ซูเปอร์เอลนีโญกับความมั่นคงด้านน้ำของประเทศไทย เมื่อ “น้ำ” กลายเป็นความเสี่ยงอันดับแรกที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมรับมือ (การจัดการทรัพยากรน้ำ)

               น้ำคือทรัพยากรพื้นฐานที่หล่อเลี้ยงชีวิต เศรษฐกิจ และการพัฒนาของประเทศ แต่ภายใต้สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะแนวโน้มการเกิด “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านการบริหารจัดการน้ำครั้งสำคัญ ทั้งปริมาณฝนลดลง ฝนกระจายตัวไม่สม่ำเสมอ และเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงในหลายพื้นที่ สถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน ตั้งแต่ภาคการเกษตรที่ต้องพึ่งพาน้ำเพื่อการเพาะปลูก ภาคอุตสาหกรรมที่ต้องใช้น้ำในกระบวนการผลิต ภาคบริการและการท่องเที่ยว ไปจนถึงประชาชนทั่วไปที่อาจเผชิญความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคในบางพื้นที่

จากการบริหารจัดการภัยแล้ง สู่การสร้างความมั่นคงด้านน้ำ
               ข้อมูลภูมิอากาศ การคาดการณ์ล่วงหน้า และเทคโนโลยีดิจิทัล กำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการวางแผนและลดความเสี่ยงก่อนเกิดผลกระทบ ซึ่งหน่วยงานด้านน้ำของประเทศได้บูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การติดตามสถานการณ์ฝนและน้ำต้นทุน การบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำ การจัดสรรน้ำตามลำดับความสำคัญ ตลอดจนการเตรียมมาตรการช่วยเหลือพื้นที่เสี่ยงล่วงหน้า

การดำเนินงานที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่
               เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง กรมทรัพยากรน้ำได้ระดมเครื่องจักรกลสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำ ประกอบด้วยเครื่องสูบน้ำ รถบรรทุกน้ำ รถขุด และเรือดูดโคลน พร้อมปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมงในพื้นที่เสี่ยง ขณะเดียวกัน กรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้ขยายมาตรการช่วยเหลือประชาชนผ่านการจัดตั้งจุดจ่ายน้ำบาดาลเพื่อประชาชนจำนวน 157 แห่ง ครอบคลุม 42 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมศูนย์ผลิตน้ำสะอาด 139 จุด และจุดสูบน้ำช่วยเหลืออีก 245 จุด เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงน้ำสะอาดในช่วงวิกฤติ
               นอกจากมาตรการระยะสั้น ประเทศไทยยังมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำในระยะยาว เช่น โครงการน้ำบาดาลเพื่อความมั่นคงระดับชุมชน ซึ่งช่วยเพิ่มแหล่งน้ำสำรองให้กับพื้นที่ที่ประสบปัญหาภัยแล้งซ้ำซากในหลายจังหวัด อีกหนึ่งตัวอย่างสำคัญคือการพัฒนา “ธนาคารน้ำใต้ดิน” (Groundwater Banking) ในหลายพื้นที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะในจังหวัดขอนแก่น นครราชสีมา และบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นการกักเก็บน้ำส่วนเกินในช่วงฤดูฝนลงสู่ชั้นใต้ดิน เพื่อนำกลับมาใช้ในช่วงฤดูแล้ง ช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำในระยะยาว
ในระดับประเทศ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้พัฒนาระบบคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ (National Thai Water) เชื่อมโยงข้อมูลน้ำจากหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจด้านการบริหารจัดการน้ำแบบเรียลไทม์ และเพิ่มประสิทธิภาพการเตือนภัยล่วงหน้า

ยุทธศาสตร์สำคัญที่ประเทศไทยควรเร่งดำเนินการ
               แม้มาตรการที่ดำเนินอยู่จะช่วยลดความเสี่ยงได้ในระดับหนึ่ง แต่การเผชิญกับซูเปอร์เอลนีโญและสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จำเป็นต้องอาศัยการปรับตัวในระดับโครงสร้างมากขึ้น ทั้งการนำเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และข้อมูลภูมิอากาศความละเอียดสูงมาใช้ในการคาดการณ์และบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ การเพิ่มศักยภาพการกักเก็บน้ำในทุกระดับ ทั้งอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำชุมชน ระบบธนาคารน้ำใต้ดิน และการเติมน้ำกลับสู่ชั้นหินอุ้มน้ำ (Managed Aquifer Recharge: MAR) การพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าและการสื่อสารความเสี่ยงให้เข้าถึงประชาชนและภาคส่วนต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ และการผลักดันการบริหารจัดการน้ำบนฐานข้อมูลและความร่วมมือของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไปจนถึงภาคประชาชน

ประชาชนจะร่วมรับมือได้อย่างไร
               การสร้างความมั่นคงด้านน้ำไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคน ประชาชนสามารถเริ่มต้นได้จากการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ซ่อมแซมอุปกรณ์ที่รั่วไหล ติดตั้งอุปกรณ์ประหยัดน้ำ เก็บกักน้ำฝนไว้ใช้ในครัวเรือน และร่วมดูแลแหล่งน้ำในชุมชน
               ในภาคเกษตร ควรติดตามข้อมูลพยากรณ์อากาศและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด ปรับแผนเพาะปลูกให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน และเลือกใช้เทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ เพราะในโลกที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว “น้ำ” ไม่ใช่เพียงทรัพยากรธรรมชาติ แต่คือหัวใจสำคัญของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคน การเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้จึงเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศสามารถก้าวผ่านความท้าทายจากซูเปอร์เอลนีโญและวิกฤตภูมิอากาศในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
– สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ. (2569). แผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำและมาตรการรองรับภัยแล้ง.
– สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ. (2569). National Hydroinformatics and Climate Data Center.
– สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ. (2569). ThaiWater: ระบบคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ.
– กรมทรัพยากรน้ำบาดาล. (2569). โครงการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้ง.
– กรมทรัพยากรน้ำ. (2569). โครงการพัฒนาแหล่งน้ำและเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำระดับชุมชน.

กรมลดโลกร้อน ร่วมประชุมคณะกรรมการยกร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571- 2575) ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ครั้งที่ 6/2569

               วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) มอบหมายให้ นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และเจ้าหน้าที่ สส. เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการยกร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571- 2575) ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ครั้งที่ 6/2569 ณ ห้องประชุม 521 อาคาร 5 ชั้น 2 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยมี ศ.ดร.สนิท อักษรแก้ว เป็นประธานในที่ประชุม
               ที่ประชุมฯ มีมติเห็นชอบต่อสรุปแนวทางการพัฒนาด้านสังคมคาร์บอนต่ำ และแนวทางการพัฒนาด้านกลไกทางเศรษฐศาสตร์ และเห็นควรให้เลื่อนการพิจารณาการกำหนดตัวชี้วัดด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการติดตามและประเมินผลการพัฒนาของประเทศ รวมทั้งเชื่อมโยงและสนับสนุนการขับเคลื่อนการพัฒนาภายใต้เสาหลักทั้ง 5 ของ (ร่าง) กรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571- 2575) สำหรับการประชุมครั้งถัดไปกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 เพื่อพิจารณาตัวชี้วัดด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพื่อใช้ประกอบการจัดทำเนื้อหา (ร่าง) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ให้มีความครบถ้วน เหมาะสม และสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ อันจะเป็นกรอบสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในระยะต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน-บ้านปู ส่งเสริมชุมชนคาร์บอนต่ำ ติดโซลาร์ ตั้งจุดจัดการขยะอินทรีย์ ณ คลองสามวา

               วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2569 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลาย ส่งมอบ “โครงการชุมชนคาร์บอนต่ำ คลองสามวา” ให้สมาชิกเครือข่ายทสม.เขตคลองสามวา ณ ศูนย์เรียนรู้ชุมชนหมู่บ้านเคซี 1 เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร โครงการนี้เป็นหนึ่งในโครงการนำร่องที่เกิดจากกลไกการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชนในการสนับสนุนการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ (Thailand Climate Action Conference: TCAC) โดยมี เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) เขตคลองสามวา เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนและบริหารจัดการพื้นที่ เพื่อสร้างโมเดลชุมชนคาร์บอนต่ำที่จับต้องได้ในเขตเมือง
               “โครงการศูนย์เรียนรู้ชุมชนเคซี 1 ถือเป็นต้นแบบของ ‘ชุมชนจัดการตนเอง’ ที่มีส่วนร่วมแก้ปัญหาโลกร้อน ตั้งแต่ระดับครัวเรือน ซึ่งกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม มีแผนจะขยายโครงการเพื่อส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือในลักษณะนี้ในพื้นที่อื่นๆ เพื่อสร้างประเทศให้มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลเชิงนโยบายและส่งเสริมภาคี ขอขอบคุณ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) และชุมชนหมู่บ้านเคซี1 ที่สนับสนุนการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย” ภายใต้การดำเนินงานโครงการฯ ในระยะเวลา 8 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 ถึงเดือนมิถุนายน 2569 บ้านปูได้สนับสนุนงบประมาณและองค์ความรู้ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้วยการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) ขนาด 5 กิโลวัตต์ สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 2,400 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ควบคู่ไปกับการจัดตั้งจุดสาธิตจัดการขยะอินทรีย์จากครัวเรือนด้วยนวัตกรรมถังหมักเศษอาหาร และชุดสาธิตการกำจัดเศษอาหารด้วยหนอนแมลงวันลาย (BSF) ซึ่งจะช่วยลดปริมาณขยะอินทรีย์ นำไปสู่การลดก๊าซเรือนกระจกที่บ่อฝังกลบได้ในที่สุด และส่งเสริมการเป็นพี่เลี้ยงด้านเทคนิควิชาการในการขับเคลื่อนกิจกรรมในพื้นที่
               ความร่วมมือของทั้ง 3 ภาคส่วนในการพัฒนา ‘ชุมชนคาร์บอนต่ำ คลองสามวา’ นอกจากจะเป็นการเสริมพลังการขับเคลื่อนเพื่อต่อสู้กับภาวะโลกร้อนในภาคประชาชนแล้วยังเป็นการยกระดับพื้นที่ศูนย์เรียนรู้ชุมชนหมู่บ้านเคซี 1 เขตคลองสามวา ให้เป็นพื้นที่ต้นแบบการบริหารจัดการพลังงานสะอาดและการจัดการขยะอินทรีย์ ณ แหล่งกำเนิดอีกด้วย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนแผนแม่บทการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนและการพัฒนาเมืองยั่งยืนของประเทศไทย

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จัดพิธีแสดงความอาลัยถวายและน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา ฯ

               วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2569 เวลา 08.30 น. ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม คณะผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงานราชการ และเจ้าหน้าที่กรมลดโลกร้อน เข้าร่วมพิธีแสดงความอาลัยถวายและน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น ๓ อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อแสดงความอาลัยและสำนึกในพระกรุณาธิคุณ ที่พระองค์ทรงปฏิบัติตามพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรชาวไทยอย่างต่อเนื่อง

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร ครบ 15 วัน ถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา ฯ

               วันนี้ (25 มิถุนายน 2569) เวลา 08.00 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้นายประเสริฐ ศิรินภาพร รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร (ครบ 15 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ ห้องประชุมศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายปวิช เกศววงศ์ และนายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม คณะผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ พนักงาน และเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงฯ เข้าร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียงกัน เพื่อร่วมถวายเป็นพระกุศล แสดงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ตลอดจนร่วมถวายความอาลัยและอุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ต้อนรับคณะศึกษาดูงานจากจังหวัดนครนายก

               วันที่ 23 มิถุนายน 2569 นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานกล่าวต้อนรับคณะศึกษาดูงานจากจังหวัดนครนายก นำโดย ร้อยตำรวจตรี สัณฐิติ ธรรมใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก เป็นหัวหน้าคณะฯ พร้อมด้วย นายภูษิต หิรัญพฤกษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดนครนายก นางสุดา ยาอีด เกษตรจังหวัดนครนายก นางสาวเกศรินทร์ หมานหมัด รักษาราชการในตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครนายก นายสรรเสริญ คำทอง นายอำเภอปากพลี นายปรเมศวร์ พินิจจันทร์ รองประธานหอการค้าจังหวัดนครนายก เพื่อขอรับความรู้ ข้อเสนอแนะ และแนวทางในการแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่นาข้าว (นาข้าวน้ำขึ้น) จังหวัดนครนายก พร้อมนี้ นายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก นายวัฒน์ ทาบึงกาฬ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นางรสริน อมรพิทักษ์พันธ์ ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาแนวทางการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และผู้แทน GIZ ร่วมเป็นวิทยากรบรรยายและแลกเปลี่ยนความรู้ ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยมีผู้เข้าร่วม จำนวน 50 คน
               การศึกษาดูงานครั้งนี้ ทั้งสองหน่วยงานได้แลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม เนื่องจากเป็นพื้นที่อำเภอปาพลี จังหวัดนครนายก เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่รับน้ำ ทำให้หน้าน้ำมีน้ำท่วมสูงกว่า 2 เมตร ไม่สามารถเพาะปลูกพืชชนิดอื่นได้ มีความจำเป็นต้องปลูกข้าวพันธุ์น้ำลึก โดยมีพื้นที่ปลูกข้าวขึ้นน้ำ 45,670 ไร่ ส่งผลให้หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตยังคงใช้วิธีการเผา การหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่นาข้าวจังหวัดนครนายก ภาพรวมภารกิจของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ข้อมูลก๊าซเรือนกระจก และมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศและจังหวัดนครนายกโดยเฉพาะในสาขาเกษตร เทคโนโลยีการแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่นาข้าวด้วย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยนำเศษวัสดุทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์และสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมถึงการพัฒนาจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพในการย่อยฟางข้าวและเศษวัสดุทางการเกษตร แนวทางการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและตัวอย่างการดำเนินงานระดับพื้นที่ในสาขาเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร และภาพรวมคลัสเตอร์เกษตรและอาหาร โดยมีการดำเนินกิจกรรมและโครงการเกี่ยวกับการลดการเผาในภาคการเกษตรภายใต้องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ทั้งนี้ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในบูรณาการความร่วมมือระหว่าง สส. และจังหวัดนครนายก ทั้งในเรื่องงานวิจัยการใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายฟางข้าว การนำเศษวัสดุทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์ ที่จะต่อยอดและทดลองในพื้นที่จังหวัดนครนายก เพื่อลดปัญหามลพิษทางอากาศจากภาคเกษตร และในปีถัดไป สส. จะสนับสนุนการขับเคลื่อนดำเนินงานด้านการลดก๊าซเรือนกระจกของจังหวัดนครนายกเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions) และการสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศร่วมกันในระดับพื้นที่

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน บรรยายพิเศษงาน BLS Thai Corporate Day Mid-year 2026: “The Heat Economy: Surviving a World on Fire”

               วันที่ 23 มิถุนายน 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (อสส.) ได้รับเชิญเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษในงาน BLS Thai Corporate Day Mid-year 2026: “The Heat Economy: Surviving a World on Fire” ภายใต้หัวข้อ “War, Weather and the New Cost of Survival” ผ่านระบบ Online Meeting ณ ห้องประชุมบัวหลวง ชั้น 4 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จัดโดย บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทย โดยเป็นบริษัทในเครือของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ให้บริการด้านการเงินและการลงทุนแบบครบวงจร
               การบรรยาย อสส. ได้กล่าวถึงการดำเนินธุรกิจในยุค Heat Economy ซึ่งมีต้นทุนการอยู่รอดเพิ่มสูงขึ้นจากทั้งสงคราม ความผันผวนทางเศรษฐกิจ และความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนของโลก อันเป็นผลมาจากแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ไทยต้องเผชิญ พร้อมนำเสนอเป้าหมาย Net Zero และ NDC 3.0 ของประเทศไทย รวมถึงกลไกสำคัญภายใต้ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น ETS Carbon Tax CBAM และ Carbon Credit เพื่อชี้ให้เห็นว่าการปรับตัวและการลงทุนสีเขียวไม่ใช่ต้นทุน แต่เป็นการสร้างความสามารถในการแข่งขันและโอกาสทางธุรกิจในอนาคต โดยผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมพร้อม เพื่อรองรับมาตรการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน พัฒนาระบบ MRV ที่น่าเชื่อถือ ในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เร่งปรับตัวด้วยพลังงานสะอาด และการจัดการคาร์บอนภายในองค์กรตั้งแต่วันนี้ พร้อมเน้นย้ำว่า “ผู้ที่สามารถปรับตัวและเปลี่ยนผ่านได้ก่อน คือ ผู้นำทางธุรกิจไทยที่แข่งขันได้ในอนาคต” โดยมีผู้เข้าร่วมฟังการบรรยายทั้งสิ้น 70 ท่าน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ประชุมหารือแนวทางการจัดการการปล่อยก๊าซมีเทนในพื้นที่แอ่งมาเลย์

               เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมเป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการจัดการการปล่อยก๊าซมีเทนในพื้นที่แอ่งมาเลย์ โดยมี นายวิศรุต ตั้งสุนทรขัณฑ์ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และ นางสาวแคทรียา ปทุมรส รองอธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ เข้าร่วมการประชุม พร้อมด้วย นายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก และเจ้าหน้าที่จากกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (ชธ.) กรมองค์การระหว่างประเทศ กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย และบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (ปตท.สผ.) ณ ห้องประชุมราชาวดี (ห้อง 304) ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
               International Methane Emissions Observatory (IMEO) ภายใต้โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) แจ้งว่า ระบบ Methane Alert and Response System (MARS) ได้ตรวจพบการปล่อยก๊าซมีเทนในปริมาณสูงในพื้นที่แอ่งมาเลย์ จึงได้ส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ถึงสถานทูตไทย ณ กรุงไนโรบี และกรมองค์การระหว่างประเทศ เพื่อขอให้ฝ่ายไทยดำเนินงาน ดังนี้
               1. รายงานและยืนยันข้อมูลเกี่ยวกับการแจ้งเตือน
               2. ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดและสาเหตุของการปล่อยก๊าซมีเทนการแก้ไข และลดการปล่อยก๊าซที่ดำเนินการแล้วหรือที่อยู่ระหว่างดำเนินการ
               3. รวบรวมและจัดส่งข้อมูล ข้อเท็จจริง และผลการตรวจสอบ ภายในระยะเวลา 2 สัปดาห์หลังได้รับการแจ้งเตือน
               4. ประสาน IMEO เกี่ยวกับแนวทางสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซมีเทนในระยะต่อไป
               5. พิจารณาแต่งตั้งผู้ประสานงาน (National focal point) ของประเทศไทย เพื่อรับข้อมูลการแจ้งเตือนจาก MARS
ผลการประชุมหารือ
               1. ปตท.สผ. ชี้แจงต่อที่ประชุมว่า หลังได้รับการแจ้งเตือนจาก IMEO ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ซึ่งจากการตรวจสอบที่มาของการปล่่อย พบว่าเกิดจากการเพิ่มกำลังการผลิตและมีก๊าซมีเทนหลงเหลือจากเผาทิ้ง ทั้งนี้ หลังจากการปรับปรุงระบบหอเผาทิ้ง (Flare Stack) ของโครงการ ไม่ได้รับการแจ้งการปล่อยก๊าซมีเทนปริมาณมากจาก IMEO อีกเพิ่มเติม
               2. สส. ได้รับมอบหมายเป็นหน่วยงานประสานงานกลางของประเทศ (National Focal Point) เพื่อนำส่งข้อเท็จจริง และวิธีการแก้ไขปัญหาแก่ IMEO
               3. หากเป็นการแจ้งเตือนในขอบข่ายกิจการปิโตรเลียม ชธ. จะเป็นหน่วยงานรับผิดชอบประสานข้อเท็จจริง และวิธีการแก้ไขปัญหาการปล่อยก๊าซมีเทนกับผู้ประกอบกิจการทั้งในพื้นที่ประเทศไทยและพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย
ทั้งนี้ อสส.ได้มีข้อเสนอแนะในการวิเคราะห์ ตรวจสอบและปรับปรุงหอเผาทิ้ง (Flare Stack) ทุกโครงการที่มีโอกาสเกิดการปล่อยก๊าซมีเทนปริมาณมากเพื่อเป็นมาตรการป้องกันการเกิดการรั่วไหลของก๊าซมีเทนในอนาคต

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน เข้าร่วมประชุมคณะอนุกรรมาธิการการพิจารณาศึกษาแนวทางการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบและการขับเคลื่อนสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)

               เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ดร.กิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ และเจ้าหน้าที่ สส. เข้าร่วมประชุมคณะอนุกรรมาธิการการพิจารณาศึกษาแนวทางการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบและการขับเคลื่อนสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในคณะกรรมาธิการพลังงาน สภาผู้แทนราษฏร โดยมี นายศุภโชติ ไชยสัจ เป็นประธานการประชุม ทั้งนี้ มีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม จำนวน 2 หน่วยงาน ได้แก่ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ CA 314 ชั้น 3 อาคารรัฐสภา
               นายปวิชได้ชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการดำเนินงานในระดับนานาชาติ เป้าหมายและแนวทางการดำเนินงานของไทย เช่น การมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด ฉบับที่ 2 (NDC3.0) และยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศไทย (LT-LEDS) รวมทั้งสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. โดยที่ประชุมได้หารือและมีข้อซักถามในประเด็นสำคัญ ได้แก่ ความซ้ำซ้อนของกฎหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน ความเป็นไปได้ในการดำเนินงานตามมาตรการ/เทคโนโลยีในการลดก๊าซเรือนกระจกที่ยังไม่ได้ใช้ในเชิงพาณิชย์ในประเทศไทย การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับผลกระทบจากระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) กลไกการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) และภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) พร้อมเน้นย้ำการเชื่อมโยงเป้าหมายและแผนการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการพัฒนาประเทศไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี ค.ศ. 2050

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ประชุมร่วมกับรัฐมนตรีพลังงาน ขับเคลื่อนกรอบการลงทุนพัฒนา Data Center ของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

               เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมการประชุมคณะอนุกรรมการจัดการพลังงานเพื่อรองรับการลงทุน ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน พร้อมอนุกรรมการและผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวนทั้งสิ้น 56 คน ณ ศูนย์เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ อาคาร บี กระทรวงพลังงาน
               ที่ประชุมได้หารือและได้ข้อสรุปเกี่ยวกับการวางเกณฑ์แนวทางบริหารจัดการการขอสนับสนุนการลงทุนสำหรับกิจการ Data Center ของไทย โดยคำนึงถึงความต้องการไฟฟ้า การใช้ทรัพยากรน้ำ และผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจในภาพรวม ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการฯ ได้มีมติเกี่ยวกับการพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของไทย และการสร้างโอกาสในการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน เพื่อรองรับการลงทุนทางดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นของประเทศ โดยเห็นควรให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กำหนดเงื่อนไขการลงทุนที่เหมาะสมต่อการขอรับการสนับสนุนให้แล้วเสร็จ เพื่อใช้ดำเนินการร่วมกับนักลงทุนต่างประเทศต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”