จากเป้าหมายการปรับตัวระดับโลก…สู่การสร้างภูมิคุ้มกันในระดับพื้นที่

               🌍 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้ดำเนิน “โครงการติดตามประเมินผลการดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรายสาขา ตามแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการดำเนินงานในสาขาที่มีแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างชัดเจน พัฒนาเครื่องมือและวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลในการติดตามประเมินผลในระดับพื้นที่ ตอบโจทย์เป้าหมายการปรับตัวระดับโลก (Global Goal on Adaptation : GGA)

🎯 เราทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร ?
               ศึกษา : ถอดบทเรียนการดำเนินงานในสาขาที่มีแผนการปรับตัวฯ รองรับชัดเจน
               ใช้ประโยชน์ : กลุ่มเป้าหมายสามารถนำความรู้และเครื่องมือใช้ติดตามประเมินผลในพื้นที่ได้จริง
               ยกระดับ : นำผลลัพธ์ที่ได้ไปปรับปรุงกระบวนการขับเคลื่อนการดำเนินงาน ภายใต้แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (Thailand’s National Adaptation Plan : NAP)

💡 4 เครื่องมือสำคัญ ช่วยเปลี่ยน “แนวคิด” ให้กลายเป็น “ข้อมูลเชิงประจักษ์” ได้แก่
               1. ข้อมูลพื้นฐาน & บริบทความเสี่ยง : วิเคราะห์ตั้งแต่ความเสี่ยง เทคโนโลยีที่ใช้ ไปจนถึงผลสัมฤทธิ์การดำเนินงาน
               2. ความเชื่อมโยงนโยบาย : ตรวจสอบความสอดคล้องตั้งแต่แผนระดับชาติ (NAP) แผนรายสาขา จนถึงแผนระดับจังหวัด
               3. ตัวชี้วัดการปรับตัว : ประเมินผลลัพธ์จริงที่ต้องตอบโจทย์ทั้งระดับประเทศและระดับโลก (GGA)
               4. การถอดบทเรียน : มองหาข้อจำกัด ความท้าทายเชิงระบบ ปัจจัยความสำเร็จ และ Good Practices เพื่อนำไปขยายผลต่อ

🌾 ถอดรหัส “นาน้อยโมเดล” เกษตรเท่าทันภูมิอากาศ บนพื้นที่สูง
     จากการนำเครื่องมือติดตามประเมินผลไปใช้ใน สาขาการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ณ ต.บัวใหญ่ อ.นาน้อย จ.น่าน นำมาสู่การปรับตัวผ่าน 6 แนวปฏิบัติเกษตรเท่าทันภูมิอากาศ (CSA)
               ☀️ 1. ระบบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์
               🚜 2. ลดการชะล้างหน้าดินด้วยการไถแบบ Keyline
               🍂 3. ปรับปรุงดินด้วย Biochar (ถ่านชีวภาพ)
               🌱 4. ปลูกพืชทดแทนพืชเชิงเดี่ยว
               🌽 5. จัดการเศษข้าวโพดด้วย BCG Model (แปรรูปเป็นบรรจุภัณฑ์ชีวภาพ)
                📱 6. ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Digital Traceability)
✨ ผลลัพธ์ความสำเร็จเชิงประจักษ์
               ด้านเศรษฐกิจ : ลดการสูญเสียผลผลิตได้ถึง 20% มีรายได้ใหม่จากการแปรรูปเศษข้าวโพด และรายได้จากพืชทางเลือก
               ด้านสังคม : มีความมั่นคงทางอาหารจากการทำเกษตรอินทรีย์ที่หลากหลาย ชุมชนพึ่งพาตนเองได้
               ด้านสิ่งแวดล้อม : ฝนลดแต่ดินยังชุ่มชื้น ลดการใช้สารเคมี และลดฝุ่น PM 2.5 จากการหยุดเผาเศษวัสดุการเกษตร

😷 เพราะเด็กเล็ก คือ กลุ่มที่เปราะบางที่สุด ส่องโมเดล “ห้องเรียนปลอดฝุ่น”
               กรุงเทพมหานคร เผชิญวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่เป็นตัวเร่งฝุ่น PM2.5 ทั้งจากความเร็วลมที่ลดลง 31% สภาวะโดมความร้อนเมือง (Urban Heat Island) และอุณหภูมิที่สูงขึ้น ทำให้ กทม. มีความเสี่ยงภัยด้านสาธารณสุขสูงเป็นอันดับ 1 ของประเทศ (ภายใต้แบบจำลอง SSP2-4.5)
               โครงการฯ ได้ติดตามประเมินผล สาขาสาธารณสุข ณ ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน ชุมชนฟื้นนครร่วมเกล้า ระยะ 4 โซน 10 เขตลาดกระบัง ผ่าน “4 กลยุทธ์สู่ห้องเรียนปลอดฝุ่น” 🔒 Closed Windows/Sealing : ป้องกันฝุ่นเข้าจากภายนอก 🔄 Active Ventilation (ERV) : ระบบระบายอากาศแลกเปลี่ยนความร้อน ดึงอากาศดีเข้า-ไล่อากาศเสียออก 🍃 Air Purification : เครื่องฟอกอากาศประสิทธิภาพสูงภายในห้อง 📊 Monitoring: ตรวจวัดและแสดงผลคุณภาพอากาศ (AQI) ตลอดเวลา
✨ ผลลัพธ์เชิงประจักษ์เพื่ออนาคตของชาติ
               Healthy Kids : อัตราการเจ็บป่วยจากโรคระบบทางเดินหายใจลดลง เด็กๆ มีคุณภาพการนอนหลับที่ดี มีสมาธิและสมรรถภาพในการทำกิจกรรมดีขึ้น
               คุณภาพอากาศดีขึ้น : ระดับ PM 2.5 ลดลง 97% เมื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังการติดตั้ง ระบบ ERV อากาศภายในห้องสะอาดบริสุทธิ์

ถอดรหัสความสำเร็จจากพื้นที่ต้นแบบทั้ง 6 สาขา ปัจจัยสู่ความเข้มแข็งและการปรับตัวอย่างยั่งยืน

               ☂ การถอดบทเรียนจากพื้นที่ต้นแบบ เป็นกลไกสำคัญของระบบติดตาม ประเมินผล การวิจัย และการเรียนรู้ (Monitoring, Evaluation, Research and Learning: MERL) ที่ช่วยสังเคราะห์องค์ความรู้จากการดำเนินงานจริง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาเชิงระบบอย่างมีประสิทธิภาพ กระบวนการดังกล่าวมุ่งวิเคราะห์ทั้ง “ปัจจัยแห่งความสำเร็จ” ที่ส่งเสริมความเข้มแข็งและความยั่งยืนของชุมชน ตลอดจน “ปัจจัยเชิงข้อจำกัด” ที่เป็นอุปสรรคต่อการปรับตัวและการพัฒนาในระยะยาว บทเรียนที่ได้จะถูกนำมาสังเคราะห์เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายและแนวทางปฏิบัติ เพื่อสนับสนุนการขยายผลและยกระดับศักยภาพของพื้นที่ต้นแบบในอนาคต

✿ ปัจจัยสู่ความสำเร็จเพื่อการปรับตัวที่ยั่งยืน
     1. การบูรณาการข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัล : การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและระบบข้อมูลเชิงพื้นที่มีบทบาทสำคัญต่อการบริหารจัดการความเสี่ยงและการตัดสินใจเชิงพื้นที่
               – ใช้แอปพลิเคชันและระบบภูมิสารสนเทศ (GIS) เพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์ข้อมูล การจัดทำผังน้ำดิจิทัล และการระบุพื้นที่เสี่ยง
               – มีระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัยแบบเรียลไทม์ด้านน้ำและคุณภาพอากาศ เพิ่มประสิทธิภาพในการรับมือภาวะวิกฤต
               – นำนวัตกรรมดิจิทัลด้านสาธารณสุขมาใช้ เช่น Telemedicine และ Health Rider ลดข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการสุขภาพช่วงเกิดภัยพิบัติ
     2. การมีส่วนร่วมของเครือข่ายและภาคีทุกภาคส่วน : ความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ เป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการขับเคลื่อนงานในระดับพื้นที่
               – นำกลไก “บวร” (บ้าน วัด โรงเรียน ราชการ) และความร่วมมือกับสถาบันการศึกษามาช่วยเสริมพลังการดำเนินงานให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
               – ความเข้มแข็งขององค์กรชุมชนและกลุ่มผู้ใช้น้ำส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีส่วนร่วมและเป็นธรรม
               – บทบาทของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม./อสส.) เข้าถึงกลุ่มเปราะบางด้านสุขภาพจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
     3. การใช้แนวทางธรรมชาติและการผสมผสานภูมิปัญญา : การประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นร่วมกับองค์ความรู้สมัยใหม่เพิ่มประสิทธิภาพในการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ
               – การนำระบบจัดการน้ำโบราณมาผสานกับวิศวกรรมสมัยใหม่เพื่อป้องกันน้ำท่วม
               – การใช้ฝายแกนดินซีเมนต์ที่ต้นทุนต่ำและใช้วัสดุในพื้นที่
               – การฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่งและหญ้าทะเล เพื่อเป็นแนวป้องกันทางธรรมชาติและช่วยฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อม
     4. การปรับเปลี่ยนรูปแบบเศรษฐกิจให้เท่าทันภูมิอากาศ : การพัฒนาเศรษฐกิจที่คำนึงถึงความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศเพิ่มความมั่นคงด้านรายได้และศักยภาพการแข่งขันของชุมชนให้ปรับตัวและดำเนินต่อได้อย่างยั่งยืน
               – การส่งเสริมเกษตรทางเลือกมูลค่าสูงที่ใช้น้ำน้อย
               – การพัฒนาอุตสาหกรรมและฟาร์มคาร์บอนต่ำ
               – การออกแบบกิจกรรมท่องเที่ยวที่ยืดหยุ่นตามฤดูกาลและสภาพอากาศ

✿ ปัจจัยข้อจำกัดในการปรับตัว
       พื้นที่ต้นแบบมีความก้าวหน้าในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ยังคงมีข้อจำกัดที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพและความยั่งยืนของการดำเนินงาน
               1. ข้อจำกัดด้านทรัพยากรและงบประมาณ ส่งผลต่อการบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐาน การจัดหาอุปกรณ์จำเป็น และการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ที่มีต้นทุนสูง
               2. ปัญหาด้านบุคลากรและทักษะเฉพาะทาง การขาดผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลดิจิทัล ระบบคาดการณ์ และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงองค์ความรู้ระหว่างพื้นที่
               3. ข้อจำกัดเชิงนโยบายและกฎหมาย ความขัดแย้งด้านการใช้ประโยชน์ที่ดิน การบังคับใช้ผังเมือง และการขาดระบบฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงระหว่างหน่วยงาน
               4. ความรุนแรงของสภาพภูมิอากาศที่เกินขีดความสามารถ ทั้งระบบรองรับและปัญหาข้ามพรมแดนที่ชุมชนไม่สามารถจัดการได้โดยลำพัง
               5. ปัจจัยด้านสังคมและเศรษฐกิจ สังคมสูงวัย การย้ายถิ่นแรงงาน และความผันผวนทางเศรษฐกิจ ลดศักยภาพและแรงจูงใจในการปรับตัวของชุมชนในระยะยาว

แหล่งอ้างอิง
โครงการจัดทำระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

 

รมว. สุชาติ ผลักดันให้ไทยใช้การพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน

               นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เน้นย้ำให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) ขับเคลื่อนการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน โดย สส. ร่วมกับหน่วยวิจัยด้านพลังงานที่ยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดประชุมเผยแพร่ผลการศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมต่อการปรับปรุงยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศไทย เพื่อหารือและรับฟังความคิดเห็นจากภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้เกี่ยวข้องกว่า 170 คน ในวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว กรุงเทพฯ
               ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดี สส. ปฏิบัติหน้าที่ประธานการประชุม ได้รับฟังผลการใช้แบบจำลองวิเคราะห์รูปการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมตามยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำที่มีเป้าหมายไปสู่ Net Zero 2050 ในปี พ.ศ. 2593 โดยมีนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดี สส. และผู้แทนจากภาคส่วนต่างๆ ร่วมอภิปราย ให้ข้อสังเกต ตลอดจนคำแนะนำสำหรับนำไปใช้ปรับปรุงแนวทางประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นให้สะท้อนถึงรูปแบบและนโยบายการพัฒนาประเทศที่เหมาะสมต่อการสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของไทยให้แข่งขันและดำเนินการร่วมกับประชาคมโลกได้ในระยะยาว
               ทั้งนี้ ผลการประชุมจะสนับสนุนการพัฒนาแนวทางจัดการผลกระทบเชิงลบที่ต่อทุกภาคส่วนอย่างเป็นรูปธรรม บนความมุ่งหมายให้เกิดการปรับตัวและประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศได้ต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมงานเปิดโครงการ “STOP FOOD WASTE กินดี รักษ์โลก รับโชคเพิ่ม” ขับเคลื่อนการจัดการขยะอาหารอย่างยั่งยืนตามนโยบายรัฐบาล

               วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และ นางสาวอุมา ศรีสุข ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดโครงการ “STOP FOOD WASTE กินดี รักษ์โลก รับโชคเพิ่ม” โดยมี นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เป็นประธาน โดยมีคุณวรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มการตลาด บริษัทเดอะมอลล์กรุ๊ป จำกัด พร้อมด้วยนายบรรณรักษ์ เสริมทอง เลขาธิการสำนักงานนโยบายเเละเเผนทรัพยากรธรรมชาติเเละสิ่งแวดล้อม และคณะผู้บริหาร ร่วมงาน ณ เดอะมอลล์ไลฟ์ สโตร์ บางกะปิ กรุงเทพมหานคร
               นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทส. เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม การจัดการขยะ และมลพิษอย่างจริงจัง โดยเฉพาะปัญหาขยะอาหาร ซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจจำนวนมากในแต่ละปี จากกระบวนการผลิต การจำหน่าย และการบริโภคที่ไม่มีประสิทธิภาพ จนทำให้อาหารจำนวนมากกลายเป็นของเสียโดยไม่จำเป็น
               โครงการดังกล่าวนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด และภาคีเครือข่ายภาคเอกชน จัดขึ้นเพื่อรณรงค์และขับเคลื่อนการบริหารจัดการขยะอาหาร (Food Waste) อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านความร่วมมือกับร้านอาหารภายในศูนย์การค้าในการสร้างระบบนิเวศลดขยะอาหารแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง
               นายสุชาติ ยังกล่าวว่าเพิ่มเติมว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ดำเนินงานร่วมกับบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป อย่างต่อเนื่องในการขับเคลื่อนประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาขยะอาหาร ซึ่งปัจจุบันถือเป็นปัญหาสำคัญระดับโลก ทุกประเทศต่างให้ความสำคัญและเร่งดำเนินมาตรการลดผลกระทบ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่ได้มีภารกิจเพียงการดูแลป่าไม้ อุทยานแห่งชาติ หรือสัตว์ป่าเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติ ทั้งด้านคุณภาพอากาศ มลพิษ สิ่งแวดล้อม และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งปัญหาขยะอาหารถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันแก้ไข ซึ่งรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรี ได้กำหนดนโยบายด้านการจัดการขยะ มลพิษ และสิ่งแวดล้อมไว้อย่างชัดเจน และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้นำนโยบายดังกล่าวมาขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมจะไม่สามารถประสบผลสำเร็จได้ หากขาดความร่วมมือจากภาคเอกชน สื่อมวลชน และประชาชน ซึ่งถือเป็นพลังสำคัญในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จัดประชุมเพื่อนำเสนอภาพรวมการติดตามประเมินผลและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

               วันพุธที่ 27 พฤษภาคม 2569 นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมเพื่อนำเสนอภาพรวมการติดตามประเมินผลและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ภายใต้โครงการติดตามประเมินผลการดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรายสาขา ตามแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ทั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานรายสาขาและผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในห้องประชุม และผ่านระบบออนไลน์ รวมกว่า 150 คน ณ โรงแรม เซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว กรุงเทพฯ
การจัดประชุมในครั้งนี้ เป็นการสรุปภาพรวมโครงการฯ มีการบรรยาย เสวนา และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ดังนี้
               1. สร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องการปรับตัวร่วมกัน เชื่อมโยงระดับสากล ระดับชาติ ไปจนถึงระดับพื้นที่
               2. แนวทางการคัดเลือกสาขาและพื้นที่ที่จะใช้ศึกษา
               3. เครื่องมือการติดตามประเมินผลการดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรายสาขา ในระดับพื้นที่
               4. ถอดบทเรียนพื้นที่ศึกษา “โครงการการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคเกษตรเพื่อเพิ่มการฟื้นตัวและความยั่งยืนในพื้นที่สูง อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน” (สาขาเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร)
               5. ถอดบทเรียนพื้นที่ศึกษา “โครงการห้องเรียนปลอดฝุ่น ของศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนชุมชนฟื้นนครร่มเกล้า ระยะ 4 โซน 10 (เคหะร่มเกล้า) เขตลาดกระบัง” (สาขาสาธารณสุข)
               6. เสวนา ในหัวข้อ “บทเรียนจากพื้นที่ : สู่การยกระดับการติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”
               7. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายทั้งในระดับพื้นที่และภาพรวม รวมถึงกลไกทางการเงิน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

โครงการจัดทำระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศถอดบทเรียน “พื้นที่ปฏิบัติที่ดี (Good Practices)” สาขาการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์

🏡โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ริมสองฝั่งคลองแม่ข่า เทศบาลนครเชียงใหม่
               ชุมชนริมคลองแม่ข่าเผชิญความเสี่ยงสูงจากฝนตกหนักและน้ำท่วมขัง บ้านเรือนเปราะบางและน้ำเสียส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ โครงการจึงปรับตัวโดยฟื้นฟูคลอง เพิ่มประสิทธิภาพระบายน้ำ ควบคู่การจัดระเบียบและยกระดับที่อยู่อาศัยให้มั่นคงปลอดภัย รวมถึงพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียจากชุมชนสอดคล้องมาตรการด้านคุณภาพชีวิตและการพัฒนาเมืองสำหรับกลุ่มเปราะบาง เชื่อมโยงตัวชี้วัดในประเด็นที่ 5 คุณภาพชีวิตของสมาชิกในสังคม (ตัวชี้วัด: จำนวนที่อยู่อาศัยสำหรับกลุ่มครัวเรือนเปราะบางที่ได้รับการพัฒนาหรือปรับปรุงให้แข็งแรง/มั่นคง หน่วยเป็นหลังคาเรือน) และตัวชี้วัด GGA: 9e01 สัดส่วนโครงการยกระดับชุมชนแออัดที่รวมการปรับตัวและนำโดยท้องถิ่น

🏡สำนักงานโยธาธิการและผังเมือง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
               ปรับตัวผ่านการวางผังเมืองที่คำนึงถึงสภาพภูมิอากาศ โดยกำหนดโซนการใช้ที่ดิน เช่น พื้นที่รับน้ำและพื้นที่ควบคุมการก่อสร้าง เพื่อให้เมืองสามารถอยู่ร่วมกับน้ำได้อย่างปลอดภัย เชื่อมโยงตัวชี้วัดในประเด็นที่ 1 ผังเมือง (ตัวชี้วัด: จำนวนผังเมืองรวมที่เริ่มจัดทำหรือปรับปรุงเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) และตัวชี้วัด GGA: 10b06 สัดส่วนรัฐบาลท้องถิ่นที่บูรณาการการปรับตัวเข้ากับนโยบาย (ซึ่งในที่นี้คือการบูรณาการแผนการปรับตัวฯ เข้ากับแผนผังเมืองรวมและผังเมืองระดับจังหวัด)

🏡นิคมอุตสาหกรรมนวนคร จังหวัดปทุมธานี
               นิคมอุตสาหกรรมปรับตัวทั้งเชิงโครงสร้าง โดยสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมมาตรฐานสูง และเชิงบริหาร เช่น ระบบติดตามน้ำล่วงหน้าและแผนอพยพ เชื่อมโยงตัวชี้วัดในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ให้ปลอดภัยจากภัยพิบัติ และตัวชี้วัด GGA: 10c03 จำนวนผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงทางสังคม/เศรษฐกิจจากภัยพิบัติ (การปรับตัวนี้ช่วยลดจำนวนผู้ได้รับผลกระทบลงอย่างมีนัยสำคัญ) ตัวชี้วัดที่ 10c04 ความสูญเสียทางเศรษฐกิจโดยตรงจากภัยพิบัติเป็นสัดส่วนต่อ GDP (การปกป้องนิคมฯ คือการปกป้องฐานรายได้ของประเทศ) และ 10a01 จำนวนภาคีที่มีการบูรณาการการปรับตัวเข้ากับแผนงาน (สะท้อนถึงภาคเอกชนที่มีการนำแผนปรับตัวเข้าสู่กลยุทธ์องค์กร)

แหล่งอ้างอิง
โครงการจัดทำระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

กรมลดโลกร้อน ร่วมบรรยาย “Climate Change and Thailand’s evolving climate policy” ในงานเปิดตัว “Blu Green Token”

               วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติเป็นวิทยากรกิตติมศักดิ์บรรยายในหัวข้อ “Climate Change and Thailand’s evolving climate policy” ทิศทางการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยและระดับนานาชาติ และความก้าวหน้าร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ในงานแถลงข่าวเปิดตัว โทเคนดิจิทัลเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมสินทรัพย์ป่าสมบูรณ์ (Blu Green Token) จัดโดยบริษัทสยาม ทีซี เทคโนโลยี จำกัด ณ ห้องประชุม Chadra 3 ballroom ชั้น 2 โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพมหานคร เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเตรียมความพร้อมในการปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้เข้าร่วมประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูงของบริษัท สยาม ทีซี เทคโนโลยี จำกัด บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัท โทเคน เอกซ์ จำกัด หน่วยงานภาคเอกชน และสื่อมวลชน จำนวน 120 ท่าน
               ในการบรรยายครั้งนี้ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช ได้นำเสนอภาพรวมสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันและแนวโน้มการดำเนินงานระดับโลก ความสำคัญของการควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส และการดำเนินการตามพันธกรณีระหว่างประเทศ ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) นอกจากนี้ยังกล่าวถึงแผนและการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย และความก้าวหน้า (ร่าง) พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแบบคาร์บอนต่ำ รวมถึงกลไกการเชื่อมโยง Tokenized Carbon Credits เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Greenhouse Gas Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2050 ของประเทศไทย

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

โครงการจัดทำระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศถอดบทเรียน “พื้นที่ปฏิบัติที่ดี (Good Practices)” สาขาทรัพยากรธรรมชาติ

🏞️ สิงห์ปาร์ค จังหวัดเชียงราย
               สิงห์ปาร์ค ปรับตัวโดยอาศัยแนวทาง “การปรับตัวโดยอาศัยระบบนิเวศเป็นฐาน” (Ecosystem-based Adaptation: EbA) โดยการเพิ่มและรักษาพื้นที่ป่าไม้ภายในไร่เพื่อสร้าง “สภาพภูมิอากาศเฉพาะถิ่น” (Microclimate) การใช้สระน้ำขนาดใหญ่เป็นแหล่งหล่อเลี้ยงระบบนิเวศในหน้าแล้ง และการทำเกษตรอินทรีย์ เชื่อมโยงกับตัวชี้วัดในประเด็นที่ 5 การอนุรักษ์ทรัพยากร (มุ่งเน้นการจัดการและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติให้มีความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) และเชื่อมโยงตัวชี้วัด GGA : 9d04 พื้นที่ที่ได้รับการฟื้นฟู เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบนิเวศ (ครอบคลุมพื้นที่สีเขียว ป่าไม้ และแหล่งน้ำภายในสิงห์ปาร์คที่ได้รับการจัดการให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยของสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติ)

🏞️ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดจันทบุรี
               มีการปรับตัวโดยอาศัยระบบนิเวศเป็นฐาน (Ecosystem-based Adaptation: EbA) ใช้ป่าชายเลนที่ได้รับการฟื้นฟูเป็น “ปราการและแนวน้ำชน” (Green Belt) ตามธรรมชาติ เพื่อลดความรุนแรงของคลื่นลมและป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง เชื่อมโยงตัวชี้วัดในประเด็นที่ 5 การอนุรักษ์ทรัพยากร (การจัดการและฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจากการดำเนินงานสร้างความร่วมมือกับชุมชน) และเชื่อมโยงตัวชี้วัด GGA : 9d04 พื้นที่ที่ได้รับการฟื้นฟู เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบนิเวศ (ครอบคลุมพื้นที่ป่าชายเลนและแนวหญ้าทะเลในอ่าวคุ้งกระเบนที่ได้รับการฟื้นฟูกลับมาอุดมสมบูรณ์) และ 9b03 สัดส่วนพื้นที่เกษตรกรรมและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ยั่งยืนและทนทานต่อภูมิอากาศ (จากการจัดระบบชลประทานน้ำเค็มที่รักษาสมดุลสิ่งแวดล้อม)

🏞️ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
               มีการปรับตัวโดยเน้นการรักษาสภาพระบบนิเวศเดิมให้สมบูรณ์ที่สุด เพื่อให้ป่าไม้ได้ปรับตัวตามธรรมชาติ โดยใช้ระบบฐานข้อมูลติดตามการเปลี่ยนแปลง บริหารจัดการน้ำเชิงรุก (ขุดลอกแหล่งน้ำ) นำเทคโนโลยีดาวเทียมมาช่วยดับไฟป่าให้เร็วขึ้นเพื่อรักษาแหล่งกักเก็บคาร์บอน และเปลี่ยนวิถีชีวิตชุมชนรอบป่าจากผู้ทำลายมาเป็นเครือข่ายช่วยดูแลร่วมกัน เชื่อมโยงกับตัวชี้วัดในประเด็นที่ 1 การจัดการระบบนิเวศบนบก (การสงวนพื้นที่ป่าอนุรักษ์โดยอาศัยระบบนิเวศ (Eco-system-based) โดยการปลูกป่าเป็นแนวเชื่อมต่อระหว่างป่า (Ecological Corridor) และการพัฒนาการจัดการป่าแนวกันชน (Buffer) และเชื่อมโยงตัวชี้วัด GGA : 9d04 พื้นที่ที่ได้รับการฟื้นฟู เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบนิเวศ และตัวชี้วัด 9d09 ขอบเขตของระบบนิเวศธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับการปรับตัว

แหล่งอ้างอิง
โครงการจัดทำระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

กำไรที่ไม่ใช่มูลค่าทางการเงิน จากการลงทุนเพื่อการปรับตัว

               ในยุคที่โลกเผชิญกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง การลงทุนเพื่อการปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงไม่ใช่เพียง “ทางเลือก” แต่กลายเป็น “ความจำเป็น” ที่ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชนทั่วโลกต้องเร่งดำเนินการ ทว่าโจทย์สำคัญที่มักเกิดขึ้นเสมอคือ จะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าการลงทุนเหล่านี้ “คุ้มค่า” เพราะผลตอบแทนของโครงการด้านสิ่งแวดล้อมหรือการพัฒนาชุมชนไม่ได้สะท้อนออกมาในรูปกำไรทางบัญชีเหมือนการลงทุนเชิงธุรกิจทั่วไป แต่กลับสร้างคุณค่ามหาศาลต่อผู้คนและสังคม เช่น คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สุขภาพที่แข็งแรง ความมั่นคงทางอาหาร หรือระบบนิเวศที่สามารถปกป้องชุมชนจากภัยพิบัติได้ สิ่งเหล่านี้เรียกว่า “ความคุ้มค่าทางสังคม” (Social Value) ซึ่งเป็นแนวคิดที่พยายามประเมินมูลค่าของผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เดิมมักถูกมองข้ามในระบบเศรษฐกิจ

               แนวคิดดังกล่าวทำให้การประเมินผลโครงการเปลี่ยนจากการวัดเพียง “ผลผลิต” เช่น จำนวนต้นไม้ที่ปลูก หรือจำนวนคนที่เข้าร่วมกิจกรรม ไปสู่การวัด “ผลลัพธ์สุทธิ” ที่เกิดขึ้นจริงกับชีวิตของผู้คน หนึ่งในเครื่องมือที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลคือ การวิเคราะห์ผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน หรือ Social Return on Investment (SROI) ซึ่งช่วยแปลงผลกระทบทางสังคมให้กลายเป็นตัวเลขที่เข้าใจง่ายและสามารถเปรียบเทียบกับเงินลงทุนได้

               กระบวนการประเมิน SROI เริ่มต้นจากการระบุผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด ตั้งแต่ชาวบ้านในพื้นที่ เกษตรกร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไปจนถึงหน่วยงานรัฐ จากนั้นจึงจัดทำ “แผนที่ผลลัพธ์” เพื่อวิเคราะห์ว่าโครงการสร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นบ้าง เช่น รายได้ที่เพิ่มขึ้น เวลาที่ประหยัดได้ หรือสุขภาพที่ดีขึ้น ขั้นตอนสำคัญคือการใช้ “ตัวแทนทางการเงิน” (Financial Proxies) เพื่อแปลงคุณค่าที่จับต้องไม่ได้ให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ เช่น การคำนวณมูลค่าของเวลาที่เกษตรกรไม่ต้องเสียไปกับการฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำท่วม หรือค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขที่ลดลงเมื่อชุมชนมีคุณภาพอากาศและน้ำที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การประเมินไม่ได้สิ้นสุดเพียงการรวมผลประโยชน์ทั้งหมดเข้าด้วยกัน แต่ยังต้องหักลบปัจจัยรบกวนต่าง ๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สะท้อนความจริงมากที่สุด เช่น ผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นอยู่แล้วแม้ไม่มีโครงการ หรือผลกระทบจากปัจจัยภายนอกอื่น กระบวนการนี้ช่วยให้ค่า SROI มีความน่าเชื่อถือและสามารถใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายได้จริง

               เมื่อคำนวณแล้ว ค่า SROI จะแสดงออกมาในรูปอัตราส่วน เช่น 1:3 หมายถึง ทุกการลงทุน 1 บาท สามารถสร้างคุณค่าทางสังคมกลับคืนได้ 3 บาท ยิ่งตัวเลขสูงเท่าใด ก็ยิ่งสะท้อนว่าโครงการนั้นสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมได้มากเท่านั้น

               ตัวอย่างที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ คือ โครงการฟื้นฟูป่าชายเลนเพื่อป้องกันชายฝั่งในประเทศเวียดนาม ระหว่างปี ค.ศ. 1994–2010 ดำเนินการโดยสภากาชาดสากล โครงการดังกล่าวใช้ธรรมชาติเป็นเกราะป้องกันภัยพิบัติจากพายุและคลื่นซัดฝั่ง ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลดความเสียหายต่อคันดินหรือทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่ง ทำให้ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการประมงพื้นบ้าน และ
ลดต้นทุนการซ่อมแซมโครงสร้างป้องกันชายฝั่งในระยะยาว งานศึกษาหลายชิ้นพบว่า การลงทุนเพียง 1 บาท สามารถสร้างผลตอบแทนทางสังคมได้ถึง 7 บาท และในช่วงที่เกิดพายุรุนแรง ผลตอบแทนอาจสูงถึง 50 เท่า

               สำหรับประเทศไทย แนวทางลักษณะเดียวกันเริ่มเห็นผลชัดเจนมากขึ้นในโครงการเกษตรกรรมฟื้นฟูบริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำภาคเหนือ ซึ่งเปลี่ยนระบบการผลิตจากเกษตรเชิงเดี่ยวที่พึ่งพาสารเคมีสูง ไปสู่ระบบวนเกษตรที่สอดคล้องกับธรรมชาติ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือดินสามารถกักเก็บน้ำได้ดีขึ้น ลดความรุนแรงของภัยแล้งและน้ำหลาก ช่วยลดภาระงบประมาณภาครัฐในการเยียวยาภัยพิบัติ ขณะเดียวกันเกษตรกรยังมีสุขภาพดีขึ้นจากการลดการใช้สารเคมีอันตรายการประเมินในหลายชุมชนพบว่า ค่า SROI ของโครงการลักษณะนี้มักอยู่ที่ประมาณ 1:4 ถึง 1:6 หรือกล่าวได้ว่า ทุกการลงทุน 1 บาท สามารถสร้างผลประโยชน์คืนกลับสู่สังคมได้ 4–6 บาท โดยกำไรสำคัญไม่ได้อยู่เพียงรายได้ทางเศรษฐกิจ แต่รวมถึงคุณภาพชีวิต ความมั่นคงทางอาหาร และความเข้มแข็งของชุมชนที่เพิ่มขึ้นด้วย

               ท้ายที่สุดแล้ว การประเมิน “กำไรที่ไม่ใช่ตัวเงิน” ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสร้างตัวเลขสวยงามในรายงานเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้กำหนดนโยบาย นักลงทุน และชุมชน มองเห็นว่าทรัพยากรที่ลงทุนไปนั้นสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชีวิตผู้คนได้มากเพียงใด การวัดคุณค่าทางสังคมจึงเป็นเสมือนเข็มทิศที่ช่วยชี้ว่าโครงการใดควรได้รับการสนับสนุนต่อยอด และโครงการใดควรได้รับการปรับปรุง

               ดังนั้น ในโลกที่ความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี การลงทุนในพื้นที่เพื่อการปรับตัวจึงไม่ใช่เพียงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานหรือซื้ออุปกรณ์ป้องกันภัย แต่คือการลงทุนใน “ความสามารถในการฟื้นตัว” ของมนุษย์และธรรมชาติ เพราะเมื่อมนุษย์คืนสมดุลให้ระบบนิเวศ ธรรมชาติก็มักตอบแทนกลับมาด้วยความปลอดภัย ความมั่นคง และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในสัดส่วนที่มากกว่าเม็ดเงินที่ลงทุนเสมอ

แหล่งอ้างอิง
1. คณะกรรมาธิการระดับโลกว่าด้วยการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Global Commission on Adaptation)
2.โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย (United Nations Development Programme Thailand)
3.ศูนย์ความรู้ด้านการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ (Disaster Risk Management Knowledge Centre) สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

สแกนความสุขกลุ่มเปราะบาง เมื่อพื้นที่ต้นแบบต้องตอบโจทย์คนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม

               ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา “วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของอุณหภูมิที่สูงขึ้น น้ำท่วมที่รุนแรง หรือภัยแล้งที่ยาวนานเท่านั้น หากแต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่เร่งให้ “ความเหลื่อมล้ำ” ในสังคมเด่นชัดขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะต่อกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ เด็ก คนพิการ สตรี หรือผู้มีรายได้น้อย มักเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด แต่กลับมีทรัพยากรและโอกาสในการปรับตัวน้อยที่สุด ดังนั้น การพัฒนาพื้นที่ต้นแบบด้านการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน จึงไม่อาจวัดผลสำเร็จได้เพียงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานหรือการดำเนินโครงการให้เสร็จสิ้นเท่านั้น แต่ต้องสามารถตอบคำถามสำคัญได้ว่า “ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจริงหรือไม่” และ “กลุ่มเปราะบางได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียมหรือไม่” แนวคิดเรื่อง “การสแกนความสุข” หรือการติดตามสุขภาวะของประชาชนจึงกลายเป็นหัวใจสำคัญของการประเมินผลในยุคใหม่ เพราะความสุข ความมั่นคง และความสามารถในการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย คือดัชนีสะท้อนความสำเร็จของการปรับตัวที่แท้จริง

               การติดตามประเมินผลในยุคใหม่จึงจำเป็นต้องก้าวข้ามกรอบคิดแบบเดิมที่มุ่งเพียงตรวจสอบว่า “โครงการเสร็จหรือไม่” ไปสู่การประเมินว่ามาตรการต่าง ๆ สามารถสร้างความเป็นธรรมทางสังคมได้จริงเพียงใด หนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ถูกนำมาใช้คือ “กรอบแนวคิด 4R” ซึ่งช่วยให้การประเมินผลมองเห็นมิติของความเท่าเทียมได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
               1. Representation หรือ “การมีส่วนร่วม” มุ่งตรวจสอบว่ากลุ่มเปราะบางมีตัวแทนเข้าร่วมในกระบวนการตัดสินใจทุกขั้นตอนหรือไม่ เพราะหากผู้ได้รับผลกระทบไม่มีพื้นที่ในการสะท้อนปัญหา มาตรการที่ออกมาก็อาจไม่ตอบโจทย์ชีวิตจริงของพวกเขา
               2. Resources หรือ “การเข้าถึงทรัพยากร” ที่พิจารณาว่าความช่วยเหลือหรือมาตรการปรับตัวถูกจัดสรรไปถึงผู้ที่ต้องการจริงหรือไม่ เช่น ระบบเตือนภัย แหล่งน้ำสำรอง หรือศูนย์พักพิง สามารถเข้าถึงได้โดยคนพิการ ผู้สูงอายุ หรือชุมชนห่างไกลหรือไม่
               3. Reality หรือ “สภาพความเป็นอยู่” ประเมินว่าหลังจากดำเนินมาตรการแล้ว ชีวิตของผู้คนดีขึ้นจริงหรือไม่ ผู้หญิงในชุมชนมีเวลาไปทำงานเพิ่มขึ้นหรือไม่ เด็กสามารถเดินทางไปโรงเรียนได้ปลอดภัยขึ้นหรือไม่ หรือผู้สูงอายุรู้สึกมั่นคงในการใช้ชีวิตมากขึ้นเพียงใด
               4. Rights หรือ “สิทธิ” ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงความช่วยเหลืออย่างเป็นธรรม รวมถึงการมีช่องทางร้องเรียนเมื่อมาตรการต่าง ๆ ส่งผลกระทบต่อสิทธิหรือคุณภาพชีวิตของประชาชน
               กรอบแนวคิด 4R ไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางเทคนิคในการประเมินโครงการ แต่เป็นแนวทางที่ช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายมองเห็น “มนุษย์” มากกว่าตัวเลขความเสียหายทางเศรษฐกิจ เพราะในโลกที่ภัยพิบัติมีความถี่และรุนแรงมากขึ้น ความสามารถในการปรับตัวของผู้คนขึ้นอยู่กับทั้งโครงสร้างพื้นฐานและ “ความหวัง” ที่พวกเขามีต่ออนาคต

               ตัวอย่างที่สะท้อนแนวคิดนี้ได้อย่างชัดเจน คือ โครงการ Philippines Community Resilience Project – Pagkilos เป็นโครงการพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชนในพื้นที่ชนบทของฟิลิปปินส์ มุ่งเน้นพื้นที่ที่มีความเปราะบางสูง ทั้งจากปัญหาความยากจน ความเสี่ยงต่อภัยพิบัติ การมีชนพื้นเมืองอาศัยอยู่ และภาวะขาดสารอาหารในชุมชน โครงการนี้ให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นใจว่ากลุ่มเปราะบางจะไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังในการพัฒนา

               โครงการประกอบด้วย 4 ส่วนสำคัญ ได้แก่ การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนผ่านการวางแผนที่คำนึงถึงความเสี่ยง การสนับสนุนเชิงสถาบันเพื่อพัฒนาศักยภาพหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ การติดตามและประเมินผลโครงการ และการเตรียมความพร้อมต่อเหตุฉุกเฉิน โดยในทุกส่วนมีการออกแบบกระบวนการให้สอดคล้องกับหลัก 4R อย่างชัดเจน

               ในมิติด้านการมีส่วนร่วม โครงการได้กำหนดให้กลุ่มเปราะบางมีสัดส่วนตัวแทนในคณะกรรมการชุมชน พร้อมทั้งใช้เครื่องมือวิเคราะห์อำนาจความสัมพันธ์ เพื่อประเมินว่าเสียงของคนกลุ่มนี้ถูกนำไปใช้จริงในการวางแผนหรือไม่ ขณะที่มิติด้านทรัพยากร จะติดตามว่ามาตรการต่าง ๆ เช่น ระบบเตือนภัยหรือแหล่งน้ำสำรอง ถูกติดตั้งในพื้นที่ที่กลุ่มเปราะบางสามารถเข้าถึงได้จริงหรือไม่ สำหรับมิติด้านสภาพความเป็นอยู่ โครงการใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกเพื่อติดตามว่าคุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้นเพียงใดหลังจากมีมาตรการปรับตัว เช่น ผู้หญิงในชุมชนมีภาระในการหาแหล่งน้ำลดลงหรือไม่ หรือครัวเรือนมีความมั่นคงทางอาหารเพิ่มขึ้นหรือไม่ ส่วนมิติด้านสิทธิ โครงการได้จัดอบรมให้ประชาชนเข้าใจสิทธิในการเข้าถึงบริการจากภาครัฐ และจัดให้มีระบบร้องเรียนที่เป็นความลับ เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการ

               กรณีศึกษานี้สะท้อนให้เห็นว่า การออกแบบพื้นที่ต้นแบบด้านการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศจะเกิดผลอย่างแท้จริงได้ ก็ต่อเมื่อ “กลุ่มเปราะบาง” ถูกนำมาเป็นศูนย์กลางตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผน การดำเนินงาน ไปจนถึงการติดตามประเมินผล เพราะการพัฒนาที่แท้จริงไม่ใช่เพียงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแรง แต่คือการสร้างสังคมที่ทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย มีศักดิ์ศรี และมีความหวังต่ออนาคตอย่างเท่าเทียม

               การ “สแกนความสุข” ของกลุ่มเปราะบางจึงไม่ใช่เรื่องรองของการพัฒนา แต่เป็นตัวชี้วัดสำคัญว่ามาตรการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศนั้น “มีไว้เพื่อทุกคน” จริงหรือไม่ เพราะหากสังคมยังปล่อยให้คนบางกลุ่มต้องเผชิญความเสี่ยงเพียงลำพัง ความยั่งยืนที่เกิดขึ้นก็อาจเป็นเพียงภาพลวงตาที่ไม่ครอบคลุมคนทั้งสังคมอย่างแท้จริง

แหล่งอ้างอิง
1. องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)
2. องค์กรสตรีเพื่อสันติภาพและสตรี (Women’s International League for Peace and Freedom – WILPF)
3. ธนาคารโลก (World Bank)