รมว.สุชาติ มอบนโยบายกรมลดโลกร้อน สนับสนุนข้อมูลร่าง พ.ร.บ. ลดโลกร้อนอย่างรอบด้าน มุ่งยกระดับกฎหมายสิ่งแวดล้อมควบคู่การพัฒนาเศรษฐกิจแห่งอนาคต

               นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบนโยบายให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) ให้ความสำคัญกับการจัดเตรียมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. อย่างครบถ้วน รอบด้าน และต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ร่างกฎหมายมีความสมบูรณ์ รัดกุม และสามารถสร้างประโยชน์สูงสุดต่อการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในอนาคต ในการดำเนินงานดังกล่าว ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และคณะเจ้าหน้าที่ ได้เข้าร่วมประชุมชี้แจงข้อมูลประกอบการพิจารณาร่างกฎหมายร่วมกับคณะกรรมการกฤษฎีกาอย่างต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 10 เพื่อสนับสนุนการพิจารณาในประเด็นต่าง ๆ ด้วยข้อมูลทางวิชาการและข้อเท็จจริงที่ครบถ้วน
               สำหรับความคืบหน้าในการประชุมสัปดาห์นี้ คณะกรรมการได้เริ่มพิจารณา หมวด 6 ข้อมูลก๊าซเรือนกระจก โดย สส. ได้ชี้แจงที่มา ความสำคัญ วัตถุประสงค์ และหลักการของหมวดดังกล่าว ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่
               1. การรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐผู้รับผิดชอบรายสาขา (Focal Point) เพื่อใช้ในการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศและรองรับการปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศ
               2. การรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนิติบุคคล ซึ่งจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลสำคัญสำหรับการกำหนดนโยบายและมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
               นอกจากนี้ สส. และกรมควบคุมมลพิษ ยังได้ร่วมกันชี้แจงความแตกต่างของการจัดเก็บข้อมูลตามร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด พร้อมหารือความสอดคล้องกับหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการพิจารณา

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จัดประชุมคณะทำงานเจรจาสำหรับการประชุมกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 2/2569

               วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานเจรจาสำหรับการประชุมกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 2/2569 ณ ห้องประชุมกรรณิการ์ – ราชาวดี ร่วมกับการประชุมผ่านระบบทางไกล โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม จำนวน 30 หน่วยงาน
               กองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ ในฐานะฝ่ายเลขานุการ ได้เสนอให้ที่ประชุมรับทราบผลการประชุมในระดับนานาชาติ เกี่ยวกับคณะทำงานอาเซียนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) และองค์กรย่อยภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประจำปี พ.ศ. 2569 รวมทั้งได้รับทราบความก้าวหน้าเกี่ยวกับการเสนอจัดทำข้อตกลงกรอบความร่วมมือกับรัฐบาลไทยเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานในระดับภูมิภาคร่วมกับสำนักเลขาธิการ UNFCCC และข้อริเริ่ม Coalition for High Ambition Multilevel Partnerships (CHAMP) for Climate Action ของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
               ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบ การดำเนินงานที่สำคัญของไทย 2 เรื่อง ได้แก่ 1)ร่างองค์ประกอบคณะผู้แทนของประเทศไทยในการประชุม COP 31 และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง และ 2) ร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียนว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำหรับการประชุม COP 31

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น (ร่าง) รายงานการศึกษา “เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” จ.ระยอง

               วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม 2569 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) รายงานการศึกษาโครงการสร้างความร่วมมือเพิ่มขีดความสามารถเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ จังหวัดระยอง โดยได้รับเกียรติจาก นายกัฬชัย เทพวรชัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และ นางสาวอุมา ศรีสุข ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
               การจัดเวทีครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อร่างรายงานฯ พร้อมเสริมสร้างความร่วมมือและเพิ่มขีดความสามารถของทุกภาคส่วน ได้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน ภาคอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ และภาคประชาสังคม เพื่อบูรณาการการดำเนินงานขับเคลื่อนเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม ภายในงานมีผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดระยอง รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิจากสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดระยอง รวมทั้งสิ้น 80 คน
               พร้อมกันนี้ ได้มีการนำเสนอ (ร่าง) รายงานการศึกษา เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และส่งมอบแผนการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 7 แห่ง ในพื้นที่เขตเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ จังหวัดระยอง ได้แก่ เทศบาลนครมาบตาพุด เทศบาลเมืองนิคมพัฒนา เทศบาลเมืองเนินพระ เทศบาลตำบลทับมา เทศบาลตำบลเชิงเนิน เทศบาลตำบลนาตาขวัญ และองค์การบริหารส่วนตำบลตะพง
               นอกจากนี้ ยังได้มอบเกียรติบัตรแก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเสริมศักยภาพในการจัดทำแผนฯ เพื่อเชิดชูบทบาทของภาคีเครือข่ายในการร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน กรมลดโลกร้อนมุ่งหวังให้ผลจากเวทีครั้งนี้เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับการบริหารจัดการเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ และเสริมสร้างความพร้อมของพื้นที่สู่การพัฒนาเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมมือสถาบันการศึกษาขับเคลื่อนการดำเนินงานตามกรอบ Action for Climate Empowerment (ACE)

               เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเสริมสร้างความร่วมมือภาคีภาคการศึกษาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 1 โดยมี นางสาวอุมา ศรีสุข ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวรายงาน ณ ห้องประชุมคัทลียา โรงแรมเอเชีย แอร์พอร์ท จังหวัดปทุมธานี
               การประชุมครั้งนี้มุ่งสร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา เพื่อยกระดับบทบาทมหาวิทยาลัยในการเป็น “ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้และขับเคลื่อนการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับภูมิภาค (Regional Action for Climate Empowerment Center: RACE)” อย่างเป็นระบบ พร้อมขับเคลื่อนองค์ประกอบสำคัญ 6 ด้าน ภายใต้กรอบ ACE
               ทั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.แสงดาว วงค์สาย คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถ่ายทอดแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์ในการกำหนดบทบาทของสถาบันการศึกษาในฐานะ RACE เพื่อสนับสนุนการติดตามและรายงานผลการดำเนินงานในระดับพื้นที่ เชื่อมโยงสู่ภาพรวมระดับประเทศ
               การประชุมมีผู้เข้าร่วมจากสถาบันการศึกษาทั่วภูมิภาค และเจ้าหน้าที่กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม รวม 70 คน โดยได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์การดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับภูมิภาค พร้อมระดมแนวทางการดำเนินงานและการประสานความร่วมมือระหว่างเครือข่าย RACE ในระยะต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน รับรางวัลเกียรติยศการขับเคลื่อนนโยบายลดก๊าซเรือนกระจกในงาน TCMA at 20: The NEXT Chapter to Net Zero 2050

               เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมงานครบรอบ 20 ปี สมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย ภายใต้แนวคิด “TCMA at 20: The NEXT Chapter to Net Zero 2050” พร้อมรับมอบรางวัลเกียรติยศการขับเคลื่อนนโยบายลดก๊าซเรือนกระจก สาขากระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ (IPPU) ภายใต้มาตรการทดแทนปูนเม็ด โดยได้รับเกียรติจาก นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ประธานในพิธี ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพฯ
               ประเทศไทยกำลังเร่งขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ผ่านการยกระดับเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDC 3.0) โดยการบรรลุเป้าหมาย Net Zero 2050 จะเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และกลไกสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม โดยความสำเร็จของอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทยในวันนี้ สะท้อนให้เห็นว่าการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ สามารถเปลี่ยนข้อจำกัดให้เป็นโอกาส จนเกิดการพัฒนาปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำและขยายการใช้งานได้จริง ถือเป็นต้นแบบของการขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ พร้อมกันนี้ ภาครัฐพร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของทุกภาคส่วน ทั้งการปรับปรุงมาตรฐาน การส่งเสริมการใช้นวัตกรรม และการผลักดันกฎหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ในส่วนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยืนยันเดินหน้าตามนโยบายของนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Net Zero อย่างจริงจัง โดยทุกภาคส่วนต้องร่วมกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อีกทั้งพร้อมดูแลทรัพยากรธรรมชาติ เพิ่มพื้นที่สีเขียว และสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจกับการรักษาสิ่งแวดล้อม
               ดร.รวีวรรณ ปลัดกระทรวงฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงฯ อยู่ระหว่างผลักดันร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการดำเนินงานของทุกภาคส่วน ผ่านเครื่องมือด้านเศรษฐกิจ การรายงานข้อมูล และมาตรการด้านคาร์บอน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวทันมาตรฐานสากลและรักษาความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ซึ่งการดำเนินนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมต้องควบคู่กับการรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เราต้องส่งเสริมเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการลดก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการใช้ประโยชน์จากคาร์บอน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศในระยะยาว

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมพิธีเปิดเวที Climate Action Leaders Forum รุ่นที่ 5 ย้ำความร่วมมือทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

               เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมพิธีเปิด Climate Action Leaders Forum (CAL Forum) รุ่นที่ 5 พร้อมด้วย นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยมี ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานพร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษด้านการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ทั้งนี้ มีผู้นำจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และองค์กรอิสระ เข้าร่วม ณ ห้องบอลรูม ชั้น 2 สโมสรราชพฤกษ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร
               ดร.รวีวรรณ กล่าวว่า ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นวาระสำคัญของประชาคมโลกที่ทุกประเทศต้องเร่งดำเนินการอย่างจริงจัง เนื่องจากผลกระทบไม่ได้จำกัดเฉพาะมิติด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ความมั่นคงทางอาหาร และคุณภาพชีวิตของประชาชน ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำกำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และจะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอนาคต
               ประเทศไทยตระหนักถึงทั้งความท้าทายและโอกาสจากการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว โดยรัฐบาลและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เร่งขับเคลื่อนนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ ทั้งการผลักดันเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเสริมสร้างศักยภาพในการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการวางรากฐานด้านกฎหมายและกลไกทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อรองรับการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศในระยะยาว
               หนึ่งในกลไกสำคัญคือ การผลักดันร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะเป็นกรอบกฎหมายหลักในการกำหนดเป้าหมายและแผนการลดก๊าซเรือนกระจก พัฒนาระบบการติดตามและรายงานผลที่มีความโปร่งใส ส่งเสริมการใช้กลไกราคาคาร์บอนและตลาดคาร์บอนเครดิต รวมถึงสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมสำหรับทุกภาคส่วน
               โอกาสนี้ ดร.รวีวรรณ ได้กล่าวแสดงความขอบคุณผู้เข้าร่วมโครงการ Climate Action Leaders Forum รุ่นที่ 5 และวิทยากรกิตติมศักดิ์ทุกท่าน ที่ร่วมเป็นพลังสำคัญในการสร้างเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ วิสัยทัศน์ และประสบการณ์ด้านการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า เวทีแห่งนี้จะช่วยเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็ง และร่วมกันกำหนดทิศทางการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย เพื่อมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำที่มีความสามารถในการแข่งขัน มีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเติบโตอย่างยั่งยืน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน หารือผลิตภัณฑ์และการบริการทางการเงินสีเขียว กับผู้แทนธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH Bank)

               เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม หารือผลิตภัณฑ์และการบริการทางการเงินสีเขียว กับผู้แทนธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH Bank) ณ ห้องประชุมบัวหลวง (401) ชั้น 4 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.)
               การเข้าพบในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมหารือความร่วมมือและแลกเปลี่ยนทิศทางการดำเนินงานด้านความยั่งยืน โดย LH Bank ได้แนะนำข้อมูลเบื้องต้นในมิติการดำเนินงานด้านความยั่งยืน ผลิตภัณฑ์และการบริการทางการเงินสีเขียว อาทิ 1) Green Loan 2) Sustainability-Linked Loan 3) Green Transition Advisory Loan และ 4) Green Deposit รวมถึงเครือข่ายพันธมิตรด้านการเปลี่ยนผ่าน เพื่อหาจุดเชื่อมโยงที่สอดคล้องภายใต้กรอบนโยบายและภารกิจของ สส. ในการขับเคลื่อนเป้าหมายและทิศทางการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย
               ทั้งนี้ สส. ได้กล่าวถึง ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. … และการสนับสนุนภาคธุรกิจไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ผ่านการนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมสมัยใหม่มาปรับใช้ เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนและช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

“ครม. เห็นชอบ รมว. สุชาติ ลงนามไทย-นิวซีแลนด์ เร่งขยายความร่วมมือจัดการปัญหาโลกร้อน”

               ผลการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 มีมติเห็นชอบต่อบันทึกข้อตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งนิวซีแลนด์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Memorandum of Arrangement between the Government of the Kingdom of Thailand and the Government of New Zealand on Climate Change Cooperation) และมอบหมาย นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้แทนประเทศไทยลงนามในบันทึกข้อตกลงฯ เพื่อร่วมกันลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเตรียมพร้อมรับมือต่อผลกระทบในอนาคต รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) พร้อมกับการบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกร่วมกับประชาคมโลกตามความตกลงปารีส
               ความร่วมมือนี้เป็นส่วนหนึ่งในการฉลองวาระครบรอบ 70 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – นิวซีแลนด์ โดยฝ่ายไทยมีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยดำเนินการหลัก ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศและการค้า และกระทรวงสิ่งแวดล้อมของนิวซีแลนด์
               ทั้งนี้ รัฐบาลของทั้งสองประเทศมีกำหนดที่จะลงนามในบันทึกข้อตกลงฉบับดังกล่าวในช่วงเดือนสิงหาคม 2569 เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศร่วมกันต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

รมว.สุชาติ มอบกรมลดโลกร้อน หารือ สนพ. ร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศไทย (Energy Transition) มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero 2050

               วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดย ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) ร่วมหารือกับ นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) พร้อมด้วย นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายกิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ และ รศ.ดร.บัณฑิต ลิ้มมีโชคชัย หัวหน้าหน่วยวิจัยพลังงานที่ยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง หารือร่วมกัน ณ ห้องประชุมปิยสวัสดิ์ ชั้น 6 สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน
               การหารือครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลนโยบายและแผนพลังงานที่เกี่ยวข้องกับการลดก๊าซเรือนกระจก ให้สอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) ฉบับใหม่ รวมถึงการปรับโครงสร้างเชิงกลไก การประเมินผลกระทบ (Impact Assessment) และการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม (Just Transition) ซึ่งทั้งสองหน่วยงานได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ การพัฒนาพลังงานสะอาด การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การบูรณาการข้อมูลและแบบจำลองด้านพลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนแนวโน้มราคาคาร์บอน ซึ่งจะมีผลต่อต้นทุนในอนาคต เพื่อให้การกำหนดนโยบายด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีความสอดคล้องกัน สนับสนุนขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และนำประเทศไทยไปสู่การพัฒนาที่มีความยั่งยืนพร้อมบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Greenhouse Gas Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2050

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

รมว.สุชาติ กำชับ กรมลดโลกร้อน เร่งชี้แจงร่าง พ.ร.บ. ลดโลกร้อน ให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้านสิ่งแวดล้อม ควบคู่การพัฒนาเศรษฐกิจแห่งอนาคต

               นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำชับให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมดำเนินการชี้แจงข้อมูล ข้อเท็จจริง และประเด็นทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ต่อคณะกรรมการกฤษฎีกาอย่างครบถ้วน รอบด้าน และต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการพิจารณาร่างกฎหมายให้มีความสมบูรณ์และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนทุกมิติ โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่ ดำเนินการตามแนวนโยบายดังกล่าวอย่างต่อเนื่องเข้าสู่การพิจารณาร่วมกับคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นสัปดาห์ที่เก้า
               ความคืบหน้าในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฯ สัปดาห์นี้ สส. ได้มีการให้ข้อมูลในรายมาตราของหมวด 4 กองทุนภูมิอากาศ ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางการกำกับและประเมินผลการดำเนินงานของกองทุน และหมวด 5 แผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาเกี่ยวกับสาระสำคัญในการจัดทำ ประเมินผล และทบทวนแผนแม่บทให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและบริบทการดำเนินงานของประเทศไทย โดย สส. ได้สนับสนุนข้อมูลและข้อเท็จจริงประกอบการพัฒนาร่างกฎหมาย อย่างรอบคอบก่อนจะเข้าสู่การพิจารณาหมวด 6 ข้อมูลก๊าซเรือนกระจก ในสัปดาห์ต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”