ความมั่นคงปลอดภัยบนอินเทอร์เน็ตและการปฏิบัติตนสำหรับข้าราชการยุคดิจิทัล

เป้าหมายการเรียนรู้ ประเด็นการเรียนรู้
1. เพื่อให้สามารถอธิบายสถานการณ์การใช้งานอินเตอร์เน็ตและการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในยุคดิจิทัล
2. เพื่อให้สามารถยกตัวอย่างการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์และสิ่งที่ต้องพึงระวัง เพื่อให้ปลอดภัยจากภัยคุกคาม
3. เพื่อให้สามารถยกตัวอย่างภัยคุกคามต่าง ๆ ได้
4. เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามขั้นตอนการป้องกันตรวจสอบความปลอดภัยด้วยตนเอง
1. แนวโน้มการใช้งานอินเตอร์เน็ตในประเทศไทย สถิติการใช้งานของประเทศไทย ความสัมพันธ์และการกระจายตัวของข้อมูล วิวัฒนาการของเว็บไซต์
2. รูปแบบและลักษณะการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ สิ่งที่ต้องพึงระวังในการใช้งานบนอินเทอร์เน็ต พรบ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
3. การใช้โปรแกรมและการบริโภคข้อมูลโดยขาดความยั้งคิด
4. การตั้งค่าความปลอดภัยสำหรับ Facebook Gmail LINE
วิทยากร กลุ่มเป้าหมาย
1. อาจารย์ณัฐ พยงค์ศรี 1. บุคลากรภาครัฐ
2. บุคคลทั่วไป
วิธีการประเมินผล จำนวนชั่วโมงการเรียนรู้
ทำแบบทดสอบหลังเรียนได้ตั้งแต่ 60 % ขึ้นไป 3 ชั่วโมง
หมายเหตุ เงื่อนไขการลงทะเบียน
ไม่บังคับเรียนตามลำดับเนื้อหา ไม่มีเงื่อนไข
เปิดให้ลงทะเบียน เข้าเรียนได้
1 ม.ค. 2569 ถึง 31 ธ.ค. 2569 1 ม.ค. 2569 ถึง ไม่มีกำหนด
Link เข้าอบรมหลักสูตร
https://learningportal.ocsc.go.th/learningspace/courses/1078

 

การเขียนหนังสือราชการ : เสริมทักษะการเขียนหนังสือราชการ

เป้าหมายการเรียนรู้ ประเด็นการเรียนรู้
1. เพื่อให้สามารถอธิบายลักษณะของหนังสือติดต่อราชการและความแตกต่างของหนังสือภายนอก หนังสือภายในและหนังสือประทับตราได้
2. เพื่อให้สามารถอธิบายการเขียนหนังสือติดต่อราชการให้ถูกต้อง ถูกแบบ ถูกเนื้อหา ถูกหลักภาษา
3. เพื่อให้สามารถเขียนหนังสือติดต่อราชการได้บรรลุจุดประสงค์และเป็นผลดี
1. ลักษณะของหนังสือติดต่อราชการ
2. วิธีการเขียนหนังสือติดต่อราชการให้ดี
3. ฝึกปฏิบัติ การเขียนหนังสือราชการ : เสริมทักษะการเขียนหนังสือราชการ
วิทยากร กลุ่มเป้าหมาย
1. อาจารย์ประวีณ ณ นคร
2. อาจารย์ฐิติมา ศิริวิโรจน์
1. บุคลากรภาครัฐ
2. บุคคลทั่วไป
วิธีการประเมินผล จำนวนชั่วโมงการเรียนรู้
ทำแบบทดสอบหลังเรียนได้ตั้งแต่ 60 % ขึ้นไป 4 ชั่วโมง
หมายเหตุ เงื่อนไขการลงทะเบียน
ไม่บังคับเรียนตามลำดับเนื้อหา ไม่มีเงื่อนไข
เปิดให้ลงทะเบียน เข้าเรียนได้
1 ม.ค. 2569 ถึง 31 ธ.ค. 2569 1 ม.ค. 2569 ถึง ไม่มีกำหนด
Link เข้าอบรมหลักสูตร
https://learningportal.ocsc.go.th/learningspace/courses/1019

 

กรมลดโลกร้อน เปิดเวทีมหกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เครือข่ายเมืองต้นแบบสิ่งแวดล้อมยั่งยืนพร้อมรับปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ

               วันที่ 16 มีนาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีเปิดเวทีมหกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เครือข่ายเมืองต้นแบบสิ่งแวดล้อมยั่งยืนพร้อมรับปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ ซึ่งกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย มูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท ประเทศไทย หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ และธนาคารโลก จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจรวมถึงถ่ายทอดนวัตกรรมและองค์ความรู้ ด้านความพร้อมการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน ภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ณ ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร
               กิจกรรมในช่วงเช้าจัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “เล่าสู่กันฟัง” เป็นการนำเสนอการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ทั้งการขับเคลื่อนทางด้านนโยบาย มาตรการทางกฎหมายและกลไกทางการเงินต่าง ๆ รวมถึงเครื่องมือ และข้อมูลที่เป็นประโยขน์ต่อการพัฒนาเมืองมุ่งสู่ความพร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนนวัตกรรมสนับสนุนการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมมีความเข้าใจ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในระดับพื้นที่ จากนั้นในช่วงบ่าย เป็นการเจาะลึกผ่าน 3 เวทีวิชาการแลกเปลี่ยนเรียนรู้คู่ขนาน (Parallel Sessions) ประกอบด้วย 1.Resilient Cities: การพัฒนาเมืองที่อิงกับธรรมชาติและการปรับตัว 2.Social-Ecological Transformation: การเปลี่ยนผ่านด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมในเมือง 3.Green Finance for Urban Resilience: เครื่องมือทางการเงินสีเขียวเพื่อรับมือความเสี่ยงสภาพภูมิอากาศ
               นอกจากนี้ภายในงานยังมีนิทรรศการนวัตกรรมและตัวอย่างความสำเร็จจากเมืองที่เป็นแบบอย่างที่ดี ในการจัดการสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับกลุ่มเป้าหมายกว่า 400 คน โดยมุ่งหวังให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคีเครือข่าย สามารถนำแนวคิดและแบบอย่างการดำเนินงานที่ดีที่ได้รับไปปรับใช้ในการวางแผนพัฒนาเมืองตามบริบทของตนเอง เพื่อรับมือและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืนต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน นำร่องกรมแรกของไทยกับภารกิจ EV เพื่อโลก

               การขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 ไม่ได้เป็นเพียงแผนงานบนกระดาษ แต่คือภารกิจที่ต้องลงมือทำจริง รถยนต์ไฟฟ้าเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศเดินหน้าไปสู่เป้าหมาย Net-zero ในปี 2050 ตามทิศทางเดียวกับนานาประเทศ การเปลี่ยนจากรถสันดาปสู่รถ EV จึงเป็นภารกิจเร่งด่วนของภาคขนส่งไทย โดยเฉพาะการขานรับ มติคณะรัฐมนตรีที่กำหนดให้หน่วยงานภาครัฐลดการใช้พลังงานลงร้อยละ 20 เพื่อเป็นต้นแบบแก่ภาคเอกชนและประชาชน กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จึงเดินหน้ากลยุทธ์ “ประหยัดพลังงานคู่ขนานนวัตกรรมสะอาด” อย่างเต็มตัว
               กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการเป็น “กรมแรกของไทย” ที่ขานรับนโยบาย EV 3.5 โดยนำร่องใช้ รถตู้ไฟฟ้า 12 ที่นั่ง กรมแรกของประเทศไทย ที่จดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก รวมถึงรถกระบะไฟฟ้าเพื่อปฏิบัติงานภาคสนาม ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงตามนโยบายความมั่นคงทางพลังงานของรัฐบาลแล้ว ยังส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล ดังนี้
               – Zero Tailpipe Emission: รถ EV ไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกขณะขับขี่โดยตรง ไม่ปล่อยก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) และลด PM 2.5 จากการเผาไหม้ ทำให้คุณภาพอากาศในเมืองดีขึ้น
               – ลด Carbon Footprint : โดยประสิทธิภาพในการลดก๊าซจะขึ้นอยู่กับประเภทของรถยนต์และแหล่งที่มาของพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ชาร์จ หากใช้ไฟที่มาจากการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้โดยเฉลี่ย 40-50% เมื่อเทียบกับรถยนต์น้ำมัน โดยรถตู้ดีเซล ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ยประมาณ 230-260 gCO₂/km และรถกระบะดีเซล ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ยประมาณ 211 – 225 gCO₂/km
               – Energy Efficiency: รถ EV แปลงพลังงานจากแบตเตอรี่มาเป็นพลังงานขับเคลื่อนได้ถึง 87 – 91% ในขณะที่รถยนต์น้ำมันแปลงได้เพียง 16 – 25%
               – การบำรุงรักษาต่ำ: ไม่มีเครื่องยนต์, น้ำมันเครื่อง, หรือหัวเทียน ทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงลง หากภาครัฐเปลี่ยนมาใช้รถ EV จะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของกรมฯ ได้อย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับมาตรการประหยัดพลังงานภาครัฐที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด
               การใช้งานรถตู้ไฟฟ้ากรมแรกของกรมลดโลกร้อนในวันนี้ คือการพิสูจน์ว่า “มาตรการภาครัฐ” และ “การรักษาสิ่งแวดล้อม” สามารถเดินหน้าไปด้วยกันได้ เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้ทุกหน่วยงานก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
– มติคณะรัฐมนตรีด้านการประหยัดพลังงานในภาคราชการ
– องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO)
– สถาบันยานยนต์ (TAI)

เตรียมพร้อมรับฤดูแล้ง : การปรับตัวด้านสุขภาพต่อสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง

               ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงฤดูแล้งซึ่งมักมาพร้อมกับสภาพอากาศที่ร้อนจัด ความแห้งแล้ง และความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นจากแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว สถานการณ์ดังกล่าวไม่เพียงส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและระบบเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะความเสี่ยงจากคลื่นความร้อน ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 โรคติดต่อที่เกิดจากพาหะ รวมถึงความเครียดจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น น้ำท่วมฉับพลัน ไฟป่า หรือพายุรุนแรงที่เกิดขึ้นผิดฤดูกาล กลุ่มประชากรที่มีความเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย จึงมีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มอื่น การเตรียมความพร้อมและการปรับตัวของระบบสุขภาพและสังคมจึงเป็นกลไกสำคัญในการลดความเสี่ยงและเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในสภาวะภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
               แนวทางการปรับตัวต่อผลกระทบด้านสุขภาพจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบและบูรณาการทั้งในระดับนโยบาย ระบบบริการสุขภาพ และระดับชุมชน ประการแรกคือการพัฒนาระบบเฝ้าระวังและระบบเตือนภัยด้านสุขภาพที่เชื่อมโยงข้อมูลด้านสภาพอากาศและข้อมูลโรค เพื่อคาดการณ์ความเสี่ยงและแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างทันท่วงที ประการที่สองคือการเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขให้สามารถรับมือกับโรคและภาวะสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ เช่น โรคลมแดด โรคทางเดินหายใจ และโรคที่เกิดจากพาหะนำโรค ควบคู่กับการพัฒนาความยืดหยุ่นของสถานพยาบาล โดยเฉพาะโรงพยาบาลและหน่วยบริการสุขภาพให้สามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องในภาวะภัยพิบัติ ผ่านการประเมินความปลอดภัยของสถานพยาบาล การจัดเตรียมห้องปลอดฝุ่น อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล และระบบสำรองด้านพลังงานและน้ำ นอกจากนี้ การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ระบบสื่อสารเตือนภัย การแพทย์ทางไกล (Telemedicine) และระบบข้อมูลสุขภาพดิจิทัล สามารถช่วยให้การดูแลผู้ป่วยและการติดตามสถานการณ์ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
               ในระดับพื้นที่ การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของการปรับตัว โดยการพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และเครือข่ายชุมชนในการดูแลสุขภาพเบื้องต้น การจัดเตรียมชุดอุปกรณ์ด้านสุขภาพสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน และการพัฒนาศูนย์สุขภาพชุมชนให้สามารถรองรับสถานการณ์ภัยพิบัติได้ นอกจากนี้ การให้ความสำคัญกับการดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น การติดตามผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงผ่านระบบเยี่ยมบ้าน รวมถึงการจัดทำแผนอพยพและระบบช่วยเหลือผู้ป่วยในสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้ การดำเนินการเหล่านี้ควบคู่กับการสื่อสารความเสี่ยงด้านสุขภาพให้ประชาชนเข้าใจง่าย เข้าถึงได้ และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง จะช่วยให้ประชาชนสามารถเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม
               ในท้ายที่สุด การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านสุขภาพมิใช่เป็นเพียงภารกิจของหน่วยงานสาธารณสุขเท่านั้น แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และประชาชน การตระหนักรู้ถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง และการปรับพฤติกรรมเพื่อดูแลสุขภาพของตนเองและครอบครัว เช่น การติดตามข้อมูลสภาพอากาศ การป้องกันตนเองจากความร้อนและมลพิษทางอากาศ รวมถึงการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ฉุกเฉิน จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับสังคมไทยโดยรวม เมื่อทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนการปรับตัวอย่างเป็นระบบ ประเทศไทยจะสามารถลดผลกระทบด้านสุขภาพจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และก้าวสู่สังคมที่มีความปลอดภัยและยืดหยุ่นต่อความเสี่ยงในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

บทความโดย
นางสาวนุชนารถ ไกรสุวรรณสาร
นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการพิเศษ
กองขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
1. WHO. Climate and Health Country Profile: Thailand
2. กระทรวงสาธารณสุข. Health National Adaptation Plan (HNAP)
3. กรมอนามัย. การปรับตัวด้านสุขภาพต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
4. กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม, แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ

กรมลดโลกร้อน จัดประชุมคณะทำงานคาร์บอนเครดิตเพื่อวัตถุประสงค์ระหว่างประเทศ ครั้งที่ 1/2569

               เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมจัดประชุมคณะทำงานคาร์บอนเครดิตเพื่อวัตถุประสงค์ระหว่างประเทศ ครั้งที่ 1/2569 โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานคณะทำงาน พร้อมด้วย นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม รองประธานคณะทำงาน ดร.กิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ คณะทำงานและเลขานุการ และคณะทำงานเข้าร่วมประชุม จำนวน 17 หน่วยงาน ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น 3 ณ อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
คณะทำงานฯ ได้รับทราบสถานะการดำเนินโครงการคาร์บอนเครดิตเพื่อวัตถุประสงค์ระหว่างประเทศ ภายใต้ข้อ 6.2 ของความตกลงปารีสของประเทศไทย และความคืบหน้าการดำเนินงานภายใต้ข้อตกลงการดำเนินงานภายใต้ข้อ 6 ของความตกลงปารีส ระหว่างรัฐบาลสาธารณรัฐสิงคโปร์กับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย พร้อมทั้งร่วมพิจารณาโครงการที่ประสงค์ใช้คาร์บอนเครดิตเพื่อวัตถุประสงค์ระหว่างประเทศ จำนวน 9 โครงการ ในสาขาพลังงาน และสาขาคมนาคมขนส่ง

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

เคล็ดลับการออกแบบเมืองเพื่อรับมือภัยพิบัติของประเทศญี่ปุ่น ตอนที่ 1

               ปัจจุบัน เมืองต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เพิ่มสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม พายุ คลื่นความร้อน หรือระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นอันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความท้าทายของการพัฒนาเมืองในศตวรรษที่ 21 จึงไม่ได้อยู่ที่คำถามว่า จะป้องกันภัยพิบัติอย่างไร แต่คำถามสำคัญ คือ เราจะออกแบบเมืองอย่างไรให้สามารถอยู่ร่วมกับภัยพิบัติได้อย่างยั่งยืน
               ประเทศญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่โดดเด่นของโลกในเรื่องการอยู่ร่วมกับความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ด้วยภูมิประเทศที่เป็นหมู่เกาะ มีพื้นที่จำกัด และตั้งอยู่บนแนววงแหวนไฟแปซิฟิก (Pacific Ring of Fire) ซึ่งเป็นบริเวณที่เกิดแผ่นดินไหวและภูเขาไฟบ่อยครั้ง ส่งผลให้ประเทศต้องเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติหลากหลายรูปแบบอยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว สึนามิ พายุไต้ฝุ่น ดินถล่ม และน้ำท่วม อย่างไรก็ตาม แม้จะเผชิญเหตุการณ์รุนแรงหลายครั้ง ญี่ปุ่นกลับสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบ จนเกิดคำถามตามมาว่า อะไรคือเคล็ดลับของความยืดหยุ่นของสังคมญี่ปุ่น คำตอบถูกอธิบายไว้อย่างน่าสนใจ ในหนังสือ Design Before Disaster: Japan’s Culture of Preparedness (รูปที่ 1) โดย Prof. Miho Mazereeuw ศาสตราจารย์ด้านการออกแบบเมืองจากสถาบัน Massachusetts Institute of Technology (MIT) ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ความพร้อมของญี่ปุ่นไม่ได้ขึ้นกับเทคโนโลยีหรือโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่การเตรียมพร้อมต่อภัยพิบัติถูกหลอมรวมอยู่ในวัฒนธรรมการใช้ชีวิตของผู้คน หัวใจสำคัญของแนวคิดนี้คือสิ่งที่เรียกว่า Seikatsu Bosai หรือ “การทำให้การป้องกันภัยพิบัติเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน” ในสังคมญี่ปุ่น การเตรียมพร้อมไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในช่วงเวลาที่มีสัญญาณเตือนภัยเท่านั้น แต่ถูกแทรกอยู่ในรายละเอียดของชีวิตประจำวัน เช่น บ้านเรือนที่ออกแบบให้สามารถรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว พื้นที่สาธารณะที่สามารถใช้เป็นจุดอพยพเมื่อเกิดภัยพิบัติ หรือการฝึกซ้อมรับมือเหตุฉุกเฉินที่เด็ก ๆ เรียนรู้ตั้งแต่ในโรงเรียน สิ่งเหล่านี้ทำให้การเตรียมพร้อมต่อภัยพิบัติไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากแต่เป็นพฤติกรรมที่ผู้คนคุ้นเคยและปฏิบัติอยู่ในชีวิตประจำวัน
               อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นไม่ได้มองภัยพิบัติเป็นเพียงเหตุการณ์ที่ต้องรับมือหลังเกิดภัยเท่านั้น แต่ได้พัฒนาแนวคิดในการจัดการความเสี่ยงที่เชื่อมโยงเข้ากับการพัฒนาเมืองอย่างเป็นระบบ แนวคิดดังกล่าวเรียกว่า “Bosai” ซึ่งมีความหมายตรงตัวว่า “การป้องกันภัยพิบัติ” แต่ในทางปฏิบัติ Bosai ไม่ได้หมายถึงการพยายามหยุดยั้งภัยธรรมชาติ เพราะชาวญี่ปุ่นตระหนักดีว่าภัยธรรมชาติไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมด หากแต่หมายถึง การลดความเสี่ยง การบริหารจัดการความเสียหาย และการเตรียมความพร้อมของสังคมก่อนที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้น แนวคิด Bosai จึงถูกบูรณาการเข้าไปในหลายมิติของสังคมญี่ปุ่น ตั้งแต่ระบบการศึกษา ระบบเตือนภัย การฝึกซ้อมของชุมชน ไปจนถึงการวางผังเมืองและการออกแบบสถาปัตยกรรม ส่งผลให้การรับมือภัยพิบัติไม่ได้เป็นเพียงมาตรการของภาครัฐ แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของผู้คน หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของแนวคิด Bosai คือ การออกแบบเมืองให้สามารถรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินได้ โดยระบบการเตรียมพร้อมของเมืองในญี่ปุ่นสามารถอธิบายผ่านองค์ประกอบหลัก 3 ด้าน ได้แก่ 1) ระบบผังเมือง (Urban Systems) 2) ระบบเครือข่ายพื้นที่สาธารณะ (Park Networks) 3) การปรับเปลี่ยนรูปแบบสถาปัตยกรรม (Architectural Transformations) องค์ประกอบเหล่านี้ ทำให้เมืองไม่ใช่แค่พื้นที่สำหรับการอยู่อาศัยและกิจกรรมทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็น โครงสร้างพื้นฐานในการลดความเสี่ยงและรองรับภัยพิบัติ ซึ่งช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นให้กับสังคมในระยะยาวในตอนนี้จะกล่าวถึงองค์ประกอบแรก คือ ระบบผังเมือง (Urban Systems) ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเมืองที่สามารถรับมือกับภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ระบบผังเมือง: โครงสร้างพื้นฐานของการเตรียมพร้อม
               หากย้อนกลับไปดูหมู่บ้านและเมืองของญี่ปุ่นในอดีต จะพบว่าสถาปัตยกรรมส่วนใหญ่สร้างจากไม้และกระดาษ ซึ่งเป็นวัสดุที่หาได้ง่ายและเหมาะสมกับบริบทของสังคมในขณะนั้น บ้านเรือนมักตั้งอยู่ใกล้กันเพื่อประหยัดพื้นที่และทรัพยากร ถนนในเมืองมีลักษณะแคบและมีความหนาแน่นสูง รูปแบบเมืองเช่นนี้สะท้อนถึงข้อจำกัดด้านพื้นที่ของประเทศ แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เมืองมีความเปราะบางต่อภัยพิบัติอย่างมาก โดยเฉพาะ อัคคีภัยและแผ่นดินไหว เมื่อเกิดไฟไหม้ในเมืองที่มีบ้านเรือนไม้จำนวนมาก ไฟสามารถลุกลามได้อย่างรวดเร็วและสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น โดยเฉพาะในช่วงยุคเอโดะ (Edo Period) ประสบการณ์จากภัยพิบัติเหล่านี้ทำให้ผู้คนเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันภัยพิบัติในชีวิตประจำวัน และนำไปสู่การพัฒนามาตรการด้านผังเมืองเพื่อช่วยลดความเสี่ยงของเมือง สิ่งที่น่าสนใจ คือ การพัฒนามาตรการเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง ชุมชน ภาครัฐ และภาคส่วนอื่น ๆ ของสังคม แนวคิดการป้องกันภัยจึงค่อย ๆ พัฒนาและขยายจากการรับมืออัคคีภัยไปสู่ภัยพิบัติรูปแบบอื่นที่ญี่ปุ่นเผชิญอยู่บ่อยครั้ง เช่น แผ่นดินไหวและสึนามิ ในกระบวนการพัฒนาเมืองญี่ปุ่นจึงให้ความสำคัญทั้งกับการฟื้นฟู และการก่อสร้างหรือปรับโครงสร้างเมืองใหม่ เพื่อให้เมืองสามารถกลับมาทำงานได้อย่างรวดเร็วหลังเกิดภัยพิบัติ ภายใต้แนวคิดนี้ ระบบผังเมืองเพื่อรับมือภัยพิบัติของญี่ปุ่นสามารถแบ่งออกเป็น 5 องค์ประกอบสำคัญ (รูปที่ 2) ได้แก่ 1) ระบบป้องกันอัคคีภัย (Fire Reduction Systems) 2) Machizukuri หรือการพัฒนาเมืองโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน 3) เส้นทางการอพยพ (Evacuation Routes) 4) ยุทธศาสตร์การจัดการพื้นที่ชายฝั่ง (Coastal Strategy) 5) การตั้งถิ่นฐานใหม่ (Resettlement) องค์ประกอบเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การจัดการภัยพิบัติในญี่ปุ่นไม่ได้เป็นเพียงการตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว แต่เป็นกระบวนการที่เริ่มต้นตั้งแต่ การออกแบบและวางผังเมือง


1) ระบบป้องกันอัคคีภัย : จุดเริ่มต้นของการออกแบบเมืองเพื่อความปลอดภัย
               อัคคีภัยถือเป็นหนึ่งในภัยพิบัติที่สำคัญที่สุดของเมืองญี่ปุ่นในอดีต ทำให้เกิดการพัฒนามาตรการด้านผังเมืองหลายรูปแบบตั้งแต่ยุคเอโดะ ตัวอย่างมาตรการที่สำคัญ ได้แก่ 1. การขยายถนนให้กว้างขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นแนวกันไฟ ช่วยลดการลุกลามของไฟระหว่างอาคาร 2. การสร้างพื้นที่เปิดโล่งหรือลานกว้างเพื่อใช้เป็นจุดรวมพลและพื้นที่กันไฟ 3. การสร้างคันดินเพื่อช่วยชะลอการลุกลามของไฟ 4.พื้นที่ปลูกต้นไม้ซึ่งสามารถทำหน้าที่เป็นแนวป้องกันไฟและเป็นพื้นที่หลบภัย แนวคิดเหล่านี้ยังคงถูกพัฒนาต่อเนื่องในเมืองสมัยใหม่ ตัวอย่างเช่น ในปี ค.ศ. 1981 กรุงโตเกียวได้แบ่งพื้นที่ชุมชนออกเป็นโซนขนาดประมาณ 65 เฮกตาร์ (406 ไร่) เพื่อเพิ่มความปลอดภัยด้านอัคคีภัย โดยมีการเพิ่มเส้นทางหนีไฟ ปรับปรุงอาคารที่ทรุดโทรม และส่งเสริมกิจกรรมของชุมชนในการเตรียมพร้อมต่อภัยพิบัติ
               กรณีศึกษา : หมู่บ้านชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลก ชิราคาวาโกะ (Shirakawa-go) เป็นชุมชนดั้งเดิมที่มีชื่อเสียงจากบ้านแบบ กัสโชสึคุริ (Gassho-zukuri) ซึ่งมีหลังคามุงหญ้าขนาดใหญ่เพื่อรองรับหิมะ แม้ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิม แต่ชุมชนยังคงมีการฝึกซ้อมระบบป้องกันอัคคีภัยเป็นประจำทุกปี โดยใช้ระบบฉีดน้ำแรงดันสูงเพื่อสร้างม่านน้ำครอบคลุมพื้นที่รอบหมู่บ้านและช่วยป้องกันการลุกลามของไฟ (รูปที่ 3)
รูปที่ 3. การฝึกซ้อมระบบป้องกันอัคคีภัยประจำปีของหมู่บ้านชิราคาวาโกะ
               กรณีศึกษา : เขตซูมิดะ โตเกียว เป็นพื้นที่ในกรุงโตเกียวที่มีความเสี่ยงต่อภัยพิบัติสูง เนื่องจากมีบ้านเรือนไม้จำนวนมากและมีความหนาแน่นของประชากรสูง ชุมชนในพื้นที่ได้ร่วมมือกับภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมของเมือง เช่น การสร้างคลองเสริม การพัฒนามาตรการรับมือเหตุฉุกเฉินในชุมชน การสร้างระบบกักเก็บน้ำฝนรวมที่เรียกว่า Rojison และการจัดทำแผนที่ภัยพิบัติที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง


2) Machizukuri : การพัฒนาเมืองที่เริ่มจากชุมชน
               หนึ่งในแนวคิดสำคัญของการพัฒนาเมืองในญี่ปุ่นคือ Machizukuri ซึ่งหมายถึงการพัฒนาและฟื้นฟูเมืองผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชนในระบบนี้ ประชาชนสามารถมีบทบาทในการเสนอแนวคิด รายงานปัญหา หรือริเริ่มโครงการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและองค์กรอื่น ๆ ทำให้การพัฒนาเมืองสามารถตอบสนองต่อความต้องการของพื้นที่ได้อย่างแท้จริง เช่น 1.ความร่วมมือระหว่างชุมชนกับภาคเอกชนในพื้นที่ เพื่อควบคุมการปล่อยมลพิษและปรับปรุงสภาพแวดล้อมของเมือง 2. ความร่วมมือระหว่างชุมชนกับหน่วยงานด้านผังเมืองและการจัดการน้ำเสีย เพื่อปรับผังถนนให้กว้างขึ้นและพัฒนาระบบระบายน้ำ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของเมือง 5. การมีส่วนร่วมของภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม ภาคการศึกษา และภาคชุมชน ในการออกแบบแนวป้องกันสึนามิ โดยมีเงื่อนไขว่าการป้องกันต้องไม่บดบังทัศนียภาพของทะเล ส่งผลให้เกิดการพัฒนาเมืองใหม่ที่ผสมผสานระหว่างแนวป้องกันภัย ย่านการค้า และแหล่งท่องเที่ยว
3. เส้นทางการอพยพ: โครงสร้างพื้นฐานเพื่อชีวิต
               เส้นทางการอพยพเป็นองค์ประกอบสำคัญของการออกแบบเมืองในพื้นที่เสี่ยงภัย การออกแบบเส้นทางเหล่านี้ต้องทำให้ผู้คนสามารถ เข้าใจได้ง่าย ใช้งานได้จริง และเข้าถึงได้สำหรับทุกกลุ่มประชากร องค์ประกอบสำคัญของเส้นทางอพยพ ได้แก่ ป้ายเตือนภัยที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย การกระจายป้ายทั่วพื้นที่ การฝึกซ้อมอพยพของชุมชน การออกแบบเส้นทางให้เข้าถึงได้สำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุ การมีเส้นทางอพยพมากกว่าหนึ่งเส้นทาง
ตัวอย่างที่น่าสนใจ คือ Tsunami-hi หรือหินสลักเตือนภัยสึนามิที่พบตามชายฝั่งญี่ปุ่น หินเหล่านี้ถูกสลักข้อความเกี่ยวกับเหตุการณ์ในอดีต เช่น วันเวลาและความรุนแรงของสึนามิ เพื่อเตือนให้คนรุ่นหลังตระหนักถึงความเสี่ยง เมื่อเวลาผ่านไป หินสลักเหล่านี้ได้กลายเป็นทั้ง สัญลักษณ์ของเส้นทางอพยพและแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ของชุมชน (รูปที่ 4)


4.ยุทธศาสตร์พื้นที่ชายฝั่งและการตั้งถิ่นฐานใหม่
               พื้นที่ชายฝั่งของญี่ปุ่น ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากสึนามิอย่างต่อเนื่อง จึงมีการพัฒนายุทธศาสตร์ป้องกันที่หลากหลาย เช่น การสร้างกำแพงทะเล การสร้างคันดินขนาดใหญ่ และการปลูกป่าชายฝั่งเพื่อช่วยลดแรงคลื่นในบางกรณี เมื่อความเสี่ยงสูงเกินกว่าจะรับมือได้ การย้ายชุมชนออกจากพื้นที่เสี่ยงจึงกลายเป็นมาตรการสำคัญ โดยมีการสนับสนุนทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาเมืองใหม่
               สำหรับประเทศไทย บทเรียนจากแนวคิด Bosai และระบบผังเมืองของญี่ปุ่น สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเมืองที่มีความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ (Climate-resilient cities) เช่น 1) การบูรณาการความเสี่ยงจากภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในกระบวนการวางผังเมือง การกำหนดพื้นที่เสี่ยงภัย การควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่เสี่ยง และการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถรองรับเหตุการณ์ภูมิอากาศสุดขั้วได้ 2) การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการวางแผนและจัดการความเสี่ยง แนวคิด Machizukuri แสดงให้เห็นว่าการพัฒนาเมืองที่มีความยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นผู้ที่เข้าใจบริบทและความเสี่ยงของชุมชนมากที่สุด 3) การจัดทำแผนที่ภัยพิบัติที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง 4) การออกแบบพื้นที่สาธารณะ พื้นที่เปิดโล่ง สวนสาธารณะ และพื้นที่สีเขียว ให้สามารถทำหน้าที่เป็นพื้นที่รองรับน้ำ พื้นที่อพยพ หรือพื้นที่ช่วยเหลือในช่วงเกิดภัยพิบัติ 5) การพัฒนาเส้นทางอพยพที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ป่วย ผู้สูงอายุ ผู้พิการ หรือเด็ก การออกแบบเส้นทางอพยพมากกว่าหนึ่งเส้นทาง การฝึกซ้อมอพยพเป็นประจำ 6) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับภับพิบัติที่มีความยืดหยุ่น คำนึงถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม และเน้นหลักการออกแบบที่ใช้ธรรมชาติเป็นพื้นฐาน (Nature-based Solutions) 7) การพัฒนากลไกและมาตรการสนับสนุนการตั้งถิ่นฐานใหม่ของชุมชนในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงจากน้ำท่วม ดินถล่ม การกัดเซาะชายฝั่ง การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล เนื่องจากอนาคต อาจมีบางชุมชนที่ไม่สามารถอาศัยในพื้นที่เสี่ยงได้อีกต่อไป จำเป็นที่ภาครัฐต้องช่วยเหลือให้ชุมชนเกิดการโยกย้ายถิ่นฐานแบบถาวร และมึคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมในที่แห่งใหม่
               บทเรียนจากญี่ปุ่น แสดงให้เห็นว่า เมืองที่มีความยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดจากการวางแผนและการเรียนรู้จากประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง สิ่งที่สำคัญที่สุดในการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ไม่ใช่เทคโนโลยีหรือโครงสร้างพื้นฐาน แต่เป็น “การปรับเปลี่ยนให้แนวคิดการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับภัยพิบัติ เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตของผู้คน” ซึ่งจะกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนในพื้นที่เกิดการมีส่วนร่วมวางแผนรับมือทั้งในระยะสั้นและระยะยาวอย่างจริงจัง มีประสิทธิภาพและเกิดความยั่งยืน ดังนั้น การนำแนวคิดดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเมืองของประเทศไทย จะเป็นส่วนสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพของประเทศในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อลดความสูญเสียและความเสียหายจากภัยพิบัติในอนาคต

บทความโดย
นายธีรพงษ์ เหล่าพงศ์พิชญ์
นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการพิเศษ
กองขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
Mazereeuw, M. (2025). Design before disaster: Japan’s culture of preparedness. University of Virginia Press.

กรมลดโลกร้อน จัดประชุมพิจารณา (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรายสาขา (Thailand’s Action Plan on Adaptation)

               วันที่ 12 มีนาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมพิจารณา (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรายสาขา (Thailand’s Action Plan on Adaptation) พร้อมด้วย นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และผู้บริหารกรมเข้าร่วมการประชุมดังกล่าว
               การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณารายละเอียดของแผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรายสาขา (Thailand’s Action Plan on Adaptation) ตลอดจนรายละเอียดตัวชี้วัดรายสาขา และการเชื่อมโยงตัวชี้วัดตามกรอบ UAE Framework for Global Climate Resilience จากการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 30 โดยประธานการประชุมได้ให้คำแนะนำในการปรับปรุง (ร่าง) แผนปฏิบัติการฯ ในประเด็น การบูรณาการข้อมูลความเสี่ยงที่ได้จากการ downscaling สำหรับการระบุประเด็นความเสี่ยงเชิงพื้นที่ในแผนปฏิบัติการฯ ตลอดจนการพิจารณาคัดเลือกตัวชี้วัดร่วม (Joint KPI) ที่มีความเหมาะสม สอดคล้องกับเป้าหมายของสาขา และสามารถติดตามและประเมินผลได้ โดยประธานเน้นย้ำว่าการจัดทำแผนปฏิบัติการฯ ต้องคิดบนฐานของการนำแผนไปสู่การปฏิบัติที่จะเกิดผลผลิตและผลลัพธ์ที่เพิ่มภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จัดอบรมการใช้งาน E-SARABAN และ E-SIGNATURE

               เมื่อวันพุธที่ 11 มีนาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม คณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ ร่วมอบรมการใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ (E-SARABAN) และระบบลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-SIGNATURE) โดยผู้พัฒนาระบบ E-SARABAN นายวรคุณ วิจิตรกุลสวัสดิ์ เป็นวิทยากรในการบรรยายการใช้งานระบบ ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อเป้าหมายในการลดใช้กระดาษ เพิ่มความคล่องตัวสะดวกรวดเร็วในการปฏิบัติงาน และยกระดับการบริหารจัดการเอกสารของกรมฯ ให้ก้าวสู่ระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document) อย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ สอดรับกับแนวทางการปฏิบัติงานในยุคดิจิทัล

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและคู่มือแนวทางการเข้าถึงแหล่งงบประมาณในประเทศและระหว่างประเทศ สำหรับหน่วยงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

               ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและคู่มือแนวทางการเข้าถึงแหล่งงบประมาณในประเทศและระหว่างประเทศสำหรับหน่วยงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ประเด็นสำคัญ ได้แก่
               📌หัวใจสำคัญ: สิ่งที่แหล่งทุนมองหาในข้อเสนอโครงการ
               📌การสร้างเหตุผลของโครงการ (Climate Rationale)
               📌ข้อจำกัดและอุปสรรคหลักของการของบประมาณ
               📌ข้อมูลแหล่งทุนสำหรับโครงการด้านการปรับตัวฯ
               📌 6 ขั้นตอนพิชิตแหล่งทุนเพื่อการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
📥 ดาวน์โหลดเอกสารได้ที่:
👉 https://www.dcce.go.th/media/19262/
ร่วมยกระดับศักยภาพการพัฒนาโครงการ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งงบประมาณ และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศไทยในระยะยาว 🌏

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”