‘ขยะกำพร้า’ เรื่องเล่าจากถุงดำ สร้างความหวังพลังงานทดแทน

               “ทิ้งขยะให้ถูกถัง” “คัดแยกขยะก่อนทิ้ง” คือ วลีที่คุ้นหูคนไทยมาหลายสิบปี จนเกิดพฤติกรรมการแยกขยะที่เริ่มมองเห็นอย่างเป็นระบบในสังคมมากขึ้น แต่เมื่อมองให้ละเอียดถึงขยะที่เราได้แยกไว้ จะพบขยะอีกหนึ่งประเภทที่ถูกมองข้ามไปโดยเปล่าประโยชน์
               ขยะประเภทนี้ ถึงแม้จะไม่เน่า ไม่เสีย แต่ก็ไร้คนต้องการ โรงงานรีไซเคิลไม่รับซื้อ เพราะไม่คุ้มค่าในการแปรรูป ขยะประเภทนี้จึงถูกผลักไสออกนอกระบบอย่างเงียบ ๆ กลายเป็นขยะไร้ค่าที่ไม่มีใครอยากได้ ไม่มีใครรับ และไม่มีที่ไป
แล้วขยะเหล่านี้ควรไปอยู่ที่ไหน? คำถามนี้เองที่จุดประกายโครงการ “ขยะกำพร้าสัญจร” ภายใต้แนวคิดที่ว่า แม้ขยะจะไร้มูลค่าในตลาด แต่แท้ที่จริงแล้วยังมีคุณค่า และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในฐานะพลังงานทดแทน

#การเดินทางของขยะกำพร้าที่ใคร ๆ ก็ไม่รัก
               จากประสบการณ์ที่คลุกคลีกับงานด้านการจัดการขยะในโรงงานอุตสาหกรรมใหญ่ สมบูรณ์ กิตติอนงค์ พบว่า มีขยะอีกหลายประเภทที่ไม่เป็นที่ต้องการของโรงงานแปรรูป และสุดท้ายต้องจบลงที่บ่อฝังกลบซึ่งนับวันมีแต่จะสะสมพอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ เขาเรียกสิ่งนี้ว่า “ขยะกำพร้า”   “ความหมายก็คือ ใคร ๆ ก็ไม่รัก คนนั้นก็ไม่เอา โรงงานรีไซเคิลก็ไม่สน แต่ความจริงแล้วมันยังสามารถนำมาใช้เป็นพลังงานเชื้อเพลิงได้”
               จุดนี้เองทำให้สมบูรณ์ริเริ่มโครงการ “ขยะกำพร้าสัญจร” โดยเปิดรับขยะจากประชาชนทั่วไปที่ช่วยกันคัดแยกมาแล้ว เพื่อนำไปบดย่อยและผลิตเป็นเชื้อเพลิงให้กับโรงงานปลายทาง ได้แก่ โรงงานปูนซิเมนต์และโรงไฟฟ้า ซึ่งมีเตาเผาระบบปิด ใช้อุณหภูมิเผาไหม้สูง และลดการปล่อยมลพิษ
               สิ่งที่น่าทึ่งยิ่งกว่ากระบวนการจัดการขยะคือ หัวใจของผู้ร่วมโครงการ หลายคนยอมควักเงินส่วนตัวเพื่อส่งขยะจากต่างจังหวัดมาให้ ทั้งที่ไม่มีรางวัลตอบแทน ไม่มีแต้มแลกไข่ เพราะพวกเขาเชื่อว่าขยะเหล่านั้นจะไปสู่จุดหมายปลายทางที่เหมาะที่ควร เฟซบุ๊กแฟนเพจและกลุ่มไลน์เล็ก ๆ ของโครงการขยะกำพร้าจึงค่อย ๆ ขยายวงกว้างขึ้นจากความไว้ใจของผู้คนที่ส่งต่อกันปากต่อปาก ทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ นนทบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร นครปฐม จันทบุรี และระยอง “มีคุณครูเกษียณท่านหนึ่งโทรมาติดตามตลอดว่า ขยะที่เขาส่งมานั้นถึงหรือยัง เขายอมเสียเงินค่าพัสดุร้อยกว่าบาท เพื่อส่งขยะมาให้โครงการ แต่กลัวว่าขยะจะไปตกหล่นที่ไหนหรือเปล่า จะสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นไหม ผมฟังแล้วน้ำตาคลอเลยว่า ในสังคมเรายังมีคนที่มุ่งมั่นตั้งใจ และรับผิดชอบต่อสังคมจริง ๆ”

#Recovery Energy เมื่อขยะมาแทนที่ถ่านหิน
               ก่อนหน้านี้เราอาจคุ้นเคยกับแนวคิดจัดการขยะแบบ 3R (Reduce: ลดการใช้, Reuse: ใช้ซ้ำ, Recycle: แปรรูปกลับมาใช้ใหม่) แต่ขยะอีกหลายประเภทที่ไม่ได้เข้าเกณฑ์ใด ๆ แทนที่จะปล่อยให้เป็นภาระสิ่งแวดล้อม สมบูรณ์มองว่า ยังมีอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถทำได้คือ Recovery Energy หรือการเปลี่ยนขยะให้เป็นพลังงานนั่นเอง
               หลักการสำคัญของการจัดการขยะพลังงานคือ ต้องเป็นขยะแห้ง ไม่เน่า เผาได้ เพื่อนำไปเป็นเชื้อเพลิง RDF (Refuse Derived Fuel) ซึ่งสามารถใช้ทดแทนถ่านหินในโรงงานได้โดยตรง แต่สิ่งที่ต้องระวังคือขยะอันตราย เช่น แบตเตอรี่ ท่อ PVC ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เศษแก้ว เศษโลหะ เพราะอาจทำให้เครื่องจักรเสียหายได้
               หากเทียบกันหมัดต่อหมัด ขยะกำพร้า 1 ตัน สามารถใช้ทดแทนถ่านหินได้ 1 ตัน หรือคิดเป็น 1 ต่อ 1 ข้อดีของแนวทางนี้คือ นอกจากจะช่วยลดการพึ่งพาพลังงานถ่านหินแล้ว ยังช่วยลดปริมาณขยะอีกทางหนึ่งด้วย
               โครงการขยะกำพร้าในระยะเริ่มต้นสามารถรวบรวมขยะได้ปีละกว่า 70 ตัน ต่อมาเพิ่มเป็น 150 ตัน 300 ตัน และในปีล่าสุดทำสถิติได้มากถึง 800 ตัน นี่ไม่ใช่แค่การกำจัดขยะ แต่คือการคืนคุณค่าให้กับสิ่งที่เคยถูกมองว่าไร้ค่า และในเวลาเดียวกันก็เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้คนทั่วไปว่า ขยะที่ผ่านการคัดแยกแล้วนั้นจะถูกนำไปจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้

#อย่าท้อ…ให้ช่วยกันคัดแยกขยะต่อไป
               ปัญหาการจัดการขยะในระดับประเทศอย่างยั่งยืนนั้นอาจฟังดูเป็นเรื่องใหญ่เกินตัวสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับสมบูรณ์เขาเชื่อมั่นว่า การคัดแยกขยะคือจุดเริ่มต้นที่สำคัญ ประชาชนต้องหมั่นฝึกฝน สร้างวินัยของตนเอง เมื่อประชาชนพร้อมแล้ว สักวันหนึ่งทั้งระบบโดยรวมย่อมพัฒนาขึ้นและยั่งยืนขึ้น เริ่มต้นง่ายที่สุดคือ คัดแยกขยะเปียกกับขยะแห้ง ช่วยลดการหมักหมม ลดมลภาวะ ซึ่งจะช่วยให้ปลายทางจัดการได้ง่ายขึ้น
               “สิ่งสำคัญคือเราต้องคัดแยกของเราให้ดีก่อน อย่าไปท้อ เหมือนเวลาทำบุญนั่นแหละ บุญเกิดตั้งแต่ตอนที่เราทำ ส่วนพระจะเอาไปทำอะไรต่อก็เป็นเรื่องของพระ”  ทุกวันนี้โครงการขยะกำพร้าสัญจรสามารถขับเคลื่อนได้ด้วยแรงสนับสนุนจากผู้ใหญ่ใจดีทั้งภาครัฐและเอกชนจำนวนหนึ่ง แม้จะไม่ได้มีงบก้อนโตนัก แต่สิ่งที่มีคือพลังเล็ก ๆ จากประชาชนทั่วประเทศที่พร้อมใจกันคนละไม้ละมือ และความหวังที่จะได้เห็นสิ่งแวดล้อมดีขึ้นย่อมอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมงานมหกรรมทรัพยากรชีวภาพและการสร้างโอกาสทางการตลาด “WONDERS OF BIODIVERSITY – มหัศจรรย์ทรัพยากรชีวภาพ”

               วันที่ 10 มิถุนายน 2568 ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดงานมหกรรมทรัพยากรชีวภาพและการสร้างโอกาสทางการตลาด ภายใต้แนวคิด “WONDERS OF BIODIVERSITY – มหัศจรรย์ทรัพยากรชีวภาพ” ซึ่งจัดขึ้นโดย สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ BEDO ระหว่างวันที่ 9 – 13 มิถุนายน 2568 ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ เพื่อสร้างการรับรู้และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายและชุมชนในการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วม
               การจัดงานมหกรรมทรัพยากรชีวภาพและการสร้างโอกาสทางการตลาด มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการรับรู้ให้สังคมได้ตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากร พร้อมร่วมกันอนุรักษ์และฟื้นฟูฐานทรัพยากรให้คงอยู่ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) ให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการเชื่อมโยงระหว่างความหลากหลายทางชีวภาพกับเศรษฐกิจ ผ่านการส่งเสริมชุมชนในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้คุณค่า ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์และการพัฒนาตามแนวทาง BCG Economy Model (Bio – Circular –Green) และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) การจัดงานในครั้งนี้มีกิจกรรม ประกอบด้วย การจัดแสดงนิทรรศการเผยแพร่ผลงานของ BEDO การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชีวภาพจากชุมชนเครือข่ายของ BEDO กว่า 60 ชุมชนทั่วประเทศ การมอบรางวัล “BEDO Award on Biodiversity & Sustainability” เพื่อเชิดชูเกียรติให้กับพันธมิตรทั้งภาครัฐ และเอกชน บุคคล ที่มีการสนับสนุนและร่วมดำเนินงานกับ BEDO ด้านการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพ รวมถึงมีการมอบโล่สำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับเครื่องหมายผลิตภัณฑ์และบริการจากความหลากหลายทางชีวภาพ (B Mark)
               นอกจากนี้ยังได้จัดการประชุมวิชาการด้านความหลากหลายทางชีวภาพกับการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน “Biodiversity & Bioeconomy Forum 2025 : ธรรมชาติเพื่อชีวิต เศรษฐกิจเพื่อการอนุรักษ์” ระหว่างวันที่ 10 – 12 มิถุนายน 2568 ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ การจัดงาน “มหกรรมทรัพยากรชีวภาพและการสร้างโอกาสทางการตลาด” ในครั้งนี้ เป็นเวทีสำคัญที่ช่วยสร้างการรับรู้ ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน ในการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพอย่างมีส่วนร่วม และเปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ภายใต้หลักการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืนขอเชิญชวนทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ ผู้ประกอบการตลอดจนประชาชนทั่วไป เข้าร่วมงานเพื่อเรียนรู้ แบ่งปัน และสร้างเครือข่ายแห่งความร่วมมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพของประเทศไทยไปด้วยกัน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

หลักสูตรอบรม : ระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยโรคระบาด ที่เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

🎓 เปิดรับสมัครแล้ว! หลักสูตรอบรมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
“ระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยโรคระบาดที่เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”
จัดโดย กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมร่วมกับ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

🗓 วันที่ 1–2 กรกฎาคม 2568 เวลา 08.30 – 17.30 น.
📍 ณ ห้องประชุม อาคารเทพนม เมืองแมน (อาคาร 5) ชั้น 4
คณะสาธารณสุขศาสตร์ ม.มหิดล (วิทยาเขตพญาไท)

🧠 หัวข้อเด่นในหลักสูตร
ความเข้าใจพื้นฐานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยต่อสุขภาพ
โรคระบาดที่มากับสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง
การประเมินความเสี่ยงและระบบเฝ้าระวัง
การจัดการข้อมูลและเตือนภัยโรคระบาด
การสื่อสารความเสี่ยงและการวางแผนนโยบาย

✅ รับประกาศนียบัตรรับรองจากกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
🎓 รับ Micro Credit 1 หน่วยกิต จากมหาวิทยาลัยมหิดล

จำกัดผู้เข้าร่วมเพียง 50 ท่าน และ จะมีการคัดเลือกจากผู้สมัคร
โดยพิจารณาจากความเกี่ยวข้องของประสบการณ์ทำงานหรือความสนใจในหัวข้อหลักสูตร
✅ สมัครได้ถึงวันที่ 21 มิถุนายน 2568
📣 ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกวันที่ 23 มิถุนายน 2568

ระเบิดฝน เกี่ยวข้องกับเราในยุคโลกร้อนอย่างไร?

ทุกคนเคยได้ยินคำว่า “ระเบิดฝน (Rain Bomb)” กันไหมครับ แม้คำนี้จะไม่ใช่ศัพท์ทางอุตุนิยมวิทยาอย่างเป็นทางการ แต่มันถูกใช้เพื่ออธิบายถึงฝนที่ตกลงมาอย่างหนักและรวดเร็วในบริเวณพื้นที่แคบๆ คล้ายกับการทิ้งระเบิดจากฟากฟ้า ในทางวิทยาศาสตร์ ปรากฏการณ์นี้ใกล้เคียงกับปรากฏการณ์ที่กระแสลมพุ่งลงอย่างแรงจากพายุฝนฟ้าคะนองที่เรียกว่า “wet microburst” ทำให้เกิดฝนตกหนักและลมกระโชกแรงในบริเวณเล็กๆ และในเวลาอันซึ่งเมื่อกระทบพื้นแล้วจะแผ่ขยายออกไปในทุกทิศทาง ทำให้เกิดลมแรงถึงแม้ว่า “ระเบิดฝน” จะเกิดขึ้นเพียงแค่ 5-10 นาที เท่านั้น แต่กลับสามารถสร้างความเสียหายได้มาก ทั้งจากปริมาณน้ำฝนที่สูงถึง 2 – 4 นิ้วต่อชั่วโมง และลมกระโชกแรงในแนวราบที่อาจมีความเร็วถึง 100 – 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น อากาศที่อุ่นขึ้นสามารถกักเก็บไอน้ำได้มากขึ้นประมาณ 7% ต่อองศาเซลเซียสที่เพิ่มขึ้น เมื่อมีไอน้ำในชั้นบรรยากาศมากขึ้น ก็มีโอกาสที่จะเกิดฝนตกหนักและรุนแรงขึ้น ซึ่งอาจพัฒนากลายเป็น “ระเบิดฝน” ได้ในที่สุด
               สำหรับประเทศไทยของเราก็มีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับเหตุการณ์ฝนตกหนักที่รุนแรงขึ้นนี้เช่นกัน ซึ่งแม้คำว่า “ระเบิดฝน” จะไม่ถูกใช้บ่อยนักในอดีต แต่ประเทศไทยก็เคยเผชิญกับเหตุการณ์ฝนตกหนักที่อาจมีลักษณะคล้ายคลึงกัน เช่น น้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ ปี 2529, 2537 และ 2554 รวมถึงฝนตกหนักในภาคใต้ปี 2560 และล่าสุดในปี 2567 ที่มีการกล่าวถึง “rain bomb” ในกรุงเทพฯ ดังนั้น แนวโน้มในอนาคตชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยจะมีความเสี่ยงต่อเหตุการณ์ฝนตกหนักที่รุนแรงมากขึ้น ซึ่งอาจรวมถึง “ระเบิดฝน” ด้วย อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น และการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดเหตุการณ์เหล่านี้บ่อยและรุนแรงขึ้น ที่สำคัญประเทศไทยของเรามีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบและมีความเปราะบางต่อ “ระเบิดฝน” เนื่องจากระเบิดฝนสามารถสร้างผลกระทบและความเสียหายอย่างมากต่อโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ เช่น ถนน สะพาน และระบบระบายน้ำ นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน ดินถล่ม และก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจตามมา ซึ่งประเทศไทยมีความเปราะบางต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติเหล่านี้ เนื่องจากตั้งอยู่ในภูมิภาคที่มีความเสี่ยงต่อสภาพอากาศสุดขั้ว
               พวกเราในฐานะประชาชนสามารถปรับตัวเพื่อรับมือกับ “ระเบิดฝน” ได้ง่ายๆ โดยการติดตามข่าวสารและประกาศเตือนภัยจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และหากพักอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ควรเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมฉับพลัน นอกจากนี้ สามารถช่วยกันดูแลรักษาและพัฒนาระบบระบายน้ำในชุมชน และสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว ซึ่งเป็นปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้เกิด “ระเบิดฝน”
               การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะไม่ใช่เรื่องไกลตัวเราอีกต่อไป และมันส่งผลต่อปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอย่าง “ระเบิดฝน” การทำความเข้าใจและเตรียมพร้อมในการปรับตัวเพื่อรับมือกับความเสี่ยงเหล่านี้ จะช่วยลดความเสียหายและผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของเราได้

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
– GZA Known for excellence : Built on trust., Sheltering from the strom : “Rain Bombs” and Developing Mitigation Approaches.
– LIVESCIENCE. Facts About Microbursts.
– Getaway. ‘Rain bombs’ captured in all their beauty.
– CLIMATE COUNCIL., A Super Charged Climate : Rain Bombs, Flash Flooding and Destruction.
– National Weather Service : National Oceanic and Atmospheric Administration., What is Microburst?
– IPCC Sixth Assessment Report. Working Group 1 : The Physical Science Basis., Chapter 11 : Weather and Climate Extreme Events in a Changing Climate.

8 มิถุนายน วันทะเลโลก (World Oceans Day)

               องค์การสหประชาชาติ (UN) กำหนดให้วันที่ 8 มิถุนายนของทุกปีเป็น “วันทะเลโลก” หรือ “วันมหาสมุทรโลก” (World Oceans Day) เพื่อกระตุ้นให้คนทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญของมหาสมุทรที่เป็นแหล่งกำเนิดชีวิต และเป็นบ้านของสิ่งมีชีวิตหลากหลายสายพันธุ์ รวมทั้งมหาสมุทรยังถือเป็นกลไกควบคุมสมดุลของสภาพภูมิอากาศและระบบนิเวศที่ค้ำจุนชีวิตบนโลกอย่างแท้จริง นอกจากนี้มหาสมุทรยังเป็นแหล่งผลิตออกซิเจนราวครึ่งหนึ่งของอากาศที่เราทุกคนหายใจ และยังกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ราว 1 ใน 4 ที่ถูกปล่อยออกมาทุกๆ ปี
               โดยในปี 2568 นี้ วันทะเลโลก จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “WONDER Sustaining What Sustains Us” หรือ “ดูแลทะเลที่หล่อเลี้ยงเรา” ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกคนต้องร่วมกันแก้ปัญหาทรัพยากรทางทะเลอย่างจริงจัง
☀️🌊ทะเลกับวิกฤตโลกเดือด (Climate Crisis)
               มหาสมุทรเป็นตัวดูดซับความร้อนที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยความร้อนส่วนเกินที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศประมาณ 90% จะถูกกักเก็บไว้ในมหาสมุทร เนื่องจากน้ำมีความสามารถในการกักเก็บความร้อนสูง และต้องใช้เวลานานหลายทศวรรษกว่าจะเย็นตัวลง ดังนั้นผลกระทบที่ตามมาคือ อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น ความเป็นกรดในทะเลเพิ่มขึ้น และปะการังฟอกขาวอย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ ยังส่งผลต่อวิถีชีวิตชาวประมง ระบบนิเวศทางทะเล และความมั่นคงทางอาหารอีกด้วย
เราทุกคนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและบรรเทาผลกระทบจากโลกร้อนได้ง่ายๆ ดังนี้ …
               🌱 ลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว: เช่น หลอด ถุงหูหิ้ว และขวดน้ำ
               🚯 ไม่ทิ้งขยะลงแหล่งน้ำและชายหาด รวมทั้งสามารถช่วยกันเก็บขยะตามชายหาดได้เมื่อมีโอกาส
               🐟 เลือกบริโภคสัตว์น้ำจากแหล่งที่ยั่งยืน ไม่จับสัตว์น้ำในฤดูวางไข่
               😎 ท่องเที่ยวแบบเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยพลังงานและมลพิษ
               📢 ร่วมเป็นกระบอกเสียงและรณรงค์ร่วมกัน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในวงกว้าง
ร่วมรักษาทะเล เพื่ออนาคตของโลกใบนี้ 🌍

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
– กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง 2568
– องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (TGO) 2563
– องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) 2566
– THAIPUBLICA ไทยพับลิก้า : กล้าพูดความจริง 2021

รองนายกรัฐมนตรี “ประเสริฐ” ลงพื้นที่สมุทรปราการติดตามสถานการณ์กัดเซาะชายฝั่งเร่งเตรียมแผนรับมือการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน

               วันที่ 6 มิถุนายน 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งและการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ บริเวณพื้นที่อ่าวไทยตอนบน ณ จังหวัดสมุทรปราการและกรุงเทพมหานคร ในพื้นที่วัดขุนสมุทรจีน อ.พระสมุทรเจดีย์ ชายฝั่งคลองด่าน อ.บางบ่อ และหลักเขตกรุงเทพฯ เขตบางขุนเทียน โดยมี ผู้บัญชาการโรงเรียนนายเรือ จังหวัดสมุทรปราการ และ นายศุภมิตร ชิณศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ให้การต้อนรับ พร้อมด้วย ดร. พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม รายงานสถานการณ์ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งและการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ บริเวณพื้นที่อ่าวไทยตอนบน โดยรองนายกรัฐมนตรี เน้นย้ำความสำคัญของการเตรียมมาตรการรับมืออย่างเป็นระบบ พร้อมเร่งผลักดันแผนแม่บทป้องกันและปรับตัวในระยะยาว เพื่อรองรับผลกระทบที่อาจรุนแรงขึ้นในอนาคต
               นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ผ่านมา พื้นที่ชายฝั่งอ่าวไทยตอนบน โดยเฉพาะเขตจังหวัดสมุทรปราการและกรุงเทพมหานคร กำลังเผชิญกับปัญหาการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลและการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบต่อพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจและชุมชนที่มีประชากรกว่า 12 ล้านคนอยู่อาศัย ซึ่งบริเวณที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ บางขุนเทียน ปากคลองขุนราชพินิจใจ บ้านขุนสมุทรจีน และบ้านแหลมสิงห์ โดยสถานการณ์จะรุนแรงมากขึ้นในอนาคต เนื่องจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นส่งผลให้ธารน้ำแข็งละลายเร็วขึ้น คาดว่าในปี ค.ศ. 2050 ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นราว 0.5 เมตร และอาจสูงถึง 1 เมตรในปี ค.ศ. 2100 ขณะที่ในกรณีเลวร้ายที่สุด อาจเพิ่มขึ้นถึง 2.5 เมตรหากเกิดการล่มสลายของแผ่นน้ำแข็งขั้วโลก ทั้งนี้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นได้แก่ การสูญเสียพื้นที่ชายฝั่ง การเกิดน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แม่กลอง ท่าจีน และบางปะกง รวมถึงการรุกตัวของน้ำเค็ม ซึ่งกระทบต่อการผลิตน้ำประปาและการเกษตรในวงกว้าง
               รัฐบาลเห็นถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่งศึกษาจัดทำ “แผนแม่บทการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งและการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” โดยเน้นการวิเคราะห์ผลกระทบในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศ เพื่อกำหนดแนวทางการรับมือที่เหมาะสมและยั่งยืน ซึ่งจะช่วยลดความสูญเสียและความเสียหายต่อเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และความเป็นอยู่ของประชาชน รวมถึงจะมีการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) การรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ การวิเคราะห์ความคุ้มค่าในการลงทุนและการพัฒนาพื้นที่เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนชายฝั่งในระยะยาวด้วย
               ทั้งนี้ แผนแม่บทดังกล่าวคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 4 ของปี พ.ศ. 2569 ซึ่งรัฐบาลหวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการกำหนดแนวทางการรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศบริเวณพื้นที่อ่าวไทยตอนบนที่เป็นรูปธรรม และนำไปสู่การบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จัดประชุม “การแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นพื้นฐาน (NbS)” รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

               วันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน 2568 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยกองขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ร่วมกับบริษัททีพี 465 จำกัด และองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ Nature-based Solutions (การแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นพื้นฐาน) เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ห้องประชุม Infinity 2 โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพมหานคร โดยมี นายปวิช เกศวววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน พร้อมด้วยผู้บริหารกรมฯ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเจ้าหน้าที่กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการฯ กว่า 80 คน
               การประชุมครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทาง Nature-based Solutions (NbS) ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เสริมสร้างศักยภาพผู้ปฏิบัติงาน และผลักดันการนำ NbS ไปประยุกต์ใช้ในระดับนโยบายและพื้นที่ปฏิบัติ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการปรับตัวของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง NbS กําลังได้รับความสำคัญในการนํามาแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นการใช้ความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศเพื่อช่วยให้ผู้คนปรับตัวเข้ากับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สามารถนําไปใช้กับหลายภาคส่วน และยังมีแนวทางและมาตรการนำ NbS มาปรับใช้ในสาขาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสาขาการจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินงานตามแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (Thailand’s National Adaptation Plan : NAP)

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมงานเฉลิมฉลอง 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–สหราชอาณาจักร ผนึกกำลังเดินหน้าสู้วิกฤตโลกร้อน

               เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดย นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมงานฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระเจ้าชาลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร และ 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตราชอาณาจักรไทย-สหราชอาณาจักร ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมโฟร์ ซีซั่น กรุงเทพ จัดโดยสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย
               ในปัจจุบันประเทศไทยและสหราชอาณาจักรได้ร่วมมือกันขับเคลื่อนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมมากมาย เช่น โครงการความร่วมมือ Thailand – UK PACT ที่ประเทศไทยได้รับการสนับสนุนเชิงเทคนิคในการดำเนินงานด้านระบบการตรวจวัด รายงาน และทวนสอบ (MRV) การวางยุทธศาสตร์เพื่อรับมือกับมาตรการ CBAM รวมถึงโครงการยกระดับขีดความสามารถในการปรับตัวฯ ในภาคการเกษตร ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพของเกษตรกรในการรับมือต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ ฝ่ายสหราชอาณาจักรยินดีให้การสนับสนุนทั้งในด้านการจัดทำแผนการลงทุนเพื่อสนับสนุนการจัดดำเนินงานตาม NDC 3.0 รวมทั้งการขยายความร่วมมือด้านการปรับตัวฯ ให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนและมีภูมิคุ้มกันต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

“กรมลดโลกร้อน” ร่วมกับ “ช่องวัน 31” และ “GC” มอบเสื้อนิรภัยสะท้อนแสง Upcycle 100 ตัว จาก “โครงการ one แยก แลก สุข” เปลี่ยนขยะให้เป็นประโยชน์

               วันที่ 5 มิถุนายน 2568 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดย ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมเป็นเกียรติใน “โครงการ one แยก แลก สุข” มอบเสื้อนิรภัยสะท้อนแสง Upcycle จำนวน 100 ตัว ให้กับพนักงานเก็บขยะ และพนักงานกวาดขยะ ในเขตวัฒนา ร่วมกับนายถกลเกียรติ วีรวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพร์ส นายกิจชัย เฉลิมสุขสันต์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ฯ กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีมูลค่าเพิ่ม บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และผู้บริหารกรมฯ เข้าร่วม โดยมีนางสาวพิมพ์จุฑา สกุนสิทธิ์ธาดา ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตวัฒนา เป็นผู้แทนรับมอบ ณ อาคารจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เพลส ชั้น 21 ห้อง Auditorium
               โครงการ “one แยก แลก สุข” ดังกล่าว เป็นโครงการที่ช่องวัน 31 ได้จัดทำขึ้นเพื่อรณรงค์ให้พนักงานในองค์กรร่วมกัน แยกขยะอย่างถูกวิธี ภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนขยะให้เป็นประโยชน์” โดยขยะที่แยกได้จะถูกนำไปผ่านกระบวนการอัพไซเคิลผลิตเป็นเสื้อนิรภัยสะท้อนแสง โดยตลอดกิจกรรมสามารถรวบรวมขยะรีไซเคิลได้กว่า 4,500 กิโลกรัม ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้ 14,800 kgCO2eq เทียบเท่าการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปีของต้นไม้ 1,561 ต้น สะท้อนให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนสังคมสีเขียวให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีเพื่อสิ่งแวดล้อม และชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ทส. จัดกิจกรรมวันสิ่งแวดล้อมโลก ปี 2568 ชวนคนไทย “ใช้พลาสติกอย่างเข้าใจ เปลี่ยนประเทศไทยให้ยั่งยืน”

               วันที่ 5 มิถุนายน 2568 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จัดกิจกรรมเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิดระดับโลก “Beat Plastic Pollution: Ending global plastic pollution ใช้พลาสติกอย่างเข้าใจ เปลี่ยนประเทศไทยให้ยั่งยืน” ส่งเสริมความร่วมมือทุกภาคส่วนแก้ไขปัญหามลพิษจากพลาสติกอย่างยั่งยืน โดยดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบหมายให้ นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงฯ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย Ms. Marlene Nilsson รองผู้อำนวยการโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ ประจำภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก ร่วมกล่าวสุนทรพจน์ และ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวรายงานเปิดงาน ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร
               นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ปัจจุบันทั่วโลกมีการผลิตพลาสติกมากกว่า 400 ล้านตันต่อปี โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นพลาสติกใช้ครั้งเดียว และเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลไม่ถึง 10% รวมทั้งยังก่อให้เกิดไมโครพลาสติกปะปนในสิ่งแวดล้อม อีกทั้ง มีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2050 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากพลาสติก จะคิดเป็น 15% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด ขณะที่ประเทศไทยผลิตพลาสติก 9 ล้านตันต่อปี โดย 36% เป็นพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว ซึ่งในปี 2567 มีปริมาณขยะพลาสติกเกิดขึ้น 2.88 ล้านตัน และมีการนำพลาสติกกลับมาใช้ประโยชน์เพียง 25%
               นายนราพัฒน์ กล่าวต่อว่า ประเทศไทย มี Roadmap การจัดการขยะพลาสติกของประเทศ พ.ศ. 2561-2573 มีเป้าหมาย ลดและเลิกใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง และ การนำขยะพลาสติกกลับมาใช้ประโยชน์ 100% ภายใน ปี 2570 ซึ่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ส่งเสริมและสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการลดและมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาพลาสติก โดยได้จัดทำแผนปฏิบัติการด้านการจัดการขยะพลาสติก ระยะที่ 1 (พ.ศ.2563 – 2565) ที่ดำเนินการตามมาตรการแล้ว ได้แก่ ห้ามใช้พลาสติกบางประเภท ห้ามผลิต นำเข้า และจำหน่ายไมโครบีดส์ (Microbeads) ยกเลิกการใช้แคปซีลบนฝาขวดน้ำดื่ม ถุงพลาสติกชนิดบางความหนา ต่ำกว่า 36 ไมครอน รวมถึงแผนปฏิบัติการด้านการจัดการขยะพลาสติก ระยะที่ 2 (พ.ศ.2566 – 2570) บริหารจัดการขยะพลาสติกครบวงจรที่มุ่งเน้นส่งเสริมการรีไซเคิลขยะพลาสติก 100% อีกทั้ง ยังได้ร่วมกับภาคเอกชน กลุ่มผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า ร้านสะดวกซื้อ และกลุ่มผู้ประกอบการร้านกาแฟทั่วประเทศ จำนวน 45 หน่วยงาน รวม 31,637 ร้าน/สาขา ประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือ ร่วมกันลดการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกหรือภาชนะแบบใช้ครั้งเดียว พร้อมส่งเสริมการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเข้ามาทดแทน และนำทรัพยากรกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
               นอกจากนี้ ทส. ยังได้เดินหน้าผลักดัน (ร่าง) พระราชบัญญัติการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน พ.ศ. .. ภายใต้หลักการ EPR ซึ่งกำหนดให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในห่วงโซ่ของบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการบรรจุภัณฑ์ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง โดยขณะนี้ อยู่ระหว่างขั้นตอนการให้เลขาธิการรัฐมนตรีพิจารณาเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป อีกทั้ง ยังมีแนวคิดจะร่วมมือกับสมาคมฯ นำเสนอรัฐมนตรีพิจารณา เพื่อดำเนินการขึ้นทะเบียนซาเล้ง ให้เหมือนกับการขึ้นทะเบียนวินมอเตอร์ไซค์ ซึ่งจะทำให้ซาเล้งมีความเป็นระเบียบ น่าเชื่อถือ และในขณะเดียวกัน เราก็จะได้ผู้ช่วยด้านการจัดการขยะต้นทางมาช่วยงานเพิ่มอีกด้วย พร้อมกันนี้ จะมีการยกระดับร้านรับซื้อของเก่าให้มีระบบบริหารจัดการที่ดี และสร้างความเชื่อมโยงกับระบบคัดแยกขยะในชุมชน เพื่อให้กิจกรรมคัดแยกที่เกิดขึ้น มีผู้รับซื้อนำกลับเข้าสู่ระบบรีไซเคิลหรือการจัดการที่ถูกต้องต่อไป ซึ่งทั้งหมดนี้จะสอดคล้องกับรูปแบบ พ.ร.บ. EPR ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
               นายนราพัฒน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “เนื่องในโอกาสวันสิ่งแวดล้อมโลกนี้ ขอเชิญชวนทุกภาคส่วน ร่วมกันแก้ไขปัญหาขยะพลาสติก ใช้พลาสติกอย่างเข้าใจ ใช้เท่าที่จำเป็น และคุ้มค่า และนำกลับมาหมุนเวียนใช้ประโยชน์ตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อเปลี่ยนประเทศไทยให้ยั่งยืน”
               ภายในงานมีการเสวนา Ted Talk ภายใต้แนวคิด “Beat Plastic Pollution: Ending global plastic pollution” ได้รับเกียรติจากคณะวิทยากรผู้มากประสบการณ์ ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ และแนวทางการปฏิบัติ เพื่อให้เกิดผลอย่างยั่งยืนต่อไป อีกทั้ง กิจกรรมสร้างการมีส่วนร่วมทดสอบความรู้ ร่วมกันแก้ไขวิกฤตพลาสติกอย่างยั่งยืน ซึ่งมีผู้เข้าร่วมงานรวมกว่า 800 คน พร้อมถ่ายทอดสดผ่าน Facebook Live ของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยการจัดงานครั้งนี้ เป็นการจัดงานแบบปลอดคาร์บอน (Carbon Neutral Event) เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”