กรมลดโลกร้อน จัดประชุมคณะกรรมการกำกับโครงการความร่วมมือไทย – เยอรมัน ด้านพลังงาน คมนาคม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Steering Committee Meeting for Thai – German Cooperation on Energy, Mobility and Climate: TGC-EMC) ครั้งที่ 1/2569

               เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกำกับโครงการความร่วมมือไทย – เยอรมัน ด้านพลังงาน คมนาคม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Steering Committee Meeting for Thai – German Cooperation on Energy, Mobility and Climate: TGC-EMC) ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อติดตามความก้าวหน้าตามแผนการดำเนินโครงการ (Project Work Plan) ประจำปี 2569 ของแต่ละกลุ่มงาน ประกอบด้วย กลุ่มงานพลังงานหมุนเวียน กลุ่มงานคมนาคมขนส่ง กลุ่มงานอุตสาหกรรม กลุ่มงานพลังงานชีวมวล และกลุ่มการเงิน (ThaiCi) โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานดำเนินโครงการฯ 7 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร (กทม.) กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) พร้อมด้วย คุณอินซ่า อิลเก้น ผู้บริหารโครงการ TGC – EMC (GIZ) โดยที่ประชุมฯ ได้มีมติเห็นชอบต่อความก้าวหน้าการดำเนินงานตามแผนโครงการของแต่ละกลุ่มงาน ประจำปี 2569 ประกอบด้วย 4 ผลผลิตภายใต้โครงการ TGC – EMC ได้แก่ ผลผลิตด้านเทคนิค ผลผลิตด้านนโยบาย ผลผลิตด้านโครงการนำร่อง และผลผลิตด้านการเงิน (ThaiCi) และให้ทุกกลุ่มงานติดตามการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด และเป็นไปตามแผนการดำเนินโครงการ (Project Work Plan) ประจำปี 2569 เพื่อให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ TGC-EMC ต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

รมว.สุชาติ สั่งเร่งชี้แจงร่าง พ.ร.บ. ลดโลกร้อน จนก้าวเข้าสู่ครึ่งทางในสัปดาห์ที่ 12

               นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) ให้เตรียมการด้านข้อมูลและแนวทางสนับสนุนการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่เกี่ยวข้องกับร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ในช่วงสัปดาห์ที่ 12 โดยมุ่งเน้นให้เกิดความชัดเจนและต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงหลักวิชาการ ความเป็นสากล และประโยชน์ต่อสาธารณชน
               ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก และเจ้าหน้าที่ ได้เข้าร่วมประชุมชี้แจงข้อมูลประกอบการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวอย่างต่อเนื่องจนคืบหน้าไปถึงหมวด 6 ส่วนที่ 2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการทวนสอบข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลข้อมูลที่จำเป็น โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพ การรักษาความลับทางการค้า สิทธิเสรีภาพ และความโปร่งใส แล้วเสร็จ รวมทั้งได้เริ่มพิจารณาในหมวด 7 ซึ่งว่าด้วยการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ทั้งนี้ ถือเป็นความก้าวหน้าในการพิจารณาจากสาระสำคัญของบทบัญญัติ จำนวน 14 หมวด ที่เดินทางมาถึงครึ่งทางในสัปดาห์นี้

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จัดประชุมคณะทำงานจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกและมาตรการการลดก๊าซเรือนกระจก ภาคป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน และภาคของเสีย ครั้งที่ 1/2569

               เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมคณะทำงานจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกและมาตรการการลดก๊าซเรือนกระจก ภาคป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน และภาคของเสีย ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก เป็นเลขานุการ พร้อมด้วย รศ.ดร.สาพิศ ดิลกสัมพันธ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก ภาคป่าไม้ และการใช้ประโยชน์ที่ดิน และ รศ.ดร.ชลอ จารุสุทธิรักษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกและมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกภาคของเสีย ร่วมกับคณะทำงานจากหน่วยงานประสานงานหลักภาคป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน คือ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และภาคของเสีย คือ กรมควบคุมมลพิษ ตลอดจนผู้แทนจากหน่วยงานเจ้าของข้อมูลทั้ง 2 ภาคส่วน รวมเจ้าหน้าที่ สส. จำนวนทั้งสิ้น 68 คน ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
ที่ประชุมมีมติเห็นชอบ
        1) รายงานการปล่อยและดูดกลับก๊าซเรือนกระจกภาคป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน ประจำปี พ.ศ. 2569 ซึ่งมีปริมาณการดูดกลับสุทธิ ดังนี้
               – ปี พ.ศ. 2566 เท่ากับ -99.31 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
               – ปี พ.ศ. 2567 เท่ากับ -106.37 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
        2) รายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคของเสีย ประจำปี พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายปี พ.ศ. 2567 ปริมาณ 21.24 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
        3) ปรับปรุงค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและผลการลดก๊าซเรือนกระจกย้อนหลัง
        4) ร่างรายงานผลการติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกสาขาจัดการของเสียชุมชนและน้ำเสียอุตสาหกรรม ประจำปี พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลการลดก๊าซเรือนกระจกปี พ.ศ. 2567 ปริมาณ 7.39 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
               ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายฝ่ายเลขานุการฯ นำผลบัญชีก๊าซเรือนกระจกภาคป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน ปี พ.ศ. 2566-2567 ภาคของเสีย ปี พ.ศ. 2567 และร่างรายงานผลการติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกจากมาตรการรายสาขาการจัดการของเสียชุมชนและน้ำเสียอุตสาหกรรม ปี พ.ศ. 2567 เสนอต่อคณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านวิชาการและฐานข้อมูลเพื่อรับทราบและให้ความเห็นชอบต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ขับเคลื่อนนโยบาย รมว.ทส. ในการจัดการทรัพยากรป่าไม้ สร้างสมดุลระหว่างคนกับป่าและกลไกร่วมสนับสนุนการขับเคลื่อน Net Zero สู้ภัยโลกร้อน

               วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้นางสาวดาริกา ศรัณย์เกตุ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานงานประชุมสมัชชาเครือข่ายป่าชุมชนจังหวัดเชียงใหม่ ครั้งที่ 6 ภายใต้แนวคิด “SOCIAL FORESTRY 2026 : ชุมชนดูแลป่า สังคมร่วมดูแล…คุณ” ณ ห้องประชุมสนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อขับเคลื่อนนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติภายใต้สิทธิและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ภายใต้การสนับสนุนทั้งข้อมูล ความรู้ เทคโนโลยี การสร้างความร่วมมือกับภาคี และกลไกทางการเงิน เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนได้จัดการฐานทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความมั่นคงทางอาหารของชุมชนและรับมือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่นับวันจะทวีความรุนแรงและถี่มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ภาคเหนือที่มีทั้งปัญหาไฟป่า ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) อุทกภัย ดินถล่ม และภัยพิบัติทางธรรมชาติ ดังนั้น การเสริมสร้างขีดความสามารถของเครือข่ายประชาชนในการจัดการฐานทรัพยากรในท้องถิ่นจึงมีความสำคัญ เพราะประชาชนมีบทบาทต่อการจัดการระดับพื้นที่ ทั้งการดูแล รักษา ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างสมดุลและยั่งยืน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงมุ่งเน้นสร้างระบบสนับสนุน เพื่อให้ประชาชนและชุมชนก้าวขึ้นเป็น “หุ้นส่วน” ในการบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศอย่างแท้จริง เพราะ “การดูแลทรัพยากรธรรมชาติและป่าไม้ไม่ใช่หน้าที่ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของคนทั้งสังคม” โดยมีทิศทาง
การขับเคลื่อนที่สำคัญ ดังนี้
               1. ส่งเสริมแนวคิด “ป่าไม้สังคม” (Social Forestry) ให้เป็นรูปธรรม เพราะการดูแลป่าไม่ใช่ภารกิจของชุมชนเพียงลำพัง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของสังคม ชุมชน คือ “ผู้พิทักษ์ผืนป่า” ในขณะที่สังคมต้องทำหน้าที่เป็น “หุ้นส่วน” ในการสนับสนุน ร่วมคิด ร่วมทำ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน
               2. บูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพราะการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติในปัจจุบัน ต้องอาศัยการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชน เพื่อสนับสนุนทั้งด้านองค์ความรู้ งบประมาณ เทคโนโลยี และนวัตกรรมให้สอดคล้องกันอย่างเป็นระบบ
               3. การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง กระทรวงทรัพย์ฯ พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะและมุ่งมั่นที่จะผลักดันการปรับปรุงแก้ไขข้อจำกัดทางกฎหมายและระเบียบปฏิบัติเพื่อลดอุปสรรคและอำนวยความสะดวกให้แก่การดำเนินงานของชุมชนให้เกิดความชัดเจน เป็นธรรม และสอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน
               4.เตรียมความพร้อมทุกภาคส่วนเพื่อรองรับพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับการดำเนินงานของชุมชนและของประเทศโดยเฉพาะการสร้างความโปร่งใสในกลไกคาร์บอนเครดิต เพื่อป้องกันการกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมที่เกินจริง (Greenwashing) และสร้างระบบการประเมินผลที่มีความรับผิดชอบและตรวจสอบได้
               5. ขับเคลื่อนการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพระดับพื้นที่ ทั้งการจัดการไฟป่าอย่างมีส่วนร่วมการฟื้นฟูป่าต้นน้ำและการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างสมดุลคือแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมที่สุดในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
               6. ส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชนในฐานะหุ้นส่วนการอนุรักษ์ กระทรวงทรัพย์ฯ สนับสนุนให้ภาคเอกชนยกระดับการดำเนินงานสู่การสร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Value: CSV) ผ่านกลไกและมาตรการจูงใจของรัฐ เช่น มาตรการลดหย่อนภาษีใน “โครงการภาคีสนับสนุนป่าชุมชนลดโลกร้อน” เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจเข้ามาร่วมลงทุนเพื่อ ฟื้นฟูธรรมชาติและเติบโตควบคู่ไปกับชุมชนอย่างยั่งยืน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จัดประชุมคณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านการประสานท่าทีเจรจาและความร่วมมือระหว่างประเทศ ครั้งที่ 2/2569

               เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ นางสาวปรีญาพร สุวรรณเกษ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านการประสานท่าทีเจรจาและความร่วมมือระหว่างประเทศ ครั้งที่ 2/2569 ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นรองประธานอนุกรรมการ เข้าประชุมพร้อมผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกับทางออนไลน์ รวม 24 หน่วยงาน (จำนวน 62 คน)
               ฝ่ายเลขานุการได้รายงานคณะอนุกรรมการฯ รับทราบผลการประชุมเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงาน ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับนานาชาติ ภายใต้องค์กรย่อยภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประจำปี พ.ศ. 2569 ณ เมืองบอนน์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และคณะทำงานอาเซียนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 17 พร้อมทั้งรับทราบแนวทางการจัดทำข้อตกลงกรอบความร่วมมือระหว่างสำนักเลขาธิการกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พิธีสารเกียวโต และความตกลงปารีส และรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย
               ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการฯ ได้ร่วมกันพิจารณาเรื่องสำคัญ โดยมีมติเห็นชอบให้เสนอคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป จำนวน 2 เรื่อง ได้แก่
               1) องค์ประกอบคณะผู้แทนของประเทศไทย ในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 31 (COP 31) และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง ณ เมืองอันตัลยา สาธารณรัฐตุรกี
               2) ร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียนว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำหรับการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 31 (ASEAN Joint Statement on Climate Change to UNFCCC COP 31)

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมบรรยายหัวข้อ “Thailand’s Climate Change Law” ในงาน Climate Action Leaders Forum รุ่นที่ 5 (CAL 5)

               เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติเป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ “Thailand’s Climate Change Law” ในงาน Climate Action Leaders Forum รุ่นที่ 5 (CAL 5) น. ณ ห้อง Ballroom ชั้น 2 อาคารสโมสรราชพฤกษ์ ซึ่งจัดขึ้นโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ร่วมกับ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์การดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรที่เกี่ยวข้อง จำนวน 80 ท่าน
               ดร.พิรุณ ได้บรรยายถึงสาระสำคัญของ ร่าง พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ซึ่งกำหนดกรอบการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยอย่างเป็นระบบ พร้อมเน้นย้ำบทบาทและความจำเป็นของกลไกภาคบังคับและสนับสนุน อาทิ กองทุนภูมิอากาศ การรายงานข้อมูลก๊าซเรือนกระจกภาคบังคับ ระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) และภาษีคาร์บอน รวมถึงการพัฒนากลไกการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งในระดับประเทศและระดับพื้นที่ การบรรยายครั้งนี้นับเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และการแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างผู้นำจากหลากหลายภาคส่วน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย และสนับสนุนการพัฒนาประเทศสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนบนวิถีเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จัดพิธีถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569

               วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงานราชการ และเจ้าหน้าที่ ร่วมพิธีถวายพระพรชัยมงคล และลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 พร้อมถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดี และพลังของแผ่นดิน ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิบัติตามพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรชาวไทยอย่างต่อเนื่อง

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน เดินหน้า “GGA to Action” เชื่อมเป้าหมายการปรับตัวระดับโลก สู่การปฏิบัติของประเทศไทย ยกระดับความพร้อมรับวิกฤตภูมิอากาศ

               วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดกิจกรรม “GGA to Action : กิจกรรมเชื่อมโยงเป้าหมายระดับโลก สู่การปรับตัวรายสาขาของประเทศไทย” ณ ห้องแกรนด์บอลรูม บี ชั้น 5 โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น พลัส แวนด้า แกรนด์ จังหวัดนนทบุรี เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย โดยมุ่งเชื่อมโยง เป้าหมายการปรับตัวระดับโลก (Global Goal on Adaptation : GGA) สู่การกำหนดนโยบาย ตัวชี้วัด และการปฏิบัติ ในระดับประเทศและระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับกรอบการดำเนินงานภายใต้ความตกลงปารีส และมาตรฐานสากล
               ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นความท้าทายที่ทุกประเทศต้องเร่งดำเนินการ โดยข้อมูลจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่า ปี 2566–2568 เป็นช่วงที่โลกมีอุณหภูมิสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่มีการคาดการณ์ว่าจะเกิดปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ในช่วงปลายปี 2569 ถึงต้นปี 2570 ซึ่งจะส่งผลให้เกิดคลื่นความร้อน ภัยแล้ง และเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วรุนแรงมากขึ้นในหลายภูมิภาค รวมถึงประเทศไทย อีกทั้ง รายงาน Climate Risk Index 2026 ยังสะท้อนว่า ประเทศไทยขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 17 ของประเทศที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว จากเดิมอันดับที่ 72 ในปี 2565 แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังเผชิญ ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการบริหารจัดการน้ำ ความมั่นคงทางอาหาร การท่องเที่ยว การสาธารณสุข และทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด
               ดร.พิรุณ กล่าวต่อว่า การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัว (Adaptation) ควบคู่กับการเพิ่มความยืดหยุ่น (Resilience) เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ นี่จึงเป็นที่มาของ เป้าหมายการปรับตัวระดับโลก (Global Goal on Adaptation : GGA) ซึ่งประชาคมโลกได้ร่วมกันกำหนดขึ้นภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อยกระดับการดำเนินงานด้านการปรับตัวของทุกประเทศ และสามารถติดตามความก้าวหน้าผ่านตัวชี้วัดร่วมกันในระดับสากล
               ประเทศไทยได้ขับเคลื่อน แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (National Adaptation Plan : NAP) ครอบคลุม 6 สาขาหลัก ได้แก่ การจัดการทรัพยากรน้ำ เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร การท่องเที่ยว การสาธารณสุข การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อเป็นกรอบการดำเนินงานด้านการปรับตัวของประเทศ โดยที่ผ่านมา กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมได้ดำเนินการสำคัญอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การบูรณาการความร่วมมือกับ 7 กระทรวงหลักในการขับเคลื่อนแผน NAP การพัฒนาฐานข้อมูลความเสี่ยง ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครอบคลุมทุกจังหวัด การพัฒนาดัชนีความเสี่ยงของประเทศ การถอดบทเรียน และเสริมสร้างศักยภาพด้านการปรับตัวรายสาขา การพัฒนาแนวทางการเข้าถึงแหล่งเงินทุนด้านการปรับตัว รวมถึงการพัฒนาระบบติดตามและประเมินผล (Monitoring, Evaluation and Learning : MEL) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูล ด้านการปรับตัวของทุกสาขาเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลกลางของประเทศ
               ปัจจุบัน กรมฯ อยู่ระหว่างการจัดทำ แผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Adaptation Action Plan) เพื่อกำหนดมาตรการ กิจกรรม และตัวชี้วัดที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละสาขาพร้อมเชื่อมโยง เป้าหมายการปรับตัวระดับโลก (GGA) เข้าสู่ตัวชี้วัดของประเทศไทย เพื่อให้สามารถติดตามและประเมินผลการดำเนินงานได้อย่างเป็นระบบ นำไปสู่การขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ได้จริง และระยะต่อไป จะเร่งบูรณาการเป้าหมายการปรับตัวระดับโลกเข้าสู่การดำเนินงานของประเทศ ผ่านการปรับปรุงแผน NAP ให้สอดคล้องกับกรอบ UAE Framework for Global Climate Resilience การพัฒนาระบบฐานข้อมูลและองค์ความรู้ด้านการปรับตัว การพัฒนาระบบติดตามและประเมินผลที่มุ่งวัดผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงต่อประชาชน การพัฒนากลไกด้านการเงินและระบบติดตามงบประมาณด้านการปรับตัว ตลอดจนการยกระดับศักยภาพของหน่วยงานในระดับจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้สามารถแปลงเป้าหมายระดับโลกไปสู่การกำหนดนโยบาย แผนงาน และการดำเนินงานในทุกระดับของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมสนับสนุนการรายงานผลของประเทศไทยภายใต้กรอบ UNFCCC และความตกลงปารีสได้อย่างมีประสิทธิภาพ
               ดร.พิรุณ กล่าวทิ้งท้ายว่า กิจกรรม “GGA to Action” ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงเวทีติดตามความก้าวหน้าของการเจรจาระหว่างประเทศ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการนำกรอบการดำเนินงานด้านการปรับตัวระดับโลกมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย พร้อมแปลงเป้าหมายและตัวชี้วัดระดับโลกไปสู่การปฏิบัติจริงในทุกระดับ ผ่านความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน และทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการปรับตัวของประเทศ สร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จัดประชุมคณะทำงานจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกและมาตรการการลดก๊าซเรือนกระจก ภาคพลังงานและขนส่ง ครั้งที่ 1/2569

               เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมคณะทำงานจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกและมาตรการการลดก๊าซเรือนกระจก ภาคพลังงานและขนส่ง ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก เป็นเลขานุการ รศ.ดร.บัณฑิต ลิ้มมีโชคชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกและมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกภาคพลังงานและขนส่ง พร้อมด้วย คณะทำงานจากหน่วยงานประสานงานหลักได้แก่ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน และสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร ตลอดจนผู้แทนจากหน่วยงานเจ้าของข้อมูลในภาคพลังงานและการขนส่ง อาทิ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กรมธุรกิจพลังงาน กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) การท่าเรือแห่งประเทศไทย กรมเจ้าท่า และสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย รวมทั้งเจ้าหน้าที่ สส. รวมจำนวน 72 คน ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
               ที่ประชุมมีมติเห็นชอบรายงานผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคพลังงานและขนส่ง ประจำปี พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายปี พ.ศ. 2567 ปริมาณ 257.68 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และร่างรายงานการติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจก ประจำปี พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลการลดก๊าซเรือนกระจกปี พ.ศ. 2567 ปริมาณ 75.17 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
               ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายฝ่ายเลขานุการฯ นำผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและร่างรายงานผลการติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกจากมาตรการรายสาขาพลังงานและคมนาคมขนส่ง ปี พ.ศ. 2567 ประจำปี พ.ศ. 2569 เสนอต่อคณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านวิชาการและฐานข้อมูลเพื่อรับทราบและให้ความเห็นชอบต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ขับเคลื่อนนโยบายภายใต้ รมว. สุชาติ วางรากฐานประเทศไทยสู่ Net Zero 2050 เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะก่อนแสดงความมุ่งมั่นใน COP 31 ที่ประเทศตุรกี

               วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อการปรับปรุงยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศไทย (Long-Term Low Greenhouse Gas Emission Development Strategy: LT-LEDS) ณ โรงแรมเดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ พร้อมถ่ายทอดสดผ่าน Zoom Meetings และ Facebook Live เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนร่วมเสนอข้อคิดเห็นต่อทิศทางการพัฒนาประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ การปรับปรุง LT-LEDS ในครั้งนี้เป็นหนึ่งในนโยบายที่รัฐบาลโดย นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) ให้ความสำคัญและมอบหมายให้กรมฯ เร่งขับเคลื่อน เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะยาว รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และผลักดันประเทศไทยสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2050
               ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการพัฒนาประเทศ โดยประเทศไทยได้จัดส่งการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด ฉบับที่ 2 (NDC 3.0) ต่อสำนักเลขาธิการ UNFCCC เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ซึ่งกำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 47 จากปีฐาน ค.ศ. 2019 ภายในปี ค.ศ. 2035 และสอดคล้องตามแนวทางในการมุ่งสู่ Net Zero 2050 การปรับปรุง LT-LEDS จะเป็นกรอบยุทธศาสตร์สำคัญในการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ พร้อมสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ การรักษาความสามารถในการแข่งขัน และการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (Just Transition) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
               ในโอกาสนี้ Ms. Sweta Madhuri Kannan เลขานุการเอก สถานเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย และ Dr. Nomoto Takuya เจ้าหน้าที่อาวุโส สำนักงานเจรจาและความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กระทรวงสิ่งแวดล้อม ประเทศญี่ปุ่น ได้กล่าวย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศ พร้อมสนับสนุนประเทศไทยในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่ดี เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างต่อเนื่อง
               การปรับปรุง LT-LEDS ในครั้งนี้ให้ความสำคัญกับกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนด้วยการจัดประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) จำนวนทั้งสิ้น 17 ครั้ง ครอบคลุมการดำเนินงานใน 5 สาขาหลัก ควบคู่กับการศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้ข้อเสนอเชิงนโยบายสอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย โดยภายในงาน รศ.ดร.บัณฑิต ลิ้มมีโชคชัย หัวหน้าที่ปรึกษาโครงการ ได้นำเสนอสาระสำคัญของร่าง LT-LEDS ฉบับปรับปรุง ที่มีกำหนดแนวทางการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทย โดยมุ่งส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด เทคโนโลยีและนวัตกรรมคาร์บอนต่ำ ควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ขณะที่การประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมยังสะท้อนว่า การดำเนินมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกยังเป็นโอกาสในการดึงดูดการลงทุน พัฒนาอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ สร้างการจ้างงานสีเขียว และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนของประเทศ ก่อนเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมการประชุม เพื่อนำข้อเสนอแนะไปปรับปรุงยุทธศาสตร์ดังกล่าวให้มีความครบถ้วนสมบูรณ์ ก่อนเสนอผ่านกลไกตามโครงสร้างเชิงสถาบันและจัดส่งต่อเลขาธิการกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ก่อนการประชุม COP 31 ที่ประเทศตุรกีต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”