ประกาศรับสมัครงาน ตำแหน่งนักวิชาการสิ่งแวดล้อม จำนวน 2 อัตรา รับสมัครระหว่างวันที่ 17 – 19 กันยายน 2568

ประกาศรับสมัครงาน ตำแหน่ง นักวิชาการสิ่งแวดล้อม จำนวน 2 อัตรา
ประกาศรับสมัครงาน ตำแหน่ง นักวิชาการสิ่งแวดล้อม จำนวน 2 อัตรา

กรมลดโลกร้อน–GISTDA ร่วมมือใช้ข้อมูลดาวเทียม เพิ่มความสามารถรับมือโลกเดือด สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

          วันที่ 8 กันยายน 2568 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (กรมลดโลกร้อน) และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) ลงนาม “บันทึกความร่วมมือว่าด้วยการใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม” โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และ ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศร่วมลงนาม ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
          ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็น “นิมิตหมายสำคัญ” ของการบูรณาการเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อันเป็นโจทย์ท้าทายร่วมกันของประชาคมโลก โดยวันนี้ เป็นการแสดงเจตจำนงร่วมกันเสริมสร้างความเข้มแข็งของประเทศในการลดการปล่อยและดูดกลับก๊าซเรือนกระจก ซึ่ง GISTDA เป็นองค์กรที่มีศักยภาพสูงด้านข้อมูลดาวเทียม เทคโนโลยีอวกาศ โดยกรอบความร่วมมือจะเป็นการร่วมกันนำเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ในงานด้านต่างๆ เพื่อเป็นเครื่องมือและกลไกสำคัญในการกำหนดนโยบาย แผน การติดตามและประเมินผลอย่างแม่นยำและต่อเนื่อง รวมทั้งและการวิจัยและพัฒนา เพื่อใช้สนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายและการวางแผนบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ การแปลภาพดาวเทียมติดตามการเปลี่ยนแปลงพื้นที่สีเขียวของประเทศ การติตดาม Hotspot พื้นที่เผาทั้งป่าไม้และพื้นที่เกษตรกรรม การส่งเสริมการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) เป็นต้น และจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของประเทศในการเผชิญกับความท้าทายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างเป็นรูปธรรมและอย่างมั่นคง สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยกรอบเวลาของบันทึกความร่วมมือมีผลบังคับใช้ 5 ปี ซึ่งจะมีการจัดตั้งคณะทำงาน ที่มีหน่วยงานภายในและภายนอกกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อขับเคลื่อนงานในส่วนต่างๆ ต่อไป
          ดร.พิรุณ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยผลักดันการนำเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศมาสนับสนุนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมของประเทศ ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน”
          ด้าน ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า GISTDA ได้ร่วมมือกับกรมลดโลกร้อน ใช้ข้อมูลจากดาวเทียมและระบบภูมิสารสนเทศเป็นกลไกสนับสนุนเชิงนโยบาย สำหรับการจัดทำมาตรการลดก๊าซเรือนกระจก การติดตามสถานการณ์สิ่งแวดล้อม และการวิเคราะห์ความเสี่ยงจากภัยพิบัติ โดย GISTDA มีแหล่งข้อมูลที่สำคัญจากเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศที่จะมาร่วมสนับสนุน เช่น ข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดินพื้นที่น้ำท่วม-น้ำแล้งซ้ำซาก อุณหภูมิพื้นที่ผิว จุดความร้อน พื้นที่เผาไหม้ พื้นที่เกษตร การกัดเซาะชายฝั่ง พื้นที่สีเขียว การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน การวิเคราะห์และจัดทำแผนที่ความเสี่ยง การประเมินผลและการติดตามแหล่งกักเก็บคาร์บอน เป็นต้น
          ซึ่งหลังจากลงนามแล้ว ทั้งสองหน่วยงานจะดำเนินงานตามกรอบใน 2 โครงการสำคัญคือ 1) โครงการประเมินการกักเก็บคาร์บอนในภาคป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน ที่จะเน้นการจัดทำฐานข้อมูลด้านพื้นที่สีเขียวและไฟป่าทั้งประเทศ เพื่อใช้ในการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิต รวมถึงการพัฒนาแบบจำลองการปล่อยและการดูดกลับก๊าซคาร์บอนในระดับ Tier 3 ตาม IPCC อันจะเป็นฐานข้อมูลที่สำคัญสำหรับการวางนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้ NDC 3.0 และ 2) โครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยข้อมูลภูมิสารสนเทศของประเทศไทย (ปีงบประมาณ 2568) โดย GISTDA จะเร่งทำฐานข้อมูลคาร์บอนพื้นที่สีเขียว และไฟป่าทั้งประเทศ เพื่อเชื่อมโยงกับแพลตฟอร์มกลาง Green Digital ของกรมลดโลกร้อน ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นระบบฐานข้อมูลกลางด้านภูมิสารสนเทศและสิ่งแวดล้อมของประเทศ
           ดร.ปกรณ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการเทคโนโลยีอวกาศกับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกำหนดนโยบายและการวางแผนเชิงรุก ตลอดจนมุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) และสร้างความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศในระยะยาว”

          “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

 

กรมลดโลกร้อน ตัดสินการคัดเลือก ทสม. และเครือข่าย ทสม. ดีเด่น ระดับประเทศ ครั้งที่ 2/2568

          วันจันทร์ที่ 8 กันยายน 2568 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม จัดประชุมคณะกรรมการตัดสินการคัดเลือก ทสม. และเครือข่าย ทสม. ดีเด่น ระดับประเทศ ครั้งที่ 2/2568 ณ ห้องประชุมกรรณิการ์ – ราชาวดี (303 – 304) ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยมีนายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นคณะกรรมการ และนางสาวอุมา ศรีสุข ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นกรรมการและเลขานุการ เพื่อพิจารณาตัดสินการคัดเลือก ทสม. และเครือข่าย ทสม. ดีเด่น ระดับประเทศ ประจำปี 2568 จำนวน 28 ผลงาน จากทั้งหมด 135 ผลงาน ทั้งประเภทบุคคล และประเภทเครือข่าย ใน 2 สาขา 7 ด้านผลงาน ประกอบด้วย สาขาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 3 ด้านผลงาน ได้แก่ ด้านการจัดการทรัพยากรป่าไม้และพื้นที่สีเขียว ด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ และด้านการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ และสาขาการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 4 ด้านผลงาน ได้แก่ ด้านการจัดการขยะมูลฝอยเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้านการจัดการไฟป่า หมอกควัน และการเผาในที่โล่ง ด้านการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร และด้านการจัดการระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง ซึ่งที่ประชุมได้มีมติตัดสินการคัดเลือก ทสม. และเครือข่าย ทสม. ดีเด่น ระดับประเทศ ประจำปี 2568 ดังนี้
          1. ทสม. ดีเด่น ระดับประเทศ จำนวน 7 ราย
          2. ทสม. ดาวรุ่ง ระดับประเทศ จำนวน 7 ราย
          3. เครือข่าย ทสม. ดีเด่น ระดับประเทศ จำนวน 7 เครือข่าย
          4. เครือข่าย ทสม. ดาวรุ่ง ระดับประเทศ จำนวน 6 เครือข่าย
          ทั้งนี้ จะประกาศรายชื่อ ทสม. และเครือข่าย ทสม. ดีเด่น ประจำปี 2568 และจัดพิธีมอบรางวัลตามลำดับต่อไป

          “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

 

รับสมัครบุคคลเพื่อเลือกสรรเป็นบุคลากรช่วยปฏิบัติงาน ตำแหน่งที่รับสมัคร นักวิชาการสิ่งแวดล้อม (วุฒิปริญญาตรี) จำนวน 1 อัตรา

1. การรับสมัครบุคคลเพื่อเลือกสรรเป็นบุคลากรช่วยปฏิบัติงาน

 

กรมลดโลกร้อนร่วมประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อมครั้งที่ 18 (18th AMME) เสนอแนวนโยบายรับมือโลกร้อนในเวทีอาเซียน

     

         เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยผู้แทนกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ผู้แทนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อม ครั้งที่ 18 (18th ASEAN Ministrial Meeting on Environment: 18th AMME) และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 3 – 4 กันยายน 2568 ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติลังกาวี ประเทศมาเลเซีย โดยมี H.E. Datuk Seri Johari Abdul Ghani รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมมาเลเซีย เป็นประธานการประชุม ร่วมกับรัฐมนตรีอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อมจากประเทศสมาชิกอาเซียน ติมอร์เลสเต สำนักเลขาธิการอาเซียน และประเทศคู่เจรจา ในการนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบหมายให้ นางอรนุช หล่อเพ็ญศรี รองปลัดกระทรวงฯ ทำหน้าที่หัวหน้าคณะผู้แทนไทย เข้าร่วมประชุมดังกล่าว
          การประชุม 18th AMME เป็นการหารือระดับรัฐมนตรี เพื่อแลกเปลี่ยนนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งประเทศไทยให้ความสำคัญต่อการแก้ปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และได้กล่าวถ้อยแถลงการดำเนินนโยบายของไทยต่อที่ประชุมฯ โดยมุ่งเน้นการจัดทำการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดฉบับใหม่ (NDC 3.0) แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดทำร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนามาตรการและกลไกตามมาตรา 6 ของความตกลงปารีส ผ่านโครงการ High-Intregrity ASEAN Carbon Initiative (HACI) ตลอดจนการพัฒนาเมืองยั่งยืนเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชุมชนและพร้อมรับมือต่อสภาพภูมิอากาศ โดยที่ประชุมได้มีมติรับรองเอกสารสำคัญ ได้แก่ การรับรองร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำหรับการประชุม COP 30 และการพิจารณาการเสนอชื่อเมืองยั่งยืนอาเซียน ครั้งที่ 6 พร้อมกันนี้ ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าการจัดตั้งศูนย์อาเซียนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ACCC) การจัดทำแผนปฏิบัติการอาเซียนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ACCSAP) การจัดนิทรรศการ ASEAN Pavilion COP 30 และการหารือระหว่างสมาชิกอาเซียนกับประธาน UNFCCC COP 30 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 – 21 พฤศจิกายน 2568 ณ เมืองเบเล็ง สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล

          “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อนร่วมกับ ม.แม่ฟ้าหลวง จับมือผู้ประกอบการภูชี้ฟ้า จังหวัดเชียงราย จัดกิจกรรมส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวเพื่อรองรับการปรับตัวฯ

          กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวเพื่อรองรับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ระหว่างวันที่ 27-29 สิงหาคม 2568 ณ องค์การบริหารส่วนตำบลตับเต่า อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในมิติต่าง ๆ ให้สามารถพัฒนาแนวทางและออกแบบ กิจกรรมการท่องเที่ยว และรับมือต่อผลกระทบและภัยพิบัติต่าง ๆ ได้ โดยได้รับเกียรติจากนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และนายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานและมอบเกียรติบัตรให้แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม พร้อมด้วย นายพัฒณพงษ์ นาคะพงษ์ ปลัดอำเภอเทิง นางสาวระเบียบ ภูผา ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และผู้แทนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนร่วมเป็นเกียรติในครั้งนี้
         โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้แก่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พรรณนิภา ดอกไม้งาม ดร.ปฏิพัทธ์ ตันมิ่ง และอาจารย์ศรุตนันท์ โสภณิก ร่วมเป็นวิทยากรกระบวนการให้ความรู้ตลอดระยะเวลา 3 วันของกิจกรรม ซึ่งมีผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว เครือข่าย ทสม. องค์การบริหารส่วนตำบลตับเต่า และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกิจกรรมรวม 60 คน
          – วันที่ 27 สิงหาคม 2568 คณะศึกษาดูงานกิจกรรม “แนวทางการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภาคการท่องเที่ยวของชุมชนผาหมี” ผ่านการทำกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ ได้แก่ กิจกรรมตำข้าวปุ๊กงา การปั่นฝ้าย/ปักผ้าพื้นเมือง และการแปรรูปกาแฟแบบดั้งเดิม โดยหลังจากกิจกรรมศึกษาดูงานได้มีการสรุปผลการเรียนรู้เกี่ยวกับการต่อยอดการใช้เรื่องราวของชุมชนให้เกิดคุณค่าใหม่ ที่จะสร้างความน่าสนใจและดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาเยือนได้ตลอดปี
         – วันที่ 28 สิงหาคม 2568 สร้างความเข้าใจเรื่อง Climate Change สถานการณ์ความเสี่ยง ภัยพิบัติ และวิเคราะห์ผลกระทบในระดับพื้นที่ และแนวทางการปรับตัวภาคท่องเที่ยว ตลอดจนการเตรียมความพร้อมการรับมือของภาคท่องเที่ยว และแนวคิดหลักการบริหารจัดการภาคท่องเที่ยวเพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้แก่ผู้เข้าร่วม สร้างความต่อเนื่องทางธุรกิจด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
         – วันที่ 29 สิงหาคม 2568 กิจกรรมเชิงปฏิบัติการ จัดทำแผนการรับมือสำหรับภาคท่องเที่ยว และออกแบบกิจกรรม/การปรับรูปแบบการท่องเที่ยวตามบริบทและสถานการณ์ความเสี่ยง เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่กลุ่มผู้ประกอบการ ในการกำหนดรูปแบบกิจกรรมการท่องเที่ยวอย่างสร้างสรรค์ในพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม

          “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

 

รับสมัครลูกจ้างเหมาบริการ ตำแหน่ง นักวิชาการเงินและบัญชี 1 ตำแหน่ง (สำนักงานเลขานุการกรม) อัตราเงินเดือน 15,000 บาท ระยะเวลารับสมัครตั้งแต่ 27 สิงหาคม – 15 กันยายน 2568

สส. ร่วมพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568

สส. ร่วมพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568

          วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดย นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงานและเจ้าหน้าที่ ร่วมพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 ณ บริเวณท้องสนามหลวง
          “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

สส. ร่วมพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568

สส. ร่วมพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568

สส. ร่วมพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568

 

กรมลดโลกร้อน ขับเคลื่อนแนวทางปรับตัว รับมือวิกฤตโลกร้อนอย่างยั่งยืน

         วันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม 2568 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ มูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย จัดการประชุมเผยแพร่แนวทางการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อการพัฒนาดัชนีความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำหรับประเทศไทย ณ ห้องวอเตอร์เกทบอลรูม 1&2 ชั้น 6 โรงแรมอมารี กรุงเทพฯ (ประตูน้ำ) โดยมีนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุม และได้รับเกียรติจาก ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวต้อนรับ พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกว่า 200 คน
         การประชุมครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อเผยแพร่แนวทางการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายตามแนวทาง/กรอบการศึกษาการพัฒนาดัชนีความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ (CRI) ที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยโดยมีผลการศึกษาคือ
         – การพัฒนาแนวทางและเพิ่มศักยภาพของชุมชนให้เป็นพื้นที่ต้นแบบด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จำนวน 2 พื้นที่ คือ จังหวัดเชียงรายและจังหวัดนครศรีธรรมราช และการปรับตัวในสาขาที่เกี่ยวข้อง จำนวน 2 สาขา คือ สาขาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ มุ่งเน้นทั้งการฟื้นฟู อนุรักษ์ และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน โดยอาศัยองค์ความรู้ทั้งวิทยาศาสตร์และภูมิปัญญาท้องถิ่นควบคู่กัน และสาขาการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ มุ่งเน้นการออกแบบเมืองและโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติ การดำรงชีวิตที่สอดคล้องกับสภาพธรรมชาติ การหลีกเลี่ยงการตั้งถิ่นฐานในพื้นที่เสี่ยง
         – การศึกษาวิธีการประเมินและจัดอันดับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศต่างๆ ได้นำแนวทางของ Germanwatch มาปรับใช้และพัฒนาสำหรับการจัดทำดัชนีความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ (Climate Risk Index: CRI) ที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ซึ่งคำนึงถึงผลกระทบจากภัยพิบัติ ที่สืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่มีต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนและผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ
ซึ่งผลการศึกษาในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ในจัดทำแนวทางการปรับตัวให้ครบทั้ง 6 สาขาและพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ ให้มีศักยภาพในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเป็นต้นแบบให้กับพื้นที่อื่นๆ ต่อไป และดัชนีความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศชุดนี้ จะช่วยสะท้อนถึงความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเปราะบางของพื้นที่และความสามารถในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ผ่านมา ซึ่งจะทำให้เข้าใจผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยจะจัดลำดับความรุนแรงของจังหวัดที่ได้รับผลกระทบอันเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนและการจัดสรรทรัพยากร เพื่อการพัฒนาพื้นที่ได้อย่างสอดคล้องกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น
ผลการศึกษาดังกล่าวจะส่งเสริมให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องตระหนักถึงการตั้งรับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงมุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนภายใต้แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (National Adaptation Plan: NAP) ซึ่งจะนำไปสู่ความสามารถในการปรับตัวของทุกภาคส่วน และมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

 

 

กรมลดโลกร้อน ร่วมกับ กรมยุโรป และ DG CLIMA จัดประชุมแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS)

      

   

          เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 68 ที่ผ่านมา ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และนางสาวสมฤดี พู่พรอเนก รองอธิบดีกรมยุโรป ร่วมเป็นประธาน การประชุมเชิงปฏิบัติการแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) โดยการสนับสนุนจากคณะกรรมาธิการยุโรปด้านการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Directorate-General for Climate Action: DG CLIMA) ซึ่งได้รับเกียรติจาก Mr. Renato Roldao (คุณเรนาโต โรลดาว) และ Ms. Irini Nikolaou (คุณอิรินี นิโคเลา) ร่วมบรรยายให้กับผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และองค์กรระหว่างประเทศ ประมาณ 90 คน ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ อาคาร สส.
          การประชุมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาระบบ ETS ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกตลาดที่สำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และบรรลุเป้าหมายของประเทศไทย โดยกิจกรรมในวันนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและสหภาพยุโรป เพื่อยกระดับการลดก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”