ทส. มอบของขวัญ ปีใหม่ 2569 “สร้างสุขคนไทย จากใจ ทส.” เปิดแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติฟรีทั่วประเทศ ส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างยั่งยืน

          กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เดินหน้ามอบของขวัญปีใหม่ พ.ศ. 2569 ให้แก่ประชาชน
ทั่วประเทศ เปิดให้เข้าชมแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ โดยยกเว้นค่าธรรมเนียม พร้อมจัดบริการอำนวยความสะดวกและกิจกรรมส่งความสุขช่วงเทศกาลปีใหม่ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย เติมเต็มความสุข และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างยั่งยืน
วันที่ 25 ธันวาคม 2568 ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แถลงข่าว “ของขวัญปีใหม่ พ.ศ. 2569 ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” ภายใต้แนวคิด “ของขวัญจากธรรมชาติ… สะดวก ปลอดภัย ลดรายจ่าย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม“ ณ ห้อง Co-Working Space กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีฯ คณะผู้บริหารระดับสูงในสังกัดกระทรวงฯ และสื่อมวลชนเข้าร่วมรับฟัง
ดร.รวีวรรณ กล่าวว่า ของขวัญปีใหม่ 2569 ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นการดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลที่มุ่งช่วยลดค่าครองชีพ สร้างความสุข และยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน โดยของขวัญช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ทส. จะยกเว้นค่าธรรมเนียมเข้าชมแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2568 – 4 มกราคม 2569 ครอบคลุมอุทยานแห่งชาติ 133 แห่ง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและเขตห้ามล่าสัตว์ป่า 160 แห่ง ป่านันทนาการและป่าในเมือง 9 แห่ง สวนสัตว์ 7 แห่ง รวมถึงสวนพฤกษศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ ด้านทรัพยากรธรรมชาติ และศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ
อีกทั้ง จัดตั้งศูนย์บริการประชาชนทั่วประเทศ ณ หน่วยงานในสังกัด ทส. เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว อาทิ จุดพักรถ บริการเครื่องดื่ม ห้องน้ำและห้องสุขา ลานกางเต็นท์ จุดเช็กอินและแนะนำเส้นทางท่องเที่ยว พร้อมกิจกรรมส่งความสุขปีใหม่ การตรวจสภาพรถฟรี การตรวจสอบเพชร–พลอยฟรี รวมถึงกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การแจกกล้าไม้รักษ์โลก วอลเปเปอร์ลดโลกร้อน การแยกขยะรีไซเคิล และการปรับปรุงคุณภาพน้ำ เพื่อสร้างจิตสำนึกการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ
นอกจากนี้ ยังมอบโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในระยะยาว อาทิ การจัดที่ดินทำกินแก่ประชาชนกว่า 8.6 ล้านไร่ และจัดที่อยู่อาศัยให้แก่ 295 ชุมชน การพัฒนาและฟื้นฟูแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร ครอบคลุมพื้นที่เกษตรน้ำฝน 59 จังหวัด การส่งเสริมองค์ความรู้ด้านทรัพยากรธรรมชาติผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และกิจกรรม Fun & Learning รวมถึงการเสริมความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยวทางทะเลด้วยระบบแจ้งเตือนภัย Marine Warning
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเยี่ยมชมและใช้บริการของขวัญปีใหม่ 2569 ที่ ทส. ตั้งใจสร้างความสุขให้กับพี่น้องประชาชน ท่องเที่ยวธรรมชาติอย่างมีความรับผิดชอบ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เพื่อรักษาทรัพยากรที่สวยงามให้อยู่คู่กับประเทศไทยตลอดไป
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”





กรมลดโลกร้อน สร้าง Node การศึกษาเสริมพลังการดำเนินงาน CC

           กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมจัดประชุมเชิงปฏิบัติการสนับสนุนและแลกเปลี่ยนประเด็นการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเชิงพื้นที่ ระหว่างวันที่ 22-24 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมเดอะบาซาร์ แบงค็อก กรุงเทพฯ โดยมีนายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานพิธีเปิด และ นางสาวอุมา ศรีสุข ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้กล่าวรายงาน การประชุมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และกำหนดทิศทางการดำเนินงานร่วมกันระหว่างกรมกับสถานศึกษา เพื่อเป็น Node ช่วยขับเคลื่อนงานในพื้นที่ ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้ประกอบด้วย การบรรยาย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และกิจกรรมกลุ่มเชิงปฏิบัติการ เพื่อช่วยเสริมสร้างความร่วมมือในการทำงานผ่านกระบวนการ Climate NetCap และยกระดับฐานข้อมูลการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเชิงพื้นที่ ให้เกิดความสะดวกในการใช้งานและเกิดความยั่งยืนต่อไป โดยมี ดร.นงรัตน์ อิสโร นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการพิเศษ และ รศ.ดร.แสงดาว วงศ์สาย อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นวิทยากรกระบวนการ และมีผู้เข้าร่วมประชุมจำนวน 50 คน
     “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”




กรมลดโลกร้อน ร่วมศึกษาดูงาน Huawei Lianqiuhu Research and Development Center ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน

                เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายบรรณรักษ์ เสริมทอง เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายชยงค์ บริสุทธิ์สวัสดิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานเทคโนโลยีคาร์บอนโซลูชั่น และการเติบโตอย่างยั่งยืน บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยนายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก นายกิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ และเจ้าหน้าที่ สส. สผ. และ ปตท.สผ. ได้เข้าร่วมศึกษาดูงานช่วงบ่าย ณ Huawei Lianqiuhu Research and Development Center ศูนย์ R&D ขนาดใหญ่ของ Huawei Technologies มีการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล การพัฒนาซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีขั้นสูง การพัฒนา Digital Solution ในธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระบวนการวัดคลื่นไหวสะเทือน (Seismic Processing in Intelligent oil and gas) การนำ AI มาใช้ในกระบวนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน รวมทั้งการจัดการพลังงาน และบริษัทได้พัฒนาเทคโนโลยี Digital Twin เพื่อการจัดการเมือง (Smart City) ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยให้เมืองสามารถจัดการสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดจนลดความลดเสี่ยงจากพิบัติภัยได้อย่างแม่นยำ ทั้งนี้ บริษัทมีเป้าหมาย Net Zero ในปี 2040 โดยใช้ 5 Strategic Pillars ได้แก่ Renewable Energy, Energy Efficiency, Green Products, Supply Chain และ Digital Innovation นอกจากนี้ บริษัท China Petroleum Pipeline Engineering (CCP) ได้นำเสนอ Digital Solution สำหรับเทคโนโลยี CCUS ซึ่ง CCP มีประสบการณ์ในการดำเนินโครงการทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จและสร้างความเชื่อมั่นในการนำเทคโนโลยี CCUS มาใช้เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนในอุตสาหกรรมปิโตรเลียม
         “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน



Thailand Pavilion @ COP30 เปิดเวทีเสวนา NbS และการออกแบบ สร้างความเท่าเทียมและเสริมความยืดหยุ่นเมือง

           เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2568 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และภาคีเครือข่าย ได้เปิดเวทีเสวนาใน Thailand Pavilion @ COP30 ณ เมืองเบเล็ง สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล ซึ่งวันนี้มีหัวข้อเสวนาที่น่าสนใจหลายหัวข้อ
           ช่วงเช้าเวลา 11.00 น. (เวลาบราซิล) เปิดเวทีในหัวข้อ “Undoing the Damage, The Retrofit Urban Revolution with Nature: Action Pathways for Livable, Thriving, and Resilient Cities โดยมีตัวแทนผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านสังคมเมืองและภูมิสถาปนิก มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์และบทบาทหน้าที่ของแต่ละบุคคล ในการร่วมกันแก้ไขความเสียหาย การปฏิวัติสังคมเมืองที่ปรับปรุงใหม่ด้วยธรรมชาติ และแนวทางการปฏิบัติเพื่อเมืองที่น่าอยู่และยืดหยุ่นทางด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีการยกตัวอย่างกรณีศึกษาจากประเทศสิงคโปร์ และสหรัฐอเมริกา ในการเปลี่ยนผ่านจาก grey infrastructure ไปสู่ green infrastructure อย่างมีนัยสำคัญ เพื่อสามารถพิจารณาปรับใช้ได้ตามความเหมาะสมของบริบทของประเทศไทย และสะท้อน “หากผู้มีอำนาจในบ้านเมืองสามารถจ้างสถาปนิกมาออกแบบที่พักอาศัยของตนเองได้ พวกเขาก็ย่อมควรที่จะจ้างภูมิสถาปนิกมาออกแบบเมืองของพวกเราทุกคนได้เช่นกัน”
ในชุมชนหรือเมืองเปราะบาง เช่น Kibera (Nairobi) และ Villa 20 (Buenos Aires) ที่ชาวบ้านร่วมกันปรับปรุงพื้นที่ด้วยพืชพื้นถิ่นและโครงสร้างสีเขียวขนาดเล็ก ช่วยลดความร้อน ปรับปรุงคุณภาพอากาศ และสร้างความสามัคคีในชุมชน แสดงให้เห็นว่า Nature-based Solutions (NbS) สามารถขับเคลื่อนจากชุมชนได้จริง และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายเมืองที่ยั่งยืน รวมทั้งพื้นที่สาธารณะสีเขียว คือ แนวทาง NbS ที่สร้างความเท่าเทียมและเสริมความยืดหยุ่นเมือง ช่วยควบคุมน้ำท่วม ปรับปรุงคุณภาพอากาศ ดูดซับคาร์บอน และเพิ่มสุขภาวะของประชาชน ลงทุนเพียง 1 ดอลลาร์สามารถให้ผลประโยชน์ทางสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมมากกว่า 4–10 เท่า โดยสิงคโปร์เป็นตัวอย่างในการวางแผนเมืองในระยะยาวเพื่อมุ่งสู่ “City in Nature” โดยผสานแนวทาง NbS ในการจัดการน้ำท่วม การขยายพื้นที่สีเขียวและทางเชื่อมสวนสาธารณะ ภายใต้ SG Green Plan 2030 เพื่อสร้างเมืองที่ น่าอยู่ ยืดหยุ่น และยั่งยืน ด้วยการวางแผนบูรณาการระยะ 40–50 ปี
ช่วงบ่ายเริ่มการเสวนาในหัวข้อ ““Nature at Work: Advancing Climate Resilience through Ecosystem-Based Solutions” โดยมีตัวแทนผู้ทรงคุณวุฒิในวงการภูมิสถาปนิกจากประเทศแคนาดาและบราซิล รวมถึงตัวแทนจากภาคหน่วยงานราชการไทย มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ เสวนาในการใช้แนวทางธรรมชาติ ผ่านระบบนิเวศที่สมดุลและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ พร้อมทั้งตอกย้ำถึงความสำคัญในการบูรณาการระหว่างหลากหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายทางด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกัน เน้นย้ำ “ธรรมชาติจะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ก็ต่อเมื่อเราทำงานร่วมกับธรรมชาติเช่นกัน นอกจากนี้ ธรรมชาติไม่ใช่เรื่องของค่าใช้จ่าย หากแต่มันคือการลงทุนที่สำคัญ”
“การออกแบบเมืองอย่างยั่งยืน” ต้องอาศัย วิทยาศาสตร์และธรรมชาติร่วมกัน โดยใช้ระบบนิเวศเป็นพื้นฐานของการออกแบบ สร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพและคุณภาพสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเชื่อมโยงกับเป้าหมายด้านภูมิอากาศและเศรษฐกิจสีเขียว
ตัวอย่างแนวทาง Ecosystem-Based Adaptation (EbA) ของประเทศไทย โดยบูรณาการธรรมชาติ ข้อมูล และชุมชน เพื่อเสริมความยืดหยุ่นด้านน้ำในลุ่มน้ำชายฝั่งตะวันออก ผ่านการประเมิน CRVA และร่วมออกแบบมาตรการ 11 ด้านกับชุมชน ผลลัพธ์ช่วยลดความเสี่ยงน้ำท่วม-แล้ง เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ และยกระดับสู่แผนแม่บทลุ่มน้ำ 22 แห่ง ธรรมชาติถูกมองเป็น “การลงทุน” เพื่อความยั่งยืน ไม่ใช่ต้นทุน
สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของการประชุม COP 30 และความเคลื่อนไหวใน Thailand Pavilion ได้ทาง Facebook กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้ทุกวันตลอดการประชุม
       “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”




สุชาติ ชง ครม. ไฟเขียว ร่าง กฎหมายโลกร้อน ยกระดับประเทศไทยสร้างเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เสริมภูมิคุ้มกันรับมือโลกเดือดอย่างยั่งยืน

           วันที่ 2 ธันวาคม 2568 นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบต่อหลักการของร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ซึ่งเป็นการวางรากฐานทางกฎหมายที่สำคัญฉบับแรกของไทยในการจัดการปัญหาโลกร้อนร่วมกับนานาชาติ ผ่านการสร้างกลไกบริหารจัดการผลกระทบของสภาพภูมิอากาศรุนแรงของภาครัฐร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างเป็นทางการ รวมถึงการพัฒนาขีดความสามารถทางการค้ารูปแบบคาร์บอนต่ำของไทยให้สอดคล้องกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2093 (Net Zero 2050) ในเวทีโลก ส่งผลให้ไทยมีเครื่องมือและโอกาสในการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ประเทศชาติและประชาชนเพื่อต่อสู้กับผลกระทบจากปัญหาโลกร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
นายสุชาติ กล่าวต่อว่า ร่างพระราชบัญญัติฯ มีบทบัญญัติ 14 หมวด 205 มาตรา และบทเฉพาะกาลซึ่งต้องเร่งรัดการดำเนินงานตามข้อสั่งการและนโยบายรัฐบาลของ นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยจะเร่งผลักดันกฎหมายเพื่อจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว เพื่อให้ไทยมีเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อผลกระทบจากสภาพอากาศที่รุนแรงโดยประชาชนและภาคเอกชนจะมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายและแผน ขับเคลื่อนการดำเนินงาน ตลอดจนนำกลไกราคาคาร์บอน ทั้งการจัดสรรสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) การปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน หรือ CBAM ภาษีคาร์บอน และคาร์บอนเครดิต มาใช้อย่างสมดุล รวมถึงการเร่งสนับสนุนทางการเงินผ่านกองทุนภูมิอากาศ เพื่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจสำหรับการลงทุนทั้งจากภาครัฐและเอกชนเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและลดผลกระทบจากความสูญเสียและเสียหายในภาพรวม รวมทั้งสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านระบบเศรษฐกิจให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับต่ำจนมีความสามารถแข่งขันทางการค้าในระดับนานาชาติได้
ทั้งนี้ ร่างพระราชบัญญัติฯ ได้ออกแบบให้มีการบังคับและสนับสนุนให้ดำเนินการอย่างสมดุลเพื่อให้ก่อประโยชน์แก่ทุกภาคส่วนอย่างสูงสุด โดยได้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน จึงมั่นได้ใจว่าร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้จะเข้าสู่การพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจนแล้วเสร็จโดยเร็ว ก่อนเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาร่างกฎหมายของรัฐสภาเพื่อให้สามารถไปสู่การบังคับใช้ได้อย่างเร่งด่วนต่อไป
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมบรรยายพิเศษในงาน “คืนสู่เหย้า 44 ปี สหสาขาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม จุฬาฯ

                 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติเป็นวิทยากรพิเศษบรรยายเชิงวิชาการ ภายใต้กิจกรรม “คืนสู่เหย้า 44 ปี สหสาขาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม จุฬาฯ” ในหัวข้อ “องค์กรจะปรับตัวภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมอย่างไร” ซึ่งจัดโดยบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ
ชมรมจุฬาฯ รักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ด้านนโยบายการจัดการสิ่งแวดล้อมขององค์กรที่จำเป็น ต้องปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพถูมิอากาศ ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 อาคารเฉลิมราชกุมารี 60 พรรษา (จามจุรี 10) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช ได้กล่าวถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบต่อสังคม เศรษฐกิจ เทคโนโยลี และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนความร่วมมือของประชาคมโลกภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC)พร้อมทั้งนำเสนอผลลัพธ์สำคัญจากการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาฯ สมัยที่ 30 (COP 30) อาทิ การจัดส่งเป้าหมาย NDC 3.0 เพื่อยกระดับความมุ่งมั่นในการลดก๊าซเรือนกระจก การจัดทำตัวชี้วัดเป้าหมายการปรับตัวระดับโลก (Global Goal on Adaptation)และกรอบ Baku to Belém Roadmap to 1.3T ซึ่งเป็นเป้าหมายในการระดมเงินทุนมูลค่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี ค.ศ. 2035 เพื่อสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มความสามารถในการปรับตัวฯ ทั้งนี้ ยังได้กล่าวถึงทิศทางนโยบายสำคัญในการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emission) ภายในปี ค.ศ. 2050 รวมทั้งความก้าวหน้าในการจัดทำ (ร่าง) พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแบบปล่อยคาร์บอนต่ำโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ในการนี้ ดร.พิรุณ ได้เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของเยาวชนในการเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น เพื่อร่วมออกแบบอนาคตของตนเองพร้อมทั้งวางรากฐานที่มั่นคงให้กับคนรุ่นต่อไป โดยมีนิสิตเก่า นิสิตปัจจุบันของหลักสูตรสหสาขาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมและประชาชนทั่วไป เข้าร่วมรับฟังการบรรยายจำนวนทั้งสิ้น 200 คน
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

Thailand Pavilion @ COP30 เปิดเวที ประเด็นเมือง–วิทยาศาสตร์-การจัดการน้ำ เสริมภูมิคุ้มกันโลกรวน

          เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2568 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และภาคีเครือข่าย ปิดเวทีเสวนาใน Thailand Pavilion @ COP30 ณ เมืองเบเล็ง สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล ซึ่งวันนี้มีหัวข้อเสวนาที่น่าสนใจหลายหัวข้อ
          ช่วงเช้าเวลา 9.30 น. (เวลาบราซิล) เปิดเวทีในหัวข้อ “Cities in Motion: Climate, Migration, and the Future of Human Habitat” โดยผู้ทรงคุณวุฒิจากวงการภูมิสถาปนิก มาร่วมแลกเปลี่ยนถึงบริบทของสังคมเมืองที่มีการปรับเปลี่ยนตลอดเวลา และการอพยพย้ายถิ่นฐาน รวมถึงแนวโน้มถิ่นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ในอนาคต สืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ให้สังคมหมู่มากตระหนักถึงความสำคัญของการบรรเทาและการปรับตัวทางสภาพภูมิอากาศ “ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ควรถูกมองเป็นเรื่องเฉพาะหน้า แต่ควรได้รับการพิจารณาผ่านแนวทางเชิงพัฒนาแบบองค์รวม”
          ต่อเนื่องด้วยหัวข้อ “ASEAN & NL: Accelerating Nature-Based Solutions and International Water Collaboration” โดยผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านทรัพยากรน้ำ มาร่วมแลกเปลี่ยนถึงการเร่งยกระดับการใช้แนวทางที่อาศัยธรรมชาติ (Nature-based Solutions) สอดรับกับแนวทางความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน อย่างกรณีศึกษาของประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งถือเป็นประเทศผู้เชี่ยวชาญทางด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อนำไปต่อยอดปรับใช้ตามบริบทของแต่ละประเทศต่อไป “การใช้แนวทางที่อาศัยธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่องใหม่หรือไกลตัวแต่อย่างใด แท้จริงแล้วเราสามารถต่อยอดจากภูมิปัญญาดั้งเดิม และแนวปฏิบัติในท้องถิ่นของเราได้อย่างแน่นอน”
          ในช่วงบ่าย เปิดเวทีในหัวข้อ “ “Bridging Science, Policy, and People for Farming and Agriculture Resilience: Advancing Multi-Hazard and Climate Resilient Development in a Changing Climate” โดยผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายหน่วยงานระหว่างประเทศ และกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม มาร่วมเสวนาถึงบริบทการเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์และนโยบายไปสู่ภาคประชาชน เพื่อเสริมความยืดหยุ่นของภาคเกษตรกรรมเพื่อก้าวสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนภายใต้สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง เน้นย้ำถึงความสำคัญของยโยบายต่าง ๆ ที่ต้องสอดรับกับบริบทของผู้ปฏิบัติการจริงในระดับท้องถิ่นนั้น ๆ “จริงอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาเร่งด่วน แต่มันไม่มีทางลัดสำหรับการแก้ปัญหาดังกล่าว เราต้องอดทนพยายามและคิดอย่างรอบคอบในการแก้ปัญหา”
          สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของการประชุม COP 30 และความเคลื่อนไหวใน Thailand Pavilion ได้ทาง Facebook กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้ทุกวันตลอดการประชุม
 “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”




กรมลดโลกร้อน คว้ารางวัลระดับโลกสุดยิ่งใหญ่งาน ASOCIO Award 2025 ณ กรุงไทเป สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน)

          เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมและนายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก เข้าร่วมรับรางวัลในสาขา ASOCIO ESG Award ในงาน ASOCIO Award 2025 ณ กรุงไทเป สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) จากสมาพันธ์อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และบริการในภูมิภาคเอเชีย-โอเชียเนีย (Asian-Oceanian Computing Industry Organization: ASOCIO) ซึ่งเป็นองค์กรนานาชาติที่รวมสมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและบริการจาก 24 ประเทศทั่วภูมิภาคเอเชีย-โอเชียเนีย รางวัลอันทรงเกียรตินี้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อยกย่องและเชิดชูผลงานขององค์กรที่มีความโดดเด่นและประสบความสำเร็จในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้ในการพัฒนาองค์กรให้เกิดการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีต่อสังคม โดยมีสาขารางวัลที่หลากหลาย เช่น นวัตกรรมเทคโนโลยี การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล การบริการภาครัฐ การพัฒนาบุคลากร ความยั่งยืน เป็นต้น ซึ่งกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมคว้ารางวัลสาขา ASOCIO ESG Award หรือสาขาความยั่งยืน จากผลงานการพัฒนาแพลตฟอร์มกลางการให้บริการข้อมูลเปิดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย (GHG Platform) ซึ่งเป็นเครื่องมือดิจิทัลที่ช่วยจัดเก็บ รวบรวม เชื่อมโยงและให้บริการข้อมูลบัญชีก๊าซเรือนกระจกในระดับจังหวัด และระดับประเทศ เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการข้อมูลด้านก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ ช่วยให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสาธารณชนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง โปร่งใส และนำไปใช้ประโยชน์ในการวางแผน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมไปจนถึงการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผลงานดังกล่าวนับเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของกรมในการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) และส่งเสริมการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมตามหลัก ESG เพื่อสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
            “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

 

สส. ร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน พุทธศักราช 2568

สส. ร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน พุทธศักราช 2568

          วันเสาร์ที่ 18 ตุลาคม 2568 เวลา 16.07 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จแทนพระองค์ไปถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎ์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานครในการนี้ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้แทนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมงานพระราชพิธีฯ พร้อมผู้บริหารหน่วยงานราชการ ข้าราชการและประชาชนที่มาเฝ้าฯ รับเสด็จโดยพร้อมเพรียงกัน
ที่มารูปภาพ : NBT
         “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จัดกิจกรรมเนื่องใน “วันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ พ.ศ. 2568

กรมลดโลกร้อน จัดกิจกรรมเนื่องใน “วันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ พ.ศ. 2568

         วันที่ 17 ตุลาคม 2568 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จัดกิจกรรมเนื่องใน “วันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ พ.ศ. 2568” โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดกิจกรรม พร้อมด้วยนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมกันบำรุงรักษาต้นไม้ โดยการพรวนดิน ใส่ปุ๋ย กำจัดวัชพืช และตัดแต่งกิ่งไม้ ณ พื้นที่ศูนย์วิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่พระองค์ทรงมีพระปณิธานอย่างแรงกล้าที่จะอนุรักษ์และฟื้นฟูความสมดุลของธรรมชาติ ปลูกฝังให้ทุกคนอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างมีจิตสำนึก และขยายผลแนวคิดการปลูกป่าแบบป่านิเวศ หรือ Eco forest เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมืองและชุมชน ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาสมดุลของธรรมชาติ ดูดซับก๊าซเรือนกระจก และลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
         กิจกรรมดังกล่าวไม่เพียงช่วยฟื้นฟูสภาพแวดล้อมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น แต่ยังสะท้อนถึงความร่วมมือ ความสามัคคี และความมุ่งมั่นของกรมฯ ในการขับเคลื่อนภารกิจ “ลดโลกร้อนด้วยการลงมือทำ” ให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเดินหน้าสนับสนุนเป้าหมายของประเทศในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ในอนาคต

        “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”