีวิตได้อย่างไร
               เพราะการเข้าใจองค์ประกอบและความเชื่อมโยงของความเสี่ยง คือพื้นฐานสำคัญของการวางแผนปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเหมาะสม 🌱

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”