กรมลดโลกร้อน เร่งเครื่องพิจารณาร่าง พรบ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

               ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมชี้แจงข้อมูลต่อคณะกรรมการกฤษฎีกาในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ซึ่งเข้าสู่การพิจารณาเป็นสัปดาห์ที่สาม
               ทั้งนี้ ภาพรวมมีความคืบหน้าทั้งด้านการพิจารณาคำนิยาม และนัยยะตามกฏหมายเรียบร้อยแล้ว โดยอยู่ระหว่างการให้ข้อมูลเกี่ยวกับสาระสำคัญของเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ และความเห็นเชิงแนะนำของศาลโลกและมติที่ประชุมสมัชชาใหญ่ UNGA ในประเด็นหน้าที่ของรัฐต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา สำหรับประกอบการพิจารณาหลักการและวัตถุประสงค์ของร่างกฎหมาย ตลอดจนการกำหนดสิทธิของบุคคลและชุมชนในร่างพระราชบัญญัติฯ ก่อนเข้าสู่การพิจารณาบทบัญญัติในหมวดอื่น ๆ ต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ประชุมคณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านการบูรณาการนโยบายและแผน ครั้งที่ 2/2569

               วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านการบูรณาการนโยบายและแผน ครั้งที่ 2/2569 โดยมี นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และนายสมบัติ กิจจารุวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นรองประธานอนุกรรมการคนที่ 1 และ 2 นายกิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ เข้าร่วมประชุม พร้อมกับผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ รวม 25 หน่วยงาน จำนวน 77 คน
               คณะอนุกรรมการฯ ได้มีมติเห็นชอบในเรื่องสำคัญเกี่ยวกับการขอรับการสนับสนุนทางการเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Finance) ดังนี้
               1. การขยายระยะเวลาดำเนินโครงการ Enhancing Climate Resilience in Thailand through Effective Water Management and Sustainable Agriculture ต่อกองทุนภูมิอากาศสีเขียว (Green Climate Fund: GCF)
               2. ข้อเสนอโครงการ TRUST-FLOOD Thailand (Trigger-based, Resilient, and Socially-inclusive Finance for Flood Loss & Damage in Thailand) ต่อกองทุนจัดการความสูญเสียและความเสียหายจากสภาพภูมิอากาศ (Fund for responding to Loss and Damage: FRLD)
               3. ข้อเสนอโครงการ Development of Thailand Climate Smart Nature-Based Solutions for Integrated Loss and Damage Response Mechanism for Agricultural Resilience (Climate Smart NbS-Ag) ต่อกองทุน FRLD
ทั้งนี้ ให้เสนอผู้มีอำนาจ (Designated Authority) เพื่อพิจารณาลงนาม ก่อนเสนอคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติทราบตามขั้นตอนต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมงาน Sweden – Thailand Sustainable Development Forum 2026

               วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ดร..พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (อสส.) ได้รับมอบหมายจากปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมพิธีเปิดงาน Sweden – Thailand Sustainable Development Forum 2026 ซึ่งจัดโดยสถานเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองชาติ ภายใต้แนวคิด “Achieving the Updated Nationally Determined Contributions through Collaboration” ณ โรงแรมเดอะ เวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท กรุงเทพมหานคร พร้อมนางอันนา ฮัมมาร์เกรน เอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย และนายมิคาเอล ลินด์วัลล์ ผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศสวีเดน
               โอกาสนี้ อสส. ได้ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Climate Change Policy and Implementation of Thailand’s NDC” โดยเน้นย้ำถึงการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับสวีเดน เพื่อแสดงความมุ่งมั่นและยกระดับการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศร่วมกับประชาคมโลก ภายใต้กรอบอนุสัญญา UNFCCC และความตกลงปารีส การยกระดับ NDC 3.0 มุ่งสู่การบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี ค.ศ. 2050 รวมทั้งการดำเนินการด้านนโยบายของประเทศไทย ทั้งในเรื่องการลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการจัดทำ (ร่าง) พรบ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ซึ่งเป็นกรอบแนวทางในการเปลี่ยนผ่านและเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนไปสู่เศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ นอกจากนี้ อสส. ยังได้เน้นย้ำโอกาสในการสร้างความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ ความร่วมมือที่เข้มแข็ง รวมทั้งการสนับสนุนในสาขาสำคัญ อาทิ สาขาพลังงาน การขนส่ง เกษตรและอาหาร และป่าไม้ เพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายของทั้งสองประเทศต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมเวที 33 ปี TEI สะท้อนทิศทางไทยสู่ Net Zero และการปรับตัวอย่างยั่งยืน

               วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมงานครบรอบ 33 ปี สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ภายใต้หัวข้อ “สิ่งแวดล้อมโลก สิ่งแวดล้อมไทย : ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด” เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางรับมือ 3 วิกฤติสิ่งแวดล้อมโลก (Triple Planetary Crisis) ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และปัญหามลพิษ พร้อมผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษ “การใช้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในการแก้ไขปัญหาวิกฤติสิ่งแวดล้อมไทย” สะท้อนบทบาทขององค์ความรู้และนวัตกรรมในการรับมือความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ
               โอกาสนี้ นายปวิช เกศววงศ์ ได้ร่วมเสวนาและนำเสนอหัวข้อ “จาก COP30 สู่ COP31 : ประเด็นที่ไทยต้องจับตา เพื่อการเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน” โดยเน้นว่า การประชุม COP31 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญจาก “คำมั่น” ไปสู่ “การลงมือปฏิบัติจริง” พร้อมย้ำว่าไทยได้ยกระดับ NDC 3.0 เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิลงร้อยละ 47 ภายในปี 2035 จากปีฐาน 2019 ที่จะมุ่งสู่การบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 นอกจากนี้ ยังได้สะท้อนทิศทางการดำเนินงานของไทยในระยะต่อไป ทั้งการเร่งขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแผน NDC 3.0 การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการผลักดันร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อรองรับการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในระยะยาว

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ประชุมเตรียมการ SB64

               วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมเตรียมการเข้าร่วมการประชุมองค์กรย่อยภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประจำปี พ.ศ. 2569 และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง พร้อมด้วย นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เจ้าหน้าที่กรม และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมกว่า 60 คน ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และผ่านระบบการประชุมทางไกล
               การประชุมดังกล่าวเป็นการเตรียมความพร้อมด้านสารัตถะสำหรับการประชุมองค์กรย่อยภายใต้กรอบอนุสัญญาฯ ประจำปี พ.ศ. 2569 และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6 – 18 มิถุนายน 2569 ณ เมืองบอนน์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ซึ่งมีสาระสำคัญ ประกอบด้วย การปรับปรุงรายงานด้านการปรับตัวของประเทศ (Adaptation communication) การทบทวนการดำเนินงานตามกรอบการเสริมสร้างศักยภาพ แผนงานการเสริมพลังความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การดำเนินงานภายใต้มาตรา 6.2 และ 6.8 ของความตกลงปารีส การดำเนินงานด้านเทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม การเชื่อมโยงกลไกด้านเทคโนโลยีและกลไกทางการเงิน การพิจารณากลไกการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม รวมถึงการทบทวนสถานการณ์และการดำเนินงานระดับโลก ซึ่งจะต้องจัดทำร่างข้อตัดสินใจ (Draft decision) เพื่อรับรอง (Adoption) ในการประชุม COP 31 ณ เมืองอันตัลยา สาธารณรัฐตุรกี ต่อไปนอกจากนั้น ที่ประชุมยังได้พิจารณาเตรียมการนำเสนอรายละเอียดของรายงานความโปร่งใสรายสองปี ฉบับที่ 1 (BTR 1) ในการประชุม The Third working group session of the Facilitative, Multilateral Consideration of Progress (FMCP3) ทั้งนี้ ดร.พิรุณ ได้เน้นย้ำให้ผู้แทนไทยดำเนินการติดตามการประชุมและรายงานผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่การดำเนินงานภายในประเทศให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จัดกิจกรรมเนื่องในวันวิสาขบูชาและวันต้นไม้ประจำปีของชาติ พ.ศ. 2569

               วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมเนื่องในวันวิสาขบูชาและวันต้นไม้ประจำปีของชาติ พ.ศ. 2569 พร้อมปลูกต้นไม้ร่วมกับคณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ของกรมฯ จำนวนทั้งสิ้น 180 คน ณ ศูนย์วิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
               ทั้งนี้ เพื่อสืบสานวัฒนธรรมอันดีและให้ความสำคัญเนื่องในวันสำคัญทางพุทธศาสนารวมถึงสร้างการมีส่วนร่วมของบุคลากรในการอนุรักษ์ ฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ เพิ่มพื้นที่สีเขียวช่วยลดโลกร้อน ซึ่งท่านอธิบดีให้ความสำคัญต่อการร่วมกิจกรรมการปลูกป่านิเวศน์ในครั้งนี้ ที่จะเกื้อกูลกันระหว่างคนละป่า ซึ่งมีความหมายคือ การปลูกป่าเลียนแบบระบบนิเวศตามธรรมชาติ โดยเน้นการปลูก “พันธุ์ไม้พื้นเมือง” (Native Species) ดั้งเดิมของพื้นที่นั้น ๆ ผสมผสานกันทั้งไม้ยืนต้น ไม้พุ่ม และไม้คลุมดิน ให้เติบโตร่วมกัน ถึงแม้ในครั้งนี้การปลูกต้นไม้จะมีจำนวนเพียง 200 ต้น แต่หากต้นไม้เหล่านี้เติบโตแข็งแรง จะทำหน้าที่สำคัญในการเป็นแหล่งอาหารและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ช่วยลดโดมความร้อน (Heat Dome) 1 – 3 องศาเซลเซียส และยังเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนที่สำคัญ ซึ่งป่านิเวศน์มีความสำคัญต่อการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศในเชิงบวก

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

จากเป้าหมายการปรับตัวระดับโลก…สู่การสร้างภูมิคุ้มกันในระดับพื้นที่

               🌍 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้ดำเนิน “โครงการติดตามประเมินผลการดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรายสาขา ตามแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการดำเนินงานในสาขาที่มีแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างชัดเจน พัฒนาเครื่องมือและวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลในการติดตามประเมินผลในระดับพื้นที่ ตอบโจทย์เป้าหมายการปรับตัวระดับโลก (Global Goal on Adaptation : GGA)

🎯 เราทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร ?
               ศึกษา : ถอดบทเรียนการดำเนินงานในสาขาที่มีแผนการปรับตัวฯ รองรับชัดเจน
               ใช้ประโยชน์ : กลุ่มเป้าหมายสามารถนำความรู้และเครื่องมือใช้ติดตามประเมินผลในพื้นที่ได้จริง
               ยกระดับ : นำผลลัพธ์ที่ได้ไปปรับปรุงกระบวนการขับเคลื่อนการดำเนินงาน ภายใต้แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (Thailand’s National Adaptation Plan : NAP)

💡 4 เครื่องมือสำคัญ ช่วยเปลี่ยน “แนวคิด” ให้กลายเป็น “ข้อมูลเชิงประจักษ์” ได้แก่
               1. ข้อมูลพื้นฐาน & บริบทความเสี่ยง : วิเคราะห์ตั้งแต่ความเสี่ยง เทคโนโลยีที่ใช้ ไปจนถึงผลสัมฤทธิ์การดำเนินงาน
               2. ความเชื่อมโยงนโยบาย : ตรวจสอบความสอดคล้องตั้งแต่แผนระดับชาติ (NAP) แผนรายสาขา จนถึงแผนระดับจังหวัด
               3. ตัวชี้วัดการปรับตัว : ประเมินผลลัพธ์จริงที่ต้องตอบโจทย์ทั้งระดับประเทศและระดับโลก (GGA)
               4. การถอดบทเรียน : มองหาข้อจำกัด ความท้าทายเชิงระบบ ปัจจัยความสำเร็จ และ Good Practices เพื่อนำไปขยายผลต่อ

🌾 ถอดรหัส “นาน้อยโมเดล” เกษตรเท่าทันภูมิอากาศ บนพื้นที่สูง
     จากการนำเครื่องมือติดตามประเมินผลไปใช้ใน สาขาการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ณ ต.บัวใหญ่ อ.นาน้อย จ.น่าน นำมาสู่การปรับตัวผ่าน 6 แนวปฏิบัติเกษตรเท่าทันภูมิอากาศ (CSA)
               ☀️ 1. ระบบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์
               🚜 2. ลดการชะล้างหน้าดินด้วยการไถแบบ Keyline
               🍂 3. ปรับปรุงดินด้วย Biochar (ถ่านชีวภาพ)
               🌱 4. ปลูกพืชทดแทนพืชเชิงเดี่ยว
               🌽 5. จัดการเศษข้าวโพดด้วย BCG Model (แปรรูปเป็นบรรจุภัณฑ์ชีวภาพ)
                📱 6. ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Digital Traceability)
✨ ผลลัพธ์ความสำเร็จเชิงประจักษ์
               ด้านเศรษฐกิจ : ลดการสูญเสียผลผลิตได้ถึง 20% มีรายได้ใหม่จากการแปรรูปเศษข้าวโพด และรายได้จากพืชทางเลือก
               ด้านสังคม : มีความมั่นคงทางอาหารจากการทำเกษตรอินทรีย์ที่หลากหลาย ชุมชนพึ่งพาตนเองได้
               ด้านสิ่งแวดล้อม : ฝนลดแต่ดินยังชุ่มชื้น ลดการใช้สารเคมี และลดฝุ่น PM 2.5 จากการหยุดเผาเศษวัสดุการเกษตร

😷 เพราะเด็กเล็ก คือ กลุ่มที่เปราะบางที่สุด ส่องโมเดล “ห้องเรียนปลอดฝุ่น”
               กรุงเทพมหานคร เผชิญวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่เป็นตัวเร่งฝุ่น PM2.5 ทั้งจากความเร็วลมที่ลดลง 31% สภาวะโดมความร้อนเมือง (Urban Heat Island) และอุณหภูมิที่สูงขึ้น ทำให้ กทม. มีความเสี่ยงภัยด้านสาธารณสุขสูงเป็นอันดับ 1 ของประเทศ (ภายใต้แบบจำลอง SSP2-4.5)
               โครงการฯ ได้ติดตามประเมินผล สาขาสาธารณสุข ณ ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน ชุมชนฟื้นนครร่วมเกล้า ระยะ 4 โซน 10 เขตลาดกระบัง ผ่าน “4 กลยุทธ์สู่ห้องเรียนปลอดฝุ่น” 🔒 Closed Windows/Sealing : ป้องกันฝุ่นเข้าจากภายนอก 🔄 Active Ventilation (ERV) : ระบบระบายอากาศแลกเปลี่ยนความร้อน ดึงอากาศดีเข้า-ไล่อากาศเสียออก 🍃 Air Purification : เครื่องฟอกอากาศประสิทธิภาพสูงภายในห้อง 📊 Monitoring: ตรวจวัดและแสดงผลคุณภาพอากาศ (AQI) ตลอดเวลา
✨ ผลลัพธ์เชิงประจักษ์เพื่ออนาคตของชาติ
               Healthy Kids : อัตราการเจ็บป่วยจากโรคระบบทางเดินหายใจลดลง เด็กๆ มีคุณภาพการนอนหลับที่ดี มีสมาธิและสมรรถภาพในการทำกิจกรรมดีขึ้น
               คุณภาพอากาศดีขึ้น : ระดับ PM 2.5 ลดลง 97% เมื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังการติดตั้ง ระบบ ERV อากาศภายในห้องสะอาดบริสุทธิ์

ถอดรหัสความสำเร็จจากพื้นที่ต้นแบบทั้ง 6 สาขา ปัจจัยสู่ความเข้มแข็งและการปรับตัวอย่างยั่งยืน

               ☂ การถอดบทเรียนจากพื้นที่ต้นแบบ เป็นกลไกสำคัญของระบบติดตาม ประเมินผล การวิจัย และการเรียนรู้ (Monitoring, Evaluation, Research and Learning: MERL) ที่ช่วยสังเคราะห์องค์ความรู้จากการดำเนินงานจริง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาเชิงระบบอย่างมีประสิทธิภาพ กระบวนการดังกล่าวมุ่งวิเคราะห์ทั้ง “ปัจจัยแห่งความสำเร็จ” ที่ส่งเสริมความเข้มแข็งและความยั่งยืนของชุมชน ตลอดจน “ปัจจัยเชิงข้อจำกัด” ที่เป็นอุปสรรคต่อการปรับตัวและการพัฒนาในระยะยาว บทเรียนที่ได้จะถูกนำมาสังเคราะห์เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายและแนวทางปฏิบัติ เพื่อสนับสนุนการขยายผลและยกระดับศักยภาพของพื้นที่ต้นแบบในอนาคต

✿ ปัจจัยสู่ความสำเร็จเพื่อการปรับตัวที่ยั่งยืน
     1. การบูรณาการข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัล : การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและระบบข้อมูลเชิงพื้นที่มีบทบาทสำคัญต่อการบริหารจัดการความเสี่ยงและการตัดสินใจเชิงพื้นที่
               – ใช้แอปพลิเคชันและระบบภูมิสารสนเทศ (GIS) เพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์ข้อมูล การจัดทำผังน้ำดิจิทัล และการระบุพื้นที่เสี่ยง
               – มีระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัยแบบเรียลไทม์ด้านน้ำและคุณภาพอากาศ เพิ่มประสิทธิภาพในการรับมือภาวะวิกฤต
               – นำนวัตกรรมดิจิทัลด้านสาธารณสุขมาใช้ เช่น Telemedicine และ Health Rider ลดข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการสุขภาพช่วงเกิดภัยพิบัติ
     2. การมีส่วนร่วมของเครือข่ายและภาคีทุกภาคส่วน : ความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ เป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการขับเคลื่อนงานในระดับพื้นที่
               – นำกลไก “บวร” (บ้าน วัด โรงเรียน ราชการ) และความร่วมมือกับสถาบันการศึกษามาช่วยเสริมพลังการดำเนินงานให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
               – ความเข้มแข็งขององค์กรชุมชนและกลุ่มผู้ใช้น้ำส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีส่วนร่วมและเป็นธรรม
               – บทบาทของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม./อสส.) เข้าถึงกลุ่มเปราะบางด้านสุขภาพจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
     3. การใช้แนวทางธรรมชาติและการผสมผสานภูมิปัญญา : การประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นร่วมกับองค์ความรู้สมัยใหม่เพิ่มประสิทธิภาพในการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ
               – การนำระบบจัดการน้ำโบราณมาผสานกับวิศวกรรมสมัยใหม่เพื่อป้องกันน้ำท่วม
               – การใช้ฝายแกนดินซีเมนต์ที่ต้นทุนต่ำและใช้วัสดุในพื้นที่
               – การฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่งและหญ้าทะเล เพื่อเป็นแนวป้องกันทางธรรมชาติและช่วยฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อม
     4. การปรับเปลี่ยนรูปแบบเศรษฐกิจให้เท่าทันภูมิอากาศ : การพัฒนาเศรษฐกิจที่คำนึงถึงความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศเพิ่มความมั่นคงด้านรายได้และศักยภาพการแข่งขันของชุมชนให้ปรับตัวและดำเนินต่อได้อย่างยั่งยืน
               – การส่งเสริมเกษตรทางเลือกมูลค่าสูงที่ใช้น้ำน้อย
               – การพัฒนาอุตสาหกรรมและฟาร์มคาร์บอนต่ำ
               – การออกแบบกิจกรรมท่องเที่ยวที่ยืดหยุ่นตามฤดูกาลและสภาพอากาศ

✿ ปัจจัยข้อจำกัดในการปรับตัว
       พื้นที่ต้นแบบมีความก้าวหน้าในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ยังคงมีข้อจำกัดที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพและความยั่งยืนของการดำเนินงาน
               1. ข้อจำกัดด้านทรัพยากรและงบประมาณ ส่งผลต่อการบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐาน การจัดหาอุปกรณ์จำเป็น และการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ที่มีต้นทุนสูง
               2. ปัญหาด้านบุคลากรและทักษะเฉพาะทาง การขาดผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลดิจิทัล ระบบคาดการณ์ และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงองค์ความรู้ระหว่างพื้นที่
               3. ข้อจำกัดเชิงนโยบายและกฎหมาย ความขัดแย้งด้านการใช้ประโยชน์ที่ดิน การบังคับใช้ผังเมือง และการขาดระบบฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงระหว่างหน่วยงาน
               4. ความรุนแรงของสภาพภูมิอากาศที่เกินขีดความสามารถ ทั้งระบบรองรับและปัญหาข้ามพรมแดนที่ชุมชนไม่สามารถจัดการได้โดยลำพัง
               5. ปัจจัยด้านสังคมและเศรษฐกิจ สังคมสูงวัย การย้ายถิ่นแรงงาน และความผันผวนทางเศรษฐกิจ ลดศักยภาพและแรงจูงใจในการปรับตัวของชุมชนในระยะยาว

แหล่งอ้างอิง
โครงการจัดทำระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

 

รมว. สุชาติ ผลักดันให้ไทยใช้การพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน

               นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เน้นย้ำให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) ขับเคลื่อนการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน โดย สส. ร่วมกับหน่วยวิจัยด้านพลังงานที่ยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดประชุมเผยแพร่ผลการศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมต่อการปรับปรุงยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศไทย เพื่อหารือและรับฟังความคิดเห็นจากภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้เกี่ยวข้องกว่า 170 คน ในวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว กรุงเทพฯ
               ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดี สส. ปฏิบัติหน้าที่ประธานการประชุม ได้รับฟังผลการใช้แบบจำลองวิเคราะห์รูปการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมตามยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำที่มีเป้าหมายไปสู่ Net Zero 2050 ในปี พ.ศ. 2593 โดยมีนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดี สส. และผู้แทนจากภาคส่วนต่างๆ ร่วมอภิปราย ให้ข้อสังเกต ตลอดจนคำแนะนำสำหรับนำไปใช้ปรับปรุงแนวทางประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นให้สะท้อนถึงรูปแบบและนโยบายการพัฒนาประเทศที่เหมาะสมต่อการสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของไทยให้แข่งขันและดำเนินการร่วมกับประชาคมโลกได้ในระยะยาว
               ทั้งนี้ ผลการประชุมจะสนับสนุนการพัฒนาแนวทางจัดการผลกระทบเชิงลบที่ต่อทุกภาคส่วนอย่างเป็นรูปธรรม บนความมุ่งหมายให้เกิดการปรับตัวและประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศได้ต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมงานเปิดโครงการ “STOP FOOD WASTE กินดี รักษ์โลก รับโชคเพิ่ม” ขับเคลื่อนการจัดการขยะอาหารอย่างยั่งยืนตามนโยบายรัฐบาล

               วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และ นางสาวอุมา ศรีสุข ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดโครงการ “STOP FOOD WASTE กินดี รักษ์โลก รับโชคเพิ่ม” โดยมี นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เป็นประธาน โดยมีคุณวรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มการตลาด บริษัทเดอะมอลล์กรุ๊ป จำกัด พร้อมด้วยนายบรรณรักษ์ เสริมทอง เลขาธิการสำนักงานนโยบายเเละเเผนทรัพยากรธรรมชาติเเละสิ่งแวดล้อม และคณะผู้บริหาร ร่วมงาน ณ เดอะมอลล์ไลฟ์ สโตร์ บางกะปิ กรุงเทพมหานคร
               นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทส. เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม การจัดการขยะ และมลพิษอย่างจริงจัง โดยเฉพาะปัญหาขยะอาหาร ซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจจำนวนมากในแต่ละปี จากกระบวนการผลิต การจำหน่าย และการบริโภคที่ไม่มีประสิทธิภาพ จนทำให้อาหารจำนวนมากกลายเป็นของเสียโดยไม่จำเป็น
               โครงการดังกล่าวนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด และภาคีเครือข่ายภาคเอกชน จัดขึ้นเพื่อรณรงค์และขับเคลื่อนการบริหารจัดการขยะอาหาร (Food Waste) อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านความร่วมมือกับร้านอาหารภายในศูนย์การค้าในการสร้างระบบนิเวศลดขยะอาหารแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง
               นายสุชาติ ยังกล่าวว่าเพิ่มเติมว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ดำเนินงานร่วมกับบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป อย่างต่อเนื่องในการขับเคลื่อนประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาขยะอาหาร ซึ่งปัจจุบันถือเป็นปัญหาสำคัญระดับโลก ทุกประเทศต่างให้ความสำคัญและเร่งดำเนินมาตรการลดผลกระทบ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่ได้มีภารกิจเพียงการดูแลป่าไม้ อุทยานแห่งชาติ หรือสัตว์ป่าเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติ ทั้งด้านคุณภาพอากาศ มลพิษ สิ่งแวดล้อม และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งปัญหาขยะอาหารถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันแก้ไข ซึ่งรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรี ได้กำหนดนโยบายด้านการจัดการขยะ มลพิษ และสิ่งแวดล้อมไว้อย่างชัดเจน และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้นำนโยบายดังกล่าวมาขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมจะไม่สามารถประสบผลสำเร็จได้ หากขาดความร่วมมือจากภาคเอกชน สื่อมวลชน และประชาชน ซึ่งถือเป็นพลังสำคัญในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”