กรมลดโลกร้อน ร่วม MOU กับ 15 พันธมิตร รณรงค์ลดขยะอาหาร “Stop Food Waste Start the Future หยุดขยะอาหาร ต่ออนาคต”

               วันที่ 26 มิถุนายน 2568 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) การขับเคลื่อนการดำเนินงานตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ 12 ของประเทศไทย (สร้างหลักประกันให้มีรูปแบบการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน) ซึ่งมี สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นหน่วยงานประสานงานกลาง (Focal Point) และหน่วยงานรับผิดชอบหลักในการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ 12 และได้รับความร่วมมือจากองค์กรภาคี 15 หน่วยงานเข้าร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือในครั้งนี้ เพื่อสะท้อนถึงจุดยืนของรัฐบาลไทยที่ให้ความสำคัญกับการลดขยะอาหาร และถือเป็นก้าวสำคัญในการนำพาประเทศเข้าสู่ทศวรรษแห่งการลงมือทำ อันนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนร่วมกับประชาคมโลก โดย ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติเป็นประธาน พร้อมด้วย นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่ง ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้มอบหมายให้ นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้แทนร่วมลงนาม โดยมี นางสาวระเบียบ ภูผา ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมอากาศ และเจ้าหน้าที่กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมเข้าร่วมงานดังกล่าว ณ ห้องประชุมศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
               ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้กล่าวว่า “ปัญหาขยะอาหารไม่ใช่เพียงปัญหาระดับชาติ แต่เป็นวิกฤติระดับโลกที่ทุกภาคส่วนต้องตระหนักและร่วมมืออย่างจริงจัง เพราะขยะอาหารส่งผลกระทบทั้งต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ การลดขยะอาหารไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่งแต่คือการกิจร่วม จึงตั้งเป้าประกาศให้ปีนี้เป็น “ปีแห่งการเริ่มต้นรณรงค์การลดขยะอาหาร” วางรากฐานการขับเคลื่อนทั้งด้านการสื่อสาร รณรงค์ และนำร่องลดขยะอาหารอย่างเป็นรูปธรรมในองค์กรที่มีพลังต่อการปลุกกระแส หวังขยายผลสู่วิถีชีวิตของสังคมไทย สร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในวงกว้าง พร้อมเชื่อมโยงอาหารส่วนเกินสู่การแบ่งปันในอนาคต”
               สำหรับการลงนามครั้งนี้มีองค์กรเข้าร่วมทั้งสิ้น 15 หน่วยงาน แบ่งเป็นภาคีองค์กรนำร่องผู้ปฏิบัติ ได้แก่ ห้างสรรพสินค้าซีคอน สยามพิวรรธน์ เซ็นทรัลพัฒนา เดอะมอลล์ เครือข่ายมหาวิทยาลัยยังยืนแห่งประเทศไทย และภาคีองค์กรนำร่องผู้สนับสนุน ได้แก่ กรุงเทพมหานคร กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุ ศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน มูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย สมาคมส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน และ บริษัท ไทยยูธกรุ๊ป จำกัด ซึ่งทั้งหมดจะร่วมเป็นพลังสำคัญในการจุดประกายการมีส่วนร่วนร่วมของทุกภาคส่วนทั่วประเทศ ผลักดันสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมนำไปสู่การลดขยะอาหาร เพื่อร่วมกันสร้างสังคมแห่งการผลิตและบริโภคอย่างยั่งยืนในอนาคต

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมหารือเยอรมัน เดินหน้าความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

               เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานร่วมกับ Dr. Philipp Behrens, Head of Unit, International Climate Initiative, the Federal Ministry for Economic Affairs and Energy (BMWE) ในการประชุมเชิงนโยบายและคณะกรรมการกำกับโครงการความร่วมมือไทย-เยอรมัน (Policy Dialogue and Steering Committee Meeting on Thai – German Cooperation in a field of climate change, biodiversity, and environment) พร้อมด้วยนายจิรวัฒน์ ระติสุนทร รองเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายวัชรินทร์ บุญฤทธิ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ในห้วงการประชุมองค์กรย่อยภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประจำปี 2568 ณ เมืองบอนน์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
               ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และพลังงาน โดย กรมลดโลกร้อน ได้แลกเปลี่ยนความก้าวหน้าของการจัดทำ NDC 3.0 การจัดทำพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแผน NAP การมีส่วนร่วมของประเทศไทยใน Climate Club กรมลดโลกร้อน ได้แสดงความสนใจในการดำเนินงานด้านการปรับตัวฯ ภาคเกษตรที่ต้องมีผลประโยชน์ร่วม (co-benefit) กับการลดก๊าซเรือนกระจก การรับมือกับภัยพิบัติโดยใช้ Nature-based Solutions ในการแก้ปัญหาในภาคเมือง อุตสาหกรรมที่ลดก๊าซฯ ได้ยาก การสร้างความร่วมมือกับธนาคารต่าง ๆ รวมถึงหารือการดำเนินความร่วมมือระหว่างไทย-เยอรมัน ภายใต้แผนงานปกป้องสภาพภูมิอากาศระดับสากล (International Climate Initiative: IKI) พร้อมนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อประเด็นการเจรจาภายใต้กรอบอนุสัญญาฯ ที่สำคัญ อาทิ แผนงาน Baku to Belem Roadmap to 1.3T การกำหนดตัวชี้วัดของเป้าหมายระดับโลกด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Global Goal on Adaptation: GGA) การดำเนินงานของMitigation Work Programme และความสำคัญของความร่วมมือภายใต้ข้อ 6 ของความตกลงปารีส ทั้งนี้ ดร.พิรุณฯ ได้ขอบคุณการสนับสนุนจากรัฐบาลสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และยินดีสร้างความร่วมมือทั้งสองฝ่ายเพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมต่อไปในอนาคต

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมเวทีเจรจา พิจารณาตัวชี้วัดแผนปรับตัวฯ ระดับโลก

               เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ดร.พิรุณ สัยยะสิทธ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ดร. กิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผอ.กองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ และเจ้าหน้าที่กองขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เข้าร่วมการประชุมหารือรายละเอียดการดำเนินงานตามเป้าหมายการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับโลก ในห้วงการประชุมองค์กรย่อยภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประจำปี พ.ศ. 2568 ณ เมืองบอนน์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
               ที่ประชุมได้พิจารณาคัดเลือกตัวชี้วัดตามเป้าหมายการปรับตัวฯ ระดับโลก ซึ่งจะต้องมีความชัดเจนและไม่ทับซ้อนกับตัวชี้วัดด้านการลดก๊าซเรือนกระจก เว้นแต่จะเกิดผลประโยชน์ร่วม (co-benefit) อย่างไรก็ตาม ตัวชี้วัดควรมีความครบถ้วนทั้งในเชิงมิติ เนื้อหา และเป้าหมาย นอกจากนี้ ภาคียังได้พิจารณาแผน Baku Adaptation Roadmap ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการร่วมกันยกระดับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้มีทิศทางที่ชัดเจน และนำไปปฏิบัติได้จริง ซึ่งผู้แทนไทยจะได้ติดตามความก้าวหน้าการเจรจาในประเด็นดังกล่าวต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมหารือสวิส ขับเคลื่อนความร่วมมือลดโลกร้อนผ่านกลไกข้อ 6 ของความตกลงปารีส ต่อเนื่องหลังปี 2030

               เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ดร.กิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง หารือร่วมกับผู้แทนกระทรวงสิ่งแวดล้อมแห่งสมาพันธรัฐสวิส ในห้วงการประชุมองค์ย่อยภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประจำปี พ.ศ. 2568 ณ เมืองบอนน์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
               ในการหารือดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายร่วมยินดีต่อความร่วมมือที่เกิดขึ้นภายใต้ข้อตกลงการดำเนินงานภายใต้ความตกลงปารีสระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสมาพันธรัฐสวิส พร้อมติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการเปลี่ยนรถโดยสารประจำทางสาธารณะภาคเอกชนเป็นรถโดยสารประจำทางไฟฟ้า (รถร่วมบริการ) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อให้ฝ่ายสวิสฯ ได้ดำเนินการในการถ่ายโอนผลการลดก๊าซเรือนกระจกครั้งที่สองต่อไป และได้หารือความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการความร่วมมือภายหลังปี ค.ศ. 2030 รวมถึงแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ของการใช้กลไกข้อ 6 ของความตกลงปารีส ในการยกระดับศักยภาพการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน นำทีมไทยร่วมเวที FSV18 แลกเปลี่ยนงานด้านโลกร้อน พร้อมผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศ

สาระสำคัญรายงาน BUR4 – พร้อมสร้างศักยภาพผ่านความร่วมมือและการสนับสนุนจากนานาประเทศ
โดย นายปวิช เกศววงศ์
รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
สามารถรับชมและรับฟังได้ที่ : https://www.youtube.com/watch?v=H7kBLpfnsTw

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

 

ทำความรู้จักกับ “สภาวะ ENSO-Neutral”

               ENSO-neutral คือ สภาวะที่สภาพอากาศในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออก ซึ่งถือเป็นวัฏจักรของปรากฏการณ์ในมหาสมุทรแปซิฟิกที่ส่งผลต่อสภาพอากาศโลกของเราในแบบที่คาดไม่ถึงเลยทีเดียว

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ติดตามความก้าวหน้าประเด็นการเจรจาในการประชุมองค์กรย่อยภายใต้กรอบอนุสัญญา UNFCCC ประจำปี พ.ศ. 2568

               เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมประชุมหารือกับคณะผู้แทนไทย เพื่อรับทราบความก้าวหน้าการประชุมองค์กรย่อยภายใต้กรอบอนุสัญญาฯ ครั้งที่ 62 (SB 62) ในช่วงสัปดาห์แรก ณ เมืองบอนน์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ซึ่งจะนำไปสู่ประเด็นหารือในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 30 (COP30) ณ เมืองเบเล็ง สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล
               โดยประเด็นสำคัญที่ได้มีการเจรจาที่ผ่านมา ได้แก่ (1) การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภุมิอากาศ (Adaptation) โดยมีการหารือกำหนดตัวชี้วัดของเป้าหมายระดับโลกด้านการปรับตัวฯ (2) ความสูญเสียและความเสียหาย (Loss and damage) (3) การทบทวนสถานการณ์และการดำเนินงานระดับโลก (Global Stocktake) (4) การวิเคราะห์ช่องว่างของการวิจัยและการสังเกตการณ์ (Research and Systematic Observation) (5) การหา Safe Space ของประเทศภาคีในการดำเนินการตามแผนงานลดก๊าซเรือนกระจก (Mitigation Work Programme) (6) แนวทางดำเนินงานของแผนงาน Baku to Belem Roadmap to 1.3T เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินใหม่ (NCQG) (7) ความร่วมมือภายใต้ข้อ 6 ของความตกลงปารีส (😎 online portal สำหรับภาคเกษตร (9) การขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (Just Transition) (10) การจัดการผลกระทบที่เกิดจากมาตรการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Response measure) (11) การเสริมพลังความร่วมมือ (Action for Climate Empowerment) (12) การเสริมสร้างศักยภาพ และ (13) เพศสภาวะ รวมถึงประเด็นการเข้าร่วมนำเสนอรายละเอียดของรายงานความก้าวหน้ารายสองปี ฉบับที่ 4 (BUR4) ในการประชุม The 18th Workshop of the Facilitative Sharing of Views (FSV) เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเสริมสร้างความโปร่งใสในการรายงานข้อมูลของประเทศ
               การประชุมนี้จะดำเนินต่อไปจนถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2568 ทั้งนี้ ดร.พิรุณฯ ขอให้คณะผู้แทนไทยติดตามประเด็นต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นที่มีผลกระทบกับประเทศไทย ซึ่งจะเชื่อมโยงกับการการประชุม COP 30 ต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

DCCE ร่วมหารือ UNFCCC เดินหน้าภารกิจลดโลกเดือด เสริมพลังความร่วมมือระดับโลก

               เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (กรมลดโลกร้อน) พร้อมด้วยนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ หารือร่วมกับ Ms. Maria Misovicova ตำแหน่ง Head of Resource Mobilization and Partnerships สำนักเลขาธิการกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในห้วงการประชุมองค์กรย่อยภายใต้กรอบอนุสัญญาฯ ประจำปี 2568 ณ เมืองบอนน์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
               ในการหารือดังกล่าว ฝ่ายไทยได้กล่าวถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ อาทิ การจัดทำเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด ปี ค.ศ. 2035 (NDC 3.0) ที่มุ่งลดก๊าซเรือนกระจกเทียบกับระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของปีฐาน (Absolute Emissions Reduction) ปี ค.ศ. 2019 การบูรณาการแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสู่แผนปฏิบัติการรายสาขา ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและลดความเสี่ยงจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่าย ยังได้แลกเปลี่ยนทรรศนะต่อแนวทางการขับเคลื่อนทรัพยากรของสำนักเลขาธิการกรอบอนุสัญญาฯ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของประเทศภาคีได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า และเกิดผลลัพธ์จากการเจรจาอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งประเทศไทยพร้อมที่จะดำเนินงานร่วมกับสำนักเลขาธิการกรอบอนุสัญญาฯ และประชาคมโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อการบรรลุเป้าหมายตามความตกลงปารีสต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน นำทีมไทยร่วมเวที FSV18 แลกเปลี่ยนงานด้านโลกร้อน พร้อมผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศ

               เมื่อวันที่ 19-20 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ประเทศไทยเข้าร่วมการประชุมการแลกเปลี่ยนมุมมอง (The eighteenth facilitative sharing of views workshop: FSV18) โดยมีประเทศเข้าร่วม 6 ประเทศ ดังนี้ 1. Bahamas 2. Bangladesh 3. Mali 4. Mozambique 5. Saint Kitts and Nevis 6. Thailand ซึ่งจัดขึ้นในห้วงการประชุม SBI 62 ณ เมืองบอนน์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี โดยมีนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้แทนไทย ร่วมกับ รศ.ดร.บัณฑิต ลิ้มมีโชคชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการลดก๊าซเรือนกระจก รศ.วงกต วงศ์อภัย รองผู้อำนวยการ กลุ่มยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ของ สอวช. นายศิวัช แก้วเจริญ ผอ.กองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมลดโลกร้อน และคณะวิจัยด้านบัญชีก๊าซเรือนกระจกและลดก๊าซเรือนกระจก ม.ธรรมศาสตร์ เข้าร่วมการประชุมดังกล่าว โดย นายปวิช เกศววงศ์ กล่าวถ้อยแถลงถึงความสำคัญของกระบวนการ FSV ที่ช่วยพัฒนาการจัดทำรายงานความก้าวหน้ารายสองปี ฉบับที่ 4 (Fourth Biennial Update Report: BUR4) และเน้นย้ำความสำคัญของการสนับสนุนทางการเงินและความร่วมมือระหว่างประเทศต่อการเสริมสร้างศักยภาพการดำเนินงานตามพันธกรณีของกรอบอนุสัญญาฯ และการบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก และนำเสนอสาระสำคัญของรายงาน BUR4 ได้แก่ สถานการณ์ของประเทศ ข้อมูลบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ปี พ.ศ. 2543 – 2562 ความสำเร็จของเป้าหมาย Nationally Appropriate Mitigation Actions (NAMAs) หรือการลดก๊าซเรือนกระจกก่อนปี พ.ศ. 2563 (ค.ศ. 2020) การสนับสนุนที่ต้องการและได้รับจากความร่วมมือระหว่างประเทศ และเตรียมความพร้อมตามกรอบความโปร่งใสภายใต้ความตกลงปารีส
               จากนั้นเป็นการถาม-ตอบจากภาคีในที่ประชุม ซึ่งไทยได้ตอบคำถามครอบคลุมประเด็นที่เกี่ยวข้อง อาทิ 1) แผนจะยกระดับไปใช้วิธีการคำนวณในระดับ Tier ที่สูงขึ้น และมีข้อจำกัดหรืออุปสรรคในการดำเนินงาน 2) จากการจัดทำรายงาน BUR ทั้ง 4 ฉบับที่ผ่านมา รวมถึงการดำเนินการในกระบวนการวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical analysis) อยากให้ประเทศไทยแชร์บทเรียนสำคัญให้แก่ประเทศภาคีที่เพิ่งเริ่มต้นกระบวนการรายงาน และ 3) การบูรณาการข้อมูลของประเทศไทยได้ใช้วิธีการทางเทคนิคและสมมติฐานใดในการดำเนินงานให้มีความสอดคล้องระหว่างข้อมูลบัญชีก๊าซเรือนกระจกกับข้อมูลการคาดการณ์ (projections) ภายใต้การดำเนินงานตาม NDC ซึ่งภาคีหลายประเทศให้ความสนใจการดำเนินงานของประเทศไทย พร้อมทั้งชื่นชมความก้าวหน้าในการพัฒนาการจัดทำรายงาน BTR ของไทยเป็นอย่างมาก

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แทนคุณออร์แกนิคฟาร์ม โจทย์ท้าทาย ‘ปศุสัตว์อินทรีย์’

               คนจำนวนไม่น้อยอาจไม่คุ้นเคยกับการทำฟาร์ม “ปศุสัตว์อินทรีย์” หรือ “ปศุสัตว์ออร์แกนิก” หรืออาจไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าการทำฟาร์มอินทรีย์นอกจากได้บริโภคอาหารปลอดภัยแล้วยังมีส่วนช่วยลดภาวะโลกร้อนอีกด้วย
ในภาพรวมภาคปศุสัตว์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็นประมาณ 14-15 % ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดจากกิจกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะก๊าซมีเทนจากการย่อยอาหารของสัตว์เคี้ยวเอื้องคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าหนึ่งในสามของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดจากภาคเกษตร (1)
               ในปี 2565 ภาคเกษตรไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจก 68.93 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า สูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากภาคพลังงาน นั่นแสดงให้เห็นว่า การทำปศุสัตว์มีสัดส่วนในการทำร้ายโลกค่อนข้างสูง
ทางออกของปัญหานี้ก็คือ ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำฟาร์มปศุสัตว์จากระบบเก่าไปเป็นระบบใหม่ ซึ่ง “แทนคุณออร์แกนิคฟาร์ม” ฟาร์มที่เลี้ยงทั้งไก่ หมู และเป็ด มีปณิธานแน่วแน่มาตั้งแต่ปี 2555 ว่าปศุสัตว์อินทรีย์คือตัวช่วยในการรักษาสิ่งแวดล้อม
               “อำนาจ เรียนสร้อย” (3) ในฐานะเจ้าของฟาร์มอินทรีย์แห่งนี้ตั้งใจเปลี่ยนโฉมวงการปศุสัตว์ด้วยการผลักดันระบบเกษตรอินทรีย์ให้สามารถเข้าไปแทนที่อุตสาหกรรมปศุสัตว์และอาหารสัตว์ที่แม้จะเป็นเครื่องมือหลักป้อนอาหารให้ผู้คน แต่นั่นคือต้นตอหนึ่งที่สร้างผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมาก
               จุดนี้เองที่ “อำนาจ” อยากเปลี่ยนต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์ 70-80% ที่ต้องใส่เข้าไปในการลงทุนให้กลายเป็นวัตถุดิบที่มาจากระบบอินทรีย์ เพราะหากไม่เปลี่ยนระบบการผลิตอาหารโดยเฉพาะอุตสาหกรรมปศุสัตว์ การทำลายป่า ทำลายทะเลก็จะยังเกิดขึ้นต่อไป
               แทนคุณฟาร์มมุ่งขยายพื้นที่การทำปศุสัตว์อินทรีย์ให้กระจายไปทั่วทุกภูมิภาค โดยการสนับสนุนเครือข่ายเกษตรกรที่ไม่ต้องพึ่งพาระบบที่ทำลายล้างสิ่งแวดล้อม โดยวัตถุดิบที่นำมาผลิตอาหารต้องรู้แหล่งที่มาที่ไป ถ้าเป็นพืชไร่ห้ามเผา ห้ามใช้สารเคมี ห้ามปล่อยสารเคมีลงแม่น้ำหรือไม่ใช้ปลาป่น
               เขาอธิบายหลักการทำปศุสัตว์อินทรีย์มี 2 รูปแบบ รูปแบบที่หนึ่ง การเลี้ยงโดยปล่อยสัตว์ให้หากินในบริเวณที่กำหนดตามหลักการดูแลสวัสดิภาพสัตว์ เช่น เลี้ยงไก่ตามมาตรฐานโรงเรือน 1 ตารางเมตร เลี้ยงได้ไม่เกิน 5 ตัว พื้นที่ปล่อยด้านนอก 1 ตัว ต้องใช้ 4 ตารางเมตรและไม่ใช่เลี้ยงขังในโรงเรือนอย่างเดียว ต้องมีพื้นที่ปล่อยให้ไก่ได้ออกมาแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติ ตามบริบทความหนาแน่นที่เหมาะสมของสัตว์แต่ละชนิด
               รูปแบบที่สอง ซึ่งเป็นข้อสำคัญที่สุดในการทำฟาร์มเกษตรอินทรีย์นั่นคือ อาหารที่กินจะต้องเป็นไปตามคำนิยามมาตรฐานเกษตรออร์แกนิก ไม่ใช่การปล่อยให้หากินเหมือนไก่ป่า ไม่มีเล้าให้นอนในช่วงกลางคืนหรือปล่อยไก่นอนบนต้นไม้จนถูกงูหรือหมากินจนหมด ลักษณะนี้ถือว่าผิดมาตรฐานเพราะทำให้สัตว์ตกอยู่ในความเสี่ยง และเสียชีวิต
               สำหรับอาหารที่ใช้เลี้ยงจะต้องผลิตมาจากระบบเกษตรอินทรีย์อย่างน้อย 80% ขึ้นไปของน้ำหนักแห้งที่ใช้เลี้ยง ตัวอย่างเช่น ไก่กินอาหาร 1 กิโลกรัม อย่างน้อย 800 กรัมจะต้องเป็นวัตถุดิบที่มาจากระบบเกษตรอินทรีย์ และมีใบรับรองขั้นต่ำคือ ออร์แกนิกไทยแลนด์ขึ้นไป อีก 20% ไม่จำเป็นต้องเป็นวัตถุดิบจากระบบเกษตรอินทรีย์ แต่ต้องสำแดงให้กับผู้ตรวจเห็นได้ว่าเป็นวัตถุดิบที่ไม่ปนเปื้อนสารเคมี
               เขาย้ำว่า ข้อห้ามสำคัญของปศุสัตว์อินทรีย์คือการไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ แต่สามารถทำวัคซีนสัตว์ได้ เนื่องจากไม่มีหลักเกณฑ์ข้อไหนจากหน่วยงานไหนห้ามไว้ แต่ปัจจุบันมีอินฟลูเอนเซอร์บางคนไปสื่อสารให้เกิดความเข้าใจผิดว่า ปศุสัตว์อินทรีย์ต้องไม่ทำวัคซีนซึ่งสร้างความเข้าใจผิดแก่เกษตรกรว่าการทำเกษตรอินทรีย์ห้ามทำวัคซีน
               อย่างไรก็ดี การทำปศุสัตว์ออร์แกนิกที่ถูกต้องจะต้องเป็นไปตามมาตรฐานของประเทศ นั่นคือมาตรฐานออร์แกนิกไทยแลนด์ (Organic Thailand) โดย มกอช. (สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ) และจากกรมปศุสัตว์ (DLD Organic) องค์กรภาครัฐที่มาร่วมกำหนดมาตรฐานด้วยกัน ซึ่งปศุสัตว์อินทรีย์เมื่อเทียบกับข้าวหรือพืชอินทรีย์อื่นก็คือ ปศุสัตว์จะมีตรารับรองสองตัวข้างต้น ส่วนข้าวพืชผักผลไม้มีแค่ออร์แกนิกไทยแลนด์
               “อำนาจ” อธิบายเรื่องสำคัญอีกเรื่องในแง่ความเข้าใจความหมายของคำว่า “เกษตรอินทรีย์”และคำว่า “ออร์แกนิก” ด้วยหลายคนอาจมองว่าความยากของคนทำอินทรีย์คือจะปกป้องตัวเองจากคนที่ทำเคมีอย่างไร ซึ่งอำนาจมองว่าเป็นความเข้าใจที่ผิดและคิดไปเองว่า เกษตรอินทรีย์จะต้องปลอดเคมี 100% หรือไม่มีสารเคมีเลย
               “เกษตรอินทรีย์คือเกษตรที่ตั้งใจทำโดยที่ไม่ตั้งใจใส่สารเคมีลงไป แต่สารเคมีที่ปนเปื้อนมาจากรอบข้างในวงเกษตรอินทรีย์เขาไม่เอามานับ อย่าง Green Net สถาบันที่ผมนับถือที่สุด เขาบอกว่าเกษตรอินทรีย์คือเกษตรที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม จบแค่นี้ เขาไม่ได้พูดว่าเกษตรอินทรีย์คือห้ามมีสารตกค้าง เพราะเราไม่ได้เป็นเกษตรในห้องแล็ป วันดีคืนดีเราทำนาอยู่ เกิดน้ำท่วมพัดพาสารเคมีจากที่อื่นมาอยู่ในแปลงเรา อันนี้เกษตรกรผิดเหรอครับ”
               คำถามก็คือ ทำไมปัจจุบันปศุสัตว์อินทรีย์ถึงโตได้ไม่มาก อำนาจบอกว่า ประเด็นแรก ไม่มีตลาดรองรับมากพอ ประเด็นที่สอง วัตถุดิบมีไม่เพียงพอ และเกษตรกรอาจขาดองค์ความรู้ ทั้งที่สามารถเข้าถึงได้จากดิจิทัลฟุตพริ้นต์ที่เขาถ่ายทอดไป หรืออีกหลายที่ทำไว้ลักษณะใกล้เคียงกัน
               ธุรกิจการเกษตรในนามแทนคุณฟาร์มไม่ได้ตั้งตัวเป็นพ่อค้าคนกลาง แต่หาวัตถุดิบจากเครือข่ายกลุ่มเกษตรกร อย่างเช่น กลุ่มที่รวมตัวกันผลิตข้าวโพด ถั่วเขียว มันสำปะหลังซึ่งเป็นวัตถุดิบอินทรีย์ส่งให้ฟาร์ม ขณะเดียวกันก็หา Waste มาทำอาหารสัตว์ เช่น รับซื้อกระดองปูก้ามปูเปลือกปูมาตรวจแล็ปว่ามี Nutrition Profile (การจำแนกอาหารตามองค์ประกอบทางโภชนาการ) เพื่อนำมาทำสูตรอาหารสัตว์ ซึ่งพบว่ามีแคลเซียมและโปรตีนเสริมอยู่ด้วย
               จากเดิมที่ทิ้งเป็นขยะ และสร้างมลภาวะทางสิ่งแวดล้อม เขาเลือกรับซื้อตันละ 10,000 บาท ทำให้กลุ่มประมงพื้นบ้านมีรายได้เพิ่ม นี่คือการนำ waste เปลี่ยนมาเป็นอาหารสัตว์และสามารถเปลี่ยนเป็นเนื้อไก่ออร์แกนิก ไข่ไก่ออร์แกนิกที่มีมูลค่าสูง
               เป็นเหตุผลที่เนื้อไก่ของแทนคุณฟาร์มแพงกว่าไก่ทั่วไปสามเท่าตัว ซึ่งแน่นอนไม่ใช่ทุกคนที่ซื้อได้ แต่ถ้าจะทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงมากขึ้น จะต้องขยายเครือข่ายผู้ผลิตวัตถุดิบอินทรีย์ป้อนฟาร์มให้มากขึ้นหรือให้กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค เพื่อลดต้นทุนการขนส่งระยะทางไกล และทำให้เกิดกลุ่มเกษตรกรผลิตวัตถุดิบมากขึ้นเพื่อให้เกิดการแข่งขันเรื่องราคา
               “ทุกวันนี้แทนคุณฟาร์มโตขึ้นจากยอดขายเดือนละ 100,000 เป็นเดือนละ 3,000,000 ได้โดยไม่ต้องยิงแอดโฆษณา ทุกอย่างเป็นออร์แกนิกหมด และไม่มีหน้าร้าน โตอยู่ในโลกออนไลน์ ถ้าผมมีหน้าร้านสัก 10 แห่งสเกลจะขนาดไหน”
               “อำนาจ” ต้องการให้มีการสื่อสารเนื้อหาให้ผู้บริโภคมีความรู้ในการเลือกกินอาหารที่มาจากระบบเกษตรอินทรีย์มากขึ้นเพราะเมื่อมีผู้บริโภคมากขึ้น โอกาสจะขยายเครือข่ายเกษตรกรก็มากขึ้นตาม และนี่เป็นเหตุผลที่เขาเตรียมจะเปิดระดมทุนและจัดตั้งเป็นบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคม เพื่อให้ขยายปศุสัตว์อินทรีย์ให้โตขึ้นอีก
               หลักการทำธุรกิจของแทนคุณฟาร์ม นอกจากผลิตเองเป็นหลัก ยังทำงานร่วมกับกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงที่คัดเลือกมาอย่างน้อย 5 คนขึ้นไปต่อกลุ่ม มาร่วมทำฟาร์มอินทรีย์ตามมาตรฐาน โดยแทนคุณฟาร์มจะวางแผนการผลิตให้ “อย่างเช่น อาทิตย์หนึ่งแทนคุณฟาร์มขายไก่ได้ 1,000 ตัวก็คือจะต้องมีไก่อาทิตย์ละ 1,000 ตัว ถ้าผมเลี้ยง 600 ตัว อีก 400 ตัวจะไปแจกจ่ายให้กับเครือข่ายที่มี และรับซื้อคืนผลผลิตทั้งหมดในราคาประกันที่คุยกันไว้ตั้งแต่แรก ไม่ว่าภาวะตลาดของเราจะเป็นอย่างไร
               “เราจะต่างจากพ่อค้าคนกลางที่ช่วงนี้ตลาดดีเอามา แต่พอช่วงขายยากก็ไม่รับซื้อหรือซื้อแค่ครึ่งเดียว สมมติวันนี้ผมขายไม่ได้เลย แต่ผมได้ตกลงไปแล้วกับเครือข่าย 400 ผมก็ต้องซื้อทั้งหมด 400 ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยเกิดเหตุแบบนั้นและไก่ในราคาอุตสาหกรรมผมซื้อแพงกว่าหนึ่งเท่าตัว และผมก็ยังไม่เห็นว่าที่ไหนทำได้”
               อีกความตั้งใจของอำนาจก็คือ มุ่งหวังให้เครือข่ายเกษตรกรปศุสัตว์อินทรีย์สามารถพึ่งพาตัวเองได้ตั้งแต่ต้นยันจบ “ผมยินดีถ้าเกษตรกรทั่วประเทศจะทำได้แบบผม แล้วผมปิดแทนคุณฟาร์มไปเลย ผมก็ยินดี”
               ถามย้ำ นี่คือความมุ่งหมายในการขยายปศุสัตว์อินทรีย์เพื่อแทนที่อุตสาหกรรรมปศุสัตว์แบบเก่า เขาตอบ “ใช่ครับ อันนี้คือความตั้งใจสูงสุดเลยที่ผมอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง”

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
(1) BBC., The cows that could help fight climate change.
(2) กรุงเทพธุรกิจ, “ปศุสัตว์” สีเขียว อาหารปลอดภัย ลด “ก๊าซเรือนกระจก”
(3) สัมภาษณ์ อำนาจ เรียนสร้อย เจ้าของแทนคุณออร์แกนิคฟาร์ม