O11 สรุปผลการจัดซื้อจัดจ้างหรือการจัดหาพัสดุรายเดือนประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
ผู้เขียน: กลุ่มฐานข้อมูลกลางด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
กรมลดโลกร้อน ร่วมกับ ปตท. ดำเนินงานด้านวิจัย นวัตกรรม และการพัฒนากลไก สนับสนุนเทคโนโลยีทางด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

โดย ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (อสส.) นายปวิช เกศววงศ์ และนายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก นายกิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ นายวัฒน์ ทาบึงกาฬ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และเจ้าหน้าที่ สส. จัดประชุมคณะทำงานด้านความร่วมมือในการดำเนินงานด้านวิจัย นวัตกรรม และการพัฒนากลไก สนับสนุนเทคโนโลยีทางด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 1/2569 ร่วมกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ประกอบด้วย นายรัฐกร กัมปนาทแสนยากร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ความยั่งยืนองค์กร ดร.ณัฐกร ไกรกุล ผู้จัดการฝ่าย รักษาการ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่กลยุทธ์และบริหารความยั่งยืน นายยุทธนา สุวรรณโชติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สถาบันนวัตกรรม นายธนา ศรชำนิ ผู้จัดการฝ่ายบริหารและขับเคลื่อนความยั่งยืน และเจ้าหน้าที่ ปตท. ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จำนวน 53 ท่าน
การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้บันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านการดำเนินงานวิจัย นวัตกรรม และการพัฒนากลไกสนับสนุนเทคโนโลยีด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ระหว่าง ปตท. และ สส. ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงเจตจำนงร่วมกันของทั้งสองหน่วยงานในการแลกเปลี่ยนข้อมูล องค์ความรู้ ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือด้านงานวิจัยและนวัตกรรม รวมถึงการพัฒนากลไกสนับสนุนเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อาทิ เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS/CCUS) เทคโนโลยีไฮโดรเจน และเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ควบคู่กับการพัฒนานโยบาย กลไก และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางรากฐานการขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศให้มีความชัดเจนและเกิดผลเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) และการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
สาระสำคัญของการประชุม ฝ่ายเลขานุการคณะทำงานฯ ได้รายงานความก้าวหน้าและผลการดำเนินงานร่วมกันระหว่างสองหน่วยงานในปี 2568 ประกอบด้วยการประชุมหารือแนวทางการยกระดับการพัฒนากฎหมายการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี CCS/CCUS เพื่อสนับสนุน NDC 3.0 ของประเทศไทย ทั้งในระดับนโยบาย และการศึกษาผลกระทบของคาร์บอนไดออกไซด์ต่อระบบนิเวศของประเทศไทย ตลอดจนการเชื่อมโยงข้อมูลจากเครื่องมือตรวจวัดค่าความร้อน (Heat index) กับดิจิทัลแพลตฟอร์ม (Digital Platforms) นอกจากนี้ คณะทำงานฯ ได้ร่วมกันพิจารณากรอบแนวทางการดำเนินงานประจำปี 2569 โดย ปตท. จะเป็นหน่วยงานสนับสนุนข้อมูลเชิงเทคนิค ความรู้ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องสำหรับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี CCS/CCUS ในประเทศไทย ร่วมกับ สส. ที่จะขับเคลื่อนในระดับนโยบาย ตลอดจนแผนการแลกเปลี่ยนองความรู้ด้านเทคโนโลยี และนโยบายในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสองหน่วยงาน ให้เกิดเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชนที่สร้างผลสัมฤทธิ์ได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”



รมว.ทส. ผลักดัน “เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” เร่งบูรณาการสู่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14

ที่ประชุมได้พิจารณา (ร่าง) ข้อเสนอเพื่อประกอบการจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งสะท้อนถึงความเสี่ยงเชิงโครงสร้างจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อเศรษฐกิจไทย และแนวทางขับเคลื่อนสำคัญของประเทศ อาทิ การผลักดันกฎหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเปลี่ยนผ่าน และการยกระดับกลไกบริหารจัดการภาครัฐ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนได้เน้นย้ำถึงการบูรณาการการดำเนินงานให้สอดคล้องกับเสาหลักการพัฒนาทั้ง 4 เสาของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการรับมือความเสี่ยง และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ทั้งนี้ ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากที่ประชุมจะถูกนำไปใช้ประกอบการพิจารณาในการประชุม คณะกรรมการยกร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ครั้งที่ 5/2569 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ต่อไป
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”





รมว.สุชาติ” เปิดเวทีความร่วมมืออนาคตคาร์บอนต่ำ หนุนภาคเอกชนยกระดับธุรกิจไทยสู่มาตรฐานโลก

รมว.ทส. กล่าวว่า ปัจจุบันภาคธุรกิจกำลังเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กติกาการค้าระหว่างประเทศ และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงความคาดหวังด้านความยั่งยืนในมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำจึงไม่ใช่เพียง “ทางเลือก” แต่เป็น “ความจำเป็น” ที่จะกำหนดอนาคตการเติบโตของภาคธุรกิจในระยะยาว
“ประเทศไทยมีศักยภาพอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ด้วยการสนับสนุนจากภาครัฐเพื่อให้เกิดแต้มต่อจากการเร่งบังคับใช้ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่จะบูรณาการกลไกนโยบาย เทคโนโลยี การเงิน และความร่วมมือทางธุรกิจเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในทุกระดับ” นายสุชาติกล่าว
ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีฯ ได้แสดงความยินดีกับบริษัท ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนา “ยางแท่งที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอนรายแรกของโลก” ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมยางพาราไทยบนเวทีโลก และสะท้อนศักยภาพของภาคอุตสาหกรรมไทยในการยกระดับสู่มาตรฐานความยั่งยืนระดับสากล
พร้อมกันนี้ ยังได้ชื่นชมบริษัท ไทยอีสเทิร์น ไบโอ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) ที่พัฒนาเป็นศูนย์กลางการจัดการของเสียของประเทศอย่างครบวงจร สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และมีส่วนสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม
รมว.ทส. ยังกล่าวชื่นชมพันธมิตรภาคธุรกิจทุกภาคส่วนที่ร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาไปสู่อนาคตคาร์บอนต่ำอย่างต่อเนื่อง พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าเวทีในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่เข้มแข็ง และนำไปสู่การยกระดับห่วงโซ่คุณค่าคาร์บอนต่ำของประเทศไทยให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
“ขอให้ความร่วมมือในครั้งนี้ประสบความสำเร็จ และสามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของประเทศได้อย่างยั่งยืน” รัฐมนตรีฯ กล่าวทิ้งท้าย
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”


กรมลดโลกร้อน รับนโยบาย รมว.ทส. เร่งผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. รับมือโลกร้อน

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งเร่งรัดเสนอร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว เพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยเป็นผู้นำเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในระดับภูมิภาค และพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนให้มีศักยภาพจัดการภัยพิบัติด้านสภาพอากาศในระยะยาว ทั้งนี้ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมกับเจ้าหน้าที่ ได้เริ่มต้นพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. เป็นวาระแรก ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยมีนายสรรเสริญ ไกรจิตติ ประธานกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 7 เป็นประธานการประชุม
ที่ประชุมได้รับทราบภาพรวม วัตถุประสงค์ หลักการ และสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ร่วมกัน ภายใต้สาระสำคัญ 205 มาตรา (14 หมวด) ประกอบด้วยกลไกดำเนินการ 4 ส่วน ได้แก่
1. กลไกด้านนโยบาย เพื่อกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ร่วมกับคณะกรรมการนโยบายระดับชาติ
2. กลไกบริหารจัดการความเสี่ยงด้านภูมิอากาศและปรับตัวต่อผลกระทบในระดับพื้นที่และสาขา
3. กลไกลดก๊าซเรือนกระจกตามพันธกรณีระดับนานาชาติที่ใช้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้า
4. กลไกการเงินผ่านกองทุนภูมิอากาศเพื่อสนับสนุนการลงทุนเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มขีดความสามารถของประเทศให้เปลี่ยนผ่านสู่สังคมและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
“ประเทศไทยเติบโตอย่าง ยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”



รัฐมนตรีสุชาติ สั่งกรมลดโลกร้อนเร่งเจรจารัฐบาลเยอรมนี เข้าถึงเงินสนับสนุน IKI Large Grant 2026 เพื่อจัดการปัญหาสภาพภูมิอากาศของไทย

ผลการเจรจาเบื้องต้นได้ตกลงจะขอรับวงเงินจัดสรร 30 ล้านยูโร (ราว 1,140 ล้านบาท) ซึ่งสอดคล้องตามข้อสั่งการ รมว.ทส. ที่มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการสร้างศักยภาพการดำเนินงานด้านเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1) การประสานงานภาพรวม (Interface) 10 ล้านยูโร (ราว 380 ล้านบาท) เพื่อสนับสนุนการจัดทำนโยบายและพัฒนากลไกดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ 2) การสนับสนุนเงินให้เปล่าขนาดใหญ่ (IKI Large Grant) 20 ล้านยูโร (ราว 760 ล้านบาท) เพื่อขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจกและผลประโยชน์ร่วม (Co-benefit) ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของไทย ทั้งนี้ กรมฯ อยู่ระหว่างเร่งเจรจาเพื่อนำไปสรุปผลเกี่ยวกับกรอบจัดสรรเงินฯ ร่วมกับฝ่ายเยอรมนีช่วงเดือนมิถุนายน 2569 ระหว่างการประชุมการประชุมองค์กรย่อยด้านการดำเนินงานและองค์กรย่อยเพื่อให้คำปรึกษาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภายใต้ UNFCCC ประจำปี 2569 (Bonn Climate Change Conference 2026) ณ กรุงบอนน์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ต่อไป “ประเทศไทยเติบโตอย่าง ยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”


กรมลดโลกร้อน ร่วมแสดงความจงรักภักดี เนื่องในวันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2569

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”


กรมลดโลกร้อน ขานรับนโยบาย รมว.ทส. เร่งเกม Climate Finance ดึงทุนต่างชาติ รับมือโลกร้อน
1
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”


กรมลดโลกร้อน ร่วมบรรยายภายในงาน Thailand’s Net Zero 2050 Direction

ในการบรรยายครั้งนี้ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช ได้เน้นย้ำว่า ทิศทางการพัฒนาในปัจจุบันจะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดสถานะทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในอีก 20–25 ปีข้างหน้า ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และกฎกติกาการค้าระหว่างประเทศ โดยได้กล่าวว่า
“Net Zero 2050 ไม่ใช่เพียงเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นยุทธศาสตร์การแข่งขันของประเทศ” ทั้งนี้ แนวโน้มของโลกกำลังเปลี่ยนผ่าน โดย “sustainability” ได้กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการค้าและการลงทุนในระดับสากล ซึ่งหากประเทศไทยไม่สามารถปรับตัวได้ อาจส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ภาครัฐจึงได้เร่งดำเนินนโยบายสำคัญอย่างต่อเนื่อง อาทิ การส่งเสริมพลังงานสะอาด การพัฒนาตลาดคาร์บอน การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ตลอดจนการเร่งผลักดัน (ร่าง) พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อยกระดับกลไกการดำเนินงานจากภาคสมัครใจสู่กรอบกฎหมายที่มีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศ เช่น ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) ภาษีคาร์บอน และกลไกทางการเงินด้านสภาพภูมิอากาศ เพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจในการปรับตัวอย่างมีประสิทธิภาพ การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม และการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”


กรมลดโลกร้อน จับมือ GIZ ยกระดับฐานข้อมูลขยะชุมชนทั่วประเทศ หนุนเปลี่ยนเทคโนโลยีการกำจัดอย่างยั่งยืน มุ่งเป้าความโปร่งใสภาคของเสียระดับสากล

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”


