AI และข้อมูลภูมิอากาศ : เข็มทิศใหม่เพื่อประเทศไทยที่ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

               ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ภัยแล้ง คลื่นความร้อน หรือพายุ การรับมือกับภัยพิบัติเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือที่ทันสมัยและชาญฉลาด ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ทำงานร่วมกับ ข้อมูลภูมิอากาศขั้นสูง (เช่น CMIP6 และการ Downscaling) คือคำตอบสำคัญที่จะเปลี่ยนการรับมือจาก “ตั้งรับ” เป็น “เชิงรุก” และสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศในทุกมิติ
AI เปลี่ยนข้อมูลให้เป็น “ความเข้าใจ” และนำไปสู่ “การลงมือทำ”
               AI ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีแห่งอนาคต แต่คือเครื่องมือที่พร้อมใช้งานในปัจจุบัน เพื่อช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์ได้ลึกซึ้งขึ้น พยากรณ์ได้แม่นยำขึ้น และตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผนวกกับข้อมูลภูมิอากาศที่ละเอียดระดับพื้นที่ หรือเรียกง่าย ๆ ว่า เปลี่ยนข้อมูลให้เป็น “ความเข้าใจ” และนำไปสู่ “การลงมือทำ”
การใช้ AI กับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรายสาขา
               • สาขาการจัดการทรัพยากรน้ำ : ใช้ในการพยากรณ์ระดับน้ำและปริมาณฝนล่วงหน้าอย่างแม่นยำ จำลองพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ระบบเตือนภัยน้ำท่วมอัจฉริยะ และใช้เพื่อการบริหารเขื่อน ปรับการระบายน้ำให้เหมาะสม
               • สาขาเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร : ใช้ AI ในการแนะนำช่วงเวลาเพาะปลูกที่เหมาะสม การพยากรณ์ผลผลิต การตรวจจับโรคพืช และสามารถใช้เพื่อการประกันภัยพืชผล
               • สาขาสาธารณสุข : ใช้เพื่อคาดการณ์การเกิดคลื่นความร้อน พยากรณ์การระบาดของโรคและระบบเตือนภัย
               • สาขาการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ : ใช้จำลองผลกระทบภัยพิบัติต่อเมือง ประเมินความมั่นคงโครงสร้างพื้นฐาน จำลองเส้นทางน้ำท่วม (Digital Twin) แจ้งเตือนความเสี่ยงโครงสร้างริมน้ำและการกัดเซาะชายฝั่ง
               • สาขาการท่องเที่ยว : ใช้ AI ผ่านแอพพลิเคชั่นแจ้งเตือนภัยสำหรับนักท่องเที่ยว และใช้วางแผนการตลาดที่ยืดหยุ่น โปรโมท/ปรับแคมเปญตามพยากรณ์อากาศ
               • สาขาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ : ตรวจจับไฟป่าจากดาวเทียม ติดตามป่าชายเลน และประเมินการเปลี่ยนแปลงพื้นที่และสุขภาพป่า
AI เครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายและการดำเนินงาน
               AI ไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาในแต่ละสาขา แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับการบริหารจัดการประเทศ ช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายมองเห็นภาพรวมความเสี่ยง ระบุพื้นที่เปราะบาง และจัดลำดับความสำคัญของมาตรการปรับตัวได้อย่างแม่นยำ เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานทำให้การตอบสนองต่อภัยพิบัติรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลความเสี่ยงและแนวทางการปรับตัวได้ง่ายขึ้น กระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน
               การลงทุนใน AI และข้อมูลภูมิอากาศขั้นสูง คือการลงทุนในอนาคตของประเทศไทย เพื่อสร้างประเทศที่ “รู้เท่าทัน” “พร้อมรับมือ” และ “ฟื้นตัวได้เร็ว” จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน

บทความโดย
นางสาวนุชนารถ ไกรสุวรรณสาร
นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการพิเศษ
กองขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

แหล่งที่มา :
1. IPCC (2023): Climate Change 2023: Synthesis Report. แหล่งข้อมูลหลักด้านสถานการณ์และแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก
2. WCRP (World Climate Research Programme): CMIP6 – Coupled Model Intercomparison Project Phase 6. รายละเอียดเกี่ยวกับแบบจำลองภูมิอากาศยุคใหม่
3. Microsoft for Earth: AI for Earth & Climate Adaptation. แนวทางการใช้ AI ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและเกษตรแม่นยำ
4. สสน. (สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ): คลังข้อมูลน้ำแห่งชาติและการประยุกต์ใช้ AI ในการพยากรณ์. ข้อมูลด้านการจัดการน้ำและแบบจำลองพยากรณ์

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

มาตรฐานกรอบธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ (Data Governance Framework Standard)

คำอธิบายบทเรียน หมวดหมู่
        หน่วยความสามารถที่เกี่ยวข้อง ตามทักษะด้านดิจิทัลของข้าราชการ และบุคลากรภาครัฐเพื่อการปรับเปลี่ยนเป็นรัฐบาลดิจิทัล : DG100 DG200 DUS100 DUS200
        เรียนรู้เกี่ยวกับแนวทางในการการบริหารจัดการข้อมูลภาครัฐ เพื่อให้สามารถดำเนินการด้านข้อมูลและการนำข้อมูลไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพถูกต้องตามหลักธรรมาภิบาล รวมถึงเรียนรู้ขั้นตอนในการทำกรอบธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ
Data Utilization and Sharing
วัตถุประสงค์ ผู้สอน
1. เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานกรอบธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ
2. เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการทำงานได้
สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน)
เวลาในการเรียน ใบประกาศนียบัตร
32 นาที มี
Link เข้าอบรมหลักสูตร
https://tdga.dga.or.th/knowledge/e-learning/detail?content_id=19

 

ความรู้และความเข้าใจข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Literacy for Data Analytics)

คำอธิบายบทเรียน หมวดหมู่
        หน่วยความสามารถที่เกี่ยวข้อง ตามทักษะด้านดิจิทัลของข้าราชการ และบุคลากรภาครัฐเพื่อการปรับเปลี่ยนเป็นรัฐบาลดิจิทัล : DUS100 DUS200 DUS300 DUS400
        หลักสูตรนี้มุ่งเน้นการศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการในการรู้และเข้าใจรูปแบบของข้อมูล เพื่อให้เห็นความเชื่อมโยงของการทำงานที่เกี่ยวกับข้อมูลในมิติต่างๆ ในการทำงานเกี่ยวกับข้อมูล ไปจนถึงเรียนรู้เกี่ยวกับความหมายความสำคัญของ ทักษะความรู้และเข้าใจข้อมูล (Data Literacy) ไปจนถึงกรอบระเบียบ มาตรฐาน รูปแบบการทำงานของข้อมูลที่เกี่ยวข้องสำหรับภาครัฐ
Data Utilization and Sharing
วัตถุประสงค์ ผู้สอน
1. เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจความหมายและเห็นความสำคัญของทักษะความสามารถพื้นฐานในเชิงข้อมูล
2. เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ และการเชื่อมโยงของทักษะความสามารถพื้นฐานในเชิงข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูลได้
3. เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจการทำงาน สร้างความคุ้นเคย และสามารถนำข้อมูลไปใช้ในการทำงานได้อย่างถูกต้อง
4. เพื่อให้ผู้เรียนสามารถแก้ไขปัญหา หรือการทำงาน รวมไปถึงการทำความเข้าใจเกี่ยวกับรูปแบบของการทำงานด้านข้อมูล
5. เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจทักษะพื้นฐานการอ่านและตีความข้อมูล (Data Reading) และการทำงานกับข้อมูล ด้วย Business Goal/Personal Goal เพื่อให้นำข้อมูลมาตัดสินใจ
6. เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพ (Data Evaluating Decisions) และใช้ข้อมูลเป็นพื้นฐานในการทำงานได้อย่างถูกต้อง
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.โษฑศ์รัตต ธรรมบุษดี
สาขาวิชาเทคโนโลยีการจัดการระบบสารสนเทศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
เวลาในการเรียน ใบประกาศนียบัตร
1 ชั่วโมง 43 นาที มี
Link เข้าอบรมหลักสูตร
https://tdga.dga.or.th/knowledge/e-learning/detail?content_id=25

 

การสร้างความตระหนักรู้ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cyber Security Awareness)

คำอธิบายบทเรียน หมวดหมู่
        หน่วยความสามารถที่เกี่ยวข้อง ตามทักษะด้านดิจิทัลของข้าราชการและบุคลากรภาครัฐเพื่อการปรับเปลี่ยนเป็นรัฐบาลดิจิทัล : CS100 CS200 CS300 CS400 CS500
        เรียนรู้เกี่ยวกับภัยคุกคามไซเบอร์ที่เกิดขึ้นในการทำงานและมีความรู้เกี่ยวกับวิธีการป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์ให้ปลอดภัยจากภัยคุกคามไซเบอร์รูปแบบต่าง ๆ และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการทำงานและชีวิตประจำวัน
Cyber Security
วัตถุประสงค์ ผู้สอน
คุณพลากร ลาภอลงกรณ์
ผู้จัดการส่วนบริการลูกค้า ฝ่ายปฏิบัติการ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน)
เวลาในการเรียน ใบประกาศนียบัตร
1 ชั่วโมง 35 นาที มี
Link เข้าอบรมหลักสูตร
https://tdga.dga.or.th/knowledge/e-learning/detail?content_id=27

 

กรมลดโลกร้อนมอบรางวัล “เมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืน ปี 2568” เชิดชูเกียรติท้องถิ่น ปักหมุด 37 อปท. ต้นแบบ

               วันอังคารที่ 17 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ กรุงเทพฯ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จัดพิธีมอบรางวัล“เมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืน” ประจำปี 2568 โดยมีนายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เป็นประธานในพิธี โดยมีดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวรายงาน พร้อมด้วย ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ผู้บริหารกระทรวง ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงานดังกล่าว เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ผ่านการประเมินเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืนระดับพื้นที่ ระดับประเทศ ประจำปี 2568 รวมถึงเผยแพร่องค์ความรู้ รูปแบบ แนวคิด นวัตกรรมการจัดการเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืนในทุกมิติและถ่ายทอดประสบการณ์และผลการดำเนินงานให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีร่วมดำเนินงาน ซึ่งกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการส่งเสริมและพัฒนายกระดับท้องถิ่นสู่ “เมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืน” มาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน โดยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของภาคีทุกภาคส่วน มุ่งเป้าหมายสร้างความตระหนักให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ดีด้านสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน ท้องถิ่น และสังคมระดับประเทศ รวมทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีร่วมดำเนินงาน ให้มีศักยภาพในการขับเคลื่อนกิจกรรมด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมเมืองและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อสามารถรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ด้วยตนเอง ซึ่งในการดำเนินงานได้พัฒนาตัวชี้วัดเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืน 4 องค์ประกอบ 23 ตัวชี้วัด ได้แก่ 1.เมืองอยู่ดี 2.คนมีสุข 3.สิ่งแวดล้อมยั่งยืน 4.เมืองแห่งการบริหารจัดการที่ดี สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใช้เป็นเครื่องมือในการกำหนดนโยบาย วางแผนและติดตามประเมินผลการพัฒนาเมืองประกอบกับได้จัดการประเมินเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืนควบคู่กันไปเพื่อสรรหาแบบอย่างการดำเนินงานที่ดีและขยายผลให้ครอบคลุมทั่วประเทศ
               สำหรับการประเมินเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืน ปี 2568 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจะได้รับพระราชทานพระราชวโรกาสเข้าเฝ้าฯรับพระราชทานถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ต่อไป ซึ่งรางวัลชนะเลิศเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืนระดับประเทศ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทรางวัล กล่าวคือ 1.ประเภทพื้นที่ทั่วไป ได้แก่ เทศบาลเมืองป่าตอง จังหวัดภูเก็ต เทศบาลตำบลพุเตย จังหวัดเพชรบูรณ์ องค์การบริหารส่วนตำบลนาเกตุ จังหวัดปัตตานี 2.ประเภทพื้นที่เขตเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ได้แก่ เทศบาลนครมาบตาพุด จังหวัดระยอง เทศบาลเมืองบางกะดี จังหวัดปทุมธานี เทศบาลตำบลบ้านกลาง จังหวัดลำพูน ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ผ่านการประเมินเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืน ในระดับประเทศประเภทพื้นที่ทั่วไปและประเภทเขตเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศทั้งหมด มี จำนวนรวมทั้งสิ้น 31 แห่ง ประกอบด้วย เทศบาลนคร 2 แห่ง เทศบาลเมือง 10 แห่ง เทศบาลตำบล 15 แห่ง และองค์การบริหารส่วนตำบล 4 แห่ง และผ่านเกณฑ์ระดับพื้นที่ จำนวน 80 แห่ง แบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ดีเยี่ยม 31 แห่ง ดีมาก 20 แห่ง และดี 29 แห่ง
               การจัดงานครั้งนี้ ประกอบด้วยการปาฐกถาพิเศษ “ความยืดหยุ่นของเมืองเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ : การขับเคลื่อนจากระดับโลกสู่ท้องถิ่น”จาก ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม การเสวนาแบบอย่างการดำเนินงานที่ดี “เมืองพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” จากผู้บริหารเมือง นิทรรศการผลงานเด่นการพัฒนาเมืองและนวัตกรรมการจัดการสิ่งแวดล้อมเมือง รวมถึงพิธีมอบรางวัลเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืนแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับรางวัลในระดับต่าง ๆ จากการประเมินเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืน ประจำปี 2568 โดยมีจำนวนผู้เข้าร่วมงานกว่า 500 คน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์กับภัยคุกคามทางดิจิทัล (Cyber Security and Digital Awareness)

เป้าหมายการเรียนรู้ ประเด็นการเรียนรู้
1. ผู้เข้ารับการอบรมสามารถอธิบายเกี่ยวกับรูปแบบของภัยคุกคามทางดิจิทัลในลักษณะต่างๆ
2. ผู้เข้ารับการอบรมสามารถอธิบายความสำคัญ และความจำเป็นของความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์กับภัยคุกคามทางดิจิทัล
3. ผู้เข้ารับการอบรมสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในยุคปัจจุบัน รวมทั้งสามารถปฏิบัติตามและใช้กฎหมายด้านดิจิทัล (Digital Government)
1. ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์กับภัยคุกคามทางดิจิทัล
2. แนวคิด ความสำคัญของความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์กับภัยคุกคามทางดิจิทัล
3. รูปแบบของภัยคุกคามทางดิจิทัล
4. ความเสี่ยงในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในยุคปัจจุบัน
5. เครื่องมือและซอฟต์แวร์ที่ช่วยในการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์
6. บทบาทขององค์กรในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์
7. ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์กับการทำงาน
8. วิธีการป้องกันภัยคุกคามทางดิจิทัล
9. กฎหมายด้านดิจิทัล (Digital Laws)
10. กรณีศึกษา
วิทยากร กลุ่มเป้าหมาย
1. พล.อ.ต.อมร ชมเชย 1. บุคลากรภาครัฐ
2. บุคคลทั่วไป
วิธีการประเมินผล จำนวนชั่วโมงการเรียนรู้
ทำแบบทดสอบหลังเรียนได้ตั้งแต่ 60 % ขึ้นไป 2 ชั่วโมง
หมายเหตุ เงื่อนไขการลงทะเบียน
ไม่บังคับเรียนตามลำดับเนื้อหา ไม่มีเงื่อนไข
เปิดให้ลงทะเบียน เข้าเรียนได้
1 ม.ค. 2569 ถึง 31 ธ.ค. 2569 1 ม.ค. 2569 ถึง ไม่มีกำหนด
Link เข้าอบรมหลักสูตร
https://learningportal.ocsc.go.th/learningspace/courses/1182

 

ความมั่นคงปลอดภัยบนอินเทอร์เน็ตและการปฏิบัติตนสำหรับข้าราชการยุคดิจิทัล

เป้าหมายการเรียนรู้ ประเด็นการเรียนรู้
1. เพื่อให้สามารถอธิบายสถานการณ์การใช้งานอินเตอร์เน็ตและการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในยุคดิจิทัล
2. เพื่อให้สามารถยกตัวอย่างการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์และสิ่งที่ต้องพึงระวัง เพื่อให้ปลอดภัยจากภัยคุกคาม
3. เพื่อให้สามารถยกตัวอย่างภัยคุกคามต่าง ๆ ได้
4. เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามขั้นตอนการป้องกันตรวจสอบความปลอดภัยด้วยตนเอง
1. แนวโน้มการใช้งานอินเตอร์เน็ตในประเทศไทย สถิติการใช้งานของประเทศไทย ความสัมพันธ์และการกระจายตัวของข้อมูล วิวัฒนาการของเว็บไซต์
2. รูปแบบและลักษณะการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ สิ่งที่ต้องพึงระวังในการใช้งานบนอินเทอร์เน็ต พรบ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
3. การใช้โปรแกรมและการบริโภคข้อมูลโดยขาดความยั้งคิด
4. การตั้งค่าความปลอดภัยสำหรับ Facebook Gmail LINE
วิทยากร กลุ่มเป้าหมาย
1. อาจารย์ณัฐ พยงค์ศรี 1. บุคลากรภาครัฐ
2. บุคคลทั่วไป
วิธีการประเมินผล จำนวนชั่วโมงการเรียนรู้
ทำแบบทดสอบหลังเรียนได้ตั้งแต่ 60 % ขึ้นไป 3 ชั่วโมง
หมายเหตุ เงื่อนไขการลงทะเบียน
ไม่บังคับเรียนตามลำดับเนื้อหา ไม่มีเงื่อนไข
เปิดให้ลงทะเบียน เข้าเรียนได้
1 ม.ค. 2569 ถึง 31 ธ.ค. 2569 1 ม.ค. 2569 ถึง ไม่มีกำหนด
Link เข้าอบรมหลักสูตร
https://learningportal.ocsc.go.th/learningspace/courses/1078

 

การเขียนหนังสือราชการ : เสริมทักษะการเขียนหนังสือราชการ

เป้าหมายการเรียนรู้ ประเด็นการเรียนรู้
1. เพื่อให้สามารถอธิบายลักษณะของหนังสือติดต่อราชการและความแตกต่างของหนังสือภายนอก หนังสือภายในและหนังสือประทับตราได้
2. เพื่อให้สามารถอธิบายการเขียนหนังสือติดต่อราชการให้ถูกต้อง ถูกแบบ ถูกเนื้อหา ถูกหลักภาษา
3. เพื่อให้สามารถเขียนหนังสือติดต่อราชการได้บรรลุจุดประสงค์และเป็นผลดี
1. ลักษณะของหนังสือติดต่อราชการ
2. วิธีการเขียนหนังสือติดต่อราชการให้ดี
3. ฝึกปฏิบัติ การเขียนหนังสือราชการ : เสริมทักษะการเขียนหนังสือราชการ
วิทยากร กลุ่มเป้าหมาย
1. อาจารย์ประวีณ ณ นคร
2. อาจารย์ฐิติมา ศิริวิโรจน์
1. บุคลากรภาครัฐ
2. บุคคลทั่วไป
วิธีการประเมินผล จำนวนชั่วโมงการเรียนรู้
ทำแบบทดสอบหลังเรียนได้ตั้งแต่ 60 % ขึ้นไป 4 ชั่วโมง
หมายเหตุ เงื่อนไขการลงทะเบียน
ไม่บังคับเรียนตามลำดับเนื้อหา ไม่มีเงื่อนไข
เปิดให้ลงทะเบียน เข้าเรียนได้
1 ม.ค. 2569 ถึง 31 ธ.ค. 2569 1 ม.ค. 2569 ถึง ไม่มีกำหนด
Link เข้าอบรมหลักสูตร
https://learningportal.ocsc.go.th/learningspace/courses/1019

 

กรมลดโลกร้อน เปิดเวทีมหกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เครือข่ายเมืองต้นแบบสิ่งแวดล้อมยั่งยืนพร้อมรับปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ

               วันที่ 16 มีนาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีเปิดเวทีมหกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เครือข่ายเมืองต้นแบบสิ่งแวดล้อมยั่งยืนพร้อมรับปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ ซึ่งกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย มูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท ประเทศไทย หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ และธนาคารโลก จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจรวมถึงถ่ายทอดนวัตกรรมและองค์ความรู้ ด้านความพร้อมการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน ภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ณ ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร
               กิจกรรมในช่วงเช้าจัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “เล่าสู่กันฟัง” เป็นการนำเสนอการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ทั้งการขับเคลื่อนทางด้านนโยบาย มาตรการทางกฎหมายและกลไกทางการเงินต่าง ๆ รวมถึงเครื่องมือ และข้อมูลที่เป็นประโยขน์ต่อการพัฒนาเมืองมุ่งสู่ความพร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนนวัตกรรมสนับสนุนการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมมีความเข้าใจ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในระดับพื้นที่ จากนั้นในช่วงบ่าย เป็นการเจาะลึกผ่าน 3 เวทีวิชาการแลกเปลี่ยนเรียนรู้คู่ขนาน (Parallel Sessions) ประกอบด้วย 1.Resilient Cities: การพัฒนาเมืองที่อิงกับธรรมชาติและการปรับตัว 2.Social-Ecological Transformation: การเปลี่ยนผ่านด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมในเมือง 3.Green Finance for Urban Resilience: เครื่องมือทางการเงินสีเขียวเพื่อรับมือความเสี่ยงสภาพภูมิอากาศ
               นอกจากนี้ภายในงานยังมีนิทรรศการนวัตกรรมและตัวอย่างความสำเร็จจากเมืองที่เป็นแบบอย่างที่ดี ในการจัดการสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับกลุ่มเป้าหมายกว่า 400 คน โดยมุ่งหวังให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคีเครือข่าย สามารถนำแนวคิดและแบบอย่างการดำเนินงานที่ดีที่ได้รับไปปรับใช้ในการวางแผนพัฒนาเมืองตามบริบทของตนเอง เพื่อรับมือและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืนต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน นำร่องกรมแรกของไทยกับภารกิจ EV เพื่อโลก

               การขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 ไม่ได้เป็นเพียงแผนงานบนกระดาษ แต่คือภารกิจที่ต้องลงมือทำจริง รถยนต์ไฟฟ้าเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศเดินหน้าไปสู่เป้าหมาย Net-zero ในปี 2050 ตามทิศทางเดียวกับนานาประเทศ การเปลี่ยนจากรถสันดาปสู่รถ EV จึงเป็นภารกิจเร่งด่วนของภาคขนส่งไทย โดยเฉพาะการขานรับ มติคณะรัฐมนตรีที่กำหนดให้หน่วยงานภาครัฐลดการใช้พลังงานลงร้อยละ 20 เพื่อเป็นต้นแบบแก่ภาคเอกชนและประชาชน กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จึงเดินหน้ากลยุทธ์ “ประหยัดพลังงานคู่ขนานนวัตกรรมสะอาด” อย่างเต็มตัว
               กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการเป็น “กรมแรกของไทย” ที่ขานรับนโยบาย EV 3.5 โดยนำร่องใช้ รถตู้ไฟฟ้า 12 ที่นั่ง กรมแรกของประเทศไทย ที่จดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก รวมถึงรถกระบะไฟฟ้าเพื่อปฏิบัติงานภาคสนาม ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงตามนโยบายความมั่นคงทางพลังงานของรัฐบาลแล้ว ยังส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล ดังนี้
               – Zero Tailpipe Emission: รถ EV ไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกขณะขับขี่โดยตรง ไม่ปล่อยก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) และลด PM 2.5 จากการเผาไหม้ ทำให้คุณภาพอากาศในเมืองดีขึ้น
               – ลด Carbon Footprint : โดยประสิทธิภาพในการลดก๊าซจะขึ้นอยู่กับประเภทของรถยนต์และแหล่งที่มาของพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ชาร์จ หากใช้ไฟที่มาจากการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้โดยเฉลี่ย 40-50% เมื่อเทียบกับรถยนต์น้ำมัน โดยรถตู้ดีเซล ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ยประมาณ 230-260 gCO₂/km และรถกระบะดีเซล ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ยประมาณ 211 – 225 gCO₂/km
               – Energy Efficiency: รถ EV แปลงพลังงานจากแบตเตอรี่มาเป็นพลังงานขับเคลื่อนได้ถึง 87 – 91% ในขณะที่รถยนต์น้ำมันแปลงได้เพียง 16 – 25%
               – การบำรุงรักษาต่ำ: ไม่มีเครื่องยนต์, น้ำมันเครื่อง, หรือหัวเทียน ทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงลง หากภาครัฐเปลี่ยนมาใช้รถ EV จะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของกรมฯ ได้อย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับมาตรการประหยัดพลังงานภาครัฐที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด
               การใช้งานรถตู้ไฟฟ้ากรมแรกของกรมลดโลกร้อนในวันนี้ คือการพิสูจน์ว่า “มาตรการภาครัฐ” และ “การรักษาสิ่งแวดล้อม” สามารถเดินหน้าไปด้วยกันได้ เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้ทุกหน่วยงานก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
– มติคณะรัฐมนตรีด้านการประหยัดพลังงานในภาคราชการ
– องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO)
– สถาบันยานยนต์ (TAI)