กรมลดโลกร้อน ร่วมเสวนา “โลกเดือด แผ่นดินขยับ : อยู่กับความเสี่ยงอย่างไร ให้ปลอดภัยอย่างยั่งยืน”

               วันนี้ (วันอังคารที่ 8 เมษายน 2568) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมทรัพยากรธรณี จัดเสวนาในหัวข้อ “โลกเดือด แผ่นดินขยับ : อยู่กับความเสี่ยงอย่างไร ให้ปลอดภัยอย่างยั่งยืน” โดยมี ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน พร้อมด้วยนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และคณะผู้บริหารกระทรวงฯ เข้าร่วม
               การเสวนาครั้งนี้ ประกอบด้วย การปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “อยู่กับความเสี่ยงอย่างไร ให้ปลอดภัยอย่างยั่งยืน” โดยนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการเสวนา ในหัวข้อ “โลกเดือด แผ่นดินขยับ : อยู่กับความเสี่ยงภัยอย่างไร ให้ปลอดภัยอย่างยั่งยืน” โดยผู้ทรงคุณวุฒิ และเชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหว ประกอบด้วย นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายนัฐวุฒิ แดนดี รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ฝ่ายวิชาการ นายสุวภาคย์ อิ่มสมุทร รองอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี ศ.ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาวิศวกรรมและฐานราก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และนายสุวิทย์ โคสุวรรณ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านธรณีวิทยาแผ่นดินไหว ภายในงานยังมีการจัดแสดงนิทรรศการองค์ความรู้และบทบาทการบริหารจัดการด้านธรณีพิบัติภัย ทั้งนี้ เพื่อเป็นเวทีของการสร้างความตระหนักรู้ให้กับทุกภาคส่วนเกิดความเข้าใจอันจะนำไปสู่การลดความหวั่นวิตกและสร้างความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวัน และพัฒนาขีดความสามารถของทุกภาคส่วนในการเตรียมพร้อม รับมือกับธรณีพิบัติภัย และการปรับตัวเพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายใต้หลักการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 200 คน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จับมือ GISTDA และ 4 หน่วยงานภาคการเกษตร ใช้ข้อมูลดาวเทียมรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

               วันที่ 3 เมษายน 2568 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดย ดร. พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมการข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร กรมชลประทาน ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ข้อมูลดาวเทียมในการรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคเกษตร โดยได้รับเกียรติจาก นางอรนุช หล่อเพ็ญศรี รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นพยานในพิธี พร้อมด้วยนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมเสวนา หัวข้อ กลยุทธ์ปรับตัวสู่อนาคต : แผนรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำหรับภาคการเกษตรไทย ณ ห้องพระพรหม ชั้น 3 โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร
               ดร. พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือฯ ในวันนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการพัฒนาชุดข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมที่มีความละเอียดสำหรับใช้ในการวิเคราะห์ความเสี่ยงและการจัดทำแผนที่ความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับพื้นที่ ซึ่งเป็นส่วนสนับสนุนหลักในการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ตลอดจนกลไก มาตรการที่เกี่ยวข้องในการบริหารจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ ที่สอดคล้องกับความต้องการในภาคเกษตร ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการดำเนินงานตามเป้าหมาย ไปสู่การปฏิบัติ และเสริมสร้างการรับมือกับความท้าทายที่เกิดขึ้นให้กับเกษตรกรให้พร้อมกับการสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในอนาคต ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความสามารถในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันของประเทศในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
               ด้าน ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการนำเทคโนโลยีอวกาศมาสนับสนุนการพยากรณ์ความเสี่ยงและผลกระทบจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการบริหารจัดการภาคเกษตรและทรัพยากรน้ำอย่างแม่นยำ โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมการบริหารจัดการข้อมูลเชิงพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาคเกษตรกรรม การจัดการทรัพยากรน้ำ และการวางแผนนโยบายเพื่อรับมือกับภาวะโลกร้อน โดยเน้นการใช้ข้อมูลดาวเทียมเพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อม ภัยพิบัติทางธรรมชาติและสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งความร่วมมือนี้จะช่วยให้หน่วยงานภาครัฐสามารถกำหนดนโยบายเชิงรุก เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ลดความเสียหายจากภัยธรรมชาติในระยะยาว เช่น การติดตามแนวโน้มภัยแล้งและน้ำท่วม เพื่อปรับแผนการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง โดยจะเป็นการใช้ประโยชน์จากข้อมูลดาวเทียมสำหรับการสนับสนุนภารกิจของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในด้านการแก้ปัญหาเชิงรุกอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้เป็นอย่างดี ซึ่งหน่วยงานพันธมิตรในครั้งนี้ จะร่วมกันผลักดันการใช้เทคโนโลยีอวกาศ เพื่อยกระดับการบริหารจัดการภาคเกษตรและทรัพยากรน้ำของประเทศไทยให้แม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารในระยะยาวและลดผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของภาคการเกษตร

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมงานวันน้ำบาดาลแห่งชาติ 3 เมษายน 2568 “สืบสานพระราชปณิธาน บูรณาการน้ำบาดาลเพื่อความยั่งยืน”

               วันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 3 เมษายน 2568) กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดย นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมงานวันน้ำบาดาลแห่งชาติ (National Groundwater Day) ประจำปี 2568 ซึ่งจัดขึ้นโดย กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ภายใต้แนวคิด “สืบสานพระราชปณิธาน บูรณาการน้ำบาดาลเพื่อความยั่งยืน” พร้อมการจัดสัมมนาเสริมองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำบาดาล และมอบรางวัลเชิดชูเกียรติให้แก่เครือข่ายน้ำบาดาลดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2568 ระหว่างวันที่ 2 – 3 เมษายน 2568 โดยได้รับเกียรติจาก ดร. เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธี ณ ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร
               การจัดงานวันน้ำบาดาลแห่งชาติ ประจำปี 2568 นี้ จัดขึ้นเป็นปีที่ 3 โดยมีจุดม่งหมายเพื่อสร้างการรับรู้ให้ประชาชนได้ตระหนักถึงประโยชน์ของน้ำบาดาล และใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ ให้น้ำบาดาลอยู่คู่กับคนไทยตลอดไป และเนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ 72 พรรษา พระบาทสมเด็จ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ดำเนิน “โครงการพัฒนาน้ำบาดาล เพื่อความมั่นคงระดับชุมชน” และ “โครงการจัดหาแหล่งน้ำบาดาลระยะไกล เพื่อแก้ปัญหาในพื้นที่ขาดแคลนน้ำหรือน้ำเค็ม โดยมีเป้าหมายทั้งสิ้น 72 แห่ง ทั่วประเทศ ครอบคลุม 59 จังหวัด ภายในงานยังได้จัดกิจกรรมการบรรยาย หรือการเสวนาในหัวข้อที่น่าสนใจมากมาย โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนเครือข่ายน้ำบาดาล นอกจากนี้ยังมีพิธีมอบรางวัลเครือข่ายน้ำบาดาลดีเด่น ประจำปี 2568 จำนวน 4 ประเภท รวมทั้งสิ้น 58 รางวัล และยังมีการจัดนิทรรศการของภาคีเครือข่ายเพื่อนำเสนอผลผลิตและผลิตภัณฑ์จากน้ำบาดาลด้วย ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรณรงค์ เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ทุกภาคส่วนได้น้อมรำลึก และซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์กับการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำบาดาล และร่วมกัน สืบสานพระราชปณิธานในการร่วมกันดูแล รักษา ปกป้องทรัพยากรน้ำบาดาลให้เกิดความยั่งยืนตลอดไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

3 เมษายน วันน้ำบาดาลแห่งชาติ (National Groundwater Day) “สืบสานพระราชปณิธาน บูรณาการน้ำบาดาลอย่างยั่งยืน”

3 เมษายน วันน้ำบาดาลแห่งชาติ (National Groundwater Day) “สืบสานพระราชปณิธาน บูรณาการน้ำบาดาลอย่างยั่งยืน”
               ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อรูปแบบของฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลงไป การเพิ่มสูงขึ้นของอุณหภูมิ รวมทั้งปัญหาภัยแล้งและอุทกภัยด้วย ดังนั้นทรัพยากรน้ำบาดาล จึงเป็นทรัพยากรหนึ่งที่มีความสำคัญ และมีความจำเป็น ที่ควรต้องอนุรักษ์และรักษาทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ เนื่องจากเป็นน้ำที่คนไทยทั้งประเทศได้ใช้ประโยชน์ทั้งการอุปโภคบริโภค และใช้แก้ปัญหาภัยแล้งได้ นอกจากนี้ยังเป็นน้ำต้นทุนสำหรับภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตรและประโยชน์ด้านต่างๆ
               เนื่องในวันน้ำบาดาลแห่งชาตินี้ กรมลดโลกร้อน จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนร่วมกันใช้น้ำบาดาลอย่างรู้คุณค่าควบคู่ไปกับการอนุรักษ์น้ำเพื่อที่จะทำให้น้ำบาดาลอยู่คู่กับคนไทยอย่างยั่งยืนต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จัดประชุมคณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้านการบูรณาการนโยบายและแผน ครั้งที่ 1/2568

               เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (กรมลดโลกร้อน) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดประชุมคณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้านการบูรณาการนโยบายและแผน ครั้งที่ 1/2568 โดย นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประธานอนุกรรมการมอบหมายให้ นางอรนุช หล่อเพ็ญศรี รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปฏิบัติหน้าที่แทน และมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นรองประธานอนุกรรมการคนที่ 1 นายวิชญายุทธ บุญชิต รองเลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นรองประธานอนุกรรมการคนที่ 2 นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมฯ ทำหน้าที่อนุกรรมการและเลขานุการ ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ คณะอนุกรรมการฯ รับทราบต่อแผนปฏิบัติการด้านการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ พ.ศ. 2564 – 2573 และความคืบหน้าการจัดทำนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย รวมถึงเห็นชอบการปรับปรุงองค์ประกอบคณะทำงานบูรณาการนโยบายและแผนการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ เห็นชอบหลักการต่อร่างคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานพิจารณาและกลั่นกรองโครงการที่ขอรับการสนับสนุนทางการเงินในกรอบระหว่างประเทศ เพื่อมอบหมายกรมลดโลกร้อนจัดทำคำสั่งเสนอประธานอนุกรรมการฯ ลงนามต่อไป พร้อมทั้งเห็นชอบในหลักการโครงการเมืองคาร์บอนต่ำและการพัฒนาตลาดคาร์บอนของประเทศไทย (Low Carbon Cities & Carbon Market Development) เพื่อให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะเสนอต่อ ครม. หากเห็นมีมติชอบ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

“We can run: Fund for legs” ปี 2 ขยับขาเพื่อ 100 ขาเทียม ตั้งเป้ารวบรวมกระป๋องอลูมิเนียมใช้แล้ว 4.8 ล้านใบ ลดก๊าซเรือนกระจก 570 ตัน

               วันที่ 30 มีนาคม 2568 ณ บริเวณลานกลางท้องสนามหลวง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (กรมลดโลกร้อน) ร่วมกับภาคีเครือข่าย เปิดกิจกรรม เดิน-วิ่ง มินิมาราธอน “we can run: Fund for legs” ปีที่ 2 ภายใต้โครงการ Recycle for Life เพื่อมูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โดยมีนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดกิจกรรม พร้อมด้วย ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ผู้บริหารกระทรวงฯ และภาคีเครือข่าย ร่วมเปิดกิจกรรม และพิธีมอบการสนับสนุนขาเทียม 100 ขา ให้แก่ คุณกุลิศ สมบัติศิริ กรรมการมูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เพื่อส่งต่อคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้พิการ พร้อมตั้งเป้ารวบรวมกระป๋องอลูมิเนียมใช้แล้วกลับเข้าสู่ระบบรีไซเคิล 4,800,000 ใบ ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 570 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า สร้างสังคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและภูมิอากาศ ร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
               นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้บูรณาการการดำเนินงานหน่วยงานให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG เพื่อให้ประเทศไทยเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน ทั้งเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งกิจกรรม “we can run: Fund for legs” เพื่อมูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ครั้งนี้ เป็นปีที่ 2 ยังคงเสริมสร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชนเห็นถึงความสำคัญของการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าด้วยหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน พร้อมสนับสนุนการผลิตขาเทียมแด่ผู้พิการให้กลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยตั้งเป้าหมายสนับสนุนการผลิตขาเทียม 100 ขา คิดเป็นมูลค่ากว่า 2,500,000 บาท และรวบรวมกระป๋องอลูมิเนียมใช้แล้วกลับเข้าสู่ระบบรีไซเคิล 4,800,000 ใบ ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 570 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (โดยเทียบการรีไซเคิลกระป๋องกับการขุดแร่ใหม่) ซึ่งจะมีการรวบรวมกระป๋องอลูมิเนียมใช้แล้วกลับเข้าสู่ระบบรีไซเคิล จากจุดรับคืนกระป๋องอลูมิเนียมใช้แล้วในห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี 192 สาขาทั่วประเทศ ภายใต้โครงการ Recycle for Life เปลี่ยนขยะเป็นบุญ เพื่อมูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี รวมถึงจากนักวิ่งที่นำกระป๋องอลูมิเนียมใช้แล้ว 5 ใบ มาแลกรับเสื้อและบิบ เพื่อส่งเสริมให้ทุกคนแลสุขภาพพร้อมดูแลสิ่งแวดล้อมไปด้วยกัน
               นายจตุพร กล่าวเพิ่มเติมว่า กิจกรรมครั้งนี้เกิดจากพลังความร่วมมือของภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย มูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี กรุงเทพมหานคร มูลนิธิการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน (มูลนิธิ 3R) บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กลุ่มธุรกิจ TCP บริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยเบเวอร์เรจแคน จำกัด บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ รีไซเคิล จำกัด ช่อง 7HD ในโครงการ 7 สีปันรักษ์ให้โลก โดยถือเป็นหนึ่งในความรับผิดชอบของผู้ผลิตในการสร้างสังคมรีไซเคิล ซึ่งครั้งนี้ได้รับความสนใจจากนักวิ่งสายบุญ รวมกว่า 4,800 คน อีกทั้งยังมี “คุณขวัญ ชรัญญา” Miss Climate Change รวมถึงดารานักแสดง อย่าง “คุณเบเบ้ ธันย์ชนก ฤทธินาคา” นักแสดงและผู้ประกาศข่าวช่อง 7HD ในโครงการ 7 สีปันรักให้โลก อาทิ “คุณหลุยส์ เฮส” “คุณจาด้า อินโตร์เร” “คุณศรสวรรค์ ภู่วิจิตร” และ “คุณศจี วงศ์อำไพ” เข้าร่วมกิจกรรม และที่สำคัญการจัดงานในวันนี้ เป็นการจัดงานแบบปลอดคาร์บอน (Carbon Neutral Event) โดยมีการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จำนวน 87.6 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า จากโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย ทำให้มีก๊าซเรือนกระจกสุทธิเท่ากับศูนย์
               “ขอขอบคุณมูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และภาคีเครือข่ายที่สนับสนุนการจัดกิจกรรม รวมถึงนักวิ่งทุกท่าน ที่ร่วมกันส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับผู้พิการ พร้อมสร้างสังคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและภูมิอากาศ พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี ค.ศ. 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ในปี ค.ศ. 2065” นายจตุพร กล่าว

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน มอบใบประกาศผู้สนับสนุนกิจกรรม “we can run : Fund for legs” ปีที่ 2

               วันที่ 29 มีนาคม 2568 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดย นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม มอบใบประกาศให้กับผู้สนับสนุนกิจกรรม ได้แก่ มูลนิธขาเทียม และภาคีเครือข่าย รวมจำนวน 30 หน่วยงาน ภายใต้กิจกรรม เดิน-วิ่ง มินิมาราธอน “we can run : Fund for legs” ปีที่ 2 โครงการ Recycle for Life เพื่อมูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่มีกำหนดจัดขึ้นในวันพรุ่งนี้ (30 มีนาคม 2568) ณ บริเวณลานกลางท้องสนามหลวง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร
               การจัดงานในวันนี้มีบูธกิจกรรมต่างๆ มากมาย ทั้งการแลกรับเสื้อและ BIB การร่วมบริจาคกระป๋องอลูมิเนียม รวมถึงบูธกิจกรรมของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยประกอบไปด้วยกิจกรรมการให้ความรู้การรักษ์โลกในชีวิตประจำวัน ร้านกาแฟที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การจัดการขยะพลาสติก เกมการคัดแยกขยะก่อนทิ้ง แผนภูมิดัชนีความร้อน (heat index chart) และบูธกิจกรรมของหน่วยงานต่างๆ รวมกว่า 30 หน่วยงาน ซึ่งมีผู้มาร่วมกิจกรรมและเอากระป๋องมารับเสื้อและบิบ เป็นจำนวนกว่า 2,700 คน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมเชิดชูเกียรติภาคีเครือข่าย 17 จังหวัด ภายใต้โครงการ “กล่องยูเอชที รีไซเคิลได้”

               วันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 27 มีนาคม 2567) กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดย นางสาวระเบียบ ภูผา ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นประธานมอบโล่เกียรติยศและเกียรติบัตรในพิธีเชิดชูเกียรติ โครงการ “กล่องยูเอชที รีไซเคิลได้” พร้อมด้วยนายปฏิญญา ศิลสุภดล ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืน บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด นายวัชรพงศ์ อึงศรีสวัสดิ์ ผู้อำนวยการเขตประเทศไทย ลาว พม่าและกัมพูชา บริษัท เอสไอจี คอมบิบล็อก จำกัด โดยมีภาคีเครือข่าย 17 จังหวัด เข้ารับรางวัล ณ ห้องประชุมศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช ชั้น 2 อาคารกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
กรมฯ ได้ร่วมรณรงค์ในโครงการ “กล่องยูเอชที รีไซเคิลได้” ตั้งแต่ปี 2561 เพื่อส่งเสริมให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการจัดการกล่องยูเอชทีภายหลังจากการบริโภคอย่างถูกวิธี เพื่อนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากการจัดการขยะที่ไม่เหมาะสม
               ปัจจุบันโครงการฯ รวบรวมกล่องยูเอชทีกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้กว่า 2,947 ตัน หรือ 294 ล้านกล่อง สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 12,539.96 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า นอกจากนี้โครงการฯ สามารถต่อยอดถึงภาคประชาสังคม โดยการนำเยื่อกระดาษที่ได้จากการรีไซเคิลกล่องยูเอชทีที่รวบรวมได้ตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการ มาผลิตเป็นกระดาษรีไซเคิลคุณภาพดี เพื่อมอบเป็นอุปกรณ์การศึกษาแก่นักเรียนผู้มีความบกพร่องทางสายตา จาก 16 โรงเรียนสอนคนตาบอดทั่วประเทศ นับเป็นการส่งเสริมการหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดทั้งต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ภายในงานมีภาคีเครือข่าย ครู นักเรียน เข้าร่วมจากทั่วประเทศกว่า 150 คน รวม 54 รางวัล

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน เปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ “NDC 3.0” ตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจก 109.2 ล้านตัน ภายในปี 2578

               วันที่ 27 มีนาคม 2568 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จัดประชุมนำเสนอผลการศึกษา เป้าหมาย แนวทาง และมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ภายใต้ NDC 3.0 พร้อมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ฉบับที่ 2 หรือ “NDC 3.0” โดยจะยกระดับเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกประเทศไทยให้ได้ 109.2 ล้านตัน คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายในปี พ.ศ. 2578 เพื่อรักษาอุณภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งได้รับเกียรติจาก ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดการประชุม และมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ภาคประชาสังคม หน่วยงานในระดับจังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้าร่วมการประชุม ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท และผ่านระบบออนไลน์ รวมกว่า 250 คน
               ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ประเทศไทยจะเดินหน้ายกระดับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก ภายใต้ NDC 3.0 ซึ่งมีกำหนดเสนอต่อสำนักเลขาธิการของ UNFCCC ภายในเดือนกันยายน 2568 ก่อนการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 30 (COP30) ณ สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 โดย NDC 3.0 จะเปลี่ยนรูปแบบการกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก ที่เปรียบเทียบกับกรณีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามปกติ ที่ไม่มีการดำเนินมาตรการลดก๊าซเรือนกระจก (Business as Usual: BAU) ไปเป็นการเปรียบเทียบกับระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจริง ณ ปี ค.ศ. 2019 หรือ Absolute Emissions Reduction Target ครอบคลุมทุกภาคส่วนเศรษฐกิจ (Economy-Wide) พร้อมตั้งเป้าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ ไม่เกิน 152 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO₂e) ภายในปี ค.ศ. 2035 ซึ่งรวมการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกจากภาคป่าไม้และการใช้ประโยชน์จากที่ดิน (LULUCF) ที่คาดว่าจะสามารถดูดกลับได้ ไม่น้อยกว่า 118 MtCO₂e จะทำให้ประเทศไทย ลดก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินการเองในประเทศ (Unconditional Target) ได้ 76.4 MtCO₂e และจากการขอรับการสนับสนุนจากต่างประเทศ (Conditional Target) อีก 32.8 MtCO₂e ซึ่งหากประเทศไทยได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ จะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ถึง ร้อยละ 60 จากปีฐาน ค.ศ. 2019 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญสู่เส้นทางการจำกัดอุณหภูมิพื้นผิวเฉลี่ยโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส
               ดร.พิรุณ กล่าวต่อว่า มาตรการสำคัญที่ประเทศไทยจะสามารถยกระดับการลดก๊าซเรือนกระจกได้ถึงร้อยละ 60 นั้น มาจากการขยายผลการลดก๊าซเรือนกระจกจากแผนปฏิบัติการด้านการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ปี พ.ศ. 2564 – 2573 ซึ่งจะเป็นการดำเนินการเองได้ในภายในประเทศ และการขอรับการสนับสนุนจากต่างประเทศในเทคโนโลยีที่มีการลงทุนสูง ได้แก่ เทคโนโลยีไฮโดรเจนในภาคการผลิตไฟฟ้าและอุตสาหกรรม Battery Energy storage System (BESS) เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS) โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactors: SMR) การผลิตปูนซีเมนต์แบบปล่อยคาร์บอนต่ำ เทคโนโลยีการกำจัดของเสียและสารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การปลูกข้าวแบบปล่อยคาร์บอนต่ำ การปรับปรุงพันธุ์และอาหารสัตว์ เป็นต้น

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน มอบรางวัล “233 G-Green” พัฒนาต้นแบบผู้ประกอบการไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคมคาร์บอนต่ำ

               วันที่ 26 มีนาคม 2568 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (กรมลดโลกร้อน) จัดพิธีมอบรางวัลตราสัญลักษณ์ G – Green ระดับประเทศ เชิดชูเกียรติ สถานประกอบการและหน่วยงาน ที่ผ่านเกณฑ์การประเมินรับรองความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ปี 2567 ภายใต้ตราสัญลักษณ์ G – Green จำนวน 233 แห่ง โดยมี นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธี ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร
               นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ในปี 2567 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้เปิดตัว Green Hotel Plus ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐาน Green Hotel ที่ Global Sustainable Tourism Council ให้การยอมรับ เทียบเท่าเกณฑ์ของ GSTC ระดับสากล เป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน สร้างความเชื่อมั่นและโอกาสทางธุรกิจให้กับประเทศไทย นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการเพิ่มช่องทางการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ สำหรับผู้ประกอบการ อีกทั้ง ได้ร่วมมือกับ มูลนิธิพัฒนาการท่องเที่ยวยั่งยืนจังหวัดภูเก็ต และภาคีเครือข่าย ดำเนินโครงการ Green Hotel Plus Phuket Sandbox ส่งเสริมโรงแรมที่พักในจังหวัดภูเก็ตกว่า 600 แห่ง ให้ได้รับการรับรองมาตรฐาน Green Hotel Plus เพื่อเตรียมความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก หรือ GSTC 2026 ที่จะจัดขึ้นในปีหน้า (วันที่ 31 มีนาคม – 4 เมษายน 2569) ณ จังหวัดภูเก็ต
               นายจตุพร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยงานหลักของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการขับเคลื่อนเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งนี้ การบรรลุเป้าหมายของประเทศ ไม่สามารถทำได้โดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ซึ่งต้องอาศัยภาคีเครือข่ายทั้ง ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ที่พร้อมรับปรับตัวและปรับเปลี่ยนประเทศไทย สู่สังคมเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและมีความยั่งยืน
               “รางวัลตราสัญลักษณ์ G-Green ในวันนี้ แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์อันยาวไกล และความเป็นผู้นำองค์กรที่โดดเด่น กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง มีความตระหนักถึงสถานการณ์โลก และรับผิดชอบต่อสังคม ขอให้รักษามาตรฐานและร่วมเป็นภาคีขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจเขียวและสังคมคาร์บอนต่ำ ร่วมกันพัฒนาและส่งเสริมการฟื้นฟู อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีและส่งต่อสิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ให้กับอนุชนรุ่นหลังต่อไป” นายจตุพร กล่าว
               ด้าน ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า กรมลดโลกร้อน ได้ดำเนินการส่งเสริมการผลิตการบริการ และการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (G Green) ประกอบด้วย “Green Production” การผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม “Green Hotel” โรงแรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม “Green National Park” อุทยานแห่งชาติสีเขียว “Green Office” สำนักงานสีเขียว “Green Restaurant” ร้านอาหารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม “Green Residence” ที่อยู่อาศัยที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการขึ้นทะเบียนและรับรองผลิตภัณฑ์ในประเภท “ECO Plus” และ “UPCYCLE Circular Economy”
               โดยในวันนี้ มีสถานประกอบการและหน่วยงาน รับรางวัลตราสัญลักษณ์ G – Green ระดับประเทศ รวมจำนวน 233 แห่ง ประกอบด้วย “ระดับ G – Plus” จำนวน 13 แห่ง “ระดับดีเยี่ยม” จำนวน 96 แห่ง “ระดับดีมาก” จำนวน 86 แห่ง “ระดับดี” จำนวน 32 แห่ง “ผลิตภัณฑ์ G – Upcycle และผลิตภัณฑ์ ECO Plus” ที่ได้การรับรองความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จำนวน 6 ผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการแสดงผลงาน เครือข่าย G – Green ได้แก่ นิทรรศการส่งเสริมการผลิต การบริการ และการบริโภคที่ยั่งยืน นิทรรศการ Green Hotel Plus จากโรงแรมสุโขทัย นิทรรศการ Green Office จาก องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย รวมถึงการนำเสนอตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือ Green Production เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดี สร้างแรงบันดาลใจให้กับสถานประกอบการและองค์กรอื่น ๆ ในการริเริ่มพัฒนากิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและภูมิอากาศต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”