กรมลดโลกร้อน ร่วมบรรยาย “นโยบาย ทิศทาง และแผนงานสู่ Net Zero ของประเทศไทย” หลักสูตร NZAP 2026

          เมื่อวันศุกร์ที่ 23 มกราคม 2569 นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (รอง อสส.) ให้เกียรติเป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ “นโยบาย ทิศทาง และแผนงานสู่ Net Zero ของประเทศไทย” หลักสูตร “Net Zero Accelerator Program (NZAP) 2026” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้เข้าร่วมประชุม ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนมุมมอง แนวคิด และประสบการณ์ ตลอดจนสร้างความร่วมมือในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ณ Hall 1 ชั้น P10 อาคารอเนกประสงค์ SCG สำนักงานใหญ่ บางซื่อ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมจากภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งสิ้น 76 คน ในการนี้ รอง อสส.ได้กล่าวถึงแนวโน้มสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมยกตัวอย่างสถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ รวมถึงสรุปประเด็นสำคัญจากการประชุม World Economic Forum 2026 และทิศทางรวมถึงผลลัพธ์จากการประชุม COP30 ตลอดจนผลกระทบและทิศทางนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมจากกรณีที่สหรัฐอเมริกาถอนตัวออกจากกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) และความตกลงปารีส นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำถึงเป้าหมายและมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก          ภายใต้ NDC 3.0 แนวทางการปรับปรุงยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ (LT-LEDS) รวมถึงความคืบหน้าการจัดทำร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบเศรษฐกิจและสังคมแบบยั่งยืนและคาร์บอนต่ำ มุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050 พร้อมทั้งกล่าวถึงบทบาทของภาครัฐ ในการสนับสนุนภาคเอกชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในแข่งขันและก้าวทันกติกาการค้าโลกได้อย่างยั่งยืนและเป็นธรรม
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”


กรมลดโลกร้อนหารือหอการค้าอังกฤษ – ไทย แลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ


วันที่ 26 มกราคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดี ฯ ดร.กิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ และเจ้าหน้าที่ หารือร่วมกับผู้แทนหอการค้าอังกฤษ – ไทย (British Chamber of Commerce Thailand: BCCT) แลกเปลี่ยนแนวทางการดำเนินนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และทิศทางการปรับตัวของภาคธุรกิจ ณ ห้องประชุมราชาวดี (304) ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
          อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยประเทศไทยได้จัดส่ง NDC 3.0 ซึ่งตั้งเป้าหมายควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่เกิน 152 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ณ ปี ค.ศ. 2035 เปรียบเทียบกับระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของปีฐาน (Absolute Emissions Reduction) ณ ปี ค.ศ. 2019 ที่สอดคล้องตามเส้นวิถี 1.5 องศาเซลเซียส เพื่อมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี ค.ศ. 2050 อีกทั้งประเทศไทยอยู่ระหว่างการปรับปรุงยุทธศาสตร์ระยะยาวเพื่อการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศ (LT-LEDS) และแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้สอดรับกับเป้าหมายดังกล่าว รวมถึงแลกเปลี่ยนความก้าวหน้าของสถานะ พรบ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
          นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนแนวทางการดำเนินงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยมีภาครัฐส่งเสริมให้มีการลงทุนในเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน ปรับภูมิทัศน์ภาคการเงิน รวมถึงสร้างกลไกกฎหมายที่สมดุล และภาคเอกชนร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงาน ซึ่งฝ่าย BCCT ยินดีที่จะให้การสนับสนุนในส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านของประเทศให้สามารถบรรลุตามเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้สามารถรองรับทิศทางการเปลี่ยนแปลงโลกได้อย่างเท่าทันต่อไป
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”



กรมลดโลกร้อน จับมือ ThaiCBN เร่งขับเคลื่อน NDC 3.0 ยกระดับเครือข่าย พาไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจก 47% ภายในปี 2035 ควบคู่การปรับตัวอย่างยั่งยืน

          กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมประสานความร่วมมือกับเครือข่ายธุรกิจเพื่อการจัดการสภาพภูมิอากาศประเทศไทย (ThaiCBN) โดยลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือเพื่อส่งเสริมการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นการยกระดับการดำเนินงานของเครือข่ายในการสนับสนุนนโยบายการเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนาเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Economy) ได้อย่างยั่งยืน สอดคล้องกับเป้าหมาย NDC 3.0 ที่ต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ณ ปี ค.ศ. 2035 (พ.ศ. 2578) ให้ได้ร้อยละ 47 เพื่อมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ในปี ค.ศ. 2050 (พ.ศ. 2593) ควบคู่ไปกับการเร่งปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
ดร. พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ประเทศไทยได้ยกระดับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามกรอบ NDC 3.0 เพื่อเป็นฐานในการพัฒนารูปแบบทางเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำให้ก้าวสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ร่วมกับประชาคมโลกได้ ภายในปี ค.ศ. 2050 (พ.ศ. 2593) ซึ่งเป็นการยกระดับดำเนินการให้เร็วขึ้นจากเดิมถึง 15 ปี เพื่อเร่งลดสาเหตุการเกิดปัญหาโลกร้อนที่สร้างความสูญเสียและเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรงอย่างเป็นรูปธรรม
          เป้าหมาย NDC 3.0 มีความท้าทายทั้งในเชิงนโยบาย การปฏิบัติ เทคโนโลยี และการเงิน โดยกำหนดสัดส่วนระหว่างการลงทุนภายในประเทศด้วยตนเอง และการขอรับการสนับสนุนจากต่างประเทศสำหรับส่วนที่จะลดก๊าซเรือนกระจกได้เพิ่มเติมที่อัตราร้อยละ 70 : 30 ซึ่งคิดเป็นเงินลงทุนหลายแสนล้านบาทที่ต้องมีการกระจายตัวไปในสาขาที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของสังคม ตลอดจนกิจกรรมทางเศรษฐกิจในวงกว้าง จนเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่จะสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างมั่นคงในระยะยาว ทำให้ประเทศไทยต้องมีวิสัยทัศน์ที่ถูกต้อง มีองค์ความรู้ที่เหมาะสม มีผู้ดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ และมีงบประมาณที่เพียงพอต่อการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว
          ดังนั้น การสร้างกลไกความร่วมมือให้เกิดเครือข่ายขับเคลื่อนการดำเนินงานที่มีเป้าหมายสอดคล้องกับเป้าหมายระดับชาติ และมีศักยภาพเพียงพอต่อการขับเคลื่อนนโยบายในระยะยาวได้ เช่นเดียวกับเครือข่าย ThaiCBN จึงเป็นเรื่องที่ต้องให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ และความร่วมมือนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจ เพื่อเปลี่ยนความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้เป็นโอกาสในการพัฒนา และสร้างอนาคตที่ยั่งยืนร่วมกันให้กับประเทศไทยในระยะยาว
           ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ ประธานคณะกรรมการเครือข่ายธุรกิจเพื่อการจัดการสภาพภูมิอากาศประเทศไทย (ThaiCBN) เปิดเผยว่า เครือข่ายฯ ThaiCBN เป็นกลไกความร่วมมือระหว่าง 4 ภาคส่วน ได้แก่ ภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคการเงินและการธนาคาร ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มกลางในการเชื่อมโยงและร่วมยกระดับการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ โดยปัจจุบันเครือข่ายฯ ThaiCBN มีสมาชิกจำนวน 37 องค์กร นำโดย ธนาคารกสิกรไทย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และ บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา โดยการดำเนินร่วมกันนี้มีเป้าหมายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากแนวปฏิบัติที่พัฒนาถูกขยายผลในระดับประเทศอย่างเต็มรูปแบบ รวมกว่า 37 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ครอบคลุมการดำเนินงานในหลายโครงการหลัก
          โดยเครือข่ายฯ ThaiCBN ขับเคลื่อนการดำเนินงานผ่าน 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาแนวปฏิบัติด้านการจัดการสภาพภูมิอากาศ การเสริมพลังความร่วมมือระหว่างองค์กรและภาคส่วนต่าง ๆ และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ผ่านโครงสร้างการดำเนินงานในรูปแบบกลุ่มโครงการสำคัญต่าง ๆ อาทิ เศรษฐกิจหมุนเวียน ภาคเกษตร การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โลจิสติกส์สีเขียว เทคโนโลยี และ ความตระหนักรู้และปฎิบัติจริงของผู้ประกอบการ ซึ่งไม่เพียงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
          ความร่วมมือกับเครือข่ายฯ ThaiCBN จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจ เพื่อเปลี่ยนความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้เป็นโอกาสในการพัฒนา และสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับประเทศไทย โดยความร่วมมือนี้จะช่วยส่งเสริมการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามกรอบ NDC 3.0 เพื่อมุ่งสู่การเป็น Net Zero ภายในปี ค.ศ. 2050 (พ.ศ. 2593) ดังนี้
1. ประสานงาน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และให้คำปรึกษาเชิงนโยบายแก่โครงการที่อยู่ในเครือข่ายฯ ThaiCBN เพื่อให้โครงการได้รับข้อมูลที่ถูกต้องจากผู้เชี่ยวชาญและสามารถนำไปพัฒนาปรับปรุงได้สำเร็จ
2. สนับสนุนการพัฒนาแนวทางปฏิบัติและกิจกรรมร่วมกันในระดับเครือข่าย เนื่องจากปัจจุบันเครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อมมีอยู่อย่างกระจัดกระจาย และอาจมีบทบาทซ้ำซ้อนกัน ดังนั้นเครือข่ายฯ ThaiCBN จึงร่วมกับกรมลดโลกร้อน รวบรวมและเข้าไปหารือกับแต่ละเครือข่ายถึงแนวทางปฏิบัติเพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อผลักดันให้บรรลุตามเป้าหมายของประเทศ
3. เสริมสร้างขีดความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้แก่ภาคธุรกิจ ผ่านการสนับสนุนองค์ความรู้และเครื่องมือในทุกมิติ เพื่อผลักดันให้ธุรกิจเปลี่ยนผ่านสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
          การขับเคลื่อนประเทศสู่การบรรลุเป้าหมาย NDC 3.0 จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ความร่วมมือนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ เปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสในการพัฒนา และเสริมสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับประเทศไทย
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”



กรมลดโลกร้อนเข้าร่วมประชุมคณะอนุกรรมาธิการ การบริหารจัดการเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ วุฒิสภา


เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม 2569 นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (รอง อสส.) พร้อมด้วย นายกิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ และเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมประชุมคณะอนกรรมาธิการการบริหารจัดการเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ณ ห้องประชุม 202 ชั้น 2 อาคารรัฐสภา
การประชุมครั้งนี้ รอง อสส. ได้กล่าวถึงแนวโน้มสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความสำคัญของการควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ตลอดจนการปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ตลอดจนทิศทางและผลลัพธ์จากการประชุม COP30 รวมถึงผลกระทบจากการที่สหรัฐอเมริกาถอนตัวออกจาก UNFCCC และความตกลงปารีส นอกจากนี้ ยังได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเป้าหมายและมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภายใต้ NDC 3.0 ของประเทศไทย และความคืบหน้าการจัดทำร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ คณะอนุกรรมาธิการฯ ได้ให้ข้อเสนอแนะในการเสริมสร้างการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนให้ประเทศไทยมุ่งสู่การบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี ค.ศ. 2050 ได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”


“กรมลดโลกร้อน” เปิดเวที “Youth After COP30 Forum” ชูบทบาทเยาวชนไทย ร่วมกำหนดทิศทางขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสู่ประชาคมโลก

          วันนี้ (22 มกราคม 2569) กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จัดงานสรุปผลการดำเนินงานของผู้แทนเยาวชนไทยในการเข้าร่วมงาน COP30 หรือ Youth After COP30 Forum สะท้อนมุมมองเยาวชนไทยในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดงาน พร้อมรับมอบรายงาน Thai Youths Report At COP30 ซึ่งมี นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม คณะผู้บริหารกรม ผู้แทนเยาวชนไทยที่เข้าร่วมงานประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 30 (COP30) และผู้แทนจากเครือข่ายเด็กและเยาวชนต่างๆ ที่ขับเคลื่อนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม รวมถึงผู้แทนจากหน่วยงานภาคีความร่วมมือต่างๆ เข้าร่วมงานกว่า 120 คน ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กรุงเทพฯ
          ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ในฐานะเป็นหน่วยประสานงานกลางของประเทศ ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change) หรือ UNFCCC) ได้ให้ความสำคัญกับกลุ่มเด็กและเยาวชนที่เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องสิ่งแวดล้อม ให้สามารถเชื่อมโยงกับการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน พร้อมให้การสนับสนุนในการเข้ามามีส่วนร่วมของเยาวชนไทยในเวทีด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่างๆ เพื่อเปิดพื้นที่และโอกาสให้เยาวชนได้ร่วมแลกเปลี่ยน ความคิดเห็น มุมมองและวิสัยทัศน์ รวมถึงรายงาน Youth Statement ข้อเสนอเชิงนโยบาย หรือข้อเสนอมิติอื่นๆ ของเยาวชน โดย กรมฯ จะนำไปประกอบการพิจารณาเพื่อขับเคลื่อนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยต่อไป
          ดร.พิรุณ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอชื่นชมเยาวชนไทยที่ขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกันอย่างเข้มแข็ง นับเป็นพลังเสียงสำคัญในนามผู้แทนเยาวชนไทย ที่ได้แสดงศักยภาพร่วมกันกำหนดการเข้าร่วมกิจกรรมคู่ขนาน (Side Event) ใน Thailand Pavilion และเวทีอื่นๆ ในงาน COP30 ณ เมืองเบเล็ง สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการแสดงพลังบทบาทร่วมกับเยาวชนจากนานาประเทศทั่วโลกในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและร่วมกำหนดทิศทางในภาคเยาวชน เพื่อขับเคลื่อนประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสู่ประชาคมโลก อีกทั้งขอขอบคุณภาคีเครือข่ายองค์กรต่างๆ UNICEF Thailand, มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ในการส่งเสริมสนับสนุนเยาวชนได้มีโอกาสเข้าร่วมงาน COP30 ณ เมืองเบเล็ง สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล รวมถึงโครงการ TTA LAB ที่สนับสนุนชุดแฟชั่นโชว์ให้เยาวชนไทยและเยาวชนนานาประเทศ ให้ได้สวมใส่เสื้อผ้าที่แสดงความเป็นไทย ที่ผลิตด้วยกระบวนการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภายใต้ “Concept Sustainable Fashion Show” และหลังจากนี้จะได้มีการบูรณาการทำงานร่วมกัน เพื่อสนับสนุนพัฒนาเด็กและเยาวชนในการขับเคลื่อนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยให้เห็นภาพชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสุดท้ายคาดหวังว่า การจัดงานในครั้งนี้ เยาวชนจะได้นำความรู้ที่ได้รับมาถ่ายทอดประสบการณ์ เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อนำไปพัฒนาขับเคลื่อนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมในภาคเครือข่ายเด็กและเยาวชนในประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการวางแผนประเด็นงานที่จะขับเคลื่อนร่วมกันในงาน COP31 ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไป
          ด้าน คุณกลย์ธัช คาโต้ซาโนะ ผู้แทนเยาวชนไทยที่เข้าร่วมการประชุม COP30 ณ เมืองเบเล็ง ประเทศบราซิล ได้กล่าวว่า การประชุม COP30 เยาวชนไม่ได้เข้าร่วมในเชิงสัญลักษณ์ แต่มีบทบาทจริงในฐานะผู้ผลักดันประเด็น นักสื่อสาร นักนวัตกรรม และหุ้นส่วนในการกำหนดทิศทางนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศ ตั้งแต่ระดับชุมชนไปจนถึงระดับนานาชาติ เยาวชนได้นำประสบการณ์ตรงจากพื้นที่จริง เสียงของคนรุ่นใหม่ และมุมมองระยะยาว เข้าสู่การสนทนาเชิงนโยบายอย่างชัดเจน พร้อมย้ำข้อความสำคัญว่า การตัดสินใจด้านสภาพภูมิอากาศในวันนี้ จะส่งผลโดยตรงต่อชีวิตของคนรุ่นต่อ
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”




“รองนายกฯ สุชาติ เปิดงาน Thailand National PM2.5 Forum ครั้งที่ 2” ชูแนวคิด “เปลี่ยนระบบ เชื่อมข้อมูล” ผนึกกำลังทุกภาคส่วนขับเคลื่อนนโยบายอากาศสะอาดอย่างยั่งยืน


“รองนายกฯ สุชาติ เปิดงาน Thailand National PM2.5 Forum ครั้งที่ 2” ชูแนวคิด “เปลี่ยนระบบ เชื่อมข้อมูล” ผนึกกำลังทุกภาคส่วนขับเคลื่อนนโยบายอากาศสะอาดอย่างยั่งยืน
          วันที่ 20 มกราคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดการประชุมระดับชาติเรื่องมลพิษทางอากาศ PM2.5 ครั้งที่ 2 (Thailand National PM2.5 Forum) ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนระบบ เชื่อมข้อมูล-วิทยาศาสตร์ – เทคโนโลยี ขับเคลื่อนนโยบาย เปิดพื้นที่ปฏิบัติการ เพื่อสรรค์สร้างอากาศสะอาดร่วมกัน” โดยมี นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพฯ พร้อมด้วย นางรวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และ นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) คณะผู้บริหาร ทส. ตลอดจนผู้แทนจากหน่วยงานวิชาการ ภาครัฐ และภาคประชาสังคมเข้าร่วมงาน ณ ห้อง Grand Diamond Ballrooom อิมแพ็ค เมืองทองธานี
          โอกาสนี้ นายสุชาติ รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวเน้นย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการจัดการมลพิษทางอากาศในทุกมิติ โดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ คุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศมาอย่างต่อเนื่องและเป็นวาระแห่งชาติ โดยหัวใจสำคัญในการประชุมในครั้งนี้ คือ การเชื่อมโยงข้อมูล วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี นำไปสู่นโยบายและการปฏิบัติการในระดับพื้นที่ โดยมีผู้ร่วมประชุมจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งนักวิชาการ ผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาคท้องถิ่น รวมถึงเสียงสะท้อนจากพื้นที่จริงทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นผลลัพธ์ของระบบที่ซับซ้อน และไม่สามารถแก้ไขได้โดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือทุกหน่วยงาน ทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายและมาตรการเชิงระบบที่มีการจัดการมลพิษทางอากาศเกิดผลเป็นรูปธรรม ถือเป็นเป้าหมายร่วมกันของประเทศในการขับเคลื่อนอากาศสะอาดและคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชนในระยะยาว การประชุมจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 20–21 มกราคม 2569 โดยความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในรูปแบบการประชุมเชิงปฏิบัติการ ประกอบด้วย การปาฐกถาพิเศษ การเสวนาสาธารณะ เวทีกลุ่มย่อยแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การสังเคราะห์ข้อมูล การจัดนิทรรศการ และกิจกรรมสร้างการมีส่วนร่วม พร้อมทั้งการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะ เพื่อเสนอต่อรัฐบาลและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการร่วมกันป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศของประเทศต่อไป
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”




กรมลดโลกร้อน จัดประชุม Kick-off การปรับปรุงยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศไทย (Thailand’s Long – Term Low Greenhouse Gas Emission Development Strategy)


วันนี้ (20 มกราคม 2569) กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ หน่วยวิจัยด้านพลังงานที่ยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมืองมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดประชุม Kick-off การปรับปรุงยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศไทย (Thailand’s Long – Term Low Greenhouse Gas Emission Development Strategy) หรือ LT-LEDS ยกระดับนโยบายลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย เสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยอย่างยั่งยืน โดยมี นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เข้าร่วมประชุมกว่า 200 คน ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพมหานคร
         ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับภัยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มที่จะเผชิญเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่รุนแรงและถี่ขึ้นในอนาคต การวางแผนเชิงนโยบายจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับมิติความเร่งที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถคาดการณ์แนวโน้มที่จะลดและบรรเทาความเสียหายจากภัยต่างๆ ที่จะสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางหารและการอพยพย้ายถิ่นฐานในหลายภูมิภาคที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน โดยตัวอย่างเหตุการณ์อุทกภัยที่เมืองหาดใหญ่ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ได้สร้างผลกระทบต่อประชาชนกว่า 800,000 คน เศรษฐกิจเสียหายรวม 1,500 ล้านบาท สะท้อนขีดความสามารถในการรองรับของเมืองใหญ่ในประเทศไทย ภายใต้บริบทของภาวะโลกร้อนจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ยังไม่สามารถควบคุมได้ ในภาพรวมระดับโลกและกรอบเวลาระยะยาว
          กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนนี้ จึงได้ยกระดับความมุ่งมั่นผ่านการจัดส่งเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด ฉบับที่ 2 หรือ NDC 3.0 โดยมีเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 47 ภายในปี ค.ศ. 2035 และปรับปรุงเป้าหมายการบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ เป็นปี ค.ศ. 2050 ให้เร็วกว่ากำหนดการเดิม 15 ปี ดังนั้น การปรับปรุง LT-LEDS ครั้งนี้ จึงเป็นยุทธศาสตร์และแผนที่นำทางเชิงโครงสร้างที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งภาคพลังงาน คมนาคมขนส่ง กระบวนการ ทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ ของเสีย เกษตรกรรม และป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี ค.ศ. 2050 จะสัมฤทธิ์ผลได้ จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐในฐานะผู้กำหนดนโยบาย ภาคเอกชนในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรม ภาคการศึกษาและภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์กลไกที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทยและมาตรฐานสากล ซึ่งการประชุมในวันนี้จะเป็นเวทีแห่งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และทัศนะที่เป็นประโยชน์และสร้างสรรค์ เพื่อให้ LT-LEDS เป็นยุทธศาสตร์ของประเทศที่มีความสมบูรณ์ ยืดหยุ่น และสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง อันจะนำไปสู่การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างมั่นคงและยั่งยืน

          “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”





กรมลดโลกร้อน จัดประชุมคณะกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติเพื่อสรรหาบุคคลที่จะได้รับการแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรีเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569


          เมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569 เวลา 10.00 น. กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) จัดการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติเพื่อสรรหาบุคคลที่จะได้รับการแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานกรรมการ ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก พร้อมทั้งผู้แทนจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และผู้อำนวยการสำนักและกอง ภายใน สส. เข้าร่วมประชุม และนางสาวบาจรีย์ สงวนวงศ์ ผู้อำนวยการกลุ่มเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ กองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ ทำหน้าที่กรรมการและเลขานุการ ซึ่งมีกรรมการ รวมทั้งผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม 401 ชั้น 4 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
          ที่ประชุมได้รับทราบคำสั่งกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ที่ 532/2568 ลงวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติ เพื่อสรรหาบุคคลที่จะได้รับการแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรีเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ และแนวทางการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ พร้อมทั้งเห็นชอบให้ใช้เกณฑ์การสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ
   ทั้งนี้ มอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการฯ ดำเนินการรวบรวมรายชื่อ โดยตรวจสอบคุณสมบัติ วุฒิการศึกษา ประสบการณ์การทำงานของผู้ที่เข้ารับการสรรหา และจัดทำเอกสารสรุปเสนอต่อคณะกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติฯ เพื่อพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป
        “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”



กรมลดโลกร้อน จัดประชุมคณะกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติเพื่อสรรหาบุคคลที่จะได้รับการแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรีเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569

          เมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569 เวลา 10.00 น. กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) จัดการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติเพื่อสรรหาบุคคลที่จะได้รับการแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานกรรมการ ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก พร้อมทั้งผู้แทนจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และผู้อำนวยการสำนักและกอง ภายใน สส. เข้าร่วมประชุม และนางสาวบาจรีย์ สงวนวงศ์ ผู้อำนวยการกลุ่มเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ กองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ ทำหน้าที่กรรมการและเลขานุการ ซึ่งมีกรรมการ รวมทั้งผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม 401 ชั้น 4 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
          ที่ประชุมได้รับทราบคำสั่งกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ที่ 532/2568 ลงวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติ เพื่อสรรหาบุคคลที่จะได้รับการแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรีเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ และแนวทางการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ พร้อมทั้งเห็นชอบให้ใช้เกณฑ์การสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ
          ทั้งนี้ มอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการฯ ดำเนินการรวบรวมรายชื่อ โดยตรวจสอบคุณสมบัติ วุฒิการศึกษา ประสบการณ์การทำงานของผู้ที่เข้ารับการสรรหา และจัดทำเอกสารสรุปเสนอต่อคณะกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติฯ เพื่อพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป
          “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”




กรมลดโลกร้อนร่วมประกาศเจตนารมณ์ “No Gift Policy ทส. โปร่งใสและเป็นธรรม”

          วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม 2569 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จัดกิจกรรมแสดงเจตจำนงต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ประกาศเจตนารมณ์ “No Gift Policy ทส. โปร่งใสและเป็นธรรม” ส่งเสริมการเป็นองค์กรคุณธรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อรณรงค์กระตุ้นจิตสำนึกให้บุคลากร ทส. ไม่ยอมรับและไม่ทนต่อการทุจริตคอร์รัปชัน ประกอบกับเป็นการแสดงเจตนารมณ์ที่จะไม่รับ ของขวัญและของกำนัลทุกชนิดจากการปฏิบัติหน้าที่ โดย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธี และประกาศเจตนารมณ์ No Gift Policy ในการเป็นหน่วยงานที่เจ้าหน้าที่ทุกคนมีเจตนารมณ์ไม่รับของขวัญและของกำนัลทุกชนิดจากการปฏิบัติหน้าที่
          ทั้งนี้ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นำโดย ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมคณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมพิธีและร่วมประกาศเจตนารมณ์ดังกล่าว ณ ห้องประชุมศักดิ์สิทธิ์ตรีเดช ชั้น 2 อาคารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”