กรมลดโลกร้อน ร่วมลงพื้นที่สงขลา มุ่งแก้ไขปัญหาน้ำครบวงจร มอบสิทธิที่ดินทำกิน (อส. 12) พร้อมปลดล็อก “นกกรงหัวจุก” หนุนเศรษฐกิจชุมชนคู่การอนุรักษ์ยั่งยืน

               วันที่ 31 สิงหาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) พร้อมด้วย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และคณะผู้บริหารระดับสูง ลงพื้นที่ปฏิบัติราชการ ณ จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามงานสำคัญด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การจัดสรรที่ดินทำกิน และการสร้างสมดุลทางธรรมชาติและเศรษฐกิจชุมชน
               ในช่วงเช้า รมว.ทส. ได้ลงพื้นที่ติดตาม โครงการปรับปรุงเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนพรุสาคู บ้านไร่ ต.บ้านพรุ อ.หาดใหญ่ ซึ่งขยายความจุกักเก็บน้ำเพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่า จาก 25,000 เป็น 129,000 ลูกบาศก์เมตร พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำเป็น 170 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ช่วยลดความเสี่ยงน้ำท่วม ครอบคลุมพื้นที่ประโยชน์ 550 ไร่ รวม 476 ครัวเรือน จากนั้น ได้ตรวจติดตาม โครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อความมั่นคงระดับชุมชน บ้านทุ่งฆ้อ ต.นาหม่อม อ.นาหม่อม ซึ่งผลิตน้ำสะอาดผ่านระบบ RO ได้ 83,220 ลูกบาศก์เมตรต่อปี ครอบคลุม 438 ครัวเรือน (1,259 คน) ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2568–2569 กรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้รับจัดสรรงบประมาณดำเนินโครงการในพื้นที่ จ.สงขลา รวม 58 แห่ง
               จากนั้น รมว.ทส. เป็นประธานเปิดการประชุมซักซ้อมแนวทางปฏิบัติหลังการปรับสถานะทางกฎหมายของ “นกปรอดหัวโขน” หรือนกกรงหัวจุก ณ โรงแรมเอส หาดใหญ่ เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจและวิถีชีวิตชุมชนภาคใต้ โดยย้ำว่าการปรับสถานะมุ่งเน้นการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงอย่างถูกต้อง ควบคู่ไปกับมาตรการป้องกันการจับนกป่าอย่างเข้มงวด เพื่อรักษาสมดุลประชากรนกในธรรมชาติ พร้อมกันนี้ ได้มอบหนังสือแสดงที่อยู่อาศัยหรือทำกินในเขตป่าอนุรักษ์ (อส. 12) แก่ประชาชนในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลสาบสงขลา ต.เกาะหมาก อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง เพื่อสร้างความมั่นคงในที่ดินทำกิน ทั้งนี้ ในพื้นที่รับผิดชอบของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 6 (สงขลา) ได้สำรวจและบริหารจัดการพื้นที่แล้ว 401 หมู่บ้าน รวม 37,585 ราย เนื้อที่กว่า 358,481 ไร่
               กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยืนยันการดำเนินงานทุกมิติมุ่งเน้นการขับเคลื่อนนโยบายที่สร้างประโยชน์ต่อคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของประชาชน ควบคู่กับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ เพื่อบรรลุเป้าหมาย “คนอยู่ได้ ชุมชนเข้มแข็ง ธรรมชาติอยู่รอด” อย่างยั่งยืน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

 

ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา ซื้อวัสดุวิทยาศาสตร์ จำนวน 2 รายการ โดยวิธีเฉพาะเจาะจง_บริษัท ฮัคค์ ประเทศไทย จำกัด

ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา ซื้อวัสดุวิทยาศาสตร์ จำนวน 2 รายการ โดยวิธีเฉพาะเจาะจง_บริษัท ฮัคค์ ประเทศไทย จำกัด

ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จ้างซ่อมเครื่องปรับอากาศ จำนวน 5 เครื่อง โดยวิธีเฉพาะเจาะจง_บริษัท บานาน่า แอร์ จำกัด

ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จ้างซ่อมเครื่องปรับอากาศ จำนวน 5 เครื่อง โดยวิธีเฉพาะเจาะจง_บริษัท บานาน่า แอร์ จำกัด

ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จ้างเหมาบริการรถยนต์ จำนวน 1 คัน พร้อมพนักงานขับรถยนต์ โดยวิธีเฉพาะเจาะจง_นายชัยพร ธิราศักดิ์

ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จ้างเหมาบริการรถยนต์ จำนวน 1 คัน พร้อมพนักงานขับรถยนต์ โดยวิธีเฉพาะเจาะจง_นายชัยพร ธิราศักดิ์

ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จ้างเหมาบริการรถยนต์ จำนวน 1 คัน พร้อมพนักงานขับรถยนต์ โดยวิธีเฉพาะเจาะจง_นายนิพนธ์ เรืองซื่อ

ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จ้างเหมาบริการรถยนต์ จำนวน 1 คัน พร้อมพนักงานขับรถยนต์ โดยวิธีเฉพาะเจาะจง

“รมว.สุชาติ” ถอดบทเรียนภัยพิบัติเนปาล เร่งพัฒนา “ดัชนีพหุภัย–แผนที่เสี่ยงภูมิอากาศ” เตือนภัยล่วงหน้า รับมือโลกเดือด

               นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ภัยพิบัติธารน้ำแข็งถล่มบริเวณพรมแดนทิเบตและเนปาล เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและสูญหายเป็นจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้รูปแบบของภัยพิบัติมีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น โดยภัยอาจไม่ได้เกิดขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดหลายภัยต่อเนื่องหรือเกิดขึ้นพร้อมกัน จนสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง
               “แม้ประเทศไทยจะไม่ได้มีความเสี่ยงจากธารน้ำแข็งแบบเดียวกับทิเบตและเนปาล แต่ประเทศไทยกำลังเผชิญผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในหลายรูปแบบ ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง วาตภัย ดินโคลนถล่ม และอากาศร้อนจัด ดังนั้น สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้ล่วงหน้าว่าพื้นที่ไหนมีความเสี่ยง และมีโอกาสเกิดภัยอะไร เพื่อให้หน่วยงานและประชาชนเตรียมตัวรับมือได้ก่อนเกิดเหตุ ลดความสูญเสียให้ได้มากที่สุด” นายสุชาติ กล่าว
               นายสุชาติ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงได้มอบหมายให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เร่งพัฒนาข้อมูลความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ เพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ สามารถนำข้อมูลไปใช้วางแผนป้องกันและปรับตัวได้อย่างเหมาะสมกับแต่ละพื้นที่
               ที่ผ่านมา กรมฯ ได้พัฒนาข้อมูลคาดการณ์สภาพภูมิอากาศในระยะยาวไปจนถึงปี ค.ศ. 2100 ครอบคลุมข้อมูลสำคัญ เช่น ปริมาณฝน อุณหภูมิ และความชื้น โดยมี 11 หน่วยงานนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้วิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงตามภารกิจแล้ว
               สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 นายสุชาติ กล่าวว่า ได้เร่งให้กรมฯ พัฒนา “ดัชนีพหุภัย (Multi-Hazard Index)” ซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องมือช่วย “มองล่วงหน้า” ว่าในช่วง 3–6 เดือนข้างหน้า พื้นที่ใดมีแนวโน้มเผชิญภัยประเภทใดบ้าง ไม่ว่าจะเป็นฝนตกหนัก น้ำท่วม ภัยแล้ง ดินถล่ม หรืออากาศร้อนจัด รวมถึงสามารถประเมินได้ว่าพื้นที่ใดมีโอกาสเผชิญหลายภัยในช่วงเวลาเดียวกัน
               ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ดัชนีพหุภัยจะพัฒนาให้มีความละเอียดในระดับพื้นที่ 5 × 5 กิโลเมตร เพื่อช่วยให้เห็นภาพความเสี่ยงได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยนำข้อมูลภัยที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศหลายประเภทมาประกอบกัน ทั้งฝนตกหนัก น้ำท่วม ภัยแล้ง ดินถล่ม และอากาศร้อนจัด
               “จุดสำคัญคือ เราจะไม่ได้ดูเพียงว่าพื้นที่หนึ่งมีโอกาสเกิดภัยอะไร แต่จะดูด้วยว่ามีโอกาสเกิดหลายภัยร่วมกันหรือเกิดภัยต่อเนื่องกันหรือไม่ และในช่วง 3–6 เดือนข้างหน้า พื้นที่ใดควรได้รับการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเตรียมคน เตรียมอุปกรณ์ และวางแผนช่วยเหลือประชาชนได้ล่วงหน้า” ดร.พิรุณ กล่าว
               นายสุชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการเตรียมพร้อมในระยะ 3–6 เดือนแล้ว ยังได้มอบหมายให้กรมฯ พัฒนา “แผนที่ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” เพื่อให้เห็นว่าพื้นที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะในระดับตำบล มีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากน้อยเพียงใด โดยครอบคลุมความเสี่ยงสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ ดินถล่ม ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น อุณหภูมิเฉลี่ยในระยะยาวที่เพิ่มขึ้น และการเปลี่ยนแปลงของปริมาณฝน
               แผนที่ดังกล่าวจะแสดงผลผ่านระบบ GIS และครอบคลุมทั้งสถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปัจจุบันและกรณีที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง โดยแบ่งการมองความเสี่ยงออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงปัจจุบันถึงปี ค.ศ. 2050 ซึ่งสามารถนำไปใช้วางแผนในระดับพื้นที่ เช่น การวางผังเมือง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการเตรียมแผนรับมือของจังหวัด และช่วงหลังปี ค.ศ. 2050–2100 ซึ่งจะช่วยให้เห็นแนวโน้มความเสี่ยงในระยะยาว เช่น แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล
              “เราต้องเปลี่ยนจากการรอให้เกิดภัยแล้วค่อยแก้ไข มาเป็นการรู้ความเสี่ยงและเตรียมพร้อมก่อนเกิดภัยให้มากที่สุด เครื่องมือทั้งสองจึงมีความสำคัญและทำงานเสริมกัน โดยดัชนีพหุภัยจะช่วยให้เรามองเห็นความเสี่ยงในช่วง 3–6 เดือนข้างหน้า ขณะที่แผนที่ความเสี่ยงภูมิอากาศจะช่วยให้เราวางแผนรับมือในระยะยาวได้” นายสุชาติ กล่าว
               ทั้งนี้ เมื่อเครื่องมือทั้งสองพัฒนาแล้วเสร็จ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมจะเผยแพร่ข้อมูลผ่าน ศูนย์ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Information Center : CCIC) เพื่อให้หน่วยงานส่วนกลาง หน่วยงานในพื้นที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถนำข้อมูลไปใช้วางแผนป้องกันภัยและปรับตัวให้เหมาะสมกับความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่
               “เป้าหมายสำคัญคือการนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประเทศไทยรู้ล่วงหน้า เตรียมพร้อมได้เร็วขึ้น และลดความสูญเสียทั้งต่อชีวิต ทรัพย์สิน เศรษฐกิจ และสังคม พร้อมสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศไทยสามารถอยู่กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างยั่งยืน” นายสุชาติ กล่าว

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

รมว.ทส. มอบกรมลดโลกร้อน ชี้แจงร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ในสัปดาห์ที่ 16

               นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้ชี้แจงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. อย่างต่อเนื่อง เป็นสัปดาห์ที่ 16 โดยมุ่งเน้นให้เกิดความชัดเจนและต่อเนื่อง มีความครบถ้วนรอบด้าน สามารถช่วยให้ประเทศไทยวางรากฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน
               ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และเจ้าหน้าที่ ร่วมประชุมชี้แจงข้อมูลประกอบการพิจารณาในสัปดาห์นี้ตามสาระสำคัญรายมาตราในประเด็นการให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อตรวจสอบปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนิติบุคคลควบคุม และประเด็นการคืน เก็บ และหักกลบสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งครอบคลุมการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการแปลงคาร์บอนเครดิตเป็นสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบหักกลบ โดยคำนึงถึงหลักการกำกับการใช้คาร์บอนเครดิตเพื่อหักกลบสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันเป็นองค์ประกอบสำคัญในการรักษาความน่าเชื่อถือของระบบ ETS นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาสถานะทางกฎหมายของสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือ Allowance โดยเปรียบเทียบกับกฎหมายต่างประเทศ และข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะจากหน่วยงานต่างๆ ประกอบการพิจารณา ทั้งนี้ ในการพิจารณาสัปดาห์หน้าจะเข้าสู่การพิจารณาการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในตลาดรองต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”