4 มีนาคม วันปะการัง (Coral Day)

               วันที่ 4 มีนาคม ของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น “วันปะการัง” เพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของแนวปะการังซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศทางทะเล แนวปะการังเปรียบเสมือน “ป่าฝนแห่งท้องทะเล” เป็นแหล่งที่อยู่อาศัย แหล่งอาหาร แหล่งหลบภัย และแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำหลากหลายชนิด อีกทั้งยังเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญต่อภาคการประมง การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชายฝั่งของหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย
               การกำหนดวันดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นจากการประชุมด้านการอนุรักษ์ปะการัง ณ จังหวัดโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี พ.ศ. 2539 และต่อมาได้มีการจัดตั้งศูนย์วิจัยและอนุรักษ์แนวปะการัง ณ เกาะชิระโฮะ เมืองอิชิกากิ จังหวัดโอกินาวา เพื่อเป็นแหล่งศึกษาวิจัย ฟื้นฟู และอนุรักษ์ระบบนิเวศทางทะเล
               แนวปะการังมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิน้ำทะเลอย่างยิ่ง โดยอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นเพียง 1–3 องศาเซลเซียส อาจก่อให้เกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว ซึ่งหากเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน อาจส่งผลให้ปะการังเสื่อมโทรมและตายลง ส่งผลกระทบต่อสัตว์ทะเลและระบบนิเวศที่พึ่งพิงแนวปะการังในลักษณะเป็นลูกโซ่
               นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และยังทำให้เกิดความเป็นกรดของมหาสมุทรเพิ่มขึ้น (Ocean Acidification) ซึ่งลดความสามารถของปะการังในการสร้างโครงสร้างหินปูน อันเป็นปัจจัยสำคัญต่อความมั่นคงของระบบนิเวศทางทะเล
               ขณะเดียวกัน ระบบนิเวศทางทะเลที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีบทบาทสำคัญในการดูดซับและกักเก็บคาร์บอน หรือที่เรียกว่า “Blue Carbon” ซึ่งมีส่วนช่วยบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อีกด้วย
ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ปะการัง (Coral day) และระบบนิเวศทางทะเลได้ โดย….
        – ลดการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อรักษาอุณหภูมิโลก ลดการปล่อยมลพิษ
        – ลดการใช้พลาสติก และไม่ทิ้งขยะลงทะเลหรือแหล่งน้ำ
        – เลือกบริโภคอาหารทะเลจากแหล่งผลิตที่ยั่งยืน
        – หลีกเลี่ยงการเหยียบหรือสัมผัสปะการังขณะดำน้ำ
        – สนับสนุนกิจกรรมและหน่วยงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล
               การอนุรักษ์แนวปะการังมิได้เป็นเพียงการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ หากแต่เป็นการรักษาความมั่นคงทางอาหาร เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
– 4 มีนาคม วันปะการัง (Coral Day), กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม.
– รู้จักความสำคัญ “วันปะการัง” (Coral Day) 4 มี.ค. ของทุกปี, Thai PBS.
– Coral reefs, UN: Environment Programme.
– 4 มีนาคม วันปะการัง, กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง.
– The Biology of Coral Reefs: A Driver’s Primer, Coral Coast Drivers.
– OCEAN ACIDIFICATION, Smithsonian: National Museum of Natural History.

3 มีนาคม วันสัตว์ป่าและพืชป่าโลก (World Wildlife Day)

               วันที่ 3 มีนาคมของทุกปี ได้รับการกำหนดให้เป็น “วันสัตว์ป่าและพืชป่าโลก (World Wildlife Day)” ด้วยมติขององค์การสหประชาชาติ เพื่อเฉลิมฉลองความสำคัญของสัตว์ป่าและพืชป่า ตลอดจนสร้างการตระหนักรู้ถึงคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้ต่อมนุษยชาติและโลก วันสำคัญนี้เกี่ยวข้องกับวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2516 ซึ่งเป็นวันก่อตั้ง CITES – อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศของสัตว์และพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ อันเป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศที่มุ่งควบคุมการค้าเพื่อไม่ให้การใช้ประโยชน์ส่งผลกระทบต่อการดำรงอยู่ของชนิดพันธุ์ ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการผลักดันวันสำคัญดังกล่าว โดยเสนอให้ที่ประชุมอนุสัญญาไซเตสเห็นชอบให้วันที่ 3 มีนาคมของทุกปี เป็นวันสัตว์ป่าและพืชป่าโลก ก่อนจะมีมติรับรองอย่างเป็นทางการโดยที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ
               วันสัตว์ป่าและพืชป่าโลกจึงเป็นวันที่ใช้เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับสัตว์ป่าและพืชป่า ตลอดจนส่งเสริมการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งสัตว์ป่าและพืชป่ามีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ช่วยรักษาสมดุลน้ำและดิน โดยระบบนิเวศที่สมบูรณ์ช่วยรักษาความชุ่มชื้นของดิน ป้องกันการกัดเซาะ และลดผลกระทบจากภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วมและภัยแล้ง นอกจากนี้ความหลากหลายของสัตว์และพืชป่าช่วยให้ระบบนิเวศสามารถปรับตัวและฟื้นตัวเมื่อเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งระบบนิเวศที่หลากหลายยังสามารถกักเก็บคาร์บอนได้ดีกว่า ซึ่งช่วยบรรเทาผลกระทบจากภาวะโลกร้อน
               อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว และการสูญเสียที่อยู่อาศัย จากการบุกรุกพื้นที่ธรรมชาติ ทำให้หลายชนิดป่าถูกคุกคามและเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ทำให้ระบบนิเวศอ่อนแอลงและความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนลดลง
เราสามารถมีส่วนร่วมอนุรักษ์สัตว์ป่าและพืชป่าได้ด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้
        – ลดการใช้พลาสติก และแยกขยะให้ถูกต้อง เพื่อไม่ให้ขยะปนเปื้อนเข้าสู่ธรรมชาติ
        – สนับสนุนผลิตภัณฑ์อย่างยั่งยืน ที่ไม่ทำลายระบบนิเวศ
        – ไม่สนับสนุนการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย หากพบเห็นการกระทำความผิดกฎหมายป่าไม้และสัตว์ป่า ติดต่อศูนย์สายด่วน 1362 ตลอด 24 ชั่วโมง
        – เผยแพร่ความรู้และสร้างการตระหนักรู้ ให้คนรอบตัวเห็นความสำคัญของสัตว์ป่าและพืชป่า

แหล่งที่มา :
– 3 มีนาคม วันสัตว์ป่าและพืชโลก (World Wildlife Day), กลุ่มงานทรัพยากรทางบก, TEI : Thailand Environment Institute.
– วันสัตว์ป่าและพืชโลก (World Wildlife Day), กรมประชาสัมพันธ์.
– วันที่ 3 มีนาคม วันสัตว์ป่าและพืชป่าโลก (World Wildlife Day), กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
– 3 มีนาคม วันสัตว์ป่าและพืชป่าโลก, กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
– What is World Wildlife Day?, WORLD WILDLIFE DAY 3 MARCH.
– Biodiversity: Understanding its significance and Conservation, NATURE & CULTURE INTERNATIONAL.

กรมลดโลกร้อน จัดกิจกรรมเนื่องในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา (วันมาฆบูชา)

               เมื่อวันจันทร์ที่ 2 มีนาคม 2569 นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมทำบุญตักบาตร อาหารแห้ง เนื่องในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา (วันมาฆบูชา) โดยนิมนต์ พระมหาอดิศักดิ์ อภิปญฺโญ เจ้าอาวาสวัดบรมสถล เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ในครั้งนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ได้มีส่วนร่วมในการสืบสานวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา และสร้างวิถีวัฒนธรรมไทยที่ดีงาม ทั้งนี้ มีเจ้าหน้าที่เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 100 คน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนโครงการ Decarbonization of the Cement and Concrete Sectors in Thailand ครั้งที่ 5 (1/2569)

               เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดย นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุม ร่วมกับนางสาวอารยา ไสลเพชร รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม และ Ms. Lauren Dodds Deputy Director, Environment and Climate Change Canada พร้อมด้วย นายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก เจ้าหน้าที่ สส. และคณะทำงานฯ ได้แก่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรมควบคุมมลพิษ กรมบัญชีกลาง และภาคเอกชน ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (TCA) โดยทางองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) เป็นฝ่ายเลขานุการโครงการ
               ในการประชุมคณะทำงานฯ ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรายงานความก้าวหน้าในการดำเนินงานและผลลัพธ์ของโครงการฯ ทั้ง 5 องค์ประกอบ ที่ช่วยสนับสนุนประเทศไทยในการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ซึ่งผลลัพธ์ของการดำเนินงานโครงการดังกล่าว ทำให้ประเทศไทยมีกรอบนโยบายและแผนปฏิบัติการลดคาร์บอนในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และคอนกรีตที่มีความชัดเจน สอดคล้องกับแผนที่นำทางสู่การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศ และการวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย แนวปฏิบัติที่ดีในระดับสากล และข้อเสนอเชิงนโยบายที่สามารถนำไปใช้ได้จริง โครงการฯ ได้พัฒนาแพลตฟอร์มนวัตกรรมแบบเร่งรัด และผลักดันแนวปฏิบัติด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน เช่น การหมุนเวียนวัสดุและการเผาร่วมในเตาปูน ให้เกิดกรอบแผนปฏิบัติการที่เป็นรูปธรรมควบคู่กับการประเมินศักยภาพงานวิจัยและหลักสูตรการศึกษา และการพัฒนาหลักสูตรเฉพาะด้านการลดการปล่อยคาร์บอนเพื่อเตรียมกำลังคนรองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรม
               ในระยะยาว สำหรับในด้านเทคโนโลยีและการลงทุน ได้มีการจัดทำรายงานวิเคราะห์และประเมินเทคโนโลยีดักจับคาร์บอนอย่างเป็นระบบ พร้อมนำร่องสาธิตการใช้งานจริง และพัฒนาแนวคิดโครงการที่มีความพร้อมเชิงเทคนิคและการเงิน ที่สามารถต่อยอดสู่การระดมทุนและการลงทุนในอนาคต ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำสู่การประยุกต์ใช้เชิงพาณิชย์ อีกทั้ง โครงการฯ ได้เสริมสร้างกลไกตลาดและความโปร่งใสของข้อมูล ผ่านการพัฒนาแนวทางจัดซื้อจัดจ้างสีเขียวภาคบังคับ ระบบติดตาม รายงาน และตรวจสอบ (MRV) สำหรับการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว และการบูรณาการการจัดทำบัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งในมิติการผลิตและการบริโภค เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมถึงจัดทำข้อเสนอแนะเพื่อเร่งการใช้ Environmental Product Declaration (EPD) และถอดบทเรียนแนวปฏิบัติที่ดีในการนำ LC3 ไปใช้ในบริบทประเทศไทย ในที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่วมกันให้นำผลการดำเนินภายใต้โครงการฯ มาจัดรูปแบบเพื่อเผยแพร่แก่สาธารณชน พร้อมทั้งกำหนดจัดงานสัมมนาสรุปผลสัมฤทธ์โครงการฯ ในวันที่ 19 มีนาคม 2569 เพื่อแสดงหมุดหมายสำคัญของการดำเนินงานทั้งในประเด็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและผลการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการลดคาร์บอนในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และคอนกรีตที่ได้ดำเนินการภายใต้โครงการนี้ รวมถึงแนวทางของบประมาณในการดำเนินงานระยะต่อไป และการขยายความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในอนาคต เช่น กรมบัญชีกลางเพื่อร่วมดำเนินงานการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว (Green Procurement) และกระทรวงมหาดไทยเพื่อร่วมผลักดันการใช้เชื้อเพลิงที่ผลิตจากขยะมูลฝอยชุมชนในการผลิตเชื้อเพลิง เป็นต้น

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน เปิดศูนย์เรียนรู้ลดโลกร้อนแห่งแรกในภาคเหนือ ชูต้นแบบ “กาแฟแก้การเผา ลดโลกร้อน” สร้างรายได้ ควบคู่ลดไฟป่า หมอกควัน

               กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม มุ่งส่งเสริมให้ประชาชนมีจิตสำนึกและมีส่วนร่วมในการป้องกัน รับมือ และปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรม โดยขับเคลื่อนความร่วมมือกับเครือข่าย ทสม. และภาคประชาชนอย่างต่อเนื่อง พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ระดับพื้นที่ ผ่านการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ลดโลกร้อน “กาแฟแก้การเผา ลดโลกร้อน” ณ ชุมชนบ้านน้ำพร้าว ตำบลไทรย้อย อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ เพื่อเป็นต้นแบบการจัดการไฟป่าและหมอกควันในภาคเหนือ โดยมีนายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธี ร่วมด้วยผู้แทนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานแพร่ นายอำเภอเด่นชัย ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เครือข่ายผู้ประกอบการ Green Coffee Shop จังหวัดแพร่–อุตรดิตถ์ ผู้นำชุมชน เยาวชน สื่อมวลชน และประชาช รวมกว่า 150 คน ภายในงานมีเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนแนวทางพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ พิธีมอบโล่แก่ร้านกาแฟที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการเยี่ยมชมฐานเรียนรู้ “กาแฟแก้การเผา ลดโลกร้อน” ควบคู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ม่อนพลอยล้านปี
               ศูนย์ฯแห่งนี้ดำเนินงานตามแนวคิดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยส่งเสริมเกษตรกรรวมกลุ่มปลูกกาแฟภายใต้แนวคิด “รักษาของเดิมไว้ สร้างของใหม่เพิ่ม” อนุรักษ์ต้นกาแฟเดิมในป่าและปลูกเพิ่มในพื้นที่เหมาะสม มีวิสาหกิจชุมชนรับซื้อในราคาที่เป็นธรรม พัฒนากระบวนการแปรรูปและคั่วให้ได้มาตรฐาน สร้างเอกลักษณ์และมูลค่าเพิ่ม พร้อมผลักดันเครือข่าย Green Café และการตลาดเชิงอนุรักษ์ ควบคู่การท่องเที่ยวเมืองรองจังหวัดแพร่–อุตรดิตถ์ เพื่อลดการเผา ลดหมอกควัน สร้างรายได้ให้ชุมชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมแถลงข่าวเปิดตัวหลักสูตรอบรม TOP Green+Executive Program


           เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดย ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และเจ้าหน้าที่ ร่วมงานแถลงข่าวเพื่อเปิดตัวหลักสูตรอบรม ผู้บริหารระดับสูงสำหรับผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่มองไกลกว่าความยั่งยืน (TOP Green Executive Program) ณ หอประชุมมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
          หลักสูตรนี้มุ่งเน้นให้ความรู้และเสริมทักษะสำหรับผู้นำองค์กรภาครัฐและเอกชน หนุนการขับเคลื่อนองค์กรและเตรียมพร้อมสู่อนาคตด้วยวิสัยทัศน์ที่มองไกลกว่าความยั่งยืน เน้นสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม และสร้างเครือข่ายกับผู้บริหาร
          โอกาสนี้ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช ได้กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ การเปลี่ยนผ่านประเทศไทยในความท้าทายด้านความยั่งยืนระดับโลก ร่วมกับ ดร.เบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งใจความสำคัญกล่าวถึง สถานการณ์ความขัดแย้งที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจระดับโลก ผลกระทบมาตรการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน หรือ CBAM ที่ส่งผลต่อการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศไทย และ บทบาทของกรมลดโลกร้อน ในการวางแผนงานขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก การเร่งขยับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 (2050) การผลักดันพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กลไกด้านราคาคาร์บอน เช่น Emission Trading System (ETS) Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) Carbon Tax และ Carbon Credit กองทุนภูมิอากาศ การให้ความรู้ และการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาปรับประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนการรับมือภัยพิบัติสำหรับรัฐบาลในอนาคต ซึ่งภาพรวมดังกล่าวนั้นเป็นกลไกสำคัญที่ภาครัฐจะใช้เป็นเครื่องมือในการสนับสนุนและสร้างสิทธิประโยชน์ให้แก่ภาคเอกชนและภาคประชาชนในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยในช่วงท้าย ดร.พิรุณ ได้เน้นย้ำการบรรลุเป้าหมายดังกล่าวจะสำเร็จไม่ได้ถ้าไม่ได้รับแรงสนับสนุนจากหลายภาคส่วนและสำคัญที่สุดประเทศไทยต้องการผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และเตรียมพร้อมตลอดเวลาเพื่อนำพาองค์กรก้าวผ่านความท้าทายในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้”ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วย

     เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”


กรมลดโลกร้อน หารือร่วมกับโรงพยาบาลรามาธิบดี ประเด็นแนวทางการดำเนินงานมาตรฐาน Green Hospital

          เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และ ผศ.นพ.ภุชงค์ ลิขิตธนสมบัติ รองคณบดีฝ่ายกายภาพและสิ่งอำนวยความสะดวก โรงพยาบาลรามาธิบดี พร้อมด้วย นางสาวอุมา ศรีสุข ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก และคณะเจ้าหน้าที่ร่วมประชุมหารือเพื่อหาแนวทางการดำเนินงานในการยกระดับมาตรฐานการรับรองโรงพยาบาลที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและการลดก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินกิจกรรมของโรงพยาบาล ข้อสรุปเบื้องต้นจากการหารือร่วมกัน คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี จะขอรับการรับรองสำนักงานสีเขียว (Green Office) ควบคู่กับการดำเนินการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์จากกิจกรรมภายในโรงพยาบาลเพื่อกำหนด Path Way ในการมุ่งสู่ความเป็น Net Zero Hospital ต่อไป
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”




กรมลดโลกร้อน จัดกิจกรรม “เปิดบ้านกลุ่มงานจริยธรรม” พร้อมมอบรางวัลบุคคลต้นแบบความดี

           กรมลดโลกร้อน จัดกิจกรรม “เปิดบ้านกลุ่มงานจริยธรรม” พร้อมมอบรางวัลบุคคลต้นแบบความดีเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “เปิดบ้านกลุ่มงานจริยธรรม” เพื่อสร้างเครือข่ายจริยธรรมองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน พร้อมมอบโล่เกียรติคุณและเกียรติบัตรเชิดชูเกียรติแก่บุคคลต้นแบบความดีของกรมฯ ประจำปี พ.ศ. 2568 โดยมีการจัดนิทรรศการจากสำนัก/ศูนย์/กอง เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนงานด้านจริยธรรมทั้งภายในกรมและหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
          โอกาสนี้ นายสุรพล ปัตตานี ประธานกรรมการจริยธรรมประจำกรม ได้เข้าร่วมกิจกรรมและเยี่ยมชมนิทรรศการ พร้อมให้ข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนางานด้านจริยธรรมของส่วนราชการให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน ทั้งนี้ มีเจ้าหน้าที่เข้าร่วมกิจกรรมจำนวนทั้งสิ้น 280 คน บรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสะท้อนถึงความร่วมมือในการส่งเสริมคุณธรรมขององค์กรอย่างเป็นรูปธรรม
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”



กรมลดโลกร้อน ร่วมมือสถาบันการศึกษาสร้างกลไกเสริมพลังความร่วมมือด้าน Climate Change

          เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมชี้แจงและเสริมสร้างกลไกความร่วมมือภาคการศึกษาในการดำเนินงาน ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีนางสาวอุมา ศรีสุข ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้กล่าวรายงาน และมี รศ.ดร.แสงดาว วงค์สาย อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นวิทยากรกระบวนการ พร้อมทั้งมีผู้เข้าร่วม ประกอบด้วย ผู้ช่วยอธิการบดี คณบดี รองคณบดี ศึกษานิเทศก์ อาจารย์ นักวิจัย และผู้แทนจากมหาวิทยาลัย จำนวน 105 คน โดยจัดระหว่างวันที่ 24 – 26 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องประชุม Ballroom A ชั้น 2 โรงแรมมารวย การ์เด้น กรุงเทพมหานคร
          การประชุมฯ ในครั้งนี้ เป็นเวทีสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแผนงาน/ โครงการ หรือกิจกรรมที่มีการดำเนินงานร่วมกัน รวมทั้งร่วมออกแบบและศึกษาความเป็นไปได้ ในการพัฒนากรอบความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในระดับพื้นที่ นำไปสู่การสนับสนุนบทบาทสถาบันการศึกษา เป็นหน่วยประสานงาน (node) ในการติดตาม ประเมิน และรายงานผลด้าน Action for Climate Empowerment (ACE) ผ่านแนวคิด “ClimateNetCap” พัฒนาไปสู่ศูนย์กลางการขับเคลื่อนเชิงปฏิบัติการด้านการเสริมพลังความร่วมมือเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับภูมิภาค (Regional Action for Climate Empowerment Center: RACE Center) ในฐานะกลไกเชิงระบบอย่างยั่งยืนในอนาคต
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”




กรมลดโลกร้อน ร่วมหารือสถาบัน GGGI ยกระดับความร่วมมือและการพัฒนาตลาดคาร์บอน

          วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ดร.กิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ นายปรมินทร์ แสนทรงศักดิ์ เลขานุการกรม และเจ้าหน้าที่ สส. ร่วมหารือกับ มร. ซัง ฮยอบ คิม ผู้อำนวยการบริหาร (Executive Director) สถาบันเพื่อการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโลก (Global Green Growth Institute: GGGI) และเจ้าหน้าที่ GGGI ณ ห้องประชุมอินทนิล ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยมีประเด็นหารือที่สำคัญ ได้แก่ การสนับสนุนโครงการยกระดับมาตรฐานคาร์บอนคุณภาพสูงของอาเซียน (High-Integrity Carbon Initiative: HACI) ซึ่งเป็นข้อริเริ่มของประเทศไทยที่จะพัฒนามาตรฐานคาร์บอนเครดิตและสร้างตลาดการซื้อขายในภูมิภาคอาเซียน ให้เกิดเครดิตที่มีคุณภาพสูงและเชื่อถือได้ รวมทั้งแนวทางการสร้างความร่วมมือระหว่างกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมกับสถาบัน GGGI เพื่อส่งเสริมการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”