กรมลดโลกร้อน ร่วมเวทีสหประชาชาติ 7th Global Conference on Strengthening Synergies between the Paris Agreement and the 2030 Agenda for Sustainable Development

               เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวต้อนรับในพิธีเปิดการประชุม Global Conference on Strengthening Synergies between the Paris Agreement and the 2030 Agenda for Sustainable Development ครั้งที่ 7 ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมโยงการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายใต้ความตกลงปารีส กับวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 จัดโดยสำนักงานกิจการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ (UNDESA) และสำนักเลขาธิการกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC Secretariat) โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐระดับนานาชาติและองค์กรระหว่างประเทศ เข้าร่วมกว่า 300 คน ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร
               ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญต่อการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการบูรณาการกับวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเชื่อมโยงกับการพัฒนาเศรษฐกิจ การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤติพลังงาน และความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น การดำเนินการจึงต้องอาศัยความร่วมมือและเสริมพลังกันในทุกมิติ ทั้งในระดับนโยบาย ที่นำไปสู่การลงมือปฏิบัติของทุกภาคส่วนในสังคม และกล่าวถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการขับเคลื่อนการดำเนินการตามเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด ฉบับที่ 2 (NDC 3.0) เป็นการยกระดับการลดก๊าซเรือนกระจกเทียบปีฐาน ค.ศ. 2019 ซึ่งจะมีระดับปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิไม่เกิน 152 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO2eq) ภายในปี ค.ศ. 2035 สอดคล้องตามเส้นวิถีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 1.5 องศาเซลเซียส และเป็นการวางรากฐานสู่เป้าหมาย Net Zero Emissions ในปี ค.ศ. 2050 ควบคู่กับการผลักดันพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อเป็นเครื่องมือและกลไกในการส่งเสริมให้ประเทศไทยมุ่งไปสู่สังคมเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ มีความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ สอดคล้องกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน และยกระดับขีดความสามารถในการรองรับกติกาเศรษฐกิจโลกในอนาคตต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569

               วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 โดยมี นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เป็นประธานกล่าวคำอาศิรวาทถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงฯ และคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) เพื่อร่วมแสดงออกถึงความจงรักภักดีและความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ พร้อมน้อมถวายพระพรชัยมงคล ขอพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระเจริญมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง และทรงเป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยสืบไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน เดินหน้ายกระดับสินค้าชุมชนรักษ์โลก ดึงนวัตกรรมสีเขียว Storytelling พลิกฐานทรัพยากรท้องถิ่นสู่เศรษฐกิจชุมชนคาร์บอนต่ำ

               วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) กระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดงาน “ประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้การพัฒนาสินค้าและบริการของเครือข่าย ทสม. และภาคีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ” หรือ “Green Fair สินค้าชุมชนรักษ์โลก” ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับศักยภาพเครือข่ายภาคประชาชนในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ชุมชน ควบคู่กับการปรับตัวและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
               ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ประธานในพิธีเปิดเผยว่า ท่ามกลางสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นประเด็นท้าทายระดับโลก กรมฯ ให้ความสำคัญกับการเสริมสมรรถนะให้กับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะระดับพื้นที่ซึ่งเป็นฐานการทำงานของเครือข่ายภาคประชาชน การทำงานในปัจจุบันไม่ใช่เพียงแค่ส่งเสริมการปรับตัวเพื่ออยู่รอดในสถานการณ์และกติกาใหม่ของโลกเท่านั้น แต่ต้องมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากฐานทรัพยากรธรรมชาติควบคู่กับการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน ผ่านการสร้าง “นวัตกรรมสีเขียว” และการสร้างเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ (Storytelling) เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชน
               “เราต้องยกระดับการทำงานของเครือข่ายภาคประชาชน จากเดิมที่เน้นการอนุรักษ์ ฟื้นฟู หรือเฝ้าระวัง มาสู่การเข้าถึงคุณค่าและใช้ประโยชน์จากฐานทรัพยากรอย่างยั่งยืน โดยเปลี่ยนกลยุทธ์ร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ จากการเน้นปริมาณมาเป็นการเน้นคุณภาพและรายได้ (Value over volume) เช่น การเชื่อมโยงสินค้าและบริการเข้าสู่ภาคการท่องเที่ยวสีเขียว (Sustainable Tourism) ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว ยังสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับชุมชน บนกลไกความร่วมมือที่ออกแบบร่วมกันทุกภาคส่วน” ดร.พิรุณ กล่าว
               นอกจากนี้ ดร.พิรุณ ยังได้ระบุถึงแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนในอนาคตเพื่อมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำและสอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG ไว้ 4 มิติสำคัญ ได้แก่ การยกระดับมาตรฐานสู่สากล: โดยการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อรับรองความปลอดภัยและคุณภาพของสินค้าชุมชน การออกแบบและบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัย: พัฒนาดีไซน์ให้มีความพรีเมียม ดึงดูดกลุ่มเป้าหมายยุคใหม่ การใช้นวัตกรรมสร้างมูลค่าเพิ่ม: ผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น การใช้ AI ช่วยออกแบบ และการชูจุดเด่นผ่าน Storytelling การกระจายรายได้และเพิ่มช่องทางการขาย: ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และการเชื่อมโยงกับเส้นทางท่องเที่ยวชุมชน
               การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 150 คน ประกอบด้วย เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) จาก 50 เขตในกรุงเทพมหานคร เครือข่ายศูนย์เรียนรู้ลดโลกร้อน เครือข่ายชุมชนคาร์บอนต่ำ ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง
               ภายในงานมีการรวมรวบสินค้าของเครือข่าย ทสม. จาก 77 จังหวัด จัดทำเป็น Catalog เพื่อการสื่อสารและคัดเลือกผลงานเด่นมาจัดแสดงนิทรรศการจำนวน 15 บูธ พร้อมทั้งมีการจัดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในหัวข้อ “การส่งเสริมผลิตภัณฑ์และบริการของเครือข่ายภาคประชาชนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ” และ “การพัฒนาสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ยกระดับสู่ชุมชน BCG คาร์บอนต่ำ” โดยผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายภาคส่วน ควบคู่ไปกับกิจกรรม Workshop ด้านการสร้าง Content Creation, การออกแบบบรรจุภัณฑ์ (Packaging Design) และการตลาดดิจิทัล (Digital Marketing) เพื่อให้เครือข่ายอาสาสมัครสามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรม

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมลงพื้นที่ กับ รมว.ทส. เพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล พลิกโฉม “คนอยู่กับป่า” มอบสิทธิ์ทำกิน อส.12 กว่า 7.7 พันไร่ คืนความสุข-สร้างความมั่นคงให้ราษฎรเชียงใหม่ยั่งยืน

               วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดเชียงใหม่ โดยมี นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เพื่อติดตามการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาล ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของประชาชน ควบคู่กับการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลและยั่งยืน รวมถึงเป็นประธานในพิธีมอบหนังสือรับรองการอยู่อาศัยหรือทำกินภายในเขตป่าอนุรักษ์ (อส.12 ก และ อส.12 ข) ณ ห้องประชุมพิทักษ์ไพร สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (เชียงใหม่)
              ก่อนพิธีมอบหนังสือรับรองฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เยี่ยมชมนิทรรศการแสดงผลการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการที่ดินในเขตป่าอนุรักษ์ ผลิตภัณฑ์ชุมชนของราษฎรในพื้นที่ รวมทั้งรับชมวีดิทัศน์สรุปผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล ทั้งนี้ การมอบหนังสือรับรองการอยู่อาศัยหรือทำกินภายในเขตป่าอนุรักษ์ (อส.12) ในครั้งนี้ เป็นผลจากการดำเนินงานของคณะกรรมการพิจารณาผลการสำรวจการครอบครองที่ดิน สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (เชียงใหม่) ซึ่งได้ดำเนินการสำรวจ รังวัด สอบทานข้อมูล และตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ครอบครองที่ดินอย่างรอบคอบ ครอบคลุมพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 8 แห่ง ได้แก่ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบ้านโฮ่ง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่เลา–แม่แสะ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าแม่เลา–แม่แสะ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ–ปุย อุทยานแห่งชาติออบหลวง อุทยานแห่งชาติศรีลานนา และอุทยานแห่งชาติผาแดง โดยสามารถช่วยเหลือประชาชนได้จำนวน 49 หมู่บ้าน รวม 1,594 ราย ครอบคลุมพื้นที่ทั้งสิ้น 2,121 แปลง เนื้อที่รวม 7,704.56 ไร่ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินในเขตป่าอนุรักษ์ที่ส่งเสริมให้ประชาชนสามารถอยู่อาศัยและใช้ประโยชน์ในที่ดินได้อย่างถูกต้อง ควบคู่กับการมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ
               นายสุชาติ กล่าวว่า บริบทของการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติในปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนไปแล้ว จากเดิมที่เราเคยใช้กลไกทางกฎหมายเป็นหลักในการปกป้องผืนป่า วันนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนวิถีคิดใหม่ นั่นคือ “ทำอย่างไรให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน” เพราะหัวใจสำคัญในการรักษาป่า สัตว์ป่า และสิ่งแวดล้อมที่แท้จริง ไม่ใช่การผลักไสพี่น้องประชาชนออกไป แต่คือการทำให้พี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ มีความมั่นคงในที่ดินทำกิน ไม่ต้องหลบซ่อน และพร้อมที่จะเปลี่ยนบทบาทมาเป็นพลังสำคัญในการช่วยภาครัฐดูแลรักษาป่าและเฝ้าระวังไฟป่าร่วมกัน
               รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์จะเป็นภารกิจที่มีความซับซ้อนและดำเนินมาอย่างยาวนาน แต่การบูรณาการความร่วมมือระหว่างรัฐบาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเร่งรัดการแก้ไขปัญหาให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะ “เชียงใหม่โมเดล” ซึ่งเป็นตัวอย่างของการบูรณาการงบประมาณและทรัพยากรจากทุกภาคส่วน เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน ปัญหามลพิษ และภัยแล้งในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
               พร้อมกันนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีเป้าหมายที่จะต่อยอดความสำเร็จนี้ ให้เป็นต้นแบบการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เพื่อขยายผลสู่พื้นที่อื่นทั่วประเทศ อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน ตามนโยบายของรัฐบาลต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จัดประชุมคณะทำงานจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกและมาตรการการลดก๊าซเรือนกระจก ภาคเกษตร ครั้งที่ 1/2569

               เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมคณะทำงานจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกและมาตรการการลดก๊าซเรือนกระจก ภาคเกษตร ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยมี นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นรองประธาน และนายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก เป็นเลขานุการ พร้อมด้วยคณะทำงานจากหน่วยงานประสานงานหลัก หน่วยงานเจ้าของข้อมูลรายสาขาภาคเกษตร และเจ้าหน้าที่ สส. รวม 46 คน
               ที่ประชุมมีมติเห็นชอบรายงานผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตร ประจำปี พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายปี พ.ศ. 2567 ปริมาณ 73.66 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และร่างรายงานการติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตร ประจำปี พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลการลดก๊าซเรือนกระจกปี พ.ศ. 2567 ปริมาณ 3.71 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการฯ ประสานงานร่วมกับกรมการข้าวเพื่อขอข้อมูลพื้นที่การทำนาแบบจัดการน้ำ (นาเปียกสลับแห้ง) ภายใต้การดำเนินงานของโครงการ Thai Rice NAMA ระหว่างปี พ.ศ. 2562-2567 และข้อมูลพื้นที่การเผาอ้อยจากสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาล เพื่อนำมาตรวจสอบข้อมูลร่วมกับการใช้ภาพถ่ายดาวเทียมในการจัดเก็บข้อมูลในการวิเคราะห์การประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และนำผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและร่างรายงานผลการติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกสาขาเกษตร ปี พ.ศ. 2567 เสนอต่อคณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านวิชาการและฐานข้อมูลเพื่อพิจารณาและให้ความเห็นชอบต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จับมือ UNDP เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น (ร่าง) รายงานแห่งชาติ ฉบับที่ 5 รวมกับรายงานความโปร่งใสรายสองปี ฉบับที่ 2 (NC5/BTR2) ชูการปรับตัวรับวิกฤตโลกเดือด ยกระดับความโปร่งใสไทยสู่สากล

               วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดการประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) รายงานแห่งชาติ ฉบับที่ 5 รวมกับรายงานความโปร่งใสรายสองปี ฉบับที่ 2 (NC5/BTR2) บทที่ 4 ผลกระทบและการปรับตัวจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Impacts and Adaptation) โดยมี นายปวิช เกศววงศ์ และนายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย Ms. Niamh Collier-Smith ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UNDP Thailand) บริษัท เดอะ ครีเอจี้ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาโครงการ ตลอดจนผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรระหว่างประเทศ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมจำนวน 80 คน ณ ห้องประชุม Dawn ชั้น 2 โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพมหานคร และผ่านระบบออนไลน์
               กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) ร่วมกับ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UNDP Thailand) จัดการประชุมครั้งนี้ขึ้น เพื่อรวบรวมข้อคิดเห็นและข้อมูลเฉพาะแต่ละรายสาขาจากทุกภาคส่วน นำไปปรับปรุงเนื้อหาของ (ร่าง) รายงานแห่งชาติ ฉบับที่ 5 รวมกับรายงานความโปร่งใสรายสองปี ฉบับที่ 2 (NC5/BTR2) บทที่ 4 ผลกระทบและการปรับตัวจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ให้มีความครบถ้วน ถูกต้อง และสะท้อนบริบทของประเทศไทยได้อย่างรอบด้านยิ่งขึ้น
               ดร.พิรุณ ได้เปิดเผยว่า สภาพภูมิอากาศในปัจจุบันทวีความรุนแรงและผันผวนอย่างรวดเร็ว โดย องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ได้ประกาศเตือนภัยภาวะ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ที่ทำให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงกว่าปกติถึง 2 องศาเซลเซียส ส่งผลกระทบขั้นวิกฤตทั่วโลก สำหรับประเทศไทย จากรายงาน Climate Risk Index 2026 โดย Germanwatch พบว่าความเปราะบางจากสภาพอากาศสุดขั้วทวีความรุนแรงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ซึ่งในปี 2024 ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 17 ของโลกในด้านผลกระทบ จากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว เพิ่มขึ้นจากอันดับที่ 69 ในปี 2023 สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางและความท้าทายที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งด้านความมั่นคงทางอาหาร น้ำ สาธารณสุข การท่องเที่ยว การลงทุน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อกลุ่มเปราะบางในสังคมที่มีขีดจำกัดในการปรับตัว “การจัดทำรายงาน NC5/BTR2 โดยเฉพาะในบทที่ 4 ผลกระทบและการปรับตัวจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงเป็นภารกิจเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญยิ่งของประเทศไทย ไม่เพียงแต่เป็นการทำตามพันธกรณีระหว่างประเทศภายใต้กรอบความตกลงปารีส (Paris Agreement) และกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) เท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการประเมินและทบทวนความก้าวหน้าของแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (NAP) เพื่อยกระดับกลไกการรับมือ เพิ่มขีดความสามารถ และสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจและสังคมให้แก่ประชาชนไทยอย่างยั่งยืน” ดร.พิรุณ กล่าว
               ด้าน Ms. Niamh Collier-Smith ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UNDP Thailand) กล่าวต้อนรับ พร้อมเน้นย้ำบทบาทของ UNDP ในการสนับสนุนกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) ในการจัดทำรายงานแห่งชาติ ฉบับที่ 5 รวมกับรายงานความโปร่งใสรายสองปี ฉบับที่ 2 (NC5/BTR2) ภายใต้ความตกลงปารีส โดยระบุว่าการประชุมครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเพื่อยกระดับคุณภาพของร่างรายงานบทที่ 4 และสนับสนุนการจัดทำรายงานให้สอดคล้องกับกรอบความโปร่งใสที่ยกระดับขึ้น (ETF) ภายใต้ความตกลงปารีส พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า จากสถานการณ์ภัยพิบัติและสภาพอากาศสุดขั้วที่ทวีความถี่และความรุนแรง ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวและมาตรการด้านการปรับตัวอย่างจริงจัง โดยรายงานของธนาคารโลก (World Bank) ระบุว่า หากไม่มีการดำเนินมาตรการปรับตัวอย่างเพียงพอ ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจทำให้ GDP ของไทยลดลงร้อยละ 7–14 ภายในปี 2050
               ทั้งนี้ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) มุ่งหวังให้รายงานฉบับนี้เป็นฐานข้อมูลที่สะท้อนการดำเนินงานที่ครอบคลุมถึงประเด็นความเสมอภาคทางเพศและการมีส่วนร่วมของสังคม (Gender Equality and Social Inclusion: GESI) สส. จึงขอเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ร่วมตรวจสอบเนื้อหาและจัดส่งข้อคิดเห็น ตลอดจนเอกสารอ้างอิงสถิติต่าง ๆ หรือกรณีศึกษาในพื้นที่ เพิ่มเติมผ่านช่องทาง Google Form หรืออีเมล adapt.btr@gmail.com ได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรายงานความก้าวหน้าด้านการปรับตัวฯ ของประเทศไทย

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จัดประชุมคณะทำงานจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกและมาตรการการลดก๊าซเรือนกระจก ภาคกระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ ครั้งที่ 1/2569

               วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมคณะทำงานจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกและมาตรการการลดก๊าซเรือนกระจก ภาคกระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ (IPPU) ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก เป็นเลขานุการ พร้อมด้วยคณะทำงานจากหน่วยงานประสานงานหลักและหน่วยงานเจ้าของข้อมูลรายสาขา IPPU และเจ้าหน้าที่ สส. รวมทั้งสิ้น 45 คน ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
               ที่ประชุมมีมติเห็นชอบรายงานผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคกระบวนการอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ ประจำปี พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายปี พ.ศ. 2567 ปริมาณ 34.74 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และร่างรายงานการติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจก ประจำปี พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลการลดก๊าซเรือนกระจกปี พ.ศ. 2567 ปริมาณ 0.85 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า จากกลุ่มมาตรการทดแทนปูนเม็ดและกลุ่มมาตรการทดแทน/ปรับเปลี่ยนสารทำความเย็น (ไม่รวมมาตรการการใช้วัสดุทดแทนปูนซีเมนต์ในคอนกรีตผสมเสร็จ) และมอบหมายกรมโรงงานอุตสาหกรรมประสานงานติดตามผลการลดก๊าซเรือนกระจกมาตรการการใช้วัสดุทดแทนปูนซีเมนต์ในคอนกรีตผสมเสร็จและนำเสนอต่อคณะทำงานในการประชุมครั้งถัดไป ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ตลอดจนมอบหมายฝ่ายเลขานุการฯ นำผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและร่างรายงานผลการติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกจากมาตรการรายสาขากระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ ปี พ.ศ. 2567 ประจำปี พ.ศ. 2569 เสนอต่อคณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านวิชาการและฐานข้อมูลเพื่อรับทราบและให้ความเห็นชอบต่อไป MtCO2eq

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ซูเปอร์เอลนีโญกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ปกป้องระบบนิเวศไทย เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อวิกฤตภูมิอากาศ (สาขาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ)

               ป่าไม้ แม่น้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำ ป่าชายเลน แนวปะการัง และหญ้าทะเล ไม่ได้เป็นเพียงทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงามเท่านั้น แต่ยังเป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางธรรมชาติ” ที่ช่วยหล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของคนไทย อย่างไรก็ตาม ภายใต้สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะแนวโน้มการเกิด “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) ระบบนิเวศของประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันครั้งสำคัญ อุณหภูมิที่สูงขึ้น ปริมาณฝนที่ลดลง และสภาพอากาศที่แห้งแล้งยาวนาน ส่งผลให้ความเสี่ยงต่อไฟป่า การเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะเดียวกัน อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นยังส่งผลต่อการเกิดปะการังฟอกขาวและกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล ซึ่งเป็นฐานทรัพยากรสำคัญของประเทศ

เมื่อความแห้งแล้งจุดชนวนไฟป่า และความร้อนคุกคามทะเลไทย
               ซูเปอร์เอลนีโญทำให้หลายพื้นที่ของประเทศเผชิญสภาพอากาศร้อนและแห้งแล้งต่อเนื่องยาวนาน ความชื้นในดินลดลง ใบไม้ และเชื้อเพลิงธรรมชาติแห้งสะสมมากขึ้น ส่งผลให้โอกาสการเกิดไฟป่าเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ป่าต้นน้ำ และพื้นที่ภูเขาในภาคเหนือและภาคตะวันตก
               เมื่อเกิดไฟป่า ไม่เพียงแต่พื้นที่ป่าจะได้รับความเสียหาย แต่ยังส่งผลต่อคุณภาพอากาศจากหมอกควันและฝุ่นละออง PM2.5 ซึ่งกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง ขณะเดียวกัน ในทะเลไทย อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นจากภาวะโลกร้อนและเอลนีโญ อาจเร่งให้เกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะแนวปะการังในทะเลอันดามันและอ่าวไทย หากเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจส่งผลต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ทรัพยากรประมง และการท่องเที่ยวทางทะเลของประเทศ

จากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สู่การฟื้นฟูระบบนิเวศเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น
               ภายใต้แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (NAP) การจัดการทรัพยากรธรรมชาติไม่ได้มุ่งเพียงการควบคุมผลกระทบที่เกิดขึ้น แต่เน้นการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของระบบนิเวศในระยะยาว แนวคิดสำคัญคือการใช้ “Nature-based Solutions (NbS)” หรือการใช้ธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ การอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ การฟื้นฟูป่าชายเลน การดูแลหญ้าทะเล หรือการฟื้นฟูแนวปะการัง ล้วนเป็นแนวทางที่ช่วยให้ระบบนิเวศสามารถปรับตัวและฟื้นตัวจากผลกระทบของสภาพภูมิอากาศได้ดีขึ้น ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ดาวเทียม ระบบภูมิสารสนเทศ และข้อมูลภูมิอากาศ กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวังและบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การดำเนินงานที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย
        ประเทศไทยได้ดำเนินมาตรการรับมือผลกระทบจากซูเปอร์เอลนีโญและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในมิติทรัพยากรธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง โดยมีการดำเนินงานที่สำคัญคือ
               🔹ระบบติดตามจุดความร้อน (Hotspot Monitoring) กรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ใช้ข้อมูลดาวเทียมในการติดตามจุดความร้อนทั่วประเทศแบบเรียลไทม์ เพื่อเฝ้าระวังและตอบสนองต่อเหตุไฟป่าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งข้อมูลดังกล่าวช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถประเมินความเสี่ยง วางแผนกำลังพล และควบคุมไฟป่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
               🔹มาตรการรับมือไฟป่าและหมอกควัน ปี 2569 คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้มีการจัดเตรียมเฮลิคอปเตอร์พร้อมถังตักน้ำ (Bucket) สำหรับปฏิบัติการดับไฟป่าทางอากาศ รวมถึงสนับสนุนงบประมาณและอุปกรณ์ให้เครือข่ายอาสาสมัครในพื้นที่เสี่ยงสูง
               🔹อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ–ปุย จังหวัดเชียงใหม่ หนึ่งในพื้นที่ต้นแบบที่มีการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ชุมชน และอาสาสมัคร เพื่อเฝ้าระวังและควบคุมไฟป่าเชิงรุก ลดความเสียหายต่อระบบนิเวศและคุณภาพอากาศ
               🔹การฟื้นฟูหญ้าทะเลและพะยูนในจังหวัดตรัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งดำเนินโครงการฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเล ซึ่งเป็นแหล่งอาหารสำคัญของพะยูน และช่วยรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศชายฝั่ง
               🔹การเฝ้าระวังปะการังฟอกขาวในทะเลไทย ได้มีการติดตามอุณหภูมิน้ำทะเลและสถานการณ์ปะการังฟอกขาวอย่างใกล้ชิดในพื้นที่สำคัญ เช่น หมู่เกาะสิมิลัน หมู่เกาะสุรินทร์ เกาะเต่า และพื้นที่แนวปะการังในอ่าวไทย เพื่อเตรียมมาตรการลดผลกระทบและฟื้นฟูระบบนิเวศ
               🔹การฟื้นฟูป่าชายเลนในพื้นที่ชายฝั่ง หลายจังหวัดชายฝั่ง เช่น ระนอง พังงา กระบี่ และสมุทรสงคราม ได้ดำเนินโครงการฟื้นฟูป่าชายเลน ซึ่งช่วยลดการกัดเซาะชายฝั่ง เพิ่มแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ และเพิ่มความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนของระบบนิเวศ

ยุทธศาสตร์สำคัญที่ประเทศไทยควรเร่งดำเนินการ
        การรับมือซูเปอร์เอลนีโญในสาขาทรัพยากรธรรมชาติต้องมุ่งเน้นการเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบนิเวศในระยะยาว คือ
              🔸การยกระดับระบบติดตามไฟป่า จุดความร้อน และสภาพป่าแบบเรียลไทม์ โดยใช้ข้อมูลดาวเทียมและปัญญาประดิษฐ์ร่วมกัน
              🔸การขยายการฟื้นฟูระบบนิเวศด้วยแนวทาง Nature-based Solutions ทั้งป่าต้นน้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำ ป่าชายเลน หญ้าทะเล และแนวปะการัง
              🔸การพัฒนาแผนบริหารจัดการความเสี่ยงด้านปะการังฟอกขาวและระบบนิเวศทางทะเลที่เชื่อมโยงกับข้อมูลภูมิอากาศในอนาคต
              🔸การสนับสนุนบทบาทของชุมชน ทั้งในระดับท้องถิ่นและเครือข่ายอาสาสมัครในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ
              🔸การบูรณาการข้อมูลด้านภูมิอากาศเข้ากับการบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์ทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถวางแผนเชิงรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประชาชนมีส่วนร่วมได้อย่างไร
               การดูแลทรัพยากรธรรมชาติไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคน ประชาชนสามารถช่วยลดความเสี่ยงไฟป่าได้ด้วยการงดการเผาในที่โล่ง แจ้งเหตุไฟป่าเมื่อพบความผิดปกติ และร่วมเป็นเครือข่ายเฝ้าระวังในพื้นที่ ในพื้นที่ชายฝั่งและแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่กระทบต่อปะการังและหญ้าทะเล รวมถึงสนับสนุนการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
               เพราะทรัพยากรธรรมชาติไม่ได้เป็นเพียงสมบัติของประเทศ แต่เป็นเกราะป้องกันสำคัญที่ช่วยลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การดูแลธรรมชาติในวันนี้ จึงเป็นการสร้างความมั่นคงให้กับเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของคนไทยในอนาคต การฟื้นฟูและรักษาระบบนิเวศให้เข้มแข็ง คือหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่สุดในการสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศไทยสามารถปรับตัวและก้าวผ่านวิกฤตภูมิอากาศได้อย่างยั่งยืน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
– กรมป่าไม้. (2569). มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง PM2.5.
– กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2569). แผนปฏิบัติการป้องกันไฟป่าและหมอกควัน.
– สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน). (2569). FireD: ระบบติดตามจุดความร้อนและไฟป่า. https://fire.gistda.or.th
– กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง. (2569). การติดตามสถานการณ์ปะการังฟอกขาวและการอนุรักษ์หญ้าทะเล.

รมว.สุชาติ มอบที่ปรึกษาฯ ดาริกา แถลงจุดยืนไทยสู้ภัยโลกร้อนในเวทีสหประชาชาติ ด้วยการบริหารสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ควบคู่การสร้างเศรษฐกิจและสังคมที่มั่นคง

               วันที่ 30 มิถุนายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) มอบหมายให้ นางสาวดาริกา ศรัณย์เกตุ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมประชุม Global Conference on Strengthening Synergies between the Paris Agreement and the 2030 Agenda for Sustainable Development ครั้งที่ 7 ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างความตกลงปารีส และวาระการพัฒนาอย่างยั่งยืน ปี ค.ศ. 2030 ของสำนักงานกิจการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ (UNDESA) และกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) พร้อมกับผู้นำองค์กรระหว่างประเทศ ผู้แทนระดับรัฐมนตรี และผู้แทนจากภาครัฐระดับนานาชาติกว่า 300 คน ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร
               ในช่วงการประชุมระดับรัฐมนตรี (High-level Segment) นางสาวดาริกา ศรัณย์เกตุ ที่ปรึกษา รมว.ทส. ได้กล่าวถ้อยแถลงแสดงจุดยืนของไทยในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน โดยให้ความสำคัญทั้งด้านการลดก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ด้วยการสร้างเศรษฐกิจและสังคมให้เกิดความเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผ่านกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนระดับประเทศ ตลอดจนความร่วมมือพหุภาคีในระดับสหประชาชาติ เพื่อการลดความเสี่ยงจากวิกฤตโลกที่กำลังเกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้ง เน้นย้ำถึงนโยบายการสร้างสมดุลการพัฒนาระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่สามารถสนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย Net Zero 2050 ตามที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
               การประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยที่ได้แสดงจุดยืนและบทบาทระหว่างประเทศด้วยความมุ่งมั่นแปลงพันธสัญญาที่ประชาคมโลกได้มีร่วมกันไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และพันธกรณีด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนผลักดันให้เกิดความก้าวหน้าในการขับเคลื่อนแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของโลกภายหลังปี ค.ศ. 2030 (Pathway beyond 2030) ไปสู่อนาคตที่สังคมมีภูมิคุ้มกันต่อปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจมีการพัฒนาอย่างเข้มแข็ง และมีความพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ซูเปอร์เอลนีโญกับสุขภาพคนไทย ปกป้องชีวิตและกลุ่มเปราะบาง ท่ามกลางโลกที่ร้อนขึ้น (สาขาสาธารณสุข)

               เมื่อโลกกำลังเผชิญแนวโน้มการเกิด “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) ซึ่งเป็นภาวะเอลนีโญที่มีความรุนแรงสูงกว่าปกติ ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องภัยแล้งหรือการขาดแคลนน้ำเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่มีความสามารถในการปรับตัวต่อสภาพอากาศร้อนจัดได้จำกัด ซึ่งกลายเป็นความเสี่ยงด้านสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศ
               ข้อมูลจากหน่วยงานด้านภูมิอากาศทั้งในและต่างประเทศชี้ให้เห็นว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2570 ประเทศไทยมีแนวโน้มเผชิญอุณหภูมิที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย โดยอาจสูงกว่าปกติประมาณ 1.3–2.2 องศาเซลเซียสในหลายพื้นที่ แม้ตัวเลขดังกล่าวอาจดูไม่มากนัก แต่เมื่อรวมกับความชื้นในอากาศ จะทำให้ค่าดัชนีความร้อน (Heat Index) สูงขึ้นจนส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนได้อย่างมีนัยสำคัญ

เมื่ออากาศร้อน กลายเป็นความเสี่ยงต่อสุขภาพ
               ซูเปอร์เอลนีโญทำให้ประเทศไทยมีแนวโน้มเผชิญคลื่นความร้อน (Heatwave) และอากาศร้อนจัดต่อเนื่องยาวนานขึ้น อุณหภูมิที่สูงขึ้นส่งผลให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากขึ้น หัวใจทำงานหนักขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคลมร้อน (Heat Stroke) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
               นอกจากนี้ ความร้อนยังส่งผลต่อผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคทางเดินหายใจ โรคไต และโรคเรื้อรังอื่น ๆ รวมถึงอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตจากความเครียดและความวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้น
               อีกหนึ่งความเสี่ยงที่สำคัญคือความเชื่อมโยงระหว่างความแห้งแล้ง ไฟป่า และฝุ่นละออง PM2.5 ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพทางเดินหายใจของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือและพื้นที่เสี่ยงไฟป่า

กลุ่มเปราะบาง คือกลุ่มที่ต้องได้รับการปกป้องเป็นพิเศษ
        แม้ว่าความร้อนจะส่งผลต่อทุกคน แต่บางกลุ่มมีความเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป นั่นคือ
               1. กลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งระบบควบคุมอุณหภูมิของร่างกายทำงานได้ลดลงตามวัย
               2. กลุ่มเด็กเล็ก ซึ่งยังไม่สามารถปรับตัวต่อสภาพอากาศร้อนจัดได้ดีเท่าผู้ใหญ่
               3. กลุ่มหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งอาจได้รับผลกระทบทั้งต่อสุขภาพของมารดาและทารกในครรภ์
               4. กลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคไต และ
               5. อีกกลุ่มหนึ่งที่สำคัญคือเกษตรกรและแรงงานกลางแจ้ง ซึ่งต้องทำงานท่ามกลางสภาพอากาศร้อนเป็นเวลานาน และมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดน้ำและโรคลมร้อนสูงกว่ากลุ่มอื่น

จากการรักษาเมื่อเจ็บป่วย สู่การป้องกันล่วงหน้า
               ภายใต้แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (NAP) ประเทศไทยกำลังให้ความสำคัญกับการปกป้องสุขภาพประชาชนจากผลกระทบของสภาพภูมิอากาศมากขึ้น แนวคิดสำคัญคือ การเปลี่ยนจากการรักษาเมื่อเกิดปัญหา สู่การเฝ้าระวังและป้องกันล่วงหน้า โดยใช้ข้อมูลภูมิอากาศและระบบเตือนภัยเป็นเครื่องมือสำคัญ ซึ่งการพัฒนาระบบ Heat Health Warning System จึงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยงข้อมูลสภาพอากาศกับข้อมูลด้านสุขภาพ เพื่อแจ้งเตือนความเสี่ยงให้ประชาชนสามารถเตรียมตัวได้ล่วงหน้า

การดำเนินงานที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย
               ประเทศไทยเริ่มมีการดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อความเสี่ยงจากความร้อนอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยทุกภาคส่วนได้เร่งดำเนินการดังนี้
               1. Heat Health Warning System กรมอนามัยร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พัฒนาระบบเตือนภัยสุขภาพจากความร้อน เพื่อแจ้งเตือนระดับความเสี่ยงในแต่ละพื้นที่ และให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัวแก่ประชาชน
               2. การพัฒนาดัชนีความร้อน (Heat Index) ประเทศไทยเริ่มนำข้อมูลอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์มาประเมินค่าดัชนีความร้อน เพื่อสะท้อนความรู้สึกของร่างกายต่อสภาพอากาศจริง และใช้เป็นข้อมูลประกอบการแจ้งเตือนความเสี่ยงด้านสุขภาพ
               3. Heat Action Plan กรุงเทพมหานคร กรุงเทพมหานครได้ดำเนินการจัดทำ Heat Action Plan และ Heat Mapping เพื่อระบุพื้นที่เสี่ยงความร้อนในเมือง พร้อมพัฒนามาตรการรองรับกลุ่มเปราะบางและลดผลกระทบจากคลื่นความร้อน
               4. การเฝ้าระวังโรคลมร้อนในพื้นที่เสี่ยง หน่วยงานสาธารณสุขในหลายจังหวัดได้ดำเนินกิจกรรมเฝ้าระวังโรคลมร้อนในกลุ่มแรงงานกลางแจ้ง เกษตรกร นักเรียน และผู้สูงอายุ รวมถึงเผยแพร่ความรู้ในการป้องกันตนเองจากความร้อน

ยุทธศาสตร์สำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการ
               การรับมือซูเปอร์เอลนีโญในมิติด้านสุขภาพจำเป็นต้องมองไกลกว่าการรักษาพยาบาล โดยการ..
               1. การพัฒนาดัชนีความร้อนความละเอียดสูงในระดับพื้นที่ เพื่อให้สามารถแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างแม่นยำมากขึ้น
               2. การขยายระบบ Heat Health Warning System ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และเชื่อมโยงกับระบบเตือนภัยหลายภัย (Multi-Hazard Early Warning System)
               3. การพัฒนาพื้นที่พักคลายร้อน (Cooling Center) ในเขตเมือง โรงเรียน สถานพยาบาล และพื้นที่สาธารณะ
               4. การยกระดับมาตรการดูแลแรงงานกลางแจ้ง เกษตรกร และกลุ่มเปราะบางให้สามารถเข้าถึงข้อมูลและบริการด้านสุขภาพได้อย่างทั่วถึง
               5. การบูรณาการข้อมูลด้านภูมิอากาศและสุขภาพเข้าสู่กระบวนการวางแผนของภาครัฐในทุกระดับ ซึ่งจะช่วยให้สามารถดำเนินงานเพื่อรับมือกับสถานการณ์ และป้องกันปัญหาได้อย่างตรงจุด

ประชาชนควรเตรียมตัวอย่างไร
การป้องกันตนเองจากผลกระทบของความร้อนสามารถเริ่มต้นได้จากเรื่องใกล้ตัวโดยการดื่มน้ำอย่างสม่ำเสมอ แม้ยังไม่รู้สึกกระหาย หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงเวลาที่อากาศร้อนจัด สวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี และสังเกตอาการผิดปกติ เช่น เวียนศีรษะ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ หรือหมดสติ
สำหรับครอบครัว ควรให้ความสำคัญกับการดูแลผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้ป่วยโรคเรื้อรังเป็นพิเศษ รวมถึงติดตามประกาศเตือนภัยจากหน่วยงานภาครัฐอย่างสม่ำเสมอ
เพราะในโลกที่กำลังร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง การปรับตัวด้านสาธารณสุขไม่ได้หมายถึงเพียงการรักษาโรค แต่คือการปกป้องชีวิต สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของประชาชนให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างปลอดภัยท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ จึงเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้คนไทยทุกคนสามารถก้าวผ่านความท้าทายจากซูเปอร์เอลนีโญและวิกฤตภูมิอากาศในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
– กรมอนามัย. (2569). Heat Health Warning System สำหรับประเทศไทย.
– กรมอนามัย. (2569). แนวทางป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพจากความร้อน.
– กระทรวงสาธารณสุข. (2569). ระบบเฝ้าระวังผู้ป่วยโรคลมร้อน (Heat Stroke Surveillance).
– สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน). (2569). LifeDee Application และ Heat Index Monitoring.
– กรุงเทพมหานคร. (2568). Heat Action Plan และ Heat Mapping กรุงเทพมหานคร.