แนวคิด “สีขาวช่วยลดความร้อน” อีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจในการลดความร้อนและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

📖 เรื่อง “สีขาวช่วยลดความร้อนในภาวะโลกเดือด ได้จริงหรือ”
จากวารสารด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
โดย กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
✨ Highlights:
• อธิบายหลักการ “Albedo” การสะท้อนแสงของสีขาว ที่ช่วยลดการสะสมความร้อนในอาคาร
• งานวิจัยพบว่า หลังคาสีขาวสามารถลดอุณหภูมิพื้นผิวได้สูงสุดประมาณ 6.2°C และช่วยลดอุณหภูมิอากาศรอบบ้านได้
• ยกตัวอย่างกรณีศึกษาจากหมู่บ้านสีขาวใน “ไซคลาดิก” ประเทศกรีซ และเมือง “อาเมดาบัด” ที่มีการปรับเปลี่ยนหลังคาเป็นสีขาว
🌍 เพราะ “โลกเดือด” ใกล้ตัวกว่าที่คิด การเริ่มต้นปรับตัวจากบ้านของเรา ด้วยการเลือกใช้
“สีขาว” อย่างเหมาะสม เป็นอีกหนึ่งวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยลดความร้อน และร่วมสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ประชุมคณะทำงานจัดทำข้อมูลการประเมินคุณธรรม และความโปร่งใส ในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 1/2569

               วันที่ 27 มีนาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน พร้อมด้วย นายปวิช เกศววงศ์ และ นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการประชุมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อรับทราบเกณฑ์การประเมินและพิจารณาแนวทางในการจัดเตรียมข้อมูล เพื่อรับการตรวจประเมินต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ เรื่อง การจัดการสิ่งแวดล้อมสู่เมืองพร้อมรับปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา จังหวัดสงขลา

               วันที่ 26 มีนาคม 2569 นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ ความร่วมมือ เรื่อง การจัดการสิ่งแวดล้อมสู่เมืองพร้อมรับปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา จังหวัดสงขลา โดยได้รับเกียรติจาก นายชูชีพ ธรรมเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ร่วมเป็นสักขีพยานและกล่าวแสดงเจตนารมณ์ความร่วมมือ พร้อมทั้งผู้ร่วมลงนามจากหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ รวมจำนวน 16 หน่วยงาน ประกอบด้วย กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จังหวัดสงขลา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา จำนวน 12 แห่ง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดสงขลา สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 16 (สงขลา) และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสงขลา ณ ห้องประชุมสันติภาพ ชั้น 7 โรงแรมลีการ์เดนส์พลาซ่า อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
               กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “เมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืน” ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มุ่งยกระดับศักยภาพเมืองในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านการพัฒนาเครื่องมือ กลไก และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อเสริมสร้างความพร้อม ลดความเสี่ยง และความสูญเสียจากผลกระทบด้านสภาพภูมิอากาศ พร้อมสร้างภูมิคุ้มกันให้สังคมไทยในระยะยาว หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญ คือ การเสริมสร้างขีดความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมเมือง ภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยได้ดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพเมืองด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ เพื่อเพิ่มพูนองค์ความรู้ และสร้างความร่วมมือระหว่างภาคีเครือข่ายทั้งในระดับพื้นที่และระดับประเทศ
               สำหรับพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา จังหวัดสงขลา มีขนาดพื้นที่ประมาณ 2,400 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุม 5 อำเภอ ถือเป็นพื้นที่สำคัญทั้งในมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังเป็นเส้นทางหลักในการรองรับและระบายน้ำจากเทือกเขาบรรทัดลงสู่ทะเลสาบสงขลา การบริหารจัดการพื้นที่ดังกล่าวให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างบูรณาการ การลงนามความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการจัดการสิ่งแวดล้อมเมือง บูรณาการการทำงานร่วมกันและเสริมสร้างศักยภาพของทุกภาคส่วนในการวางแผนและดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาเมืองที่ยั่งยืนและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
               สำหรับในการดำเนินงานภายใต้ความร่วมมือฯ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมจะร่วมกับหน่วยงานภาคีร่วมลงนาม MOU จะดำเนินการขับเคลื่อนการจัดทำแผนการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับเมืองในแต่ละพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา ทั้ง 12 แห่ง ตลอดจนกิจกรรมนำร่องในแต่ละพื้นที่รวมทั้งกำหนดแนวทางการทำงานร่วมกันในการจัดการภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตลอดพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จัดประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) เพื่อหารือต่อการปรับปรุงยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศไทย ครั้งที่ 3

               วันที่ 25 มีนาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมการประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) เพื่อหารือต่อการปรับปรุงยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศไทย ครั้งที่ 3 พร้อมด้วย นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และ ดร.กิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งกรมฯ จัดขึ้นร่วมกับหน่วยวิจัยด้านพลังงานที่ยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน และเจ้าหน้าที่ สส. เข้าร่วมจำนวน 108 คน ณ ห้องประชุมแคทลียา โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ
               การประชุมในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อหารือต่อเนื่องเกี่ยวกับมาตรการการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสาขาพลังงานและคมนาคมขนส่ง และสาขากระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ จากการประชุมกลุ่มย่อยครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 นำมาซึ่งข้อสรุปเพื่อกำหนดมาตรการและลำดับเวลาในการเปลี่ยนผ่านไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี ค.ศ. 2050 โดยผลการประชุมในครั้งนี้จะนำไปใช้ประกอบการปรับปรุงและวิเคราะห์ผลกระทบของเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ต่อเศรษฐกิจและสังคม ก่อนเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นในประเด็นด้านผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมในช่วงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 ต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน เป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงรับรองผู้เข้าร่วมประชุม IPCC-64

วันที่ 24 มีนาคม 2569 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงรับรองผู้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ ๖๔ (The Sixty-fourth Session of the Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC-64) ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร โดย ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบหมายให้ ดร. พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมในนามของรัฐบาลไทย พร้อมเน้นย้ำว่า แม้โลกของเราจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ และนำการวิจัยไปกำหนดนโยบายโลก แต่หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อน คือ “ความร่วมมือและมิตรภาพระหว่างผู้คน” ที่จะขับเคลื่อนการดำเนินงานไปสู่จุดมุ่งหมายและสร้างความหวังร่วมกันไปสู่อนาคตที่ดีขึ้น พร้อมหวังว่าผู้แทนที่เข้าร่วมประชุมทุกท่านจะใช้ช่วงเวลาในระหว่างการประชุมให้เกิดผลสัมฤทธิ์ และขอให้สายสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นช่วยจุดประกายให้เกิดความร่วมมือที่ทรงพลังต่อไปอีกในระยะยาว แม้ว่าการประชุมนี้จะสิ้นสุดลง และ Professor Sir Jim Skea ประธาน IPCC ได้กล่าวขอบคุณรัฐบาลไทยสำหรับการต้อนรับที่อบอุ่น พร้อมกล่าวชื่นชมความมุ่งมั่นและโครงการริเริ่มที่สำคัญของไทยในการดำเนินงานด้านภูมิอากาศ และคาดหวังว่าการประชุมจะประสบความสำเร็จได้ตามเป้าหมาย

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ร่วมเรียนรู้แนวคิด “ป่าครอบครัว” แนวทางการปลูกป่าเชิงรุกที่ส่งเสริมให้ครอบครัวเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม

📖 เรื่อง ปลูกป่าเชิงรุก “ป่าครอบครัว” คุณเท่านั้นที่เปลี่ยนโลกได้ 
จากวารสารด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
โดย กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
✨ Highlights:
• นำเสนอแนวคิด “ป่าครอบครัว” ในการฟื้นฟูระบบนิเวศและเพิ่มพื้นที่สีเขียว
• ส่งเสริมหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สู่ความมั่นคงระดับครัวเรือน
• เน้นบทบาทครอบครัวในการเป็นหน่วยพื้นฐานของการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
• สนับสนุนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ
🌱 ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืน เริ่มต้นได้จาก “ครอบครัวของคุณ”

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน เปิดศูนย์เรียนรู้ลดโลกร้อนต้นแบบในเมือง “นางเลิ้งโมเดล” ชูจุดเด่นผสานวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

               วันที่ 24 มีนาคม 2569 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เปิด “ศูนย์เรียนรู้ลดโลกร้อน กรุงเทพมหานคร นางเลิ้งโมเดล ท่องเที่ยววิถีชุมชน ลดโลกร้อน” โดยมี นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีเปิด ณ บ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี และศูนย์ฟอร์ดเพื่อนชุมชน (Ford Community Center) มุ่งสร้างพื้นที่ต้นแบบการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในบริบทสังคมเมือง โดยชูจุดเด่นการผสานมรดกทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตดั้งเดิมเข้ากับการจัดการสิ่งแวดล้อมสมัยใหม่ ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจ BCG และการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Tourism) ยกระดับชุมชนเก่าแก่ใจกลางกรุงสู่พื้นที่ต้นแบบ (Best Practice) ในการรับมือวิกฤตโลกเดือดด้วยนวัตกรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น
               นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า กรมฯ มีเป้าหมายขยายศูนย์เรียนรู้ลดโลกร้อนให้ครบ 7 แห่งทั่วประเทศภายในปี 2570 เพื่อเป็นพื้นที่เรียนรู้และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการปรับตัว (Adaptation) และการลดก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) ที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ยกระดับให้เป็นแหล่งเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง และขยายผลสู่พื้นที่ต้นแบบอื่น ๆ สำหรับ “นางเลิ้งโมเดล” ศูนย์เรียนรู้ลดโลกร้อนแห่งนี้เต็มไปด้วยเสน่ห์ของวัฒนธรรม วิถีชีวิต และอาหารไทยโบราณที่สืบทอดกันมายาวนานกว่า 100 ปี ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในบริบทของชุมชนเมือง ซึ่งไม่ใช่เพียงพื้นที่สำหรับจัดกิจกรรมเท่านั้น แต่เป็นพื้นที่เรียนรู้ที่แสดงให้เห็นถึงการบูรณาการนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม มีความโดดเด่น คือการผสานมิติสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจชุมชนเข้าด้วยกันอย่างลงตัว โดยเฉพาะแนวคิดการท่องเที่ยววิถีชุมชนแบบคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Community Tourism) ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายระดับสากล Global Goal on Adaptation (GGA) ภายใต้ข้อตกลงปารีส จึงทำให้การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของคนในชุมชน และยังสามารถสร้างรายได้ สร้างโอกาส และรักษามรดกทางวัฒนธรรมของชุมชนไปพร้อมกัน
               นายโกเมศ กล่าวต่อว่า การดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมของชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการคัดแยกขยะในครัวเรือน การจัดตั้งธนาคารขยะพลาสติกของชุมชน การนำขยะมาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ผ่านกระบวนการ Upcycling รวมถึงการพัฒนากิจกรรมท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น การเดินเที่ยวชุมชน การเรียนรู้วิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่น ตลอดจนการเรียนรู้การจัดการสิ่งแวดล้อมของชุมชน สะท้อนให้เห็นว่า การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยีหรือนโยบายระดับประเทศเท่านั้น แต่สามารถเริ่มต้นได้จาก “ชุมชน” จากความร่วมมือของคนในพื้นที่ ที่ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ และร่วมกันสร้างอนาคตที่ยั่งยืน
               กรมฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การเปิดศูนย์เรียนรู้ลดโลกร้อนแห่งนี้ ไม่ใช่เพียงการเปิดสถานที่แห่งหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการเปิด “พื้นที่แห่งการเรียนรู้” สำหรับประชาชน เยาวชน นักเรียน นักศึกษา ตลอดจนผู้ที่สนใจ ได้มาเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเห็นตัวอย่างของการลงมือทำจริง ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับชุมชน ซึ่งความสำเร็จของนางเลิ้งโมเดลนอกจากจะเป็นต้นแบบสำคัญของการพัฒนาชุมชนเมืองที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม แต่ยังสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ชุมชนเมืองอื่น ๆ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายสังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืนต่อไปได้

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดประชุม IPCC ครั้งที่ 64 เร่งวางโรดแมป “AR7” วางรากฐานข้อมูลวิทยาศาตร์เพื่อกู้วิกฤตโลก

               วันที่ 24 มีนาคม 2569 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมร่วมกับคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) เปิดการประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 64 (The Sixty-fourth Session of the Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC-64) นำโดย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายปวิช เกศววงศ์ และนายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นักวิทยาศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศและตัวแทนรัฐบาลจาก 138 ประเทศ จากประเทศสมาชิก 195 ประเทศเข้าร่วม เพื่อกำหนดกรอบการทำงานและขอบเขตของรายงานการประเมินฉบับที่ 7 (AR7) ซึ่งจะเป็นเข็มทิศสำคัญ ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในการดำเนินนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกในทศวรรษนี้ โดยจะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจบนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสาเหตุ ผลกระทบ ความเสี่ยง และทางเลือกในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมทั้งคู่มือในเรื่อง เทคโนโลยีการกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Dioxide Removal Technologies) และเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilization, and Storage: CCUS) คู่มือจัดทำบัญชีการปล่อยมลสารที่มีอายุสั้นในบรรยากาศ และการพิจารณาโครงการและงบประมาณภายใต้กองทุนทรัสต์ของ IPCC (IPCC Trust Fund) ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร
               ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ในนามรัฐบาลไทย มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้เป็นเจ้าภาพร่วมจัดการประชุม IPCC ครั้งที่ 64 ณ กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นการประชุมสำคัญระดับโลกด้านวิทยาศาสตร์สภาพภูมิอากาศ และขอต้อนรับคณะผู้บริหาร IPCC (Professor Sir Jim Skea ประธาน IPCC, Mr. Abdalah Mokssit เลขาธิการ IPCC), ผู้แทนจาก WMO, UNEP, UNFCCC และนักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลก โดยเน้นย้ำความท้าทายจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรง (Global Boiling) ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ เศรษฐกิจ และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยความรู้ทางวิทยาศาสตร์มีความสำคัญสูงสุดในการหาทางออก ประเทศไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับการดำเนินงานจริง โดยเฉพาะการสนับสนุนการดำเนินงานภายใต้ความตกลงปารีส อาทิ การเร่งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) การผลักดันพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสร้างตลาดคาร์บอนเครดิต รวมถึงการปรับตัวที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ โดยสร้างระบบเตือนภัยที่ทันสมัยเพื่อช่วยเหลือประชาชน การดำเนินงานทั้งหมดมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน (Partnership) เพื่อนำพาประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ อีกทั้งได้ยืนยันความพร้อมของไทยในฐานะเจ้าภาพร่วมที่จะสนับสนุนการแลกเปลี่ยนความรู้ เพื่อสร้างสังคมโลกที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน
               Professor Jim Skea ประธาน IPCC กล่าวขอบคุณกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ในฐานะหน่วยงานร่วมจัดการประชุมในครั้งนี้ และย้ำว่ารายงานของ IPCC จะสะท้อนถึงความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นของมนุษยชาติที่มีต่อวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศ ซึ่งได้ช่วยผลักดันความพยายามระดับโลกในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเป็นรากฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญสำหรับการเสริมสร้างและพัฒนาระบบธรรมาภิบาลด้านสภาพภูมิอากาศโลกอย่างต่อเนื่อง

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

“กรมลดโลกร้อน” มอบรางวัล G-GREEN ระดับประเทศ ประกาศความสำเร็จ ช่วยหนุนขับเคลื่อนไทย สู่เศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ

               วันที่ 23 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จัดงานประกาศเกียรติคุณตราสัญลักษณ์ G – Green ระดับประเทศขึ้น โดยมี ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิด และให้เกียรติมอบรางวัลตราสัญลักษณ์ G – Green ระดับประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 357 รางวัล แบ่งเป็น ระดับ G Platinum จำนวน 3 รางวัล ระดับ G Plus จำนวน 34 รางวัล และระดับดีเยี่ยม G ทอง จำนวน 176 รางวัล รวมทั้งสิ้น 213 รางวัล
               ขณะที่ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติมอบรางวัลตราสัญลักษณ์ G – Green ระดับประเทศ แบ่งเป็น ระดับดีมาก (G เงิน) จำนวน 87 รางวัล และระดับดี (G ทองแดง) จำนวน 57 รางวัล รวมทั้งสิ้น 144 รางวัล
               ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ทส. โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการผลิต การบริการและการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างความตระหนักรู้การใช้ทรัพยากรและพลังงานอย่างคุ้มค่า และมีประสิทธิภาพ มีการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดีควบคู่กับการจัดการของเสียหรือมลพิษ สนับสนุนการขับเคลื่อนไทยสู่เศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำหรับสถานประกอบการ สำนักงาน อุทยานแห่งชาติ โดยใช้กระบวนการประเมินรับรองความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภายใต้สัญลักษณ์ G – Green รวมจำนวน 6 โครงการ
               ดร.รวีวรรณ กล่าวต่อว่า สำหรับโครงการที่ดำเนินการ ได้แก่ หนึ่ง โครงการส่งเสริมการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Production) สอง โครงการส่งเสริมโรงแรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Hotel) สาม โครงการส่งเสริมโรงแรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน (Green Hotel Plus) สี่ โครงการส่งเสริมอุทยานแห่งชาติสีเขียว (Green National Park) ห้า โครงการส่งเสริมสำนักงานสีเขียว (Green Office) และ หก โครงการส่งเสริมร้านอาหารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Restaurant)
               ด้าน ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวเพิ่มว่า จากการดำเนินการในปี 2568 มีสถานประกอบการ สำนักงาน ได้รับการรับรองและขึ้นทะเบียนความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จำนวน 357 แห่ง ส่งผลให้สถานประกอบการ โรงแรม ร้านอาหาร อุทยานแห่งชาติ และสำนักงาน สามารถลดต้นทุนและลดมลพิษที่เกิดขึ้น มีความเข้าใจในการจัดการด้าน สิ่งแวดล้อม ตลอดจนเพิ่มโอกาสและช่องทางสำหรับผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
               ดร.พิรุณ กล่าวอีกว่า การจัดงานประกาศเกียรติคุณตราสัญลักษณ์ G – Green ระดับประเทศครั้งนี้ ยังเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติให้กับสถานประกอบการ โรงแรม ร้านอาหาร อุทยานแห่งชาติ และสำนักงาน ที่ผ่านการประเมินและได้การรับรองตราสัญลักษณ์ G – Green ด้านการผลิต การบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้เป็นแบบอย่างที่ดีและสร้างแรงบันดาลใจในการนำไปพัฒนาสถานประกอบการและองค์กรของตนเองต่อไป พร้อมประชาสัมพันธ์การดำเนินงานส่งเสริมการผลิต การบริการ และการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเผยแพร่ตราสัญลักษณ์ G – Green ให้เป็นที่รู้จักกว้างขวาง
               “ที่สำคัญ ในการจัดงานครั้งนี้ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ยังได้จัดให้มีพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือกับ 3 หน่วยงาน ได้แก่ พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยและมาตรฐานการบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม กับกรมการท่องเที่ยว, พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านความยั่งยืนและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Resilience and Adaptation) กับสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) และพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการให้สิทธิประโยชน์กับผู้ประกอบการที่ลงทะเบียน SMEs ผู้รับบริการภาครัฐด้านการดำเนินธุรกิจที่ส่งเสริมการผลิต การบริการ และการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม กับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว.” ดร.พิรุณ กล่าว

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

22 มีนาคม วันน้ำโลก (World Water Day)

               วันที่ 22 มีนาคมของทุกปี กำหนดให้เป็น “วันน้ำโลก” โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างการรับรู้ถึงคุณค่าของน้ำ และกระตุ้นให้เกิดความตระหนักถึงปัญหาให้กับประชากรกว่า 2.1 พันล้านคนทั่วโลก ที่ยังมีบางส่วนไม่สามารถเข้าถึงน้ำดื่มที่สะอาดและปลอดภัยได้อย่างเพียงพอ พร้อมทั้งส่งเสริมการดำเนินการเพื่อแก้ไขวิกฤตน้ำของโลก
               หัวใจสำคัญของวันน้ำโลก คือการสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 6 (น้ำสะอาดและการสุขาภิบาลสำหรับทุกคน) ภายในปี ค.ศ. 2030 โดยในแต่ละปี UN-Water จะกำหนดหัวข้อหลักในการรณรงค์ ซึ่งในปี 2026 ได้กำหนดหัวข้อ “Water and Gender” เพื่อเน้นย้ำความสำคัญของความเท่าเทียมทางเพศในการเข้าถึงและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
               ในปัจจุบัน โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนมากขึ้น ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับน้ำ ข้อจำกัดด้านงบประมาณ บรรทัดฐานทางสังคม และช่องว่างด้านธรรมาภิบาล ปัจจัยเหล่านี้ทำให้การบริหารจัดการน้ำจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการมีส่วนร่วมของทุกเพศทุกวัย เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงน้ำสะอาดและสุขอนามัยได้อย่างเท่าเทียม
               นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังเป็นวิกฤตที่เกี่ยวข้องกับน้ำโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมที่รุนแรงขึ้น ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ธารน้ำแข็งที่ลดลง ไฟป่า และภัยแล้ง อย่างไรก็ตาม “น้ำ” ก็เป็นหนึ่งในทรัพยากรสำคัญในการแก้ไขปัญหานี้ การจัดการน้ำอย่างยั่งยืนจึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างความยืดหยุ่นให้กับสังคมและระบบนิเวศ รวมถึงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
               สุดท้ายนี้ ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาได้ โดยเริ่มจากชีวิตประจำวันในระดับบุคคลและครัวเรือน มาร่วมเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมสู่ความเท่าเทียมและความยั่งยืน เพื่อให้ “น้ำ” เป็นทรัพยากรที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเป็นธรรมและเพียงพอสำหรับอนาคตของเรา 💧

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
– World Water Day, UNWATER, United Nations.
– Water and Climate Change, UNWATER, United Nations.