กรมลดโลกร้อน ร่วมบรรยายในหลักสูตร “นโยบายเทคโนโลยีและนวัตกรรมการจัดการคาร์บอนสำหรับผู้บริหาร รุ่นที่ 1

               เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมบรรยายในหัวข้อ “นโยบายระดับประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความยั่งยืน (National Policies for Sustainability)” แก่ผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตร“นโยบายเทคโนโลยีและนวัตกรรมหารจัดการคาร์บอนสำหรับผู้บริหาร รุ่นที่ 1 (Carbon Management Technology and Innovation Policy for Executive #1” ณ โรงแรม แกรน เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี กรุงเทพมหานคร โดยหลักสูตรดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้บริหารจากภาครัฐและภาคเอกชน ให้มีความรู้ความเข้าใจด้านการจัดการคาร์บอนที่ทันสมัย และสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์ขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
               ในการบรรยายครั้งนี้ นายปวิชฯ ได้กล่าวถึงภาพรวมของสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งในระดับประเทศและระดับโลก พร้อมชี้ให้เห็นถึงทิศทางของนโยบายระดับโลก และการดำเนินงานของประเทศไทยด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งในมิติของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) และการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Adaptation)
               นอกจากนี้ ยังได้นำเสนอความคืบหน้าของการจัดทำ ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ เพื่อก้าวไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions) อย่างยั่งยืนในอนาคต

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน พัฒนา “ผู้นำแนวหน้า” สู่ภารกิจขับเคลื่อนงานโลกเดือดเชิงพื้นที่

               วันที่ 16 มิถุนายน 2568 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดย ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดการอบรมหลักสูตร “การพัฒนาศักยภาพหัวหน้างานเพื่อรองรับการขับเคลื่อนภารกิจ ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับพื้นที่” ประจำปี พ.ศ. 2568 ณ โรงแรม ทินิดี บางกอก กอล์ฟ คลับ จ.ปทุมธานี เพื่อพัฒนา “ผู้นำแนวหน้า” สู่ภารกิจขับเคลื่อนงานโลกเดือดเชิงพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ
                การฝึกอบรมในครั้งนี้ เป็นการเสริมสร้างขีดความสามารถครอบคลุมทั้งการพัฒนาทักษะ ประสบการณ์ และความรู้ในระดับบุคคล แนวคิดและกลยุทธ์การเขียนแผนงาน/โครงการ การบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้มีความคุ้มค่า ประหยัด และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน ตลอดจนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับระดับหัวหน้างาน ทิศทางการปฏิบัติราชการในอนาคต รวมถึงกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อการบริหารจัดการองค์ความรู้ (Knowledge Management) และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

16 มิถุนายน วันเต่าทะเลโลก (World Sea Turtle Day)

🐢 “เมื่อโลกร้อน เต่าก็เสี่ยงสูญพันธุ์” เต่าทะเลทั่วโลกมีทั้งหมด 8 ชนิด แต่พบในไทยเพียง 5 ชนิด แบ่งเป็น 2 วงศ์ คือ
– วงศ์ Cheloniidae มีอยู่ 4 ชนิด ได้แก่
               🐢 เต่าตนุ (Green turtle)
               🐢 เต่ากระ (Hawksbill turtle)
               🐢 เต่าหญ้า (Olive ridley turtle)
               🐢 เต่าหัวฆ้อน (Loggerhead turtle – พบได้น้อยมาก)
– วงศ์ Dermochelyidae มีอยู่เพียงชนิดเดียวคือ
               🐢 เต่ามะเฟือง (Leatherback turtle)
ซึ่งทั้งหมดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าในปี พ.ศ.2535

เต่าทะเลมีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศ เช่น
               🌱 เต่าทะเลช่วยควบคุมสมดุลของพืชทะเล ไม่ให้มีปริมาณมากเกินไป
               🐢 เต่าทะเลช่วยควบคุมปริมาณแมงกะพรุน ฟองน้ำทะเล ให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม
               🐢 ของเสียจากเต่าทะเล ช่วยเพิ่มอินทรีย์สารสู่ระบบนิเวศ ซึ่งช่วยการเติบโตของพืช
               🏝️ เต่าทะเล ยังสามารถเป็นตัวบ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์และสะอาดของแนวปะการัง แนวหิน และระบบนิเวศชายฝั่งได้อีกด้วย

แต่วันนี้ เต่าทะเลกลับเผชิญวิกฤตหลายด้าน โดยเฉพาะจาก โลกร้อนและกิจกรรมมนุษย์ เช่น :
ผลกระทบจากโลกร้อนที่เต่าทะเลต้องเจอ :
               ☀️ อุณหภูมิสูงขึ้น ส่งผลต่อเพศของลูกเต่าทะเล ที่จะมีสัดส่วนการฟักออกมาเป็นเพศเมียมากกว่า ส่งผลกระทบต่อจำนวนประชากรเต่าทะเลในอนาคต
               🌊 ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น – พายุถี่และรุนแรง ทำลายแหล่งวางไข่
               🌱 แนวปะการังเสื่อมโทรม – หญ้าทะเลลดลง แหล่งอาหารหลักของเต่าทะเลหายไป
               ✅ แนวทางอนุรักษ์เต่าทะเลที่เราทำได้ทันที:
               ♻️ ลดโลกร้อน เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อเต่าทะเล รวมทั้งลดใช้พลาสติก – เลิกใช้ถุงพลาสติกและหลอดแบบใช้ครั้งเดียว ลดขยะลงสู่ทะเล
               🏖️ สนับสนุนเขตอนุรักษ์และแหล่งวางไข่ เช่น หาดไม้ขาว (ภูเก็ต), เกาะทะลุ (ประจวบฯ)
               🙋‍♀️ สนับสนุนการทำประมงอย่างยั่งยืน และบริโภคอาหารทะเลที่ไม่ทำร้ายเต่าทะเล โดยการเลือกซื้ออาหารทะเลที่ได้มาตรฐาน #MSC ซึ่งรับรองว่ามาจากการจับสัตว์น้ำแบบไม่ใช่อวนลากขนาดใหญ่

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
– กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, “วันเต่าทะเลโลก” (World Sea Turtle Day).
– Facebook : กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช., พบรังไข่เต่าทะเลรังที่ 6 บนเกาะทะลุ ประจวบคีรีขันธ์ – สัญญาณแห่งความหวังของการอนุรักษ์!
– ศูนย์องค์ความรู้ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สถาบันพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน (สพท.), “เต่าทะเล” ในโลกมี 8 ชนิด พบในประเทศไทย 5 ชนิด
– Facebook : WWF Thailand., #เต่าทะเล มีความสำคัญกับระบบนิเวศทางทะเลอย่างไร #WorldSeaTurtleDay.

เกษตรอินทรีย์ของแท้ ในความหมาย ‘ฟาร์มลุงรีย์’

               “การยึดแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)” ในการทำธุรกิจเกษตรอาจไม่ได้เงินมาก แถมมีต้นทุนที่สูง หลายคนจึงอาจลังเล เพราะต้องคำนึงความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นวัตถุประสงค์หลัก โดยเฉพาะการทำเกษตรอินทรีย์ หรือเกษตรออร์แกนิกที่ผู้คนส่วนใหญ่อยากจะเห็นการขยายตัวที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเอาเข้าจริงจะว่ายากก็ใช่ จะว่าง่ายก็มีตัวอย่างความสำเร็จให้เห็น
               ชารีย์ บุญญวินิจ หรือ “ลุงรีย์” เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ว่า เขาผ่านร้อนผ่านหนาวในแวดวงเกษตรอินทรีย์มานานร่วม 12 ปี ทำให้กระจ่างชัดถึงความหมายและนิยามคำว่า “เกษตรอินทรีย์” ในแบบที่ควรจะเป็นและทำแล้วประสบความสำเร็จในเชิงธุรกิจ

#ทำความเข้าใจเกษตรอินทรีย์-ออร์แกนิก
               “ออร์แกนิกก็ยิ่งใหญ่นะ คุมดิน คุมฝน คุมศัตรูพืช คุมอากาศ เอาเป็นว่าเรา (ฟาร์มลุงรีย์) ไม่ได้ใช้สารเคมีในการปลูกและไม่ได้ใช้ยาฆ่าแมลงในการปลูก ผมก็นับว่าเป็นเกษตรอินทรีย์ที่ปลอดภัย ส่วนจะออร์แกนิกไม่ออร์แกนิก น้ำร่วมกับใคร อากาศร่วมกับใครเป็นประเด็นรอง ในเมื่อมนุษย์ไม่ได้วางยาซึ่งกันและกัน ผมก็ถือว่าเป็นความซื่อสัตย์อันดีที่ต้องเคารพต่อกัน”
               ความเข้าใจที่ไม่ตรงกันในมุมของลุงรีย์มองว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากการแบ่งชนชั้น แบ่งนิยาม แบ่งแคตากอรี่ในรูปแบบที่เหยียดกันและทะเลาะกันเอง ทั้งที่หากมีการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาปัญหาจะไม่เกิด อย่างเช่น คนทำเกษตรเคมีก็ต้องสื่อสารให้ชัดเจนว่าจำเป็นต้องทำจำนวน อย่าไปหลอกลูกค้าด้วยคำว่า ผักอนามัย ผักปลอดสารพิษ ปลอดสารเคมี
               ในขณะที่คนทำเกษตรออร์แกนิกก็บอกว่าทำเท่านี้ผลผลิตได้น้อย แต่ราคาสูงหน่อย คนที่ทำแบบไบโอไดนามิกก็บอกว่าผลผลิตไม่ใช่แค่ได้น้อย ผลผลิตมีแค่บางฤดูเท่านั้น ต้องทำอาชีพอื่นด้วย ตรงนี้เป็นอาชีพเสริม ผลผลิตได้ตามไหนก็ตามนั้น ตรงนี้เป็นส่วนเสริม ขายแค่คนรู้จัก โดยทั้งหมดนี้อยู่คนละเซกเมนต์ คนละตลาด
               “เราอยู่ร่วมกันได้โดยไม่เหยียดกัน แต่ต้องเข้าใจกัน คนหนึ่งมีสวนเคมี 100 ไร่ ทำออร์แกนิก 10 ไร่ ไบโอไดนามิกครึ่งไร่ ไว้บริโภค อันนี้คือความจริงใจต่อกัน ไม่ใช่เหยียดกันไปหมด ความเป็นจริงของแต่ละพื้นที่มันอาจเหมาะสมต่างกัน ไม่มีใครทำถูกทำผิดหรอก มีแต่ทำแบบไหนก็สื่อสารไปแบบนั้น” ลุงรีย์ ให้นิยามคำว่า “เกษตรอินทรีย์” และ “เกษตรออร์แกนิก” ในความหมายของเขากับทีมงาน “กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม”
               จริงอยู่ หลายคนโดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ในธุรกิจเคมีอาจจะพยามให้ร้ายเกษตรออร์แกนิกหรือเกษตรอินทรีย์ว่าไม่มีของแท้อยู่จริง ซึ่งลุงรีย์ บอกว่าสำหรับฟาร์มเขาพูดได้เต็มปากว่า ปลอดสารพิษ ปลอดสารเคมี อยู่ในห้องที่ไม่สัมผัสบรรยากาศโดยรวม เป็นระบบปิด ทำแบบลูกทุ่งชี้วัดได้ สามารถพูดได้ว่ากึ่งออร์แกนิกที่ใช้ปุ๋ยหมักปุ๋ยคอก แต่ถ้าจะให้ออร์แกนิกที่ต้องมีใบอนุญาตขั้นตอนก็จะมีอีกมาก

#เกษตรอินทรีย์&ออร์แกนิก
               ก่อนจะพูดคำว่าออร์แกนิกหรือไม่ ต้องดูว่าออร์แกนิกใช่จุดขายที่แท้จริงไหม ถ้าทุกร้านออร์แกนิกเป็นออร์แกนิกกี่เปอร์เซนต์ และต้องบอกลูกค้าให้ชัดเจน อย่าเหมารวมทั้งหมด เช่น ออร์แกนิกบางฤดูกาล ไม่ใช่พูดคำว่าแอร์แกนิกจนเป็นปกติ ซึ่งเป็นการโกหก และลูกค้าที่เป็นตัวจริงเขาดูออก ดังนั้นต้องตั้งต้นด้วยความจริงใจจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด
               คำแนะนำของลุงรีย์ก็คือ การทำเศรษฐกิจหมุนเวียนอาจไม่ทำให้เพิ่มเงิน จึงต้องคิดทบทวนดูว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม โดยตัวที่จะบอกว่าคุ้ม ไม่ใช่เรื่องเงิน แต่เป็นเรื่องสามขา คือ ทำแล้วคุ้ม ทุกคนหายใจดีขึ้น ไม่ตาย ไม่เป็นโรค แข็งแรง ต่อให้ไม่ได้เงินก็ต้องทำ ทำแล้วพนักงานทุกคนแข็งแรงขึ้น ควันมลพิษน้อยลง

#เกษตรอินทรีย์ทำยากแจ้งเกิดยาก
               ลุงรีย์บอกว่า การทำเกษตรอินทรีย์ไม่ได้เป็นเรื่องยากจนเกินไป ขึ้นอยู่กับว่าใครพร้อมจะเปลี่ยนมาทำหรือไม่ ไม่ใช่ว่ายกเหตุผลต่าง ๆ มาเป็นข้ออ้าง เช่น ทำแบบนี้มานานมากแล้วไม่อยากเปลี่ยน หรืออ้างระบบราชการไม่สนับสนุน เพราะมีโครงการที่ดีที่ช่วยผู้ประกอบการรายย่อยอยู่มาก อยู่ที่ว่าทำตัวให้พร้อมเข้าถึงหรือไม่ หรือถ้าอ้างเศรษฐกิจไม่ดี เศรษฐกิจก็ไม่ดีมาตั้งนานแล้ว
               “อย่าไปโทษกับดัก ไม่ว่ากับดักดอกเบี้ย กับดักเรื่องเงิน ติดกับดักตัวเองมากกว่า” ลุงรีย์ยอมรับว่า ตัวเขาเองก็เคยติดกับดักความเข้าใจเรื่องการเงินผิด ๆ เข้าใจการกู้ผิด ๆ เข้าใจธุรกรรมผิด ๆ หลังบ้านผิด ๆ บัญชีผิด ๆ มาก่อน และมาวันนี้คิดแค่ว่าทำวันนี้ให้ดีขึ้นวันละ 1% ดีขึ้นทุกเดือน ๆ ละ 1% 12 เดือน 12% 2 ปี 24% 3 ปีเกือบ 50% ฉะนั้นแค่ดีขึ้นครั้งละ 1% แต่ถ้าคิดว่าไม่ได้ตั้งแต่แรกมันก็จบแล้ว
               “ควรไปดูว่าคนที่รอด เขาขยันกว่าเรากี่สิบเท่า มั่นคงกว่าเรากี่สิบเท่า ไม่รวมคนรวย ไม่รวมคนต้นทุนดี เอาคนที่ทุนเท่า ๆ เรา เขาขยันกว่า เขาฉลาดกว่า เอาเคสที่มันใกล้ ๆ กัน แล้วดูทำไมเขาไม่ทำแบบเดิม ทำไมเขาลองแบบใหม่ ทำไมเขายอมขาดทุนบางอย่าง”

#ไม่จำเป็นต้องปลูกทุกอย่างมาเป็นวัตถุดิบ
               อาจมีคนเข้าใจว่าการทำเกษตรอินทรีย์ต้องปลูกเองทุกอย่าง ลุงรีย์บอกไม่จำเป็น เพราะสามารถเลือกวัตถุดิบที่ดีจากคนอื่นที่ทำดีได้ ซึ่งมีอยู่เต็มไปหมด เช่น ข้าวจากชาวนาที่ไว้ใจ ปลาจากชาวประมงที่ไว้ใจ “เราสร้างมหาสมุทรข้างบ้านได้ไหมครับ เราสร้างภูเขา เราสร้างนาข้างบ้านได้ไหม ในยุทธศาสตร์แบบนั้นไม่ถูกต้องแล้ว ไปเอาสิ่งที่ดีไม่ดีมาเรียง อย่างข้าวนั้นดี หรือปลานั้นสด”
               “แต่ข้าวออกเมื่อไหร่ ถ้าข้าวออกสิ้นปี ซีซั่นนี้เรื่องอาหาร ข้าวควรเป็นเรื่องเด่นหรือเปล่า หรือถ้าฤดูปลามัน ฤดูปลาทู ฤดูปลาอินทรีย์มรสุมเข้า ตรงนี้ก็ควรจะบริโภคให้แมทชิ่งกัน การบริโภคตามฤดูกาลทำให้เราไม่ลำบาก ช่วงนี้ชาวประมงเขาอยากขายอย่างนี้ ช่วงนี้ชาวนาเขาอยากขายอย่างนั้น เราต้องทราบปฏิทินการผลิตในประเทศ อันนี้จะเอื้อต่อการเกิด BCG หรือการบริโภคแบบยั่งยืน” นอกจากนั้นแล้วในแง่การขาย เขาบอกว่า ข้าวไม่ได้เป็นได้แค่ข้าว ปลาไม่ได้เป็นได้แค่ปลา หมูไม่ได้เป็นได้แค่หมู ผักไม่ได้เป็นได้แค่ผัก แต่ต้องรู้ว่าของที่เอามาใช้ดียังไง ดีตอนไหน ขายตอนไหน ขายอย่างไร ทุกคนต้องรู้จักรูปแบบธุรกิจของตัวเอง ไม่ใช่ต้องปลูกทุกอย่าง ไม่ใช่ทุกบ้านต้องมีโคกหนองนา หรือทุกคนต้องมีเครื่องสีข้าวเอง หมักคอมบูฉะเอง ต้องมองให้ขาดอันไหนเป็นทักษะ อันไหนเป็นรายได้ หรือเป็นฮอบบี้
               ที่สำคัญมากก็คือ การทำเกษตรอินทรีย์ต้องยึดเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นมาตรฐานของฟาร์ม นั่นคือการไม่เพิ่มภาระหรือมลพิษให้แก่โลก ซึ่งลุงรีย์บอกว่า ไม่ใช่ทุกอย่างจะต้องเป๊ะ 100% ทำเท่าที่ทำได้ เท่าที่ทำไหว อันไหนยังไม่พร้อมก็บอกลูกค้าไปตรง ๆ อันไหนทำได้ก็สื่อสาร ที่ทำไม่ได้ก็บอกว่าทำไม่ได้ อยู่ที่ว่าคุ้มไหมที่ต้องทำ ขยันแค่ไหนก็ทำเท่านั้น แต่ต้องสื่อสาร

#ทำธุรกิจรักษ์โลกอยู่ได้จริงหรือ
               ร้าน OmakaHed ของลุงรีย์ไม่ได้ใหญ่โต แต่เขาพอใจกับมันมาก เนื่องจากมีการใช้ทรัพยากรทุกอย่างคุ้มค่า ต้นทุนต่ำ กำไรสูง เป็นธุรกิจที่ดี เล็ก ฟิต ไม่ซับซ้อน ความเสี่ยงต่ำ ใครจะนำไปเป็นกรณีศึกษาต้องมาดูไส้ในว่าความตั้งใจยังไง ทำจริงยังไง ละเอียดยังไง แตกต่างยังไง และสื่อสารยังไง
               ในความอยู่รอดของฟาร์มลุงรีย์ เขาบอกว่า ไม่ได้ทำแค่เกษตรหรือร้านอาหารอย่างเดียว แต่แบ่งเวลาไปรับงานอีเวนท์ด้วย…นี่คือที่มาความสำเร็จของเกษตรอินทรีย์ฉบับลุงรีย์

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ขับเคลื่อนนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านเวทีผู้นำอุตสาหกรรมยั่งยืน

               เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดย นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นวิทยากรบรรยายในหลักสูตร “Sustainable & Green Industrial Leadership (SGIL) รุ่นที่ 1“ จัดขึ้นโดย สถาบันวิทยาการอุตสาหกรรม กนอ. การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยมีนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธีพร้อมทั้งกล่าวปาฐกถาพิเศษ ซึ่งมีผู้บริหารและบุคลากรในภาคอุตสาหกรรม หน่วยงานภาครัฐ และองค์กรที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม
               ทั้งนี้ นายปวิชฯ ได้กล่าวถึงหัวข้อ “นโยบายและแผนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสถานภาพปัจจุบันของร่าง พรบ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ“ เพื่อสื่อสารสร้างความรู้ความเข้าใจในแนวทางบริหารจัดการด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการอุตสาหกรรมต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน บรรยายพิเศษ หลักสูตร TOP วบส. รุ่นที่ 1 เสริมพลังผู้นำขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ

               วันที่ 12 มิถุนายน 2568 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม บรรยายหลักสูตรผู้นำวิทยาการจัดการระดับสูง (TOP วบส.) รุ่นที่ 1 ให้กับนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคประชาธิปัตย์ ศิษย์เก่าหลักสูตรวิทยาการการจัดการสำหรับนักบริหารระดับสูง และผู้เข้าร่วมจากภาคธุรกิจ รวมจำนวณ 30 คน ณ อาคารนวมินทราธิราช สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ โดยได้บรรยายเกี่ยวกับความสำคัญของการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความก้าวหน้าของประเทศไทยในเวทีโลก ซึ่งเปิดมุมมองเกี่ยวกับประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้แก่ผู้เข้าร่วมรับฟังการบรรยาย เพื่อให้สามารถนำไปต่อยอดในการพัฒนาองค์กร และธุรกิจให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง และเติบโตแบบเศรษฐกิจ สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จัดประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการลดก๊าซเรือนกระจก (ระยะที่ 1 : 2568 – 2570) ครั้งที่ 1 ภาคกลาง

               วันพฤหัสบดีที่ 12 มิถุนายน 2568 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดการประชุมฯ พร้อมด้วย นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ซึ่งการประชุมนี้เป็นการประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการลดก๊าซเรือนกระจก (ระยะที่ 1 : 2568 – 2570) ครั้งที่ 1 ภาคกลาง ณ ห้องแมกโนเลีย 2 และ 3 โรงแรมทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร เพื่อสร้างการรับรู้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค เข้าใจถึงบทบาท หน้าที่ และความร่วมมือของหน่วยงานตน ในการดำเนินมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกต่าง ๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง ร้อยละ 30 – 40 จากกรณีปกติ ภายในปี พ.ศ. 2573 ภายใต้แผนปฏิบัติการด้านการลดก๊าซเรือนกระจกปี พ.ศ. 2564 – 2573 กับแผนลดก๊าซเรือนกระจกระดับจังหวัด และแผนลดก๊าซเรือนกระจกในสาขาต่าง ๆ ได้แก่ สาขาพลังงาน คมนาคมขนส่ง อุตสาหกรรม การจัดการของเสียชุมชนและน้ำเสียอุตสาหกรรม เกษตร และป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน
               เพื่อเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนการดำเนินงานในการลดก๊าซเรือนกระจกระดับจังหวัด ผ่านการวิเคราะห์ความสอดคล้องของแผน การแลกเปลี่ยนประสบการณ์การดำเนินงานของจังหวัดในพื้นที่ภาคกลาง และการรับฟังข้อเสนอแนะต่อ (ร่าง) กรอบแนวทางในการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศและระดับจังหวัด โดยมีกลุ่มเป้าหมายจากหน่วยงานในพื้นที่ภาคกลาง จำนวน 25 จังหวัด ประกอบด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง 5 สาขาในระดับพื้นที่ (ทั้งหน่วยงานรับผิดชอบหลัก และหน่วยงานสนับสนุน) สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน รวมถึงผู้ที่สนใจจากภาคส่วนต่าง ๆ เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

จับตาลานีญา–เอลนีโญ 2025 ไทยเจอฝนหนักต้นปี แล้งรุนแรงปลายปี

               เมื่อเริ่มก้าวเข้าสู่ปี 2025 แล้วนั้น ประเทศไทยก็ต้องเผชิญกับความผันผวนของภูมิอากาศที่ส่งผลต่อทั้งปริมาณฝน พื้นที่เกษตรกรรม ไปจนถึงคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งเป็นผลมาจาก “การเปลี่ยนแปลงของปรากฏการณ์เอลนีโญและลานีญา” ที่กำลังก่อตัวและเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วในปีนี้
               ตั้งแต่ช่วงต้นปี ไทยต้องรับมือกับสภาพอากาศที่แปรปรวนจากการเกิดปรากฏการณ์ลานีญา (La Niña) องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization (WMO)) ได้ออกมายืนยันว่า “ปรากฏการณ์ลานีญา” ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วในช่วงต้นปี 2025 (1) ซึ่งเป็นผลจากการที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนฝั่งตะวันออกเย็นลงกว่าค่าปกติอย่างต่อเนื่อง โดยมีลักษณะสำคัญคือ อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออกบริเวณเส้นศูนย์สูตรลดลงต่ำกว่าค่าปกติ ซึ่งโดยทั่วไปจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของลม ความกดอากาศ และปริมาณฝนในหลายภูมิภาคของโลก เช่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งรวมถึงประเทศไทยที่มักประสบกับฝนตกหนัก (1)(4)

               “ลานีญา” คือ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน มีลักษณะเด่นคือ การลดลงของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในพื้นที่ตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกในเขตเส้นศูนย์สูตร ตรงข้ามกับปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในพื้นที่เดียวกันอุ่นขึ้น (1)
               ผลกระทบของลานีญาต่อสภาพอากาศทั่วโลกนั้นหลากหลาย มักจะทำให้เกิดสภาพอากาศที่เย็นกว่าปกติในบางพื้นที่และอาจทำให้เกิดฝนตกหนักในบางภูมิภาค อาทิ ภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ของเอเชียและบางส่วนของออสเตรเลีย ขณะเดียวกัน บางพื้นที่อย่างอเมริกาใต้บางส่วนอาจประสบกับภัยแล้ง การเกิดลานีญามักเกิดขึ้นในวงรอบที่ไม่แน่นอนประมาณทุก 2-7 ปี และมักจะเกิดขึ้นหลังจากปรากฏการณ์เอลนีโญสิ้นสุดลง (1)
               จากการพยากรณ์ล่าสุดจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนคาดว่า จะกลับคืนสู่สภาพปกติ โดยมีโอกาส 60% ที่สภาพอากาศจะกลับไปสู่ช่วงอุณหภูมิที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า สภาวะเป็นกลาง (ENSO-neutral) ระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2025 และเพิ่มขึ้นเป็น 70% ในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน 2025 (1)
               การพยากรณ์ที่เกี่ยวข้องกับเอลนีโญและลานีญามีความสำคัญในการแจ้งเตือนล่วงหน้าและการดำเนินการป้องกัน ตามที่ Celeste Saulo เลขาธิการ WMO กล่าวไว้ว่า การพยากรณ์เหล่านี้แปลเป็นมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ในการประหยัดทางเศรษฐกิจสำหรับภาคส่วนสำคัญ ทั้งเกษตรกรรม พลังงาน และการขนส่ง และยังได้ช่วยชีวิตผู้คนหลายพันคนในช่วงหลายปีที่ผ่านมาโดยการเสริมสร้างความพร้อมในการรับมือกับความเสี่ยงจากภัยพิบัติ (1)
               สำหรับลานีญา การเย็นตัวของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออกจะทำให้ลม ความดัน และปริมาณน้ำฝนเปลี่ยนแปลง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะมีผลกระทบทางภูมิอากาศที่ตรงข้ามกับเอลนีโญ โดยเฉพาะในพื้นที่เขตร้อน ตัวอย่างเช่น ในช่วงเอลนีโญ ที่ออสเตรเลียมักประสบกับภัยแล้ง ในขณะที่ลานีญาสามารถทำให้เกิดฝนตกหนักและอุทกภัยตามมาได้ แต่ในทางกลับกันบางส่วนของอเมริกาใต้อาจประสบกับภัยแล้งในช่วงลานีญา แต่จะมีสภาพอากาศชื้นขึ้นในช่วงเอลนีโญ (1)
               สิ่งที่น่าสังเกตคือ ปรากฏการณ์ภูมิอากาศทางธรรมชาติเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นร่วมกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ ซึ่งกำลังทำให้โลกร้อนขึ้นและเกิดสภาพอากาศที่รุนแรงมากขึ้น ตามข้อมูลจาก WMO เดือนมกราคม 2025 ระบุว่า เป็นเดือนมกราคมที่อุ่นที่สุดในบันทึกสถิติ แม้ว่าจะอยู่ในช่วงปรากฏการณ์ลานีญาที่อากาศควรจะต้องเย็นลง (1)
               ขณะเดียวกัน ปรากฏการณ์เอลนีโญครั้งล่าสุดได้ส่งผลให้ภูมิอากาศช่วงนั้นขึ้นแท่นเป็น 1 ใน 5 เหตุการณ์ด้านสภาพอากาศที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ทำให้อุณหภูมิสูงทะลุออกจากกราฟในปี 2023 และทำให้ปี 2024 เป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลก WMO เตือนว่า ปรากฎการณ์ของภูมิอากาศทั้งเอลนีโญและลานีญากำลังเกิดขึ้นในบริบทที่กว้าง สภาพอากาศสุดขั้วจะมีบ่อยและรุนแรงมากขึ้น ทั้งในรูปแบบของฝนและอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงไป สิ่งนี้อธิบายได้ว่าทําไมเดือนมกราคมจึงเป็นเดือนที่อุณหภูมิสูงที่สุดที่เคยบันทึกไว้ (1)
               ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยอุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่สูงกว่าปกติซึ่งคาดว่าจะยังคงอยู่ทั่วทั้งมหาสมุทรหลักทั้งหมด ยกเว้นบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกใกล้เส้นศูนย์สูตร การคาดการณ์ล่าสุดจาก GSCU (Global Seasonal Climate Update) ชี้ว่าอุณหภูมิจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยในเกือบทุกพื้นที่ทั่วโลก (2)

               แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่า ลานีญาสิ้นสุดลงแล้ว? คำตอบคือ จากการวัดอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในบริเวณ Niño 3.4 ซึ่งเป็นค่าหลักในการประเมินปรากฏการณ์เอลนีโญ-ลานีญา (ENSO) โดยถ้าค่าเฉลี่ยอุณหภูมิเย็นกว่าค่าปกติตั้งแต่ -0.5 °C ขึ้นไป จะถือว่าเป็นลานีญา แต่ในเดือนมีนาคม 2025 ค่าดังกล่าวอยู่ที่ -0.01 °C ซึ่งเกือบเท่าค่าเฉลี่ยระยะยาว (1991–2020) แสดงให้เห็นว่าเข้าสู่ภาวะเป็นกลางแล้ว นอกจากนี้น้ำเย็นใต้ผิวน้ำที่เคยสะสมก็เริ่มลดลง ขณะที่น้ำอุ่นทางตะวันออกแผ่ขยายเข้ามาแทน และสัญญาณจากชั้นบรรยากาศอย่างการไหลเวียนวอล์คเกอร์ก็เริ่มอ่อนกำลังลง จึงยืนยันได้ว่าลานีญาได้สิ้นสุดลงแล้วอย่างชัดเจน (3)
               การผสมผสานของอุณหภูมิที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในแปซิฟิกตอนกลางที่อ่อนกำลังลง และการขยายตัวของน้ำอุ่นในแปซิฟิกตะวันออกไกล (Far East) ช่วยลดอุณหภูมิผิวน้ำที่เย็นกว่าในช่วงลานีญาลง ปริมาณน้ำที่เย็นกว่าปกติใต้ผิวน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนซึ่งเป็นแหล่งพลังงานให้กับผิวหน้าก็ลดลงอย่างชัดเจนในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา (3)
               การกำหนด “ค่าเฉลี่ยระยะยาว” ในปัจจุบันใช้ช่วงปี 1991–2020 ตามมาตรฐานของ WMO สำหรับการพยากรณ์สภาพภูมิอากาศตามฤดูกาล การอัปเดตช่วงค่าเฉลี่ยทุก 5 ปีสำหรับ ENSO เพื่อพยายามชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนเป็นสิ่งสำคัญ ด้วยเหตุนี้ฤดูหนาวปี 2024–2025 ที่ผ่านมาจึงยังไม่ถือว่าเป็นเหตุการณ์ลานีญาอย่างเป็นทางการตามเกณฑ์ที่ต้องคงอยู่ 5 ฤดูกาลต่อเนื่อง (3)
               สำหรับแนวโน้มในช่วงที่เหลือของปี 2025 คือ สภาวะเป็นกลาง มีแนวโน้มสูงที่จะดำเนินไปจนถึงช่วงฤดูร้อน โอกาสที่จะเกิดเอลนีโญหรือลานีญาจะเพิ่มขึ้นในช่วงปลายปี โดยโอกาสเกิดลานีญามีประมาณสองเท่าของเอลนีโญ แต่สภาวะเป็นกลางยังคงมีความน่าจะเป็นสูงสุดจนถึงช่วงต้นฤดูหนาว (3)
               นอกจากนี้ ศูนย์พยากรณ์สภาพภูมิอากาศ (CPC) ของ NOAA ได้ออกคำแนะนำสุดท้ายเกี่ยวกับลานีญา โดยระบุว่า ลานีญาได้สิ้นสุดลงแล้วหลังจากที่สภาวะเป็นกลางกลับมาในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สถานะของ ENSO มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อทุกสิ่ง ตั้งแต่พายุฝนฟ้าคะนองรุนแรงในฤดูใบไม้ผลิไปจนถึงภัยแล้ง พายุเฮอริเคน และพายุฤดูหนาว (4)
               ปรากฏการณ์ลานีญาที่เพิ่งเกิดขึ้นนั้น แม้จะถูกคาดหวังมาตลอดปี 2024 แต่ก็เพิ่งเกิดขึ้นจริงและไม่ได้รุนแรงเท่าที่คาดไว้ มันเกิดขึ้นช้ากว่าที่นักอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ไว้หลายเดือน ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ปกติ นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าทำไมการพยากรณ์จึงคลาดเคลื่อนไปมาก หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์มีส่วนทำให้ล่าช้าหรือไม่ (5)
               ความแปรปรวนของปริมาณน้ำฝนในประเทศไทยได้รับอิทธิพลหลักจากกระบวนการเชื่อมโยงระหว่างมหาสมุทรและบรรยากาศ เช่น ENSO และการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของน้ำทะเลมหาสมุทรอินเดีย หรือ IOD เหตุการณ์เหล่านี้ส่งผลกระทบสำคัญต่อเกษตรกรรมและการจัดการน้ำในประเทศ (6) ในช่วงที่เกิดลานีญา มักจะทำให้ปริมาณน้ำฝนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างมาก (5)
               อย่างไรก็ตาม หากแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไปสู่เอลนีโญในช่วงปลายปี (3) ประเทศไทยอาจเผชิญกับสถานการณ์ตรงกันข้ามคือ อุณหภูมิที่สูงขึ้นและปริมาณน้ำฝนที่ลดลง ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อภัยแล้ง และส่งผลกระทบอย่างมากต่อผลผลิตทางการเกษตร เช่น ข้าว และการบริหารจัดการแหล่งน้ำในประเทศ การทำความเข้าใจความแปรปรวนของปริมาณน้ำฝนซึ่งเป็นผลพวงจากลานีญาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวางแผนรับมือในระดับประเทศ (6)

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
(1) NATIONAL GEOGRAPHIC., Environment., ปรากฏการณ์ลานีญาเกิดขึ้นหรือยัง ยาวนานถึงเมื่อไหร่ และสภาพอากาศจะเป็นอย่างไร?
(2) WORLD METEOROLOGICAL ORGANIZATION., La Niña event is expected to be short-lived.
(3) NOAA (National Oceanic and Atmospheric Administration) : Science & Information for a climate-smart nation., April 2025 ENSO update : La Niña has ended.
(4) Fox Weather., La Nina climate pattern ends as Pacific Ocean returns to neutral state.
(5) The Nation., La Niña arriveds, Less intense; Thailand repares for rain, cooler weather.
(6) ScienceDirect., A systematic review on rainfall patterns of Thailand : Insights into variability and its relationship with ENSO and IOD.

‘ขยะกำพร้า’ เรื่องเล่าจากถุงดำ สร้างความหวังพลังงานทดแทน

               “ทิ้งขยะให้ถูกถัง” “คัดแยกขยะก่อนทิ้ง” คือ วลีที่คุ้นหูคนไทยมาหลายสิบปี จนเกิดพฤติกรรมการแยกขยะที่เริ่มมองเห็นอย่างเป็นระบบในสังคมมากขึ้น แต่เมื่อมองให้ละเอียดถึงขยะที่เราได้แยกไว้ จะพบขยะอีกหนึ่งประเภทที่ถูกมองข้ามไปโดยเปล่าประโยชน์
               ขยะประเภทนี้ ถึงแม้จะไม่เน่า ไม่เสีย แต่ก็ไร้คนต้องการ โรงงานรีไซเคิลไม่รับซื้อ เพราะไม่คุ้มค่าในการแปรรูป ขยะประเภทนี้จึงถูกผลักไสออกนอกระบบอย่างเงียบ ๆ กลายเป็นขยะไร้ค่าที่ไม่มีใครอยากได้ ไม่มีใครรับ และไม่มีที่ไป
แล้วขยะเหล่านี้ควรไปอยู่ที่ไหน? คำถามนี้เองที่จุดประกายโครงการ “ขยะกำพร้าสัญจร” ภายใต้แนวคิดที่ว่า แม้ขยะจะไร้มูลค่าในตลาด แต่แท้ที่จริงแล้วยังมีคุณค่า และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในฐานะพลังงานทดแทน

#การเดินทางของขยะกำพร้าที่ใคร ๆ ก็ไม่รัก
               จากประสบการณ์ที่คลุกคลีกับงานด้านการจัดการขยะในโรงงานอุตสาหกรรมใหญ่ สมบูรณ์ กิตติอนงค์ พบว่า มีขยะอีกหลายประเภทที่ไม่เป็นที่ต้องการของโรงงานแปรรูป และสุดท้ายต้องจบลงที่บ่อฝังกลบซึ่งนับวันมีแต่จะสะสมพอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ เขาเรียกสิ่งนี้ว่า “ขยะกำพร้า”   “ความหมายก็คือ ใคร ๆ ก็ไม่รัก คนนั้นก็ไม่เอา โรงงานรีไซเคิลก็ไม่สน แต่ความจริงแล้วมันยังสามารถนำมาใช้เป็นพลังงานเชื้อเพลิงได้”
               จุดนี้เองทำให้สมบูรณ์ริเริ่มโครงการ “ขยะกำพร้าสัญจร” โดยเปิดรับขยะจากประชาชนทั่วไปที่ช่วยกันคัดแยกมาแล้ว เพื่อนำไปบดย่อยและผลิตเป็นเชื้อเพลิงให้กับโรงงานปลายทาง ได้แก่ โรงงานปูนซิเมนต์และโรงไฟฟ้า ซึ่งมีเตาเผาระบบปิด ใช้อุณหภูมิเผาไหม้สูง และลดการปล่อยมลพิษ
               สิ่งที่น่าทึ่งยิ่งกว่ากระบวนการจัดการขยะคือ หัวใจของผู้ร่วมโครงการ หลายคนยอมควักเงินส่วนตัวเพื่อส่งขยะจากต่างจังหวัดมาให้ ทั้งที่ไม่มีรางวัลตอบแทน ไม่มีแต้มแลกไข่ เพราะพวกเขาเชื่อว่าขยะเหล่านั้นจะไปสู่จุดหมายปลายทางที่เหมาะที่ควร เฟซบุ๊กแฟนเพจและกลุ่มไลน์เล็ก ๆ ของโครงการขยะกำพร้าจึงค่อย ๆ ขยายวงกว้างขึ้นจากความไว้ใจของผู้คนที่ส่งต่อกันปากต่อปาก ทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ นนทบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร นครปฐม จันทบุรี และระยอง “มีคุณครูเกษียณท่านหนึ่งโทรมาติดตามตลอดว่า ขยะที่เขาส่งมานั้นถึงหรือยัง เขายอมเสียเงินค่าพัสดุร้อยกว่าบาท เพื่อส่งขยะมาให้โครงการ แต่กลัวว่าขยะจะไปตกหล่นที่ไหนหรือเปล่า จะสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นไหม ผมฟังแล้วน้ำตาคลอเลยว่า ในสังคมเรายังมีคนที่มุ่งมั่นตั้งใจ และรับผิดชอบต่อสังคมจริง ๆ”

#Recovery Energy เมื่อขยะมาแทนที่ถ่านหิน
               ก่อนหน้านี้เราอาจคุ้นเคยกับแนวคิดจัดการขยะแบบ 3R (Reduce: ลดการใช้, Reuse: ใช้ซ้ำ, Recycle: แปรรูปกลับมาใช้ใหม่) แต่ขยะอีกหลายประเภทที่ไม่ได้เข้าเกณฑ์ใด ๆ แทนที่จะปล่อยให้เป็นภาระสิ่งแวดล้อม สมบูรณ์มองว่า ยังมีอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถทำได้คือ Recovery Energy หรือการเปลี่ยนขยะให้เป็นพลังงานนั่นเอง
               หลักการสำคัญของการจัดการขยะพลังงานคือ ต้องเป็นขยะแห้ง ไม่เน่า เผาได้ เพื่อนำไปเป็นเชื้อเพลิง RDF (Refuse Derived Fuel) ซึ่งสามารถใช้ทดแทนถ่านหินในโรงงานได้โดยตรง แต่สิ่งที่ต้องระวังคือขยะอันตราย เช่น แบตเตอรี่ ท่อ PVC ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เศษแก้ว เศษโลหะ เพราะอาจทำให้เครื่องจักรเสียหายได้
               หากเทียบกันหมัดต่อหมัด ขยะกำพร้า 1 ตัน สามารถใช้ทดแทนถ่านหินได้ 1 ตัน หรือคิดเป็น 1 ต่อ 1 ข้อดีของแนวทางนี้คือ นอกจากจะช่วยลดการพึ่งพาพลังงานถ่านหินแล้ว ยังช่วยลดปริมาณขยะอีกทางหนึ่งด้วย
               โครงการขยะกำพร้าในระยะเริ่มต้นสามารถรวบรวมขยะได้ปีละกว่า 70 ตัน ต่อมาเพิ่มเป็น 150 ตัน 300 ตัน และในปีล่าสุดทำสถิติได้มากถึง 800 ตัน นี่ไม่ใช่แค่การกำจัดขยะ แต่คือการคืนคุณค่าให้กับสิ่งที่เคยถูกมองว่าไร้ค่า และในเวลาเดียวกันก็เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้คนทั่วไปว่า ขยะที่ผ่านการคัดแยกแล้วนั้นจะถูกนำไปจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้

#อย่าท้อ…ให้ช่วยกันคัดแยกขยะต่อไป
               ปัญหาการจัดการขยะในระดับประเทศอย่างยั่งยืนนั้นอาจฟังดูเป็นเรื่องใหญ่เกินตัวสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับสมบูรณ์เขาเชื่อมั่นว่า การคัดแยกขยะคือจุดเริ่มต้นที่สำคัญ ประชาชนต้องหมั่นฝึกฝน สร้างวินัยของตนเอง เมื่อประชาชนพร้อมแล้ว สักวันหนึ่งทั้งระบบโดยรวมย่อมพัฒนาขึ้นและยั่งยืนขึ้น เริ่มต้นง่ายที่สุดคือ คัดแยกขยะเปียกกับขยะแห้ง ช่วยลดการหมักหมม ลดมลภาวะ ซึ่งจะช่วยให้ปลายทางจัดการได้ง่ายขึ้น
               “สิ่งสำคัญคือเราต้องคัดแยกของเราให้ดีก่อน อย่าไปท้อ เหมือนเวลาทำบุญนั่นแหละ บุญเกิดตั้งแต่ตอนที่เราทำ ส่วนพระจะเอาไปทำอะไรต่อก็เป็นเรื่องของพระ”  ทุกวันนี้โครงการขยะกำพร้าสัญจรสามารถขับเคลื่อนได้ด้วยแรงสนับสนุนจากผู้ใหญ่ใจดีทั้งภาครัฐและเอกชนจำนวนหนึ่ง แม้จะไม่ได้มีงบก้อนโตนัก แต่สิ่งที่มีคือพลังเล็ก ๆ จากประชาชนทั่วประเทศที่พร้อมใจกันคนละไม้ละมือ และความหวังที่จะได้เห็นสิ่งแวดล้อมดีขึ้นย่อมอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมงานมหกรรมทรัพยากรชีวภาพและการสร้างโอกาสทางการตลาด “WONDERS OF BIODIVERSITY – มหัศจรรย์ทรัพยากรชีวภาพ”

               วันที่ 10 มิถุนายน 2568 ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดงานมหกรรมทรัพยากรชีวภาพและการสร้างโอกาสทางการตลาด ภายใต้แนวคิด “WONDERS OF BIODIVERSITY – มหัศจรรย์ทรัพยากรชีวภาพ” ซึ่งจัดขึ้นโดย สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ BEDO ระหว่างวันที่ 9 – 13 มิถุนายน 2568 ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ เพื่อสร้างการรับรู้และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายและชุมชนในการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วม
               การจัดงานมหกรรมทรัพยากรชีวภาพและการสร้างโอกาสทางการตลาด มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการรับรู้ให้สังคมได้ตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากร พร้อมร่วมกันอนุรักษ์และฟื้นฟูฐานทรัพยากรให้คงอยู่ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) ให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการเชื่อมโยงระหว่างความหลากหลายทางชีวภาพกับเศรษฐกิจ ผ่านการส่งเสริมชุมชนในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้คุณค่า ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์และการพัฒนาตามแนวทาง BCG Economy Model (Bio – Circular –Green) และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) การจัดงานในครั้งนี้มีกิจกรรม ประกอบด้วย การจัดแสดงนิทรรศการเผยแพร่ผลงานของ BEDO การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชีวภาพจากชุมชนเครือข่ายของ BEDO กว่า 60 ชุมชนทั่วประเทศ การมอบรางวัล “BEDO Award on Biodiversity & Sustainability” เพื่อเชิดชูเกียรติให้กับพันธมิตรทั้งภาครัฐ และเอกชน บุคคล ที่มีการสนับสนุนและร่วมดำเนินงานกับ BEDO ด้านการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพ รวมถึงมีการมอบโล่สำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับเครื่องหมายผลิตภัณฑ์และบริการจากความหลากหลายทางชีวภาพ (B Mark)
               นอกจากนี้ยังได้จัดการประชุมวิชาการด้านความหลากหลายทางชีวภาพกับการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน “Biodiversity & Bioeconomy Forum 2025 : ธรรมชาติเพื่อชีวิต เศรษฐกิจเพื่อการอนุรักษ์” ระหว่างวันที่ 10 – 12 มิถุนายน 2568 ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ การจัดงาน “มหกรรมทรัพยากรชีวภาพและการสร้างโอกาสทางการตลาด” ในครั้งนี้ เป็นเวทีสำคัญที่ช่วยสร้างการรับรู้ ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน ในการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพอย่างมีส่วนร่วม และเปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ภายใต้หลักการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืนขอเชิญชวนทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ ผู้ประกอบการตลอดจนประชาชนทั่วไป เข้าร่วมงานเพื่อเรียนรู้ แบ่งปัน และสร้างเครือข่ายแห่งความร่วมมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพของประเทศไทยไปด้วยกัน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”