กรมลดโลกร้อน จัดประชุมหารือการกำหนดเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ภายใต้เป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด ฉบับที่ 2 (NDC 3.0)

               วันพฤหัสบดีที่ 20 มีนาคม 2568 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จัดประชุมหารือการกำหนดเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ภายใต้เป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด ฉบับที่ 2 (NDC 3.0) โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมฯ นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายกิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ รองศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต ลิ้มมีโชคชัย หัวหน้าหน่วยวิจัยพลังงานที่ยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวน 35 หน่วยงาน เข้าร่วมประชุมฯ ณ ห้องประชุม 203 ชั้น 2 อาคารหอประชุมกรมประชาสัมพันธ์
               การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบแนวทาง กรอบ และแผนการดำเนินงาน และร่วมกันพิจารณากำหนดค่าเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย รายสาขา ภายใต้เป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด ฉบับที่ 2 (NDC 3.0 ) ณ ปี พ.ศ. 2578 (ค.ศ. 2035) ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบค่าเป้าหมาย ทั้งในกรณีที่มีการดำเนินงานเองภายในประเทศ (Unconditional target) และที่ต้องการการสนับสนุนจากต่างประเทศ (Conditional target) และเห็นชอบการกำหนดสาขาป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน ภายใต้เป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด ฉบับที่ 2 (NDC 3.0) โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จะกำหนดให้มีการประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ทส. เปิดตัว Miss Climate Change “ขวัญ ชรัญญา” นางสาวไทย พิษณุโลก 2568 ร่วมขับเคลื่อนภารกิจพิชิตโลกเดือด

               วันที่ 20 มีนาคม 2568 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม มอบโล่เกียรติคุณ “Miss Climate Change” ให้แก่ นางสาว ชรัญญา เพชรสุวรรณนาคะ นางสาวไทย พิษณุโลก 2568 ร่วมขับเคลื่อนกิจกรรม สร้างกระแสความตระหนักรู้ เปลี่ยนแปลงสังคมไทยสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำและภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมี นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีฯ พร้อมด้วย ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ผู้บริหารกระทรวงฯ เข้าร่วมเป็นเกียรติ ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร
               นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า จากวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้ส่งผลกระทบกับหลายประเทศทั่วโลก และถึงแม้ว่าประเทศไทย ได้หลุดจากอันดับประเทศเสี่ยงสูงต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จากอันดับที่ 9 ไปสู่อันดับที่ 30 แต่ประเทศไทยยังคงต้องมีแผนในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เห็นความสำคัญถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะบุคคลที่มีชื่อเสียง ซึ่งเป็นพลังการสื่อสารสำคัญที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงสังคมไทย เพื่อร่วมกันสร้างโลกที่ยั่งยืนต่อไป จึงได้มอบหมายให้ นางสาว ชรัญญา เพชรสุวรรณนาคะ นางสาวไทย พิษณุโลก 2568 เยาวชนจิตอาสา ที่มีความสามารถหลากหลาย เป็นนักกิจกรรมที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชน สร้างการเปลี่ยนแปลงและขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ให้เกิดการพัฒนาทั้งในระดับชุมชน และระดับประเทศ เป็น “Miss Climate Change” โดยจะมาช่วยเป็นกระบอกเสียงและขับเคลื่อนกิจกรรมในการสร้างการรับรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เกิดเป็นกระแสสังคมในวงกว้าง นำไปสู่ความร่วมมือของทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ์เป็นศูนย์ หรือ Net Zero รวมถึงมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน เตรียมพร้อมเครือข่าย ทสม. ทำแผนปฏิบัติการเครือข่าย ทสม.เชิงพื้นที่

               วันพุธที่ 19 มีนาคม 2568 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเสริมพลังการมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และโรงแรมอลิซาเบธ กรุงเทพมหานคร โดยมี นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน กล่าวให้กำลังเครือข่าย ทสม. และปิดการประชุม
               การประชุมในวันนี้ ผู้เข้าร่วมประชุมได้รับทราบแนวทางการจัดทำแผนปฏิบัติการเครือข่าย ทสม.เชิงพื้นที่ (Action Plan) และ แผนการเงิน (Financial Support) ในระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2569 – 2573) เพื่อเตรียมความพร้อมและมีส่วนร่วมในการจัดทำแผนฯ และการนำแผนไปสู่การปฏิบัติในพื้นที่ นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมประชุมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเสนอแนะต่อการขับเคลื่อนการดำเนินงานของเครือข่าย ทสม.ทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันพัฒนาและส่งเสริมบทบาท ทสม ให้เป็นผู้นำด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน รับมอบประกาศนียบัตรเชิดชูเกียรติ เครื่องหมาย Net Zero Event

               วันนี้ (วันพุธที่ 19 มีนาคม 2568) กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดย ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม รับมอบประกาศนียบัตรเชิดชูเกียรติ เครื่องหมาย Net Zero ประเภทอีเว้นท์ ในฐานะเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อมุ่งสู่ Net Zero โดยมี ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรเครื่องหมายรับรองฉลากคาร์บอน ณ ห้อง Conference Hall สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) หรือ TIJ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร
               กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ได้พัฒนาระบบรับรองเครื่องหมายฉลากคาร์บอนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 จนถึงปัจจุบัน เพื่อกระตุ้นให้ภาคส่วนต่าง ๆ เกิดการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ต่อยอดสู่กิจกรรมชดเชยคาร์บอน และ Net Zero เพื่อให้เกิดการลดก๊าซเรือนกระจก อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับสินค้าและบริการของประเทศไทยในตลาดสากล ที่ผ่านมา มีองค์กรที่ให้ความสนใจดำเนินงานฉลากคาร์บอนเป็นจำนวนมาก สำหรับพิธีมอบประกาศนียบัตรเครื่องหมายรับรองฉลากคาร์บอนในครั้งนี้ กรมลดโลกร้อน ได้รับมอบประกาศนียบัตรเชิดชูเกียรติในเครื่องหมาย Net Zero ประเภทอีเว้นท์ โดยเครื่องหมาย Net Zero นี้ ประกอบด้วยประเภทประเภทอีเว้นท์ จำนวน 4 อีเว้นท์ ประเภทผลิตภัณฑ์ จำนวน 8 ผลิตภัณฑ์ ประเภทบุคคล จำนวน 3 คน โดยมีปริมาณคาร์บอนเครดิตจากภาคป่าไม้ชดเชย จำนวน 125 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จับมือ TEI พัฒนาแนวทางการปรับตัวสู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศ อย่างบูรณาการและมีส่วนร่วม

               วันพุธที่ 19 มีนาคม 2568 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยกองขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ร่วมกับ มูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการการพัฒนาแนวคิดการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำหรับประเทศไทยภายใต้โครงการพัฒนาแนวทางและศักยภาพในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ณ ห้องประชุมพระพรหม ชั้น 3 โรงแรม อัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมเป็นประธานกล่าวเปิดการประชุม และได้รับเกียรติจาก ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวต้อนรับ พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกว่า 100 คน
               การประชุมครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อนำเสนอแนวคิดและหลักการการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งต่างประเทศและในประเทศ ครอบคลุมตามแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (National Adaptation Plan: NAP) ทั้ง 6 สาขา รวมถึงแนวทางการพัฒนาและเพิ่มศักยภาพของชุมชนให้เป็นพื้นที่ต้นแบบด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 2 พื้นที่ คือ จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดเชียงราย ใน 2 สาขา (สาขาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสาขาการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์) โดยมีการรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน เพื่อนำไปพัฒนาแนวคิดการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำหรับประเทศไทยอย่างบูรณาการ เชื่อมโยง 6 สาขาสำคัญที่มีความเสี่ยง ได้แก่ การจัดการน้ำ การเกษตรและความมั่งคงทางอาหาร การท่องเที่ยว สาธารณสุข การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ ให้มีความสมบูรณ์ครบถ้วน ซึ่งการพัฒนาแนวทางและศักยภาพในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะเป็นเครื่องมือสำคัญให้กับทุกภาคส่วน ได้มีความรู้ ความเข้าใจ และตระหนักถึงการตั้งรับในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภายใต้แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (National Adaptation Plan: NAP) รวมถึงมุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งจะนำไปสู่ความสามารถในการปรับตัวของทุกภาคส่วน และมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

โจทย์ท้าทายประเทศไทย เปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

               อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.7 องศาเซลเซียสในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา และอาจเพิ่มขึ้นถึง 6.4 องศาเซลเซียส ในช่วงท้ายของศตวรรษที่ 21 (1) ขณะที่ในปี 2568 มีการคาดการณ์ว่า อุณหภูมิพื้นผิวโลกจะเพิ่มขึ้นระหว่าง 1.29-1.53 องศาเซลเซียส (2)
               แนวคิด “เมืองคาร์บอนต่ำ” หรือ Low Carbon City จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่หลายประเทศนำมาใช้เพื่อจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเน้นการจัดการในระดับพื้นที่เพื่อควบคุมการปล่อยก๊าซจากเขตเมือง ซึ่งคิดเป็น 70% ของการปล่อยก๊าซทั้งหมด แนวทางนี้ไม่เพียงช่วยลดการปล่อยก๊าซ แต่ยังเชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วย (1)
               ในประเทศไทยเริ่มมีการส่งเสริมการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับเมือง แต่ยังขาดการนำแนวทางนี้ไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม การสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังไม่แพร่หลายมากนัก แม้มีเมืองต้นแบบอย่างเช่น ขอนแก่น เชียงใหม่ และเกาะสมุย แต่การดำเนินงานยังขาดการเก็บข้อมูลและการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ส่งผลให้การขับเคลื่อนเมืองคาร์บอนต่ำยังไม่ชัดเจน (1)
               การพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำจึงต้องเริ่มจากการสร้างความตระหนักรู้กับประชาชน และการใช้เทคโนโลยีสะอาด เช่น พลังงานทดแทนและการประหยัดพลังงาน ซึ่งจะเป็นตัวกระตุ้นสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและขับเคลื่อนเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยปัจจัยสำคัญคือ “คน” ที่จะต้องได้รับการปลูกฝังและตระหนักถึงความสำคัญของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกภาคส่วน (1)
               ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยทั้งต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและปรับตัวไปพร้อมกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง เช่น การใช้รถยนต์ไฟฟ้าแทนรถยนต์สันดาป การเพิ่มพลังงานหมุนเวียน และการปรับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรับมือกับภัยธรรมชาติ เช่น การปลูกต้นไม้ในเมือง เพื่อบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2608 (ค.ศ. 2065) โดยเฉพาะการปรับตัว (Adaptation) ที่มีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากไทยมีความเสี่ยงสูงต่อภัยธรรมชาติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (3)
               อย่างไรก็ตาม มาตรการสำคัญที่สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซได้คือ การเก็บภาษี เช่น การเก็บภาษีจากการปล่อยคาร์บอน (Carbon Tax) หรือการกำหนดขีดจำกัดการปล่อยคาร์บอน (Cap and Trade) ซึ่งจะกระตุ้นให้ธุรกิจลดมลพิษ และสร้างรายได้ให้แก่ภาครัฐ (3)
               โครงการ “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” ถือเป็นตัวอย่างของเมืองคาร์บอนต่ำต้นแบบในประเทศไทย ซึ่งเริ่มดำเนินการในปี 2566 มุ่งเน้น 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ การใช้พลังงานสะอาด อุตสาหกรรมสีเขียว การจัดการของเสีย เกษตรคาร์บอนต่ำ และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว โดยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 5 ล้านตัน ภายในปี 2570 (4)
               นอกจากนี้ การนำ “นวัตกรรม” มาใช้ยังมีบทบาทสำคัญในการลดต้นทุนการผลิตและส่งเสริมเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เช่น การกำหนดราคาคาร์บอนที่เหมาะสมและสร้างตลาดคาร์บอนเครดิต ความโปร่งใสในกระบวนการเหล่านี้จะช่วยลดความกังวลเรื่อง “การฟอกเขียว” ซึ่งการกำหนดราคาสำหรับการปล่อยคาร์บอน สามารถทำได้ในรูปแบบ “ภาษีคาร์บอน” หรือ “การซื้อขายสิทธิในการปล่อยคาร์บอน” ซึ่งมีการใช้กันอย่างแพร่หลายใน 39 ประเทศ และรัฐบาลท้องถิ่นอีก 33 แห่ง (5) ตัวอย่างเช่น สหภาพยุโรปที่กำหนดราคาคาร์บอนสูงถึง 100 ดอลลาร์ต่อตัน ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 10 ดอลลาร์ต่อตัน (3)
               อีกหนึ่งความท้าทายคือ “การสร้างตลาดคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจ” ตัวอย่างโครงการ T-VER ของไทยที่ดำเนินการโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. เพื่อส่งเสริมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านการซื้อขายคาร์บอนเครดิต จากข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ก.พ. 68 มีปริมาณการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในปีงบประมาณ 2568 อยู่ที่ 110,394 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq) มูลค่า 18,457,039 บาท และการซื้อขายสะสมทั้งหมด 3,598,457 ตัน คิดเป็นมูลค่ารวม 322,614,985 บาท ซึ่งสะท้อนว่าตลาดคาร์บอนเครดิตของประเทศไทยมีแนวโน้มที่ดี (6)
               หากจะกล่าวถึงการเปลี่ยนผ่านสู่เมืองคาร์บอนต่ำจากมุมมองของต่างประเทศ ตัวอย่างจากญี่ปุ่น สามารถสะท้อนถึงแนวทางการพัฒนาเมืองที่มีความสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อมและสังคมได้อย่างชัดเจน การสร้างพื้นที่สีเขียวในเมืองนั้นไม่เพียงแต่ช่วยดูดซับก๊าซเรือนกระจก แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการลดมลพิษและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอีกด้วย นอกจากนี้ เทคโนโลยีพลังงานไฮโดรเจนและชีวมวลที่ญี่ปุ่นนำมาใช้ยังเป็นแนวทางที่ไทยสามารถศึกษาและปรับใช้ได้ โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรมที่มีศักยภาพสูงในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้ (7)
               อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่า ในอนาคตกว่า 70% ของประชากรโลกจะอาศัยอยู่ในเมือง ซึ่งจะทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นถึง 70% ภายในปี พ.ศ. 2593 หากไม่มีการดำเนินการลดการปล่อยก๊าซ และเมืองอาจเผชิญกับภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้น เช่น พายุ แผ่นดินไหว และน้ำท่วม ทำให้ประชาชนมีความเสี่ยงมากกว่า 1,500 ล้านคนและมีความเสียหายมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ การลดคาร์บอนในเมืองจึงเป็นทางออกที่สำคัญ โดยการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกและพัฒนาแผนลดการปล่อยก๊าซ (8)
               ในขณะที่บทบาทของภาคเอกชนในการสนับสนุนสังคมคาร์บอนต่ำผ่านการเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น “ตราสารหนี้สีเขียว” (Green Bonds) และตราสารหนี้ส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-linked Bonds) ที่กำลังมีความสำคัญมากขึ้น เพราะช่วยระดมทุนสำหรับโครงการที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน อีกทั้งการสร้างมาตรฐานความโปร่งใสและลดการฟอกเขียวจะเสริมความมั่นใจให้นักลงทุน ส่งเสริมการลงทุนในโครงการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมคาร์บอนต่ำในระยะยาว (5)
               ความท้าทายการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำของประเทศไทยยังต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่มากขึ้น โดยเฉพาะการสร้างความเข้าใจในระดับชุมชนเมืองหรือเขตเมืองในการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนการเพิ่มการลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ไทยสามารถแข่งขันในเวทีโลก และสามารถสร้างอนาคตที่ยั่งยืนได้ (8)

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
(1) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.), สู่การเป็นเมืองคาร์บอนต่ำ – หลักคิดและแนวทางในการขับเคลื่อน
(2) iGreen, ‘ภาวะโลกปั่นป่วน’ เทรนด์โลก 2025 ความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม
(3) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ : TDRI), ปรับประเทศไทย…ไปสู่เศรษฐกิจ-สังคมคาร์บอนต่ำ
(4) ไทยรัฐออนไลน์, Low Carbon : 4 แนวทางผลักดันประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน
(5) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI : Thailand Development Research Institute), “5 คีย์” สู่เศรษฐกิจ-สังคมคาร์บอนต่ำ
(6) องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)
(7) สถาบันอนาคตไทยศึกษา (Thailand Future Foundation), Low Carbon Society : ญี่ปุ่นกับสังคมคาร์บอนต่ำ
(8) ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (RISC : Research & Innovation for Sustainability Center), เมืองคาร์บอนต่ำคืออะไร…แล้วเราจะเริ่มได้อย่างไร?

“กรมลดโลกร้อน ผนึกกำลัง เครือข่าย ทสม. และภาคเอกชน แสดงพลังรับมือโลกเดือด อย่างมีส่วนร่วม”

               วันที่ 18 มีนาคม 2568 ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (กรมลดโลกร้อน) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเสริมพลังการมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดงานฯ เพิ่มศัพยภาพผู้นำเครือข่าย ทสม. 76 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร พร้อมจับมือภาคเอกชน ร่วมประกาศเจตนารมณ์ส่งเสริมบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ บริษัทบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม จำกัด โดยนายแพทย์ วีรฉัตร กิตติรัตนไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฯ แสดงพลังความร่วมมือร่วมขับเคลื่อนประเทศไทย สู่สังคมคาร์บอนต่ำ เตรียมพร้อมรับมือในระดับพื้นที่ ให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
               ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม มีภารกิจในการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ โดยประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายของประเทศ ซึ่งกรมลดโลกร้อน ได้ส่งเสริมและสนับสนุนเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) ซึ่งเป็นเครือข่ายภาคประชาชนที่มีความเข้มแข็ง ร่วมทำกิจกรรมในระดับพื้นที่ ดังนั้น งานในครั้งนี้จึงได้จัดขึ้นเพื่อเพิ่มองค์ความรู้ ให้แก่ประธานเครือข่าย ทสม. ทั้ง 76 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นผู้นำและเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงานของเครือข่าย ทสม. ในแต่ละจังหวัด ในประเด็นที่สำคัญ ประกอบด้วย 1) การส่งเสริมผลิตภัณฑ์และการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยสนับสนุนให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า 2) การมีส่วนร่วม ลด ละ เลิกการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว ตอบสนองต่อเป้าหมายวันปลอดถุงพลาสติกสากล 3) การสื่อสารสร้างการรับรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่กำลังส่งผลกระทบทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคมและสุขภาพ ผ่านเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในหัวข้อ “การผลิตและบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ของเครือข่าย ทสม.” และการอภิปราย หัวข้อ “การขับเคลื่อนชุมชนคาร์บอนต่ำ” โดยมีเครือข่าย ทสม. และ นักวิชาการจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน มาร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล รวมถึงการชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับจัดทำแผนปฏิบัติการเครือข่าย ทสม. เชิงพื้นที่ และแผนการเงิน เพื่อสร้างความพร้อมในการขับเคลื่อนงานและบูรณาการความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ในระดับพื้นที่ต่อไป
               ในโอกาสเดียวกันนี้ กรมลดโลกร้อน ยังได้ประกาศเจตนารมณ์ส่งเสริมบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ร่วมกับบริษัท บรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม จำกัด โดย นายแพทย์ วีรฉัตร กิตติรัตนไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฯ ร่วมประกาศเจตนารมณ์ อีกทั้งมี กิจกรรม “ชิม ชม โชว์ ช้อป แชร์ แลผลิตภัณฑ์ จิบกาแฟแก้การเผา” ณ ร้านชิมแอนด์ชม ชั้น 1 อาคารกรมฯ พร้อมแสดงนิทรรศการส่งเสริมการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเชื่อมโยง องค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ของเครือข่ายร้านกาแฟที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และพิธีมอบโล่สัญลักษณ์เครือข่ายร้านกาแฟที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ให้กับร้านชิมแอนด์ชม (Chim&Chom) และเครือข่ายร้านกาแฟที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ที่ร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และมีความพร้อมในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีส่วนร่วม

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

เกษตรออร์แกนิกลดโลกร้อน ทางเลือกเพื่อทางรอดมนุษยชาติ

               การใช้ปุ๋ยเคมีและการเลี้ยงสัตว์ในอุตสาหกรรมอาหารเป็นหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกจนเกิดวิกฤตโลกร้อนในปัจจุบัน โดยในช่วง 40 ปีที่ผ่านมาก๊าซไนตรัสออกไซด์หนึ่งในตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ งานวิจัยระบุว่าระหว่างปี 1980 – 2020 การปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์จากกิจกรรมของมนุษย์เพิ่มขึ้นถึง 40% โดยภาคเกษตรกรรมมีส่วนในการปล่อยก๊าซชนิดนี้มากถึง 74% ของการปล่อยทั้งหมด ซึ่งในจำนวนนี้การใช้ปุ๋ยไนโตรเจนเพียงอย่างเดียวมีสัดส่วนสูงถึง 70% ของการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์ในภาคเกษตร (5)
               มีความพยายามผลักดันให้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตอาหารให้มุ่งไปทำเกษตรอินทรีย์หรือออร์แกนิกเพราะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและมีศักยภาพช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่คำถามสำคัญก็คือ “เราสามารถเปลี่ยนไปใช้เกษตรอินทรีย์ทั่วโลกได้หรือไม่?” งานวิจัยชี้ว่า หากการทำเกษตรอินทรีย์ถูกนำมาใช้ทั่วโลก ควบคู่ไปกับการลดขยะอาหารและการลดการบริโภคเนื้อสัตว์จะสามารถช่วยเลี้ยงประชากรโลกได้โดยไม่เกิดภาวะขาดแคลนอาหาร แต่ก็มีข้อสังเกตด้วยเช่นเดียวกันว่า ระบบนี้อาจจำเป็นต้องใช้ที่ดินเพิ่มขึ้น 16-33% และจะนำไปสู่การตัดไม้ทำลายป่าเพิ่มขึ้นในบางกรณี (2)
               วารสาร Nature Communications ระบุว่า การขยายระบบเกษตรอินทรีย์สามารถลดการใช้ยาฆ่าแมลง ปุ๋ยเคมี และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ปัญหาหลักอยู่ที่ปริมาณผลผลิตต่อพื้นที่ที่ต่ำกว่าการเกษตรแบบทั่วไป นักวิจัยจึงเสนอแนวทางแก้ไขผ่าน 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การลดขยะอาหาร การใช้พืชอาหารให้เกิดประโยชน์สูงสุด และการลดการผลิตอาหารสัตว์ เช่น ถั่วเหลืองและข้าวโพด ซึ่งช่วยลดพื้นที่การเลี้ยงปศุสัตว์และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการเกษตรได้ (2)
               แบบจำลองทางวิทยาศาสตร์แสดงให้เห็นว่า หากเปลี่ยนไปทำเกษตรอินทรีย์ 100% อาจทำให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่าเพิ่มขึ้นถึง 15% ภายในปี 2050 ทว่าหากมีการจัดการระบบอาหารที่ดี เช่น ลดปริมาณขยะเศษอาหาร และนำอาหารที่เคยใช้เลี้ยงปศุสัตว์กลับมาใช้เป็นอาหารมนุษย์โดยตรง การใช้ที่ดินเพิ่มเติมจะลดลงอย่างมาก และสามารถทำให้ระบบเกษตรอินทรีย์มีความเป็นไปได้ในวงกว้าง นอกจากนี้ เกษตรอินทรีย์ยังช่วยลดการใช้พลังงานจากฟอสซิลได้ถึง 27% โดยเฉพาะจากการเลิกผลิตปุ๋ยไนโตรเจนสังเคราะห์ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ (2)
               ทั้งนี้ การลดการบริโภคเนื้อสัตว์เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์มีส่วนทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกมากถึง 14% ของปริมาณทั้งหมดทั่วโลก ซึ่งเทียบเท่ากับภาคคมนาคมขนส่งทุกประเภทรวมกัน การลดปริมาณการกินเนื้อสัตว์ลงและหันมาบริโภคพืชผักมากขึ้นจึงช่วยลดโลกร้อนได้ในระดับเดียวกับการลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว (3)
               นอกจากการลดเนื้อสัตว์แล้ว ผู้บริโภคยังสามารถมีบทบาทสำคัญในการช่วยโลกด้วยการเลือกบริโภคอย่างมีสติ งานวิจัยพบว่า 1 ใน 3 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากมนุษย์นั้นเกี่ยวข้องกับภาคอาหารทั้งหมด ตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงขยะอาหารที่ถูกทิ้ง การเลือกซื้ออาหารที่มาจากเกษตรกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น ออร์แกนิก และสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่ปลูกโดยไม่ใช้สารเคมีจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีนัยสำคัญ (5)
               ภาคเกษตรกรรมของไทยเป็นหนึ่งในแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำคัญ คิดเป็น 15.03% ของการปล่อยทั้งหมดในปี 2023 หรือประมาณ 67.87 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO2e) โดยกิจกรรมหลักที่ก่อให้เกิดก๊าซเหล่านี้ ได้แก่ การปลูกพืชและการเลี้ยงสัตว์ เช่น การปลูกข้าว การใช้ปุ๋ยเคมี และการเผาเศษวัสดุทางการเกษตร การหมักในระบบย่อยอาหารของสัตว์เคี้ยวเอื้อง และการจัดการมูลสัตว์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปริมาณก๊าซเรือนกระจกในประเทศเพิ่มขึ้น (6)
               อย่างไรก็ตาม แม้ภาคเกษตรจะเป็นสาเหตุก่อโลกร้อน แต่หากมีการปรับระบบการผลิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น การทำเกษตรอินทรีย์ การปลูกพืชหมุนเวียน และการใช้ปุ๋ยอินทรีย์แทนปุ๋ยเคมี จะช่วยลดการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์และเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนในดินมากขึ้น หรือการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรที่เหมาะสม เช่น การนำเศษพืชมาใช้เป็นวัสดุคลุมดินแทนการเผาสามารถช่วยลดมลพิษและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ แนวทางเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดโลกร้อน แต่ยังช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงขึ้น และส่งเสริมความยั่งยืนในภาคการเกษตรของไทย (5)
               ในระดับโลก ฟาร์มออร์แกนิกถูกมองว่าเป็นทางเลือกที่มีศักยภาพในการช่วยลดก๊าซเรือนกระจก เนื่องจากใช้พลังงานน้อยกว่าฟาร์มทั่วไป ตัวอย่างในยุโรปหากนำระบบเกษตรอินทรีย์มาใช้อย่างเต็มรูปแบบ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคเกษตรอาจลดลงถึง 40-50% ภายในปี 2050 เนื่องจากเกษตรอินทรีย์มีจุดแข็งในการอนุรักษ์ดิน ลดการใช้ปุ๋ยเคมีและสารกำจัดศัตรูพืช ซึ่งช่วยลดมลพิษในดินและน้ำ รวมถึงเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนในดินได้มากขึ้น (7)
               เกษตรอินทรีย์ช่วยเสริมความยืดหยุ่นของระบบอาหารโดยให้ความสำคัญกับสุขภาพของดิน ลดมลพิษ และลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก ดินที่อุดมสมบูรณ์จากการบำรุงด้วยปุ๋ยหมักและมูลสัตว์สามารถกักเก็บคาร์บอนได้มากขึ้นและช่วยปกป้องแหล่งน้ำใต้ดิน การหลีกเลี่ยงการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนสังเคราะห์ช่วยลดความเสี่ยงด้านมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่การใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าที่ก่อให้เกิดมลภาวะ ระบบเกษตรเชิงนิเวศ เช่น เกษตรอินทรีย์ ส่งเสริมสุขภาพของดินและระบบนิเวศ ทำให้การผลิตอาหารมีเสถียรภาพแม้เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ แนวทางอย่างวนเกษตรและการปลูกแนวกันลมยังช่วยป้องกันการพังทลายของดินและลดผลกระทบจากสภาพอากาศที่รุนแรง อีกทั้งฟาร์มเกษตรอินทรีย์ยังใช้พลังงานน้อยลงและปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับต่ำผ่านการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพ (7)
               ปัจจุบันภาครัฐและองค์กรระดับโลกเริ่มให้ความสำคัญกับเกษตรอินทรีย์มากขึ้น อย่างในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา มีการตั้งเป้าหมายให้พื้นที่เกษตรกรรม 20% กลายเป็นเกษตรอินทรีย์ภายในปี 2045 ซึ่งแม้จะยังไม่ใช่ตัวเลขที่สูงมากนัก แต่ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันแนวทางนี้ให้เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง (8)
              การทำเกษตรอินทรีย์จึงจะเป็นมากกว่าทางเลือกของเกษตรกร เพราะจะทำให้ทุกคนตั้งแต่ผู้ผลิตยันผู้บริโภคได้มีส่วนช่วยลดโลกร้อน ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก การลดขยะอาหาร หรือการลดการบริโภคเนื้อสัตว์ ทุกการเปลี่ยนแปลงแม้จะเล็ก ๆ น้อย ๆ สามารถส่งผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างมหาศาล (8)

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
(1) Sorry – organic farming is actually worse for climate change., Climate Change and Energy, MIT Technology Review.
(2) มูลนิธิสืบนาคะเสถียร, การเกษตรอินทรีย์สามารถเลี้ยงผู้คนทั่วโลกอย่างยั่งยืนได้หรือไม่?
(3) Thairath, Future Perfect, กินผักช่วยโลก บริโภค “เนื้อสัตว์” น้อยลง ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้
(4) iGreen, โลกเลี้ยวขวามุ่งหน้าออร์แกนิก ไทยสวนกระแสหนุนใช้ปุ๋ยเคมี ก๊าซไนตรัสออกไซด์โลกพุ่ง 40%
(5) iGreen, เลือกกินอย่างรู้ที่มา บทบาทรักษ์โลกของผู้บริโภคอย่างเรา
(6) องค์ความรู้เพื่อการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน, ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดโลกร้อน ด้วยการ “ปรับระบบเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม”
(7) Why is organic better for the planet?, Soil Association.
(8) Organic Agriculture Helps Solve Climate Change., NRDC.

ย่อยแท้…หรือแค่ “หลอกกัน” มาทำความรู้จักประเภทการย่อยสลายของบรรจุภัณฑ์ ทางเลือกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

Degradable
               แตกตัวเป็นไมโครพลาสติก เข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร มีสารพิษ สารก่อมะเร็ง ปนเปื้อนในอวัยวะภายใน ส่งผลต่อระบบฮอร์โมนในร่างกาย
Biodegradable
               ย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์ ในสภาวะที่มีการควบคุม แต่พลาสติกบางประเภทนำไปใช้ประโยชน์ได้ยาก
Compostable
               ย่อยสลายตามธรรมชาติ เป็นปุ๋ยให้ต้นไม้ เจริญเติบโตในโครงสร้าง Ecosystem และไม่สร้างมลพิษกลับสู่ธรรมชาติ
นอกจากนี้การใช้แก้วน้ำและภาชนะส่วนตัว รวมทั้งการใช้ซ้ำ สามารถช่วยลดการเกิดขยะตั้งแต่ต้นทางได้

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
– บริษัท เกรซ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)

18 มีนาคม วันรีไซเคิลโลก Global Recycling Day

               วันรีไซเคิลโลกก่อตั้งครั้งแรกในปี 2558 โดย Global Recycling Foundation เพื่อส่งเสริมความสำคัญของการรีไซเคิลและสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน และได้รับการยอมรับจากองค์การสหประชาชาติ (United Nations) และ The Bureau of International Recycling ในปี 2561
               การรีไซเคิลเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียน ช่วยปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ ในแต่ละปีทรัพยากรที่รีไซเคิลได้ช่วยลดการปล่อย CO2 ได้มากกว่า 700 ล้านตัน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1 พันล้านตันภายในปี 2573 หากมีการมุ่งเน้นเรื่องรีไซเคิลทั่วโลก
               ในโอกาสนี้ กรมลดโลกร้อน จึงขอเชิญชวนให้ทุกท่าน ร่วมกันคัดแยกขยะ เพื่อการนำไปกำจัดได้อย่างถูกวิธี และยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์หรือรีไซเคิลได้ต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
– กรมประชาสัมพันธ์