กรมลดโลกร้อน ยกระดับการสื่อสาร สร้างการรับรู้ ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภายใต้แนวคิด “Power of Media for Stop Global Warming : พลังงานของสื่อเพื่อหยุดโลกร้อน”

วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (กรมลดโลกร้อน) จัดกิจกรรมยกระดับการสื่อสารเพื่อสร้างการรับรู้ในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภายใต้แนวคิด “Power of Media for Stop Global Warming : พลังของสื่อเพื่อหยุดโลกร้อน” โดยได้รับเกียรติจาก ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เจ้าหน้ากรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และประชาชนทั่วไปเข้ากิจกรรม จำนวน 100 คน ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อม และยังได้รับความสนใจจากผู้รับชมการถ่ายทอดสดผ่านทางเพจกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นจำนวนมาก
การจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นให้คนในสังคมตระหนักถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน พร้อมทั้งส่งเสริมให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ผ่านการใช้พลังของสื่อในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสื่อโซเชียลมีเดีย สื่อดิจิทัล หรือแม้แต่สื่อศิลปะ เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่สะท้อนความคิดเห็น และแนวทางการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน โดยมีวิทยากรที่มากด้วยความรู้และประสบการณ์ในด้านการสื่อสาร ได้แก่ ผศ.ดร.พฤทธิ์ พุฒจร อาจารย์สาขาวิชาเทคโนโลยีมัลติมีเดียและการสร้างภาพเคลื่อนไหว สำนักวิชาเทคโนโลยีดิจิทัลประยุกต์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย นางสาวพิมพ์ลดา ไชยปรีชาวิทย์ Content Creator ช่อง PEAR is hungry และ Project Creator : aRoundP และนายนิธิ สมุทรโคจร ผู้ผลิตสื่อฯ นักแสดง และพิธีกรรายการสมุดโคจร ดำเนินรายการโดย คุณแจ็ค สุภนันท์ ฤทธิ์มนตรี ผู้ประกาศข่าวสถานีโทรทัศน์ NBT 2 HD ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมนี้ยังมุ่งหวังที่จะสร้างเครือข่ายของผู้ที่มีความสนใจในประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อร่วมกันผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบายและสังคมต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

รู้หรือไม่… การซื้อเสื้อผ้ามือสอง ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้เพียบ

ในยุคที่ความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โลกกำลังเผชิญ “ปัญหาขยะ” ที่สะสมในปริมาณมหาศาล โดยเฉพาะขยะสิ่งทอที่เป็นหนึ่งในปัญหาหลักทางด้านสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันอุตสาหกรรมสิ่งทอปล่อยก๊าซเรือนกระจกราว 10% ของทั่วโลก และมีการคาดการณ์ว่าปริมาณเสื้อผ้าที่ผลิตใหม่จะเพิ่มขึ้นสามเท่าในอีก 30 ปีข้างหน้า หากไม่มีการปรับเปลี่ยนวิธีการบริโภค ขยะสิ่งทอที่เกิดจาก “แฟชั่น” อาจทำลายทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่มีที่สิ้นสุด (1)
การวิจัยพบว่าเส้นใยเพื่อการผลิตสินค้าโดยเฉพาะเสื้อผ้าแฟชั่นทั่วโลกเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนแตะระดับสูงสุดที่ 116 ล้านตันในปี 2565 ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แม้ว่าปริมาณการผลิตจะเพิ่มขึ้นทุกปี แต่ในทางกลับกันอัตราการรีไซเคิลสิ่งทอกลับลดลงจาก 8.5% ในปี 2564 เหลือเพียง 7.9% ในปี 2565 นอกจากนี้ เส้นใยที่รีไซเคิลได้ส่วนใหญ่ยังมาจากขวดพลาสติก ไม่ใช่จากสิ่งทอที่ถูกใช้แล้วจริง ๆ โดยมีเพียงน้อยกว่า 1% เท่านั้นที่มาจากการรีไซเคิลสิ่งทอทั้งก่อนและหลังการใช้งานของผู้บริโภค (1)
ยิ่งไปกว่านั้น เสื้อผ้ายังถูกผลิตใหม่กว่า 100,000 ล้านชิ้นต่อปีทั่วโลก ซึ่งสร้างขยะสิ่งทอในแต่ละปีมากถึง 92 ล้านตัน หรือคิดเป็น 7% ของขยะในหลุมฝังกลบทั้งหมด และอุตสาหกรรมสิ่งทอปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 10% ของทั้งหมดทั่วโลก ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจเมื่อเทียบกับการปล่อยมลพิษจากอุตสาหกรรมการบินและการขนส่งรวมกัน (2)
ดังนั้น ข้อดีของการซื้อสินค้ามือสองไม่เพียงแต่ช่วยลดขยะที่เกิดขึ้นจากการผลิตสินค้าใหม่ แต่ยังช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในหลายมิติ การวิจัยพบว่า การซื้อเสื้อผ้ามือสองสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 42% ลดการใช้พลังงานสะสม 27-42% (1) และลดการใช้น้ำได้ถึง 336 ลิตรต่อชิ้น (3)
ตลาดสินค้ามือสองทั่วโลกมีแนวโน้มว่า กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทว่าจากข้อมูลของ Loop Generation รายงานว่า แม้ 63% ของคนอังกฤษซื้อสินค้ามือสอง แต่ในตู้เสื้อผ้าของพวกเขามีเพียง 1-10% เท่านั้นที่เป็นสินค้ามือสอง ซึ่งสะท้อนว่า “ฟาสต์แฟชั่น” (Fast fashion) ยังคงครองตลาด การผลิตและทิ้งเสื้อผ้าอย่างต่อเนื่องนี้ทำให้เกิดขยะสิ่งทอที่ย่อยสลายได้ยากจำนวนมหาศาล และสร้างปัญหามลพิษต่อดิน น้ำ และอากาศ (2)
การใช้น้ำในกระบวนการผลิต เช่น การผลิตกางเกงยีนส์หนึ่งตัวใช้น้ำถึง 7,570 ลิตร หรือการปล่อยสารเคมีและมลพิษที่ส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำธรรมชาติ การผลิตเส้นใยสังเคราะห์ เช่น โพลีเอสเตอร์ ยังทำให้ “ไมโครพลาสติก” เล็ดลอดสู่มหาสมุทรถึง 500,000 ตันต่อปี ซึ่งส่งผลเสียต่อระบบนิเวศและเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารของมนุษย์ เมื่อสะสมในร่างกายมนุษย์ในปริมาณมากอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง หรือขัดขวางการทำงานของหลอดเลือด และส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวอย่างรุนแรง (4)
เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ การเลือกสินค้ามือสองยิ่งเป็นทางเลือกที่ให้ผลลัพธ์เชิงบวกอย่างมาก ในปี 2022 คนอเมริกันซื้อเสื้อผ้ามือสองรวมกันกว่า 1,400 ล้านชิ้น เพิ่มขึ้นถึง 40% จากปีก่อนหน้า ซึ่งช่วยลดความต้องการผลิตเสื้อผ้าใหม่ลง อีกทั้งตลาดสินค้ามือสองยังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในกลุ่ม “คนรุ่นใหม่” โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z และ Millennials ที่เริ่มตระหนักถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และมองว่าแฟชั่นยั่งยืนเป็นสิ่งสำคัญ การสำรวจพบว่า 61% ของคนกลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับเทรนด์ความยั่งยืน และเลือกสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (3)
ข้อแนะนำการเลือกบริโภคอย่างยั่งยืน (5)(6)
– เลือกใช้ก่อนซื้อใหม่ ตรวจสอบว่ามีสินค้ามือสองหรือสินค้ารีไซเคิลที่ตอบโจทย์การใช้งานหรือไม่
– บริจาคหรือขายต่อ แทนที่จะทิ้งสินค้าที่ไม่ใช้แล้ว ลองบริจาคหรือขายต่อ เพื่อให้สินค้ามีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น
– สนับสนุนร้านค้าท้องถิ่น การซื้อสินค้ามือสองจากร้านค้าในชุมชนช่วยสร้างรายได้และส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น
– คำนึงถึงคุณภาพ เลือกสินค้ามือสองที่มีคุณภาพดี เพื่อให้ใช้งานได้ยาวนานและลดความจำเป็นต้องซื้อใหม่บ่อยครั้ง
นอกจากนี้ การซื้อสินค้ามือสองยังช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชน โดยร้านขายของมือสองส่วนใหญ่ดำเนินงานโดยองค์กรการกุศล ซึ่งรายได้จากการขายถูกนำไปสนับสนุนโครงการพัฒนาชุมชนและช่วยเหลือผู้ขาดแคลน การสนับสนุนร้านเหล่านี้จึงเป็นการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ช่วยลดการใช้ทรัพยากรใหม่ (5)
อย่างไรก็ดี สินค้ามือสองไม่ได้จำกัดแค่เสื้อผ้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เฟอร์นิเจอร์ และของตกแต่งบ้าน ซึ่งช่วยลดปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์และลดความต้องการแร่ธาตุหายาก การเลือกใช้อุปกรณ์มือสองยังช่วยลดมลพิษจากกระบวนการผลิตใหม่ และลดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศผู้ผลิต (6)
ดังนั้น การเลือกใช้สินค้ามือสองไม่ใช่เพียงการประหยัดเงินหรือการลดขยะ แต่คือการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ทุกครั้งที่เราตัดสินใจใช้สิ่งของที่ยังมีคุณค่าแทนการผลิตใหม่ เรากำลังช่วยยืดอายุการใช้งานของทรัพยากร ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างสมดุลใหม่ให้กับระบบนิเวศ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่ส่งต่อคุณค่าให้กับโลก สร้างอนาคตที่ยั่งยืนสำหรับพวกเราทุกคน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
(1) Do We Save the Environment by Buying Second-Hand Clothes? The Environmental Impacts of Second-Hand Textile Fashion and the Influence of Consumer Choices., Circular Economy.
(2) Why Buying Second-Hand Clothes Matters., Loop Generation.
(3) ไทยรัฐออนไลน์, Future Perfect, เสื้อผ้ามือสอง กำลังช่วยหยุดโลกจากหายนะสิ่งแวดล้อม
(4) ไทยรัฐออนไลน์, Future Perfect, Fast Fashion ความเร็วที่ทำให้โลกไม่ยั่งยืน
(5) 5 Ways Thrift Shopping Helps the Environment., FORT BEND WOMEN’S CENTER.
(6) SECONDHAND101, CENTER for BIOLOGICAL DIVERSITY.

ทำไม… ประเทศไทย ต้องส่งการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDC)

จากการประชุม COP ครั้งที่ 21 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี พ.ศ. 2558 ได้เกิดข้อตกลงร่วมกันของประเทศภาคีสมาชิกกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (หรือ United Nations Framework Convention on Climate Change: UNFCCC) ขึ้นมาเรียกว่า “ความตกลงปารีส” (Paris Agreement) ที่มีข้อกำหนดให้ทุกประเทศภาคีสมาชิก UNFCCC จะต้องมีเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
ประเทศไทยในฐานะประเทศภาคีสมาชิก UNFCCC ได้จัดส่ง เป้าหมายระยะยาว หรือ ที่เรียกว่า “ยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ” (Thailand’s Long-term greenhouse gas emission development strategy : LT-LEDs) และเป้าหมายระยะสั้น หรือ “การมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด” (Nationally Determined Contribution) ให้กับ UNFCCC เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565
“ยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ” หรือ LT-LEDs เป็นเสมือน “เข็มทิศ” ใน การพัฒนาประเทศ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย ความเป็นกลางทางคาร์บอน ในปี พ.ศ. 2593 และ ก๊าชเรือนกระจก สุทธิเป็นศูนย์ ในปี พ.ศ. 2608 โดยมีมาตรการหลักที่สำคัญ ได้แก่
– การส่งเสริมการใช้ปูนชีเมนต์ไฮดรอลิค และการปลูกข้าวแบบปล่อยก๊าซมีเทนต่ำ ภายในปี พ.ศ. 2568
– ส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า และลดการใช้ยานยนต์สันดาปภายใน ภายในปี พ.ศ. 2573
– ส่งเสริมการผลิตก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์ ภายในปี พ.ศ. 2578
– เพิ่มพื้นที่ป่าและพื้นที่สีเขียวให้ได้ ร้อยละ 55 ของพื้นที่ประเทศไทย ภายในปี พ.ศ. 2580 (ตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ)
– ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี CCS CCUS BECCS รวมทั้งเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนให้ได้ ร้อยละ 68 ภายในปี พ.ศ. 2583
– ส่งเสริมการใช้พลังงานไฮโดรเจน ภายในปี พ.ศ. 2588
– ยุติการใช้ถ่านหินในการผลิตกระแสไฟฟ้า และเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนให้ได้ ร้อยละ 74 ภายในปี พ.ศ. 2590 (ซึ่งเป็นปีเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศ)
ส่วน “การมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด” ฉบับที่ 1 หรือ NDC1 ที่ประเทศไทยได้จัดส่ง UNFCCC ไปนั้น ประเทศไทยได้กำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง ร้อยละ 30 ถึง 40 จากกรณีปกติ หรือ BAU ภายในปี พ.ศ. 2573
BAU หรือ Business As Usual หมายถึง ค่าประมาณการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ณ ปี พ.ศ. 2573 ในกรณีที่ประเทศไทยมิได้ดำเนินการใดๆ เลย ซึ่งคาดประเทศไทยจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 555 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
ร้อยละ 30 หมายถึง เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในกรณีที่เป็นการดำเนินการเองภายในประเทศ หรือคิดเป็น 167 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าและอีก ร้อยละ 10 หมายถึง เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในกรณีที่ได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศ ทั้งในด้านงบประมาณและเทคโนโลยี หรือคิดเป็น 55 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน บูรณาการหน่วยงานกำหนดตัวชี้วัดการปรับตัวฯ พัฒนาระบบติดตามประเมินผลรายสาขาของประเทศไทยสู่เป้าหมายระดับโลก

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2568 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จัดประชุมนำเสนอผลการศึกษา “โครงการจัดทำฐานข้อมูลในการติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรายสาขา” บูรณาการหน่วยงานจัดทำฐานข้อมูล กำหนดตัวชี้วัดเพื่อพัฒนาระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวฯ รายสาขาของประเทศไทยสู่เป้าหมายระดับโลก โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน พร้อมด้วยหน่วยงานประสานงานกลางด้านการปรับตัวฯ 6 สาขา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมกว่า 150 คน ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ
ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ปัจจุบันการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของทุกประเทศมีความเข้มข้นมากขึ้น และกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ได้กำหนดให้ประเทศภาคีสมาชิก จัดส่งรายงานความโปร่งใสรายสองปี (BTR) และรายงานแห่งชาติ (NC) ทุก 4 ปี รวมถึงมีการจัดทำรายงานการทบทวนสถานการณ์และการดำเนินการระดับโลก (Global Stocktake: GST) ทุก 5 ปี เพื่อสะท้อนถึงความก้าวหน้าของโลกในการต่อสู้กับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยในส่วนของการติดตามการดำเนินงานด้านการปรับตัวในระดับโลกจากการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 29 (COP29) ณ กรุงบากู สาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน อยู่ระหว่างการพัฒนาชุดตัวชี้วัดภายใต้เป้าหมายด้านการปรับตัวระดับโลก (Global Goal on Adaptation: GGA) มาตรา 7 ของความตกลงปารีส และจะได้ข้อสรุปของชุดตัวชี้วัดในการประชุม COP30 ณ เมืองเบเลม สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล ปลายปีนี้ โดยการดำเนินงานด้านการปรับตัวฯ ของประเทศไทย ได้มีแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (National Adaptation Plan: NAP) ที่ครอบคลุม 6 สาขา (การจัดการทรัพยากรน้ำ การเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร การท่องเที่ยว สาธารณสุข การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์) โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้บูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ตั้งแต่การวิเคราะห์ความเสี่ยง การจัดทำแผน การดำเนินงานตามแผนและการติดตามประเมินผล ซึ่งกระบวนการติดตามประเมินผลเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะต้องพิจารณาถึงแนวทาง รูปแบบและขั้นตอนการติดตาม ตัวชี้วัดที่ตอบเป้าหมายระดับโลกและระดับประเทศ วิธีการประเมินผล โครงสร้างเชิงสถาบันหรือกลไกการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน และการนำผลการประเมินไปถอดบทเรียนความสำเร็จ รวมถึงความต้องการการสนับสนุนจากในประเทศและต่างประเทศ ทั้งด้านการเงิน เทคโนโลยี การเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากร และการทบทวนแผนด้านการปรับตัวของประเทศ
สำหรับการดำเนินโครงการจัดทำฐานข้อมูลในการติดตามประเมินผลการปรับตัวฯ รายสาขา ได้มีการรวบรวมข้อมูลการติดตามประเมินผลจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง พบว่า มีกลุ่มตัวชี้วัด 2 กลุ่ม ได้แก่ “กลุ่มติดตาม” (Monitoring) ที่เป็นข้อมูลจากการประเมินผลการดำเนินงานของโครงการหรือกิจกรรมของหน่วยงานประสานงานกลางรายสาขา และ “กลุ่มประเมินผล” (Evaluation) ที่ใช้ประเมินผลสัมฤทธิ์ที่สามารถบรรลุเป้าหมายด้านการปรับตัวฯ ระดับชาติ นอกจากนี้ ได้มีการนำตัวชี้วัดไปจัดทำฐานข้อมูลการติดตามประเมินผลด้านการปรับตัวฯ รวมถึงจัดทำคู่มือการติดตามประเมินผลการปรับตัวฯ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการและใช้ประโยชน์ต่อไป ซึ่งการประชุมวันนี้จะมีการระดมความคิดเห็นและรวบรวมข้อเสนอแนะจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเติมเต็มข้อมูลที่เป็นช่องว่าง (gap analysis) ของตัวชี้วัดรายสาขาให้สมบูรณ์ โดยกรมฯ จะนำข้อมูลไปจัดทำระบบการติดตามประเมินผล รวมถึงในปี 2569 ได้มีแผนจัดทำ Platform ด้วยการนำแนวทางการจัดทำฐานข้อมูลมาพัฒนาในส่วนของฐานข้อมูลกลาง และใช้ในการจัดทำรายงานความโปร่งใสรายสองปี (BTR) รายงานแห่งชาติ (NC) ทุก 4 ปี อีกทั้ง นำผลการประเมินไปใช้ในการทบทวนแผนและยุทธศาสตร์ด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ขับเคลื่อนเครือข่ายภาคประชาชน ตั้งรับ ปรับตัว ผสานภูมิปัญญา เฝ้าระวังไฟป่า ลดหมอกควัน ยกระดับสู่การท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ

วันพฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์ 2568 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อม ร่วมกับเครือข่ายลุ่มน้ำภูมินิเวศดอยอินทนนท์ และภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรม “พิธีสาปแช่ง คนเผาป่า” ผสานความรู้และภูมิปัญญา เฝ้าระวังไฟป่า ลดหมอกควัน และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ สู่สังคมคาร์บอนต่ำ ณ ศูนย์เรียนรู้การจัดการอย่างมีส่วนร่วมอินทนนท์ ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่
โดยมีนายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยนางสาวอุมา ศรีสุข ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม มีผู้เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 150 คน ประกอบด้วย หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ในสังกัดจังหวัดเชียงใหม่ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เครือข่ายภูมินิเวศดอยอินทนนท์ เครือข่าย ทสม. เครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชนจังหวัดเชียงใหม่ องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน เยาวชนและสื่อมวลชน
กิจกรรมสำคัญประกอบไปด้วย
1. กิจกรรมรวมพลังป้องกันไฟป่า ลดหมอกควัน “พิธีสาปแช่ง คนเผาป่า” และการมอบกองทุน อุปกรณ์ดับไฟ และน้ำดื่มสนับสนุนชุมชนเฝ้าระวังไฟป่า ในพื้นที่
2. เวทีเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้การตั้งรับ ปรับตัวของชุมชน เฝ้าระวังไฟป่า ลดหมอกควันและการยกระดับสู่การท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ
โดยมีข้อสรุปความร่วมมือที่สำคัญจากการจัดกิจกรรมครั้งนี้ คือ การยกระดับการทำงานส่งเสริมการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ โดยจัดให้มีเวทีแลกเปลี่ยนและขับเคลื่อนการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ พร้อม ยกระดับชุมชน พื้นที่มีความพร้อม พัฒนาให้เป็นต้นแบบและเชื่อมร้อยเป็นเครือข่ายเดียวกัน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมบรรยาย “Why Go Green ในหลักสูตร NIDA BCG”

เมื่อวันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติเป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ Why Go Green ในหลักสูตร NIDA Bio Circular Green-Economy Executive Program (NIDA BCG) จัดโดยคณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน เสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจให้แก่ผู้บริหารระดับสูงขององค์กรภาครัฐและภาคเอกชนในการตอบโจทย์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ณ โรงแรม อีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพฯ
ดร.พิรุณ กล่าวถึงผลกระทบที่เกิดจากอุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้น มาตรการทางการค้าระหว่างประเทศเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจ เป้าหมายและแนวทางการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ แนวทางการปรับตัวของภาคธุรกิจ รวมถึงมาตรการและเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ภายใต้ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. เพื่อการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบเศรษฐกิจและสังคมแบบยั่งยืนและคาร์บอนต่ำ
ทั้งนี้ หลักสูตร NIDA BCG เป็นหลักสูตรที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างองค์ความรู้ วิสัยทัศน์ และพัฒนาศักยภาพ รวมทั้งสร้างเครือข่ายของผู้นำและผู้บริหารระดับสูงทั้งจากภาครัฐและเอกชน เพื่อให้สามารถนำประสบการณ์ที่ได้ไปตอบโจทย์การบริหารองค์กรในยุคที่ต้องเผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) การลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อไปพัฒนาประเทศให้เกิดความยั่งยืนต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมเป็นวิทยากร “National Policies for Sustainability” ในหลักสูตร Top Green รุ่นที่ 1

เมื่อวันอังคารที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติเป็นวิทยากรในหลักสูตรอบรมผู้บริหารระดับสูงสำหรับผู้นำที่มองไกลกว่าความยั่งยืน (TOP GREEN Executive Program: Together for Our Planet) ในหัวข้อ National Policies for Sustainability ที่จัดขึ้นโดย สถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกร์มหาวิทยาลัย ร่วมกับนายประวิทย์ ประกฤติศรี รองประธานหอการค้าไทย และ ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และความยั่งยืน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ณ โรงแรม Chatrium Hotel Riverside Bangkok โดยมีผู้เข้าร่วมอบรมหลักสูตร Top Green รุ่นที่ 1 จำนวน 58 ท่าน
โดยนายปวิช เกศววงศ์ ได้บรรยายเกี่ยวกับ ทิศทางนโยบายของประเทศไทยต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Action) และการผลักดันการดำเนินงานเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งในด้านการลดก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Adaptation) อาทิ เช่น (ร่าง) พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ … แผนปฏิบัติการด้านการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ปี พ.ศ. 2564 – 2573 แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ และผลกระทบของประเทศไทยจากการปรับนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดนัลด์ ทรัมป์

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน บูรณาการหน่วยงานสื่อสารเชิงรุก สร้างความตระหนักรู้ พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

วันอังคารที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จัดประชุมคณะทำงานการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านการสื่อสารประชาสัมพันธ์ ครั้งที่ 1/2568 เพื่อบูรณาการสื่อสารเชิงรุกและเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ประธานคณะทำงาน เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วย นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม รองประธานคณะทำงาน นางสาวระเบียบ ภูผา ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เลขานุการฯ คณะทำงานจากหน่วยงานภายในกรมฯ และหน่วยงานภายนอกรวม 19 หน่วยงาน รวมผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 50 คน
โดยที่ประชุมได้หารือแนวทางการดำเนินงานและแผนการสื่อสารสร้างความรู้ความเข้าในและความตระหนักรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในปี 2568 มีประเด็นการสื่อสารที่สำคัญ ประกอบด้วย 1) ความรู้ สถานการณ์ ความเคลื่อนไหวด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับโลกและระดับประเทศ 2) นโยบายและแผนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 3) การลดก๊าซเรือนกระจก 4) การปรับตัวและการสร้างขีดความสามารถเพื่อรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 5) การเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 6) การวิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรม กิจกรรม 7) กิจกรรมสร้างความตระหนักรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ?? การจัดการผลกระทบจาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งที่ประชุมได้เห็นชอบแนวทางการดำเนินงานร่วมกันในการบูรณาการข้อมูลการสื่อสารเชิงรุกและการเตรียมการล่วงหน้าเพื่อเตรียมพร้อมรับมือจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการขยายผลการสื่อสารผ่านกลไกและช่องทางของหน่วยงานโดยเฉพาะช่องทางของกรมประชาสัมพันธ์ เพื่อเผยแพร่ไปสู่ทุกภาคอย่างเป็นวงกว้าง
ทั้งนี้ คณะทำงานการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านการสื่อสารประชาสัมพันธ์ ประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ รวมจำนวน 19 หน่วยงาน ได้แก่ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กรมประชาสัมพันธ์ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมมลพิษ กรมป่าไม้ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมอนามัย สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ต้นไม้ฟอกอากาศ ช่วยดูดฝุ่น PM2.5

ปัญหาฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ ฝุ่น PM 2.5 นั้น ในปัจจุบันทวีความรุนแรงเป็นอย่างมาก ฝุ่น PM2.5 นอกจากจะก่อให้เกิดปัญหามลพิษทางอากาศทั้งบดบังทัศนียภาพแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนไทยอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจ โรคเยื่อบุตาอักเสบ และเพิ่มความเสี่ยงการเกิดมะเร็งปอดอีกด้วย
ท่ามกลางวิกฤติมลพิษทางอากาศที่เป็นปัญหาระดับประเทศและยากจะแก้ไข เราจะใช้ชีวิตอย่างไรให้ลดความเสี่ยงที่จะได้รับมลพิษทางอากาศนี้ นอกจากการสวมใส่หน้ากากอนามัยแล้ว “การปลูกต้นไม้ฟอกอากาศ” เป็นหนึ่งทางเลือกที่ง่ายและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ต้นไม้ไม่เพียงช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศและปล่อยออกซิเจนบริสุทธิ์ แต่ต้นไม้บางชนิดยังมีคุณสมบัติพิเศษในการกรองฝุ่นละอองขนาดเล็ก กักเก็บสารพิษ และช่วยลดความเข้มข้นของมลพิษทางอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างต้นไม้ที่นิยมปลูกเพื่อฟอกอากาศ เช่น
– ต้นยางอินเดีย ต้นไม้ใบกว้างที่โดดเด่นเรื่องการดูดซับสารพิษในอากาศ เหมาะสำหรับการตกแต่งภายในบ้านให้มีสไตล์มินิมอล สามารถช่วยลดสารพิษประเภทฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde) ได้ดี ดูแลง่ายเพียงเช็ดใบให้สะอาดและรดน้ำวันละครั้ง หลีกเลี่ยงการปล่อยให้ดินแฉะเกินไปและควรตั้งในที่มีแสงแดดรำไร
– ต้นลิ้นมังกร ต้นไม้ที่ขึ้นชื่อเรื่องความสามารถในการปล่อยออกซิเจนตอนกลางคืน ทำให้เหมาะสำหรับตั้งในห้องนอน สามารถดูดซับสารพิษประเภทเบนซีน (Benzene), ไตรคลอโรเอทิลีน (Trichloroethylene) และฟอร์มาลดีไฮด์ได้ดี ดูแลง่าย หากวางในร่มให้รดน้ำเพียงสัปดาห์ละครั้ง แต่ถ้าวางในที่มีแสงแดดอ่อนๆ ควรรดน้ำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
– ต้นเดหลี พืชที่มีความสามารถพิเศษในการดูดซับสารพิษ เช่น แอมโมเนีย (Ammonia), ไซลีน (Xylene) และฟอร์มาลดีไฮด์ ช่วยทำให้อากาศภายในห้องสะอาดขึ้น เหมาะสำหรับบ้านที่มีสัตว์เลี้ยงหรือเด็กเล็ก ต้องการความชื้นปานกลาง ควรรดน้ำ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ และนำไปรับแสงแดดรำไรเป็นครั้งคราว
– ต้นมอนสเตอร่า ต้นไม้ฟอกอากาศที่มีใบขนาดใหญ่ ช่วยดักจับฝุ่นละอองในอากาศได้ดี และสามารถดูดซับสารพิษอย่างฟอร์มาลดีไฮด์และเบนซีนได้ถึง 60-70% เลี้ยงง่าย เพียงรดน้ำ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ และควรหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด
– ต้นพูลทอง มีความสามารถในการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากถึง 75% ในพื้นที่ปิด เหมาะสำหรับตั้งในห้องทำงานหรือห้องนั่งเล่นเพื่อช่วยเพิ่มคุณภาพอากาศ สามารถเลี้ยงในน้ำได้ เพียงให้โดนแดดรำไร และเติมน้ำสะอาดอยู่เสมอ
– ไทรใบสัก เป็นต้นไม้ยอดนิยมที่ช่วยฟอกอากาศได้ดีพอๆ กับต้นยางอินเดีย มีความสามารถในการดักจับฝุ่นและลดสารพิษในอากาศ ดูแลง่ายเพียงหมั่นเช็ดใบให้สะอาดและรดน้ำอย่างเหมาะสม
– สาวน้อยประแป้ง พืชฟอกอากาศที่ช่วยกรองมลพิษภายในบ้านได้ดี สามารถลดสารพิษในอากาศ เช่น ฟอร์มาลดีไฮด์และเบนซีนได้ มีความทนทานและต้องการน้ำไม่มาก ควรรดน้ำวันละครั้งและให้โดนแดดอ่อนๆ ยามเช้าเพื่อให้ใบมีสีสดขึ้น
– ต้นกระบองเพชร (Caribbean Tree Cactus) และแคคตัสสายพันธุ์อวบน้ำพืชที่สามารถดูดซับสารพิษในอากาศได้ดี โดยเฉพาะฟอร์มาลดีไฮด์และคาร์บอนไดออกไซด์ ต้องการแสงแดดจัด และรดน้ำเพียงสัปดาห์ละครั้ง เหมาะสำหรับวางไว้ในห้องทำงานหรือมุมที่มีแสงแดดเพียงพอ
การปลูกต้นไม้ฟอกอากาศ เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ทำให้เราลดความเสี่ยงที่จะได้รับมลพิษทางอากาศและยังเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับที่พักอาศัย นอกจากจะปลูกต้นไม้ฟอกอากาศแล้วควรใช้เครื่องฟอกอากาศควบคู่ไปด้วย เพื่อให้อากาศที่เราได้รับมีความบริสุทธิ์หรือมีมลพิษน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เป็นการตั้งรับปรับตัวในช่วงวิกฤตสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 สูงในปัจจุบัน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
– เทคโนโลยีชาวบ้าน, 8 ต้นไม้ฟอกอากาศ แต่งห้องสวยแถมช่วยกรองฝุ่น
– Areeya, 8 ต้นไม้ฟอกอากาศในบ้าน นวัตกรรมธรรมชาติเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น
– ไทยรัฐออนไลน์, 30 สุดยอดต้นไม้ฟอกอากาศ มีอะไรบ้าง

กรมลดโลกร้อน จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อหารือการปรับปรุงแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ครั้งที่ 1

เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อหารือการปรับปรุงแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ครั้งที่ 1 ภายใต้หัวข้อ “การดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างมีส่วนร่วม (Inclusive Climate Action)” ณ โรงแรมเดอะ ควอเตอร์ อารีย์ บาย ยูเอชจี โดยมีนายกิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ นางสาวระเบียบ ภูผา ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นางสาวอุมา ศรีสุข ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และเจ้าหน้าที่กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) เข้าร่วมการประชุม สำหรับการประชุมดังกล่าว สส. ร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย และบริษัท แอดเวนเทจ คอนซัลติ้ง จำกัด ที่ปรึกษาโครงการ มีวัตถุประสงค์เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย โดยเน้นถึงผลกระทบที่แตกต่างกันในบริบทของเพศและสังคม (Gender and Social Inclusive) บทบาทของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและผู้ได้รับผลกระทบในการกำหนดนโยบายและการนำไปปฏิบัติ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในประเด็นปัญหาและความท้าทายในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางสังคม ซึ่งข้อคิดเห็นจากการประชุมในครั้งนี้จะถูกนำไปวิเคราะห์และสังเคราะห์ เพื่อจัดทำเป้าหมาย มาตรการ และกรอบการดำเนินงานของแผนแม่บทฯ ในลักษณะการบูรณาการร่วมกัน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม (Just Transition) และการมีส่วนร่วมทางสังคมที่ครอบคลุมอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ สส. ได้กำหนดให้มีจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อรับฟังและสะท้อนมุมมองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในมิติสำคัญอื่น ๆ อาทิ การเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อปรับปรุงให้แผนแม่บทฯ มีความครบถ้วนสมบูรณ์ต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”