เมื่อธารน้ำแข็งละลาย…ภัยพิบัติอาจไม่ได้หยุดอยู่แค่บนภูเขา บทเรียนจากชายแดนเนปาล – ทิเบต สู่ความเสี่ยงจาก Climate Change และภัยพิบัติแบบลูกโซ่

               เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 พื้นที่ชายแดนเนปาล – ทิเบตเผชิญเหตุอุทกภัยรุนแรง หลังน้ำแข็ง หิน และตะกอนจำนวนมากไหลลงสู่แม่น้ำ กลายเป็นมวลน้ำและเศษซากที่เคลื่อนตัวตามลำน้ำ Trishuli และ Bhote Koshi เป็นระยะทางเกือบ 100 กิโลเมตร สร้างผลกระทบต่อพื้นที่และชุมชนที่อยู่ตลอดแนวลำน้ำ เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ภัยพิบัติในพื้นที่ภูเขาสูงอาจไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเหตุการณ์เดียว แต่สามารถเชื่อมโยงและส่งต่อผลกระทบเป็น “ภัยพิบัติแบบลูกโซ่” (Cascading Hazards) จากพื้นที่ต้นน้ำไปสู่ชุมชนและโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ห่างออกไป

⚠️ จากภัยหนึ่ง…อาจนำไปสู่อีกหลายภัย
               ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เกิดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นตัวอย่างของ ภัยพิบัติแบบลูกโซ่ ที่แสดงให้เห็นว่า ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสามารถเชื่อมโยงจากพื้นที่หนึ่งไปสู่อีกพื้นที่หนึ่งได้
               เริ่มจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น → ธารน้ำแข็งและพื้นที่เยือกแข็งเริ่มละลาย → น้ำแข็ง หิน ตะกอนพังถล่มและไหลลงสู่แม่น้ำ → ทางน้ำถูกกีดขวางทำให้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น → คันกั้นน้ำไม่สามารถรับน้ำได้ ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน กระทบชุมชน ระบบพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ปลายน้ำ

🌡️ Climate Change เกี่ยวข้องอย่างไร?
        การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเปลี่ยนเงื่อนไขความเสี่ยงของพื้นที่ภูเขาสูง โดยเฉพาะภูมิภาค Hindu Kush Himalaya ซึ่งกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของธารน้ำแข็งและพื้นที่เยือกแข็งอย่างชัดเจน
               1. ธารน้ำแข็งในภูมิภาค Hindu Kush Himalaya สูญเสียน้ำแข็งเร็วขึ้นหลังปี 2000 เกือบ 2 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า ขณะที่ธารน้ำแข็งบางแห่งสูญเสียความหนาสูงสุดประมาณ 27 เมตร นับตั้งแต่ปี 1975
               2. เมื่อน้ำแข็งละลาย น้ำจะสะสมบริเวณด้านหน้าและด้านข้างของธารน้ำแข็ง เกิดเป็น “ทะเลสาบธารน้ำแข็ง” (Glacial Lakes) หากปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นจนเกินความสามารถของแนวกั้นตามธรรมชาติ อาจนำไปสู่ น้ำท่วมฉับพลันจากทะเลสาบธารน้ำแข็ง (Glacial Lake Outburst Flood: GLOF)
               3. ชั้นดินเยือกแข็งถาวร (Permafrost) ที่เริ่มละลาย อาจทำให้ดินและหินอ่อนตัวลง เพิ่มความเสี่ยงของ ดินถล่ม หินถล่ม และน้ำแข็งถล่ม และอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของภัยพิบัติที่ส่งผลต่อเนื่องไปยังพื้นที่อื่น

📌 “สัญญาณเตือน” ของความเสี่ยงรูปแบบใหม่
               เหตุการณ์บริเวณชายแดนเนปาล – ทิเบตจึงไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์เฉพาะพื้นที่ แต่เป็นกรณีศึกษาที่ช่วยให้เราเข้าใจว่า เมื่อสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง รูปแบบและความเชื่อมโยงของความเสี่ยงก็อาจเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย การทำความเข้าใจภัยพิบัติแบบลูกโซ่ การติดตามการเปลี่ยนแปลงของธารน้ำแข็งและพื้นที่ภูเขาสูง ตลอดจนการประเมินความเสี่ยงที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ จึงมีความสำคัญต่อการเตรียมพร้อมและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
– U.S. Geological Survey (USGS)
– International Centre for Integrated Mountain Development (ICIMOD)
– IPCC AR6 WG1
– World Meteorological Organization (WMO)

กรมลดโลกร้อน จัดประชุมคณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านการบูรณาการนโยบายและแผน ครั้งที่ 3/2569

               เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านการบูรณาการนโยบายและแผน ครั้งที่ 3/2569 โดยมี นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นรองประธานอนุกรรมการคนที่ 1 และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวม 26 หน่วยงาน จำนวน 75 คน ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
               คณะอนุกรรมการฯ ได้รับทราบความคืบหน้าของการจัดทำรายงานสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย (Thailand’s Climate Change Report) และมีมติเห็นชอบในเรื่องสำคัญดังนี้
               1. เห็นชอบในหลักการต่อ (ร่าง) แผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2570 – 2593
               2. เห็นชอบต่อ (ร่าง) ยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศ ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2
               ทั้งนี้ ที่ประชุมมอบหมายให้ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นำ (ร่าง) แผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2570 – 2593 และ (ร่าง) ยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศ ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2 เสนอต่อคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ พิจารณาตามขั้นตอนต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมลงพื้นที่สงขลา มุ่งแก้ไขปัญหาน้ำครบวงจร มอบสิทธิที่ดินทำกิน (อส. 12) พร้อมปลดล็อก “นกกรงหัวจุก” หนุนเศรษฐกิจชุมชนคู่การอนุรักษ์ยั่งยืน

               วันที่ 31 สิงหาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) พร้อมด้วย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และคณะผู้บริหารระดับสูง ลงพื้นที่ปฏิบัติราชการ ณ จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามงานสำคัญด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การจัดสรรที่ดินทำกิน และการสร้างสมดุลทางธรรมชาติและเศรษฐกิจชุมชน
               ในช่วงเช้า รมว.ทส. ได้ลงพื้นที่ติดตาม โครงการปรับปรุงเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนพรุสาคู บ้านไร่ ต.บ้านพรุ อ.หาดใหญ่ ซึ่งขยายความจุกักเก็บน้ำเพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่า จาก 25,000 เป็น 129,000 ลูกบาศก์เมตร พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำเป็น 170 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ช่วยลดความเสี่ยงน้ำท่วม ครอบคลุมพื้นที่ประโยชน์ 550 ไร่ รวม 476 ครัวเรือน จากนั้น ได้ตรวจติดตาม โครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อความมั่นคงระดับชุมชน บ้านทุ่งฆ้อ ต.นาหม่อม อ.นาหม่อม ซึ่งผลิตน้ำสะอาดผ่านระบบ RO ได้ 83,220 ลูกบาศก์เมตรต่อปี ครอบคลุม 438 ครัวเรือน (1,259 คน) ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2568–2569 กรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้รับจัดสรรงบประมาณดำเนินโครงการในพื้นที่ จ.สงขลา รวม 58 แห่ง
               จากนั้น รมว.ทส. เป็นประธานเปิดการประชุมซักซ้อมแนวทางปฏิบัติหลังการปรับสถานะทางกฎหมายของ “นกปรอดหัวโขน” หรือนกกรงหัวจุก ณ โรงแรมเอส หาดใหญ่ เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจและวิถีชีวิตชุมชนภาคใต้ โดยย้ำว่าการปรับสถานะมุ่งเน้นการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงอย่างถูกต้อง ควบคู่ไปกับมาตรการป้องกันการจับนกป่าอย่างเข้มงวด เพื่อรักษาสมดุลประชากรนกในธรรมชาติ พร้อมกันนี้ ได้มอบหนังสือแสดงที่อยู่อาศัยหรือทำกินในเขตป่าอนุรักษ์ (อส. 12) แก่ประชาชนในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลสาบสงขลา ต.เกาะหมาก อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง เพื่อสร้างความมั่นคงในที่ดินทำกิน ทั้งนี้ ในพื้นที่รับผิดชอบของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 6 (สงขลา) ได้สำรวจและบริหารจัดการพื้นที่แล้ว 401 หมู่บ้าน รวม 37,585 ราย เนื้อที่กว่า 358,481 ไร่
               กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยืนยันการดำเนินงานทุกมิติมุ่งเน้นการขับเคลื่อนนโยบายที่สร้างประโยชน์ต่อคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของประชาชน ควบคู่กับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ เพื่อบรรลุเป้าหมาย “คนอยู่ได้ ชุมชนเข้มแข็ง ธรรมชาติอยู่รอด” อย่างยั่งยืน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

 

“รมว.สุชาติ” ถอดบทเรียนภัยพิบัติเนปาล เร่งพัฒนา “ดัชนีพหุภัย–แผนที่เสี่ยงภูมิอากาศ” เตือนภัยล่วงหน้า รับมือโลกเดือด

               นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ภัยพิบัติธารน้ำแข็งถล่มบริเวณพรมแดนทิเบตและเนปาล เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและสูญหายเป็นจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้รูปแบบของภัยพิบัติมีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น โดยภัยอาจไม่ได้เกิดขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดหลายภัยต่อเนื่องหรือเกิดขึ้นพร้อมกัน จนสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง
               “แม้ประเทศไทยจะไม่ได้มีความเสี่ยงจากธารน้ำแข็งแบบเดียวกับทิเบตและเนปาล แต่ประเทศไทยกำลังเผชิญผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในหลายรูปแบบ ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง วาตภัย ดินโคลนถล่ม และอากาศร้อนจัด ดังนั้น สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้ล่วงหน้าว่าพื้นที่ไหนมีความเสี่ยง และมีโอกาสเกิดภัยอะไร เพื่อให้หน่วยงานและประชาชนเตรียมตัวรับมือได้ก่อนเกิดเหตุ ลดความสูญเสียให้ได้มากที่สุด” นายสุชาติ กล่าว
               นายสุชาติ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงได้มอบหมายให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เร่งพัฒนาข้อมูลความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ เพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ สามารถนำข้อมูลไปใช้วางแผนป้องกันและปรับตัวได้อย่างเหมาะสมกับแต่ละพื้นที่
               ที่ผ่านมา กรมฯ ได้พัฒนาข้อมูลคาดการณ์สภาพภูมิอากาศในระยะยาวไปจนถึงปี ค.ศ. 2100 ครอบคลุมข้อมูลสำคัญ เช่น ปริมาณฝน อุณหภูมิ และความชื้น โดยมี 11 หน่วยงานนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้วิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงตามภารกิจแล้ว
               สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 นายสุชาติ กล่าวว่า ได้เร่งให้กรมฯ พัฒนา “ดัชนีพหุภัย (Multi-Hazard Index)” ซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องมือช่วย “มองล่วงหน้า” ว่าในช่วง 3–6 เดือนข้างหน้า พื้นที่ใดมีแนวโน้มเผชิญภัยประเภทใดบ้าง ไม่ว่าจะเป็นฝนตกหนัก น้ำท่วม ภัยแล้ง ดินถล่ม หรืออากาศร้อนจัด รวมถึงสามารถประเมินได้ว่าพื้นที่ใดมีโอกาสเผชิญหลายภัยในช่วงเวลาเดียวกัน
               ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ดัชนีพหุภัยจะพัฒนาให้มีความละเอียดในระดับพื้นที่ 5 × 5 กิโลเมตร เพื่อช่วยให้เห็นภาพความเสี่ยงได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยนำข้อมูลภัยที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศหลายประเภทมาประกอบกัน ทั้งฝนตกหนัก น้ำท่วม ภัยแล้ง ดินถล่ม และอากาศร้อนจัด
               “จุดสำคัญคือ เราจะไม่ได้ดูเพียงว่าพื้นที่หนึ่งมีโอกาสเกิดภัยอะไร แต่จะดูด้วยว่ามีโอกาสเกิดหลายภัยร่วมกันหรือเกิดภัยต่อเนื่องกันหรือไม่ และในช่วง 3–6 เดือนข้างหน้า พื้นที่ใดควรได้รับการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเตรียมคน เตรียมอุปกรณ์ และวางแผนช่วยเหลือประชาชนได้ล่วงหน้า” ดร.พิรุณ กล่าว
               นายสุชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการเตรียมพร้อมในระยะ 3–6 เดือนแล้ว ยังได้มอบหมายให้กรมฯ พัฒนา “แผนที่ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” เพื่อให้เห็นว่าพื้นที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะในระดับตำบล มีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากน้อยเพียงใด โดยครอบคลุมความเสี่ยงสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ ดินถล่ม ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น อุณหภูมิเฉลี่ยในระยะยาวที่เพิ่มขึ้น และการเปลี่ยนแปลงของปริมาณฝน
               แผนที่ดังกล่าวจะแสดงผลผ่านระบบ GIS และครอบคลุมทั้งสถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปัจจุบันและกรณีที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง โดยแบ่งการมองความเสี่ยงออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงปัจจุบันถึงปี ค.ศ. 2050 ซึ่งสามารถนำไปใช้วางแผนในระดับพื้นที่ เช่น การวางผังเมือง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการเตรียมแผนรับมือของจังหวัด และช่วงหลังปี ค.ศ. 2050–2100 ซึ่งจะช่วยให้เห็นแนวโน้มความเสี่ยงในระยะยาว เช่น แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล
              “เราต้องเปลี่ยนจากการรอให้เกิดภัยแล้วค่อยแก้ไข มาเป็นการรู้ความเสี่ยงและเตรียมพร้อมก่อนเกิดภัยให้มากที่สุด เครื่องมือทั้งสองจึงมีความสำคัญและทำงานเสริมกัน โดยดัชนีพหุภัยจะช่วยให้เรามองเห็นความเสี่ยงในช่วง 3–6 เดือนข้างหน้า ขณะที่แผนที่ความเสี่ยงภูมิอากาศจะช่วยให้เราวางแผนรับมือในระยะยาวได้” นายสุชาติ กล่าว
               ทั้งนี้ เมื่อเครื่องมือทั้งสองพัฒนาแล้วเสร็จ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมจะเผยแพร่ข้อมูลผ่าน ศูนย์ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Information Center : CCIC) เพื่อให้หน่วยงานส่วนกลาง หน่วยงานในพื้นที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถนำข้อมูลไปใช้วางแผนป้องกันภัยและปรับตัวให้เหมาะสมกับความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่
               “เป้าหมายสำคัญคือการนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประเทศไทยรู้ล่วงหน้า เตรียมพร้อมได้เร็วขึ้น และลดความสูญเสียทั้งต่อชีวิต ทรัพย์สิน เศรษฐกิจ และสังคม พร้อมสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศไทยสามารถอยู่กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างยั่งยืน” นายสุชาติ กล่าว

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

รมว.ทส. มอบกรมลดโลกร้อน ชี้แจงร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ในสัปดาห์ที่ 16

               นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้ชี้แจงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. อย่างต่อเนื่อง เป็นสัปดาห์ที่ 16 โดยมุ่งเน้นให้เกิดความชัดเจนและต่อเนื่อง มีความครบถ้วนรอบด้าน สามารถช่วยให้ประเทศไทยวางรากฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน
               ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และเจ้าหน้าที่ ร่วมประชุมชี้แจงข้อมูลประกอบการพิจารณาในสัปดาห์นี้ตามสาระสำคัญรายมาตราในประเด็นการให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อตรวจสอบปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนิติบุคคลควบคุม และประเด็นการคืน เก็บ และหักกลบสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งครอบคลุมการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการแปลงคาร์บอนเครดิตเป็นสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบหักกลบ โดยคำนึงถึงหลักการกำกับการใช้คาร์บอนเครดิตเพื่อหักกลบสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันเป็นองค์ประกอบสำคัญในการรักษาความน่าเชื่อถือของระบบ ETS นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาสถานะทางกฎหมายของสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือ Allowance โดยเปรียบเทียบกับกฎหมายต่างประเทศ และข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะจากหน่วยงานต่างๆ ประกอบการพิจารณา ทั้งนี้ ในการพิจารณาสัปดาห์หน้าจะเข้าสู่การพิจารณาการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในตลาดรองต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมเปิดพิพิธภัณฑ์ซากดึกดำบรรพ์ ธรณีวิทยา และธรรมชาติวิทยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี

               วันนี้ (28 สิงหาคม 2569) นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดพิพิธภัณฑ์ซากดึกดำบรรพ์ ธรณีวิทยา และธรรมชาติวิทยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตำบลท่าข้าม อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีนายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายจักรกฤษณ์ ฝั่งชลจิตร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ หน่วยงานภาคีเครือข่าย เด็ก เยาวชน และประชาชน ร่วมให้การต้อนรับและเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ฯ
               นายสุชาติ กล่าวว่า พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญของภาคใต้ ที่พาผู้เข้าชมย้อนรอยเรื่องราวของโลกตั้งแต่กำเนิดเมื่อประมาณ 4,600 ล้านปีก่อน เรียนรู้วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ทรัพยากรธรณี ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติกับวิถีชีวิต ผ่านตัวอย่างจริง แบบจำลอง สื่อมัลติมีเดีย และกิจกรรมที่เข้าใจง่าย เหมาะสำหรับคนทุกช่วงวัย พร้อมกันนี้ ได้มอบหมายให้กรมทรัพยากรธรณีเร่งต่อยอดการใช้ประโยชน์จากพิพิธภัณฑ์ฯ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับคนทั่วทุกภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง ไม่จำกัดเฉพาะการจัดกิจกรรมเป็นครั้งคราว โดยให้เชื่อมโยงกับโรงเรียนในจังหวัดสุราษฎร์ธานีและพื้นที่ภาคใต้ เชิญชวนนักเรียน เยาวชน และประชาชนจากจังหวัดต่าง ๆ เข้ามาเรียนรู้ เพื่อให้การลงทุนด้านงบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน เพราะสิ่งที่สร้างขึ้นด้วยงบประมาณของประชาชน ต้องได้รับการดูแลรักษาและเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า
               นายสุชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า พิพิธภัณฑ์แห่งนี้สามารถพัฒนาเป็นอีกหนึ่งจุดหมายของการท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ช่วยเพิ่มมิติการท่องเที่ยวจากจุดเด่นด้านทะเลและเกาะต่าง ๆ ไปสู่การเรียนรู้ด้านซากดึกดำบรรพ์ ธรณีวิทยา และธรรมชาติวิทยา พร้อมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและรายได้จากการท่องเที่ยวให้ชุมชนในพื้นที่มีรายได้เพิ่มขึ้น

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น “แผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวฯ รายสาขา” (พ.ศ. 2569–2573) เชื่อมการปรับตัวของไทยสู่เป้าหมายและตัวชี้วัดระดับโลก

              วันที่ 27 สิงหาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรายสาขา (พ.ศ. 2569 – 2573) เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเสนอแนะต่อร่างแผนฯ ก่อนนำไปปรับปรุงเป็นแผนฉบับสมบูรณ์ โดยมุ่งให้มาตรการ แนวทางการดำเนินงาน และตัวชี้วัดของแผนรายสาขา สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทยและเชื่อมโยงกับเป้าหมายการปรับตัวระดับโลก (Global Goal on Adaptation: GGA) โดยมี หน่วยงานร่วมรับฟังความเห็นกว่า 100 คน ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
               ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยถึงสถานการณ์วิกฤตภูมิอากาศว่า จากรายงาน State of the Global Climate 2025 ขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่า ช่วงปี 2558–2568 เป็น 11 ปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่มีการบันทึกสถิติ โดยมีอุณหภูมิสูงกว่ายุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมถึง 1.43 องศาเซลเซียส อีกทั้งสถาบันวิจัยระดับโลก (WIR และ NOAA) คาดการณ์การเกิดปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño)” ที่จะทวีความรุนแรงสูงสุดช่วงเดือนธันวาคม 2569 ถึงกุมภาพันธ์ 2570 ซึ่งจะส่งผลให้เกิดภัยแล้งและคลื่นความร้อนรุนแรงทั่วโลก สำหรับประเทศไทย ผลกระทบเกิดขึ้นอย่างชัดเจน เช่น เหตุการณ์น้ำท่วมหนักที่จังหวัดน่านเมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา ขณะที่รายงาน Climate Risk Index 2026 ของ Germanwatch ระบุว่าความเสี่ยงด้านสภาพอากาศของไทยขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 17 ของโลก หากไม่มีมาตรการรับมือเพิ่มเติม ธนาคารโลกประเมินว่าอาจส่งผลให้ GDP ของไทยลดลงถึง 7–14% ภายในปี 2050 โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด
               สถานการณ์ดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการเร่งสร้างภูมิคุ้มกัน ลดความเปราะบาง และเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวของประเทศ โดยการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เพียงการรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่ต้องเป็นการเตรียมความพร้อมของประเทศต่อความเสี่ยงในอนาคตอย่างเป็นระบบ โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เร่งขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวฯ ใน 6 สาขาสำคัญ ได้แก่ การจัดการทรัพยากรน้ำ เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร การท่องเที่ยว สาธารณสุข การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งปัจจุบัน กรมฯ ได้พัฒนาระบบติดตามและประเมินผลการดำเนินงานด้านการปรับตัว โดยจัดทำตัวชี้วัดรายสาขา รวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และพัฒนาฐานข้อมูลเพื่อใช้ติดตามความก้าวหน้าและประเมินผลลัพธ์ของการดำเนินงาน รวมถึงการพัฒนา Platform กลางด้านการติดตามและประเมินผลการปรับตัว เพื่อให้สามารถใช้เป็นฐานข้อมูลในการรายงานผลระดับประเทศและเชื่อมโยงกับกรอบการดำเนินงานด้านการปรับตัวในระดับสากล
               สำหรับการประชุมในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อผลการประเมินงบประมาณและตัวชี้วัดของแผนในทั้ง 6 สาขา เพื่อนำไปปรับปรุงร่างแผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรายสาขาให้มีความเหมาะสมและสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยประเด็นสำคัญในการปรับปรุงแผนฯ คือการทบทวนและพัฒนาตัวชี้วัดให้สามารถตอบโจทย์การดำเนินงานทั้งในระดับสาขาและระดับประเทศ พร้อมทั้งเชื่อมโยงกับกรอบเป้าหมายและตัวชี้วัดด้านการปรับตัวในระดับโลก (GGA) ให้ประเทศไทยสามารถติดตามและประเมินความก้าวหน้าด้านการปรับตัวได้อย่างเป็นระบบ และสะท้อนผลการดำเนินงานได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งในระดับโลกได้มีการพัฒนาชุดตัวชี้วัด Belém Adaptation Indicators จำนวน 59 ตัวชี้วัด เพื่อสนับสนุนการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานด้านการปรับตัวของประเทศต่าง ๆ โดยการนำเสนอผลการประเมินความต้องการทางการเงินสำหรับกิจกรรมด้านการปรับตัวในแต่ละสาขา จะทำให้เห็นภาพความต้องการด้านการเงิน และสามารถนำข้อมูลไปประกอบการวางแผนและจัดลำดับความสำคัญของมาตรการและกิจกรรมด้านการปรับตัวให้เหมาะสมกับทรัพยากรที่มีอยู่ ทั้งนี้ หากมีการปรับปรุงร่างแผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวฯ รายสาขา เป็นฉบับสมบูรณ์แล้ว จะสามารถนำแผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไปใช้เป็นมาตรการ แนวทางการดำเนินงานสู่การดำเนินงานในระดับสาขาและระดับพื้นที่ ที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย และเป้าหมายการปรับตัวระดับโลก

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน เปิดศูนย์การเรียนรู้โรงเรียนคาร์บอนต่ำ (Low Carbon School) โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติฯ ภูเก็ต รวมพลังการเรียนรู้ สร้างเยาวชนกู้โลก สู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

               วันอังคารที่ 25 สิงหาคม 2569 นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์การเรียนรู้โรงเรียนคาร์บอนต่ำ (Low Carbon School) โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ ภูเก็ต ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตำบลวิชิต อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วย นายณัฐพร รักบำรุง ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดภูเก็ต นางสาวอุมา ศรีสุข ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และนางณัฐญาพร เสวตานนท์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ ภูเก็ต แขกผู้มีเกียรติ และหน่วยงานภาคีเครือข่าย จำนวนกว่า 200 คน
               โรงเรียนคาร์บอนต่ำ (Low Carbon School) โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ ภูเก็ต ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดโรงเรียนคาร์บอนต่ำ (Low Carbon School) ระดับประเทศ ประจำปี 2568 กลุ่ม B โรงเรียนระดับมัธยมศึกษา รางวัลถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นับเป็นศูนย์การเรียนรู้โรงเรียนคาร์บอนต่ำ (Low Carbon School) แห่งใหม่ของจังหวัดภูเก็ต โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติฯ ภูเก็ต เป็นโรงเรียนต้นแบบที่เต็มไปด้วย “ห้องเรียนมีชีวิต” ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้ตั้งแต่การอนุรักษ์ทรัพยากร การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้พลังงานสะอาด การจัดการขยะ ไปจนถึงการสร้างผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมจากองค์ความรู้ของนักเรียน เชื่อมโยงการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมเข้ากับการพัฒนาทักษะชีวิตและทักษะอาชีพบูรณาการความร่วมมือของสถานศึกษา หน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ ในการทำกิจกรรมส่งเสริมด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติฯ ภูเก็ต ประสบความสำเร็จคว้ารางวัลชนะเลิศการประกวดโครงการโรงเรียนคาร์บอนต่ำระดับประเทศ และได้รับการพัฒนาต่อยอด ยกระดับให้เป็นศูนย์การเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง เพื่อถ่ายทอดการจัดการสิ่งแวดล้อมแบบครบวงจร ขยายผลสู่สถานศึกษาและพื้นที่ต้นแบบอื่นๆ
               สำหรับกิจกรรมในวันนี้ประกอบด้วย การมอบทุนสนับสนุนการดำเนินงานศูนย์การเรียนรู้โรงเรียนคาร์บอนต่ำ โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ ภูเก็ต ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จำนวน 20,000 บาท พร้อมอุปกรณ์สนับสนุนการดำเนินงานศูนย์การเรียนรู้ พิธีเปิดป้ายศูนย์การเรียนรู้ฯ พร้อมเยี่ยมชมฐานกิจกรรมศูนย์การเรียนรู้โรงเรียนคาร์บอนต่ำ (Low Carbon School) โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ ภูเก็ต ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
               ทั้งนี้ ในปี 2569 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้ดำเนินการพัฒนาต่อยอดชุมชนและโรงเรียนคาร์บอนต่ำ รางวัลชนะเลิศระดับประเทศ ประจำปี 2568 จำนวน 4 แห่ง เพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้ชุมชนคาร์บอนต่ำ และศูนย์เรียนรู้โรงเรียนคาร์บอนต่ำ และได้ดำเนินการเปิดศูนย์การเรียนรู้เสร็จสิ้นแล้ว ได้แก่
               1. ชุมชนบ้านหนองหิน หมู่ที่ 8 เทศบาลเมืองศิลาอำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น
               2. ชุมชนบ้านเขาแก้ว หมู่ที่ 6 เทศบาลตำบลปะตง อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี
               3. โรงเรียนเทศบาลวัดชัยชุมพล เทศบาลเมืองทุ่งสง อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช
               4. โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ ภูเก็ต ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตำบลวิชิต อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมกับ GIZ และ มช. ยกระดับศักยภาพ บุคลากร สส. ด้านคาร์บอนต่ำและการสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

               วันที่ 26 สิงหาคม 2569 นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีปิดการฝึกอบรมหลักสูตร “การพัฒนาบุคลากรด้านคาร์บอนต่ำ และการสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ“ หรือหลักสูตร LCEP (Low Carbon and Climate Resilience Empowerment Program) ภายใต้โครงการ EMPOWER ระยะที่ 2 และมอบประกาศนียบัตรให้แก่ผู้สำเร็จการฝึกอบรม โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมจัดขึ้น ร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม ถึงวันที่ 26 สิงหาคม 2569 รวม 48 ชั่วโมง ทั้งในรูปแบบ Online และ Onsite ให้กับบุคลากรของ สส. จากทุกสำนัก ศูนย์ กอง จำนวน 50 คน ซึ่งเป็นผู้มีความรู้พื้นฐานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับเบื้องต้น ถือเป็นการต่อยอดองค์ความรู้พื้นฐานของบุคลากรให้มีความเข้มข้นยิ่งขึ้น ช่วยเสริมศักยภาพในการปฏิบัติงานให้กับเจ้าหน้าที่ ณ ห้องกมลมาศ ชั้น 6 โรงแรมเดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ
               หลักสูตร LCEP เน้นให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความรู้รอบด้านและทักษะที่จำเป็น ที่จะเป็นประโยชน์ในการทำงานของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม มุ่งเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังประกอบด้วยประเด็นเกี่ยวเนื่องในหลากหลายมิติ ได้แก่ ระบบและกฎหมาย เทคโนโลยีใหม่ มาตรการการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญญาประดิษฐ์และทักษะดิจิทัล รวมถึงกลไกตลาดคาร์บอน โดยมีการแบ่งกลุ่มออกแบบมาตรการเชิงนโยบาย 5 ด้าน ได้แก่ 1.) กลุ่มฟ้า ด้าน Carbon Market เรื่อง The Precision Blueprint : ขับเคลื่อนระบบ Thailand Mamlandatory ETS สถาปัตยกรรมระบบโครงสร้างราคาและการกำกับดูแลสู่เป้าหมาย NDC 3.0 (2025-2035) 2.) กลุ่มฝน ด้าน System เรื่อง การขับเคลื่อนเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ตาม NDC 3.0 เชิงระบบ (System Strategy for Thailand’s NDC 3.0 Driven Target) 3.) กลุ่มป่า ด้าน Adaptation เรื่อง การผังเมืองและการรับมือภัยพิบัติ 4.) กลุ่มดิน ด้าน Mitigation เรื่อง การขับเคลื่อน SAF เพื่อบรรลุเป้าหมาย NDC ของประเทศไทย การเชื่อมโยงเชื้อเพลิงการบินยั่งยืน (SAF) กับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก และบทบาทเชิงนโยบายของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) และ 5.) กลุ่มลม ด้าน Digital Skills เรื่อง Forest Climat Intelligence Platform การพัฒนาระบบ AI และ Digital Platform เพื่อประเมินและคาดการณ์การดูดกลับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของพื้นที่ป่าไม้

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน หารือผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น สานต่อความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

               วันที่ 24 สิงหาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมหารือในโอกาสอำลาตำแหน่งของ Ms. Yurie Osawa เลขานุการเอก (First Secretary) ประจำสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น และแนะนำ Mr. Murai Shintaro ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งแทน โดยมี ดร.กิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องวาสนา ชั้น 4 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
               ในการหารือดังกล่าวทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนและติดตามความก้าวหน้าของโครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินงานร่วมกัน ได้แก่ ความร่วมมือด้านกลไกเครดิตร่วม (Joint Credit Mechanism: JCM) การเสริมสร้างศักยภาพการประเมินความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การพัฒนาศักยภาพด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำหรับเจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด และเจ้าหน้าที่ สส. การสนับสนุนทางเทคนิคในการจัดการก๊าซเรือนกระจกกลุ่ม F-Gas รวมถึงความร่วมมือในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการดักจับและการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) ของไทย เพื่อสานต่อความร่วมมือร่วมกันต่อไปในอนาคต

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”