กรมลดโลกร้อน ร่วมพิธีเปิดเวที Climate Action Leaders Forum รุ่นที่ 5 ย้ำความร่วมมือทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

               เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมพิธีเปิด Climate Action Leaders Forum (CAL Forum) รุ่นที่ 5 พร้อมด้วย นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยมี ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานพร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษด้านการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ทั้งนี้ มีผู้นำจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และองค์กรอิสระ เข้าร่วม ณ ห้องบอลรูม ชั้น 2 สโมสรราชพฤกษ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร
               ดร.รวีวรรณ กล่าวว่า ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นวาระสำคัญของประชาคมโลกที่ทุกประเทศต้องเร่งดำเนินการอย่างจริงจัง เนื่องจากผลกระทบไม่ได้จำกัดเฉพาะมิติด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ความมั่นคงทางอาหาร และคุณภาพชีวิตของประชาชน ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำกำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และจะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอนาคต
               ประเทศไทยตระหนักถึงทั้งความท้าทายและโอกาสจากการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว โดยรัฐบาลและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เร่งขับเคลื่อนนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ ทั้งการผลักดันเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเสริมสร้างศักยภาพในการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการวางรากฐานด้านกฎหมายและกลไกทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อรองรับการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศในระยะยาว
               หนึ่งในกลไกสำคัญคือ การผลักดันร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะเป็นกรอบกฎหมายหลักในการกำหนดเป้าหมายและแผนการลดก๊าซเรือนกระจก พัฒนาระบบการติดตามและรายงานผลที่มีความโปร่งใส ส่งเสริมการใช้กลไกราคาคาร์บอนและตลาดคาร์บอนเครดิต รวมถึงสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมสำหรับทุกภาคส่วน
               โอกาสนี้ ดร.รวีวรรณ ได้กล่าวแสดงความขอบคุณผู้เข้าร่วมโครงการ Climate Action Leaders Forum รุ่นที่ 5 และวิทยากรกิตติมศักดิ์ทุกท่าน ที่ร่วมเป็นพลังสำคัญในการสร้างเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ วิสัยทัศน์ และประสบการณ์ด้านการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า เวทีแห่งนี้จะช่วยเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็ง และร่วมกันกำหนดทิศทางการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย เพื่อมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำที่มีความสามารถในการแข่งขัน มีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเติบโตอย่างยั่งยืน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน หารือผลิตภัณฑ์และการบริการทางการเงินสีเขียว กับผู้แทนธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH Bank)

               เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม หารือผลิตภัณฑ์และการบริการทางการเงินสีเขียว กับผู้แทนธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH Bank) ณ ห้องประชุมบัวหลวง (401) ชั้น 4 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.)
               การเข้าพบในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมหารือความร่วมมือและแลกเปลี่ยนทิศทางการดำเนินงานด้านความยั่งยืน โดย LH Bank ได้แนะนำข้อมูลเบื้องต้นในมิติการดำเนินงานด้านความยั่งยืน ผลิตภัณฑ์และการบริการทางการเงินสีเขียว อาทิ 1) Green Loan 2) Sustainability-Linked Loan 3) Green Transition Advisory Loan และ 4) Green Deposit รวมถึงเครือข่ายพันธมิตรด้านการเปลี่ยนผ่าน เพื่อหาจุดเชื่อมโยงที่สอดคล้องภายใต้กรอบนโยบายและภารกิจของ สส. ในการขับเคลื่อนเป้าหมายและทิศทางการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย
               ทั้งนี้ สส. ได้กล่าวถึง ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. … และการสนับสนุนภาคธุรกิจไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ผ่านการนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมสมัยใหม่มาปรับใช้ เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนและช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

“ครม. เห็นชอบ รมว. สุชาติ ลงนามไทย-นิวซีแลนด์ เร่งขยายความร่วมมือจัดการปัญหาโลกร้อน”

               ผลการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 มีมติเห็นชอบต่อบันทึกข้อตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งนิวซีแลนด์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Memorandum of Arrangement between the Government of the Kingdom of Thailand and the Government of New Zealand on Climate Change Cooperation) และมอบหมาย นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้แทนประเทศไทยลงนามในบันทึกข้อตกลงฯ เพื่อร่วมกันลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเตรียมพร้อมรับมือต่อผลกระทบในอนาคต รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) พร้อมกับการบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกร่วมกับประชาคมโลกตามความตกลงปารีส
               ความร่วมมือนี้เป็นส่วนหนึ่งในการฉลองวาระครบรอบ 70 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – นิวซีแลนด์ โดยฝ่ายไทยมีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยดำเนินการหลัก ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศและการค้า และกระทรวงสิ่งแวดล้อมของนิวซีแลนด์
               ทั้งนี้ รัฐบาลของทั้งสองประเทศมีกำหนดที่จะลงนามในบันทึกข้อตกลงฉบับดังกล่าวในช่วงเดือนสิงหาคม 2569 เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศร่วมกันต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

รมว.สุชาติ มอบกรมลดโลกร้อน หารือ สนพ. ร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศไทย (Energy Transition) มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero 2050

               วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดย ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) ร่วมหารือกับ นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) พร้อมด้วย นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายกิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ และ รศ.ดร.บัณฑิต ลิ้มมีโชคชัย หัวหน้าหน่วยวิจัยพลังงานที่ยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง หารือร่วมกัน ณ ห้องประชุมปิยสวัสดิ์ ชั้น 6 สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน
               การหารือครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลนโยบายและแผนพลังงานที่เกี่ยวข้องกับการลดก๊าซเรือนกระจก ให้สอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) ฉบับใหม่ รวมถึงการปรับโครงสร้างเชิงกลไก การประเมินผลกระทบ (Impact Assessment) และการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม (Just Transition) ซึ่งทั้งสองหน่วยงานได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ การพัฒนาพลังงานสะอาด การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การบูรณาการข้อมูลและแบบจำลองด้านพลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนแนวโน้มราคาคาร์บอน ซึ่งจะมีผลต่อต้นทุนในอนาคต เพื่อให้การกำหนดนโยบายด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีความสอดคล้องกัน สนับสนุนขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และนำประเทศไทยไปสู่การพัฒนาที่มีความยั่งยืนพร้อมบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Greenhouse Gas Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2050

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

รมว.สุชาติ กำชับ กรมลดโลกร้อน เร่งชี้แจงร่าง พ.ร.บ. ลดโลกร้อน ให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้านสิ่งแวดล้อม ควบคู่การพัฒนาเศรษฐกิจแห่งอนาคต

               นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำชับให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมดำเนินการชี้แจงข้อมูล ข้อเท็จจริง และประเด็นทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ต่อคณะกรรมการกฤษฎีกาอย่างครบถ้วน รอบด้าน และต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการพิจารณาร่างกฎหมายให้มีความสมบูรณ์และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนทุกมิติ โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่ ดำเนินการตามแนวนโยบายดังกล่าวอย่างต่อเนื่องเข้าสู่การพิจารณาร่วมกับคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นสัปดาห์ที่เก้า
               ความคืบหน้าในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฯ สัปดาห์นี้ สส. ได้มีการให้ข้อมูลในรายมาตราของหมวด 4 กองทุนภูมิอากาศ ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางการกำกับและประเมินผลการดำเนินงานของกองทุน และหมวด 5 แผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาเกี่ยวกับสาระสำคัญในการจัดทำ ประเมินผล และทบทวนแผนแม่บทให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและบริบทการดำเนินงานของประเทศไทย โดย สส. ได้สนับสนุนข้อมูลและข้อเท็จจริงประกอบการพัฒนาร่างกฎหมาย อย่างรอบคอบก่อนจะเข้าสู่การพิจารณาหมวด 6 ข้อมูลก๊าซเรือนกระจก ในสัปดาห์ต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมเวทีสหประชาชาติ 7th Global Conference on Strengthening Synergies between the Paris Agreement and the 2030 Agenda for Sustainable Development

               เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวต้อนรับในพิธีเปิดการประชุม Global Conference on Strengthening Synergies between the Paris Agreement and the 2030 Agenda for Sustainable Development ครั้งที่ 7 ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมโยงการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายใต้ความตกลงปารีส กับวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 จัดโดยสำนักงานกิจการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ (UNDESA) และสำนักเลขาธิการกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC Secretariat) โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐระดับนานาชาติและองค์กรระหว่างประเทศ เข้าร่วมกว่า 300 คน ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร
               ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญต่อการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการบูรณาการกับวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเชื่อมโยงกับการพัฒนาเศรษฐกิจ การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤติพลังงาน และความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น การดำเนินการจึงต้องอาศัยความร่วมมือและเสริมพลังกันในทุกมิติ ทั้งในระดับนโยบาย ที่นำไปสู่การลงมือปฏิบัติของทุกภาคส่วนในสังคม และกล่าวถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการขับเคลื่อนการดำเนินการตามเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด ฉบับที่ 2 (NDC 3.0) เป็นการยกระดับการลดก๊าซเรือนกระจกเทียบปีฐาน ค.ศ. 2019 ซึ่งจะมีระดับปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิไม่เกิน 152 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO2eq) ภายในปี ค.ศ. 2035 สอดคล้องตามเส้นวิถีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 1.5 องศาเซลเซียส และเป็นการวางรากฐานสู่เป้าหมาย Net Zero Emissions ในปี ค.ศ. 2050 ควบคู่กับการผลักดันพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อเป็นเครื่องมือและกลไกในการส่งเสริมให้ประเทศไทยมุ่งไปสู่สังคมเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ มีความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ สอดคล้องกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน และยกระดับขีดความสามารถในการรองรับกติกาเศรษฐกิจโลกในอนาคตต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569

               วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 โดยมี นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เป็นประธานกล่าวคำอาศิรวาทถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงฯ และคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) เพื่อร่วมแสดงออกถึงความจงรักภักดีและความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ พร้อมน้อมถวายพระพรชัยมงคล ขอพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระเจริญมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง และทรงเป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยสืบไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน เดินหน้ายกระดับสินค้าชุมชนรักษ์โลก ดึงนวัตกรรมสีเขียว Storytelling พลิกฐานทรัพยากรท้องถิ่นสู่เศรษฐกิจชุมชนคาร์บอนต่ำ

               วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) กระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดงาน “ประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้การพัฒนาสินค้าและบริการของเครือข่าย ทสม. และภาคีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ” หรือ “Green Fair สินค้าชุมชนรักษ์โลก” ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับศักยภาพเครือข่ายภาคประชาชนในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ชุมชน ควบคู่กับการปรับตัวและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
               ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ประธานในพิธีเปิดเผยว่า ท่ามกลางสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นประเด็นท้าทายระดับโลก กรมฯ ให้ความสำคัญกับการเสริมสมรรถนะให้กับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะระดับพื้นที่ซึ่งเป็นฐานการทำงานของเครือข่ายภาคประชาชน การทำงานในปัจจุบันไม่ใช่เพียงแค่ส่งเสริมการปรับตัวเพื่ออยู่รอดในสถานการณ์และกติกาใหม่ของโลกเท่านั้น แต่ต้องมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากฐานทรัพยากรธรรมชาติควบคู่กับการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน ผ่านการสร้าง “นวัตกรรมสีเขียว” และการสร้างเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ (Storytelling) เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชน
               “เราต้องยกระดับการทำงานของเครือข่ายภาคประชาชน จากเดิมที่เน้นการอนุรักษ์ ฟื้นฟู หรือเฝ้าระวัง มาสู่การเข้าถึงคุณค่าและใช้ประโยชน์จากฐานทรัพยากรอย่างยั่งยืน โดยเปลี่ยนกลยุทธ์ร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ จากการเน้นปริมาณมาเป็นการเน้นคุณภาพและรายได้ (Value over volume) เช่น การเชื่อมโยงสินค้าและบริการเข้าสู่ภาคการท่องเที่ยวสีเขียว (Sustainable Tourism) ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว ยังสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับชุมชน บนกลไกความร่วมมือที่ออกแบบร่วมกันทุกภาคส่วน” ดร.พิรุณ กล่าว
               นอกจากนี้ ดร.พิรุณ ยังได้ระบุถึงแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนในอนาคตเพื่อมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำและสอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG ไว้ 4 มิติสำคัญ ได้แก่ การยกระดับมาตรฐานสู่สากล: โดยการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อรับรองความปลอดภัยและคุณภาพของสินค้าชุมชน การออกแบบและบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัย: พัฒนาดีไซน์ให้มีความพรีเมียม ดึงดูดกลุ่มเป้าหมายยุคใหม่ การใช้นวัตกรรมสร้างมูลค่าเพิ่ม: ผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น การใช้ AI ช่วยออกแบบ และการชูจุดเด่นผ่าน Storytelling การกระจายรายได้และเพิ่มช่องทางการขาย: ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และการเชื่อมโยงกับเส้นทางท่องเที่ยวชุมชน
               การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 150 คน ประกอบด้วย เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) จาก 50 เขตในกรุงเทพมหานคร เครือข่ายศูนย์เรียนรู้ลดโลกร้อน เครือข่ายชุมชนคาร์บอนต่ำ ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง
               ภายในงานมีการรวมรวบสินค้าของเครือข่าย ทสม. จาก 77 จังหวัด จัดทำเป็น Catalog เพื่อการสื่อสารและคัดเลือกผลงานเด่นมาจัดแสดงนิทรรศการจำนวน 15 บูธ พร้อมทั้งมีการจัดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในหัวข้อ “การส่งเสริมผลิตภัณฑ์และบริการของเครือข่ายภาคประชาชนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ” และ “การพัฒนาสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ยกระดับสู่ชุมชน BCG คาร์บอนต่ำ” โดยผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายภาคส่วน ควบคู่ไปกับกิจกรรม Workshop ด้านการสร้าง Content Creation, การออกแบบบรรจุภัณฑ์ (Packaging Design) และการตลาดดิจิทัล (Digital Marketing) เพื่อให้เครือข่ายอาสาสมัครสามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรม

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมลงพื้นที่ กับ รมว.ทส. เพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล พลิกโฉม “คนอยู่กับป่า” มอบสิทธิ์ทำกิน อส.12 กว่า 7.7 พันไร่ คืนความสุข-สร้างความมั่นคงให้ราษฎรเชียงใหม่ยั่งยืน

               วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดเชียงใหม่ โดยมี นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เพื่อติดตามการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาล ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของประชาชน ควบคู่กับการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลและยั่งยืน รวมถึงเป็นประธานในพิธีมอบหนังสือรับรองการอยู่อาศัยหรือทำกินภายในเขตป่าอนุรักษ์ (อส.12 ก และ อส.12 ข) ณ ห้องประชุมพิทักษ์ไพร สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (เชียงใหม่)
              ก่อนพิธีมอบหนังสือรับรองฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เยี่ยมชมนิทรรศการแสดงผลการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการที่ดินในเขตป่าอนุรักษ์ ผลิตภัณฑ์ชุมชนของราษฎรในพื้นที่ รวมทั้งรับชมวีดิทัศน์สรุปผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล ทั้งนี้ การมอบหนังสือรับรองการอยู่อาศัยหรือทำกินภายในเขตป่าอนุรักษ์ (อส.12) ในครั้งนี้ เป็นผลจากการดำเนินงานของคณะกรรมการพิจารณาผลการสำรวจการครอบครองที่ดิน สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (เชียงใหม่) ซึ่งได้ดำเนินการสำรวจ รังวัด สอบทานข้อมูล และตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ครอบครองที่ดินอย่างรอบคอบ ครอบคลุมพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 8 แห่ง ได้แก่ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบ้านโฮ่ง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่เลา–แม่แสะ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าแม่เลา–แม่แสะ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ–ปุย อุทยานแห่งชาติออบหลวง อุทยานแห่งชาติศรีลานนา และอุทยานแห่งชาติผาแดง โดยสามารถช่วยเหลือประชาชนได้จำนวน 49 หมู่บ้าน รวม 1,594 ราย ครอบคลุมพื้นที่ทั้งสิ้น 2,121 แปลง เนื้อที่รวม 7,704.56 ไร่ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินในเขตป่าอนุรักษ์ที่ส่งเสริมให้ประชาชนสามารถอยู่อาศัยและใช้ประโยชน์ในที่ดินได้อย่างถูกต้อง ควบคู่กับการมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ
               นายสุชาติ กล่าวว่า บริบทของการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติในปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนไปแล้ว จากเดิมที่เราเคยใช้กลไกทางกฎหมายเป็นหลักในการปกป้องผืนป่า วันนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนวิถีคิดใหม่ นั่นคือ “ทำอย่างไรให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน” เพราะหัวใจสำคัญในการรักษาป่า สัตว์ป่า และสิ่งแวดล้อมที่แท้จริง ไม่ใช่การผลักไสพี่น้องประชาชนออกไป แต่คือการทำให้พี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ มีความมั่นคงในที่ดินทำกิน ไม่ต้องหลบซ่อน และพร้อมที่จะเปลี่ยนบทบาทมาเป็นพลังสำคัญในการช่วยภาครัฐดูแลรักษาป่าและเฝ้าระวังไฟป่าร่วมกัน
               รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์จะเป็นภารกิจที่มีความซับซ้อนและดำเนินมาอย่างยาวนาน แต่การบูรณาการความร่วมมือระหว่างรัฐบาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเร่งรัดการแก้ไขปัญหาให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะ “เชียงใหม่โมเดล” ซึ่งเป็นตัวอย่างของการบูรณาการงบประมาณและทรัพยากรจากทุกภาคส่วน เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน ปัญหามลพิษ และภัยแล้งในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
               พร้อมกันนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีเป้าหมายที่จะต่อยอดความสำเร็จนี้ ให้เป็นต้นแบบการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เพื่อขยายผลสู่พื้นที่อื่นทั่วประเทศ อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน ตามนโยบายของรัฐบาลต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จัดประชุมคณะทำงานจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกและมาตรการการลดก๊าซเรือนกระจก ภาคเกษตร ครั้งที่ 1/2569

               เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมคณะทำงานจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกและมาตรการการลดก๊าซเรือนกระจก ภาคเกษตร ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยมี นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นรองประธาน และนายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก เป็นเลขานุการ พร้อมด้วยคณะทำงานจากหน่วยงานประสานงานหลัก หน่วยงานเจ้าของข้อมูลรายสาขาภาคเกษตร และเจ้าหน้าที่ สส. รวม 46 คน
               ที่ประชุมมีมติเห็นชอบรายงานผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตร ประจำปี พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายปี พ.ศ. 2567 ปริมาณ 73.66 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และร่างรายงานการติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตร ประจำปี พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลการลดก๊าซเรือนกระจกปี พ.ศ. 2567 ปริมาณ 3.71 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการฯ ประสานงานร่วมกับกรมการข้าวเพื่อขอข้อมูลพื้นที่การทำนาแบบจัดการน้ำ (นาเปียกสลับแห้ง) ภายใต้การดำเนินงานของโครงการ Thai Rice NAMA ระหว่างปี พ.ศ. 2562-2567 และข้อมูลพื้นที่การเผาอ้อยจากสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาล เพื่อนำมาตรวจสอบข้อมูลร่วมกับการใช้ภาพถ่ายดาวเทียมในการจัดเก็บข้อมูลในการวิเคราะห์การประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และนำผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและร่างรายงานผลการติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกสาขาเกษตร ปี พ.ศ. 2567 เสนอต่อคณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านวิชาการและฐานข้อมูลเพื่อพิจารณาและให้ความเห็นชอบต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”