O11 สรุปผลการจัดซื้อจัดจ้างหรือการจัดหาพัสดุรายเดือนประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

O11 สรุปผลการจัดซื้อจัดจ้างหรือการจัดหาพัสดุรายเดือนประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 

เดือน เอกสารประกอบ
 
     [PDF] สรุปผลการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างในรอบเดือนตุลาคม 2568
เดือนตุลาคม 2568
     [Excel] สรุปผลการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างในรอบเดือนตุลาคม 2568
 
 
     [PDF] สรุปผลการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างในรอบเดือนพฤศจิกายน 2568
เดือนพฤศจิกายน 2568
     [Excel] สรุปผลการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างในรอบเดือนพฤศจิกายน 2568
 
     [PDF] สรุปผลการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างในรอบเดือนธันวาคม 2568
เดือนธันวาคม 2568
     [Excel] สรุปผลการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างในรอบเดือนธันวาคม 2568
     [PDF] สรุปผลการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างในรอบเดือนมกราคม 2569
เดือนมกราคม 2569
     [Excel] สรุปผลการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างในรอบเดือนมกราคม 2569
     [PDF] สรุปผลการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างในรอบเดือนกุมภาพันธ์ 2569
เดือนกุมภาพันธ์ 2569
     [Excel] สรุปผลการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างในรอบเดือนกุมภาพันธ์ 2569
     [PDF] สรุปผลการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างในรอบเดือนมีนาคม 2569
เดือนมีนาคม 2569
     [Excel] สรุปผลการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างในรอบเดือนมีนาคม 2569

กรมลดโลกร้อน ร่วมกับ ปตท. ดำเนินงานด้านวิจัย นวัตกรรม และการพัฒนากลไก สนับสนุนเทคโนโลยีทางด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.)
โดย ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (อสส.) นายปวิช เกศววงศ์ และนายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก นายกิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ นายวัฒน์ ทาบึงกาฬ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และเจ้าหน้าที่ สส. จัดประชุมคณะทำงานด้านความร่วมมือในการดำเนินงานด้านวิจัย นวัตกรรม และการพัฒนากลไก สนับสนุนเทคโนโลยีทางด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 1/2569 ร่วมกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ประกอบด้วย นายรัฐกร กัมปนาทแสนยากร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ความยั่งยืนองค์กร ดร.ณัฐกร ไกรกุล ผู้จัดการฝ่าย รักษาการ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่กลยุทธ์และบริหารความยั่งยืน นายยุทธนา สุวรรณโชติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สถาบันนวัตกรรม นายธนา ศรชำนิ ผู้จัดการฝ่ายบริหารและขับเคลื่อนความยั่งยืน และเจ้าหน้าที่ ปตท. ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จำนวน 53 ท่าน
การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้บันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านการดำเนินงานวิจัย นวัตกรรม และการพัฒนากลไกสนับสนุนเทคโนโลยีด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ระหว่าง ปตท. และ สส. ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงเจตจำนงร่วมกันของทั้งสองหน่วยงานในการแลกเปลี่ยนข้อมูล องค์ความรู้ ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือด้านงานวิจัยและนวัตกรรม รวมถึงการพัฒนากลไกสนับสนุนเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อาทิ เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS/CCUS) เทคโนโลยีไฮโดรเจน และเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ควบคู่กับการพัฒนานโยบาย กลไก และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางรากฐานการขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศให้มีความชัดเจนและเกิดผลเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) และการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
สาระสำคัญของการประชุม ฝ่ายเลขานุการคณะทำงานฯ ได้รายงานความก้าวหน้าและผลการดำเนินงานร่วมกันระหว่างสองหน่วยงานในปี 2568 ประกอบด้วยการประชุมหารือแนวทางการยกระดับการพัฒนากฎหมายการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี CCS/CCUS เพื่อสนับสนุน NDC 3.0 ของประเทศไทย ทั้งในระดับนโยบาย และการศึกษาผลกระทบของคาร์บอนไดออกไซด์ต่อระบบนิเวศของประเทศไทย ตลอดจนการเชื่อมโยงข้อมูลจากเครื่องมือตรวจวัดค่าความร้อน (Heat index) กับดิจิทัลแพลตฟอร์ม (Digital Platforms) นอกจากนี้ คณะทำงานฯ ได้ร่วมกันพิจารณากรอบแนวทางการดำเนินงานประจำปี 2569 โดย ปตท. จะเป็นหน่วยงานสนับสนุนข้อมูลเชิงเทคนิค ความรู้ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องสำหรับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี CCS/CCUS ในประเทศไทย ร่วมกับ สส. ที่จะขับเคลื่อนในระดับนโยบาย ตลอดจนแผนการแลกเปลี่ยนองความรู้ด้านเทคโนโลยี และนโยบายในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสองหน่วยงาน ให้เกิดเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชนที่สร้างผลสัมฤทธิ์ได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”




รมว.ทส. ผลักดัน “เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” เร่งบูรณาการสู่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14

          นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) สั่งการให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เร่งบูรณาการนโยบายขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ พร้อมยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อรองรับการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571- 2575) โดยเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วย นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม หารือร่วมกับผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำในมิติการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
ที่ประชุมได้พิจารณา (ร่าง) ข้อเสนอเพื่อประกอบการจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งสะท้อนถึงความเสี่ยงเชิงโครงสร้างจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อเศรษฐกิจไทย และแนวทางขับเคลื่อนสำคัญของประเทศ อาทิ การผลักดันกฎหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเปลี่ยนผ่าน และการยกระดับกลไกบริหารจัดการภาครัฐ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนได้เน้นย้ำถึงการบูรณาการการดำเนินงานให้สอดคล้องกับเสาหลักการพัฒนาทั้ง 4 เสาของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการรับมือความเสี่ยง และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ทั้งนี้ ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากที่ประชุมจะถูกนำไปใช้ประกอบการพิจารณาในการประชุม คณะกรรมการยกร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ครั้งที่ 5/2569 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ต่อไป
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”





รมว.สุชาติ” เปิดเวทีความร่วมมืออนาคตคาร์บอนต่ำ หนุนภาคเอกชนยกระดับธุรกิจไทยสู่มาตรฐานโลก

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดงานความร่วมมือ “อนาคตคาร์บอนต่ำ” พร้อมแสดงวิสัยทัศน์ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการผนึกกำลังของภาคเอกชนและภาคประชาชนเร่งพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าผลิตภัณฑ์เพื่อรับมือความท้าทายทางการค้าคาร์บอนต่ำระดับโลก บนพื้นฐานการสนับสนุนจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้ประเทศสามารถยกระดับขีดความสามารถเป็นผู้นำทางธุรกิจระดับนานาชาติ และก่อให้เกิดการสร้างงานและรายได้แก่ประชาชนในท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม
รมว.ทส. กล่าวว่า ปัจจุบันภาคธุรกิจกำลังเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กติกาการค้าระหว่างประเทศ และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงความคาดหวังด้านความยั่งยืนในมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำจึงไม่ใช่เพียง “ทางเลือก” แต่เป็น “ความจำเป็น” ที่จะกำหนดอนาคตการเติบโตของภาคธุรกิจในระยะยาว
“ประเทศไทยมีศักยภาพอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ด้วยการสนับสนุนจากภาครัฐเพื่อให้เกิดแต้มต่อจากการเร่งบังคับใช้ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่จะบูรณาการกลไกนโยบาย เทคโนโลยี การเงิน และความร่วมมือทางธุรกิจเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในทุกระดับ” นายสุชาติกล่าว
ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีฯ ได้แสดงความยินดีกับบริษัท ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนา “ยางแท่งที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอนรายแรกของโลก” ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมยางพาราไทยบนเวทีโลก และสะท้อนศักยภาพของภาคอุตสาหกรรมไทยในการยกระดับสู่มาตรฐานความยั่งยืนระดับสากล
พร้อมกันนี้ ยังได้ชื่นชมบริษัท ไทยอีสเทิร์น ไบโอ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) ที่พัฒนาเป็นศูนย์กลางการจัดการของเสียของประเทศอย่างครบวงจร สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และมีส่วนสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม
รมว.ทส. ยังกล่าวชื่นชมพันธมิตรภาคธุรกิจทุกภาคส่วนที่ร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาไปสู่อนาคตคาร์บอนต่ำอย่างต่อเนื่อง พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าเวทีในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่เข้มแข็ง และนำไปสู่การยกระดับห่วงโซ่คุณค่าคาร์บอนต่ำของประเทศไทยให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
“ขอให้ความร่วมมือในครั้งนี้ประสบความสำเร็จ และสามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของประเทศได้อย่างยั่งยืน” รัฐมนตรีฯ กล่าวทิ้งท้าย
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

 

กรมลดโลกร้อน รับนโยบาย รมว.ทส. เร่งผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. รับมือโลกร้อน

               เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งเร่งรัดเสนอร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว เพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยเป็นผู้นำเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในระดับภูมิภาค และพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนให้มีศักยภาพจัดการภัยพิบัติด้านสภาพอากาศในระยะยาว ทั้งนี้ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมกับเจ้าหน้าที่ ได้เริ่มต้นพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. เป็นวาระแรก ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยมีนายสรรเสริญ ไกรจิตติ ประธานกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 7 เป็นประธานการประชุม
               ที่ประชุมได้รับทราบภาพรวม วัตถุประสงค์ หลักการ และสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ร่วมกัน ภายใต้สาระสำคัญ 205 มาตรา (14 หมวด) ประกอบด้วยกลไกดำเนินการ 4 ส่วน ได้แก่
               1. กลไกด้านนโยบาย เพื่อกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ร่วมกับคณะกรรมการนโยบายระดับชาติ
               2. กลไกบริหารจัดการความเสี่ยงด้านภูมิอากาศและปรับตัวต่อผลกระทบในระดับพื้นที่และสาขา
               3. กลไกลดก๊าซเรือนกระจกตามพันธกรณีระดับนานาชาติที่ใช้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้า
               4. กลไกการเงินผ่านกองทุนภูมิอากาศเพื่อสนับสนุนการลงทุนเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มขีดความสามารถของประเทศให้เปลี่ยนผ่านสู่สังคมและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

“ประเทศไทยเติบโตอย่าง ยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

 

 

 

รัฐมนตรีสุชาติ สั่งกรมลดโลกร้อนเร่งเจรจารัฐบาลเยอรมนี เข้าถึงเงินสนับสนุน IKI Large Grant 2026 เพื่อจัดการปัญหาสภาพภูมิอากาศของไทย

          นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) สั่งการ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมผู้บริหาร เจรจาจัดทำกรอบจัดสรรเงินให้เปล่าจากรัฐบาลเยอรมนีแก่ประเทศไทย ในฐานะประเทศหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์เพื่อลดก๊าซเรือนกระจกและสร้างภูมิคุ้มกันต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ภายใต้โครงการ IKI Large Grant 2026 โดยเมื่อวันที่ 29 เมษายนที่ผ่านมา ได้จัดประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ร่วมกับกระทรวงสิ่งแวดล้อม การดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ คุ้มครองธรรมชาติ และความปลอดภัยทางปรมาณู (Federal Ministry for the Environment, Nature Conservation, Nuclear Safety and Consumer Protection: BMUKN) สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
ผลการเจรจาเบื้องต้นได้ตกลงจะขอรับวงเงินจัดสรร 30 ล้านยูโร (ราว 1,140 ล้านบาท) ซึ่งสอดคล้องตามข้อสั่งการ รมว.ทส. ที่มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการสร้างศักยภาพการดำเนินงานด้านเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1) การประสานงานภาพรวม (Interface) 10 ล้านยูโร (ราว 380 ล้านบาท) เพื่อสนับสนุนการจัดทำนโยบายและพัฒนากลไกดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ 2) การสนับสนุนเงินให้เปล่าขนาดใหญ่ (IKI Large Grant) 20 ล้านยูโร (ราว 760 ล้านบาท) เพื่อขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจกและผลประโยชน์ร่วม (Co-benefit) ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของไทย ทั้งนี้ กรมฯ อยู่ระหว่างเร่งเจรจาเพื่อนำไปสรุปผลเกี่ยวกับกรอบจัดสรรเงินฯ ร่วมกับฝ่ายเยอรมนีช่วงเดือนมิถุนายน 2569 ระหว่างการประชุมการประชุมองค์กรย่อยด้านการดำเนินงานและองค์กรย่อยเพื่อให้คำปรึกษาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภายใต้ UNFCCC ประจำปี 2569 (Bonn Climate Change Conference 2026) ณ กรุงบอนน์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ต่อไป     “ประเทศไทยเติบโตอย่าง  ยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมแสดงความจงรักภักดี เนื่องในวันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2569

          เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงฯ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และคณะผู้บริหารระดับสูงในสังกัดกระทรวงฯ เข้าร่วมงานสโมสรสันนิบาต เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2569 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยภริยา เป็นประธานในพิธี และขอพระบรมราชานุญาตนำคณะทูตานุทูต ข้าราชการ และผู้มีเกียรติที่มาในงานสโมสรสันนิบาต ร่วมแสดงความจงรักภักดี และน้อมสำนึก ในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรชาวไทยอย่างต่อเนื่องอันหาที่สุดมิได้
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”



กรมลดโลกร้อน ขานรับนโยบาย รมว.ทส. เร่งเกม Climate Finance ดึงทุนต่างชาติ รับมือโลกร้อน

1

          นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่งการพัฒนาและขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเข้าถึงกลไกการเงินระหว่างประเทศ เพื่อรับมือกับภาวะโลกร้อนอย่างเต็มรูปแบบ โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิและสิ่งแวดล้อมได้จัดประชุมคณะทำงานพิจารณาและกลั่นกรองโครงการที่ขอรับการสนับสนุนทางการเงินในกรอบระหว่างประเทศ ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 โดยมีมติเห็นชอบ 1) ข้อเสนอโครงการ TRUST-FLOOD Thailand (Trigger-based, Resilient, and Socially-inclusive Finance for Flood Loss & Damage in Thailand) 2) ข้อเสนอโครงการ Development of Thailand Climate Smart Nature-Based Solutions for Integrated Loss and Damage Response Mechanism for Agricultural Resilience (Climate Smart NbS-Ag) และ 3) แนวคิดโครงการ Transboundary Ecosystem-based Flood and Drought Management for Climate Change Adaptation in the Lower Mekong Basin ที่เน้นช่วยเหลือชุมชนและกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในพื้นที่หลักที่ประสบปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งของประเทศไทย รวมถึงพื้นที่ลุ่มน้ำแม่โขงตอนล่าง เพื่อเสนอคณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านการบูรณาการนโยบายและแผน ซึ่งมีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นประธานต่อไป
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”



 

กรมลดโลกร้อน ร่วมบรรยายภายในงาน Thailand’s Net Zero 2050 Direction

          เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Thailand’s Net Zero Direction and Policy Priorities” ภายในงาน BCCT Policy Lunch Briefing: Thailand’s Net Zero 2050 Direction ณ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ ซึ่งจัดโดยหอการค้าอังกฤษ-ไทย (BCCT) โดยมีผู้เข้าร่วมจากภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และภาครัฐ รวมจำนวน 70 คน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ด้านการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero
ในการบรรยายครั้งนี้ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช ได้เน้นย้ำว่า ทิศทางการพัฒนาในปัจจุบันจะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดสถานะทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในอีก 20–25 ปีข้างหน้า ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และกฎกติกาการค้าระหว่างประเทศ โดยได้กล่าวว่า
“Net Zero 2050 ไม่ใช่เพียงเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นยุทธศาสตร์การแข่งขันของประเทศ” ทั้งนี้ แนวโน้มของโลกกำลังเปลี่ยนผ่าน โดย “sustainability” ได้กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการค้าและการลงทุนในระดับสากล ซึ่งหากประเทศไทยไม่สามารถปรับตัวได้ อาจส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ภาครัฐจึงได้เร่งดำเนินนโยบายสำคัญอย่างต่อเนื่อง อาทิ การส่งเสริมพลังงานสะอาด การพัฒนาตลาดคาร์บอน การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ตลอดจนการเร่งผลักดัน (ร่าง) พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อยกระดับกลไกการดำเนินงานจากภาคสมัครใจสู่กรอบกฎหมายที่มีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศ เช่น ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) ภาษีคาร์บอน และกลไกทางการเงินด้านสภาพภูมิอากาศ เพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจในการปรับตัวอย่างมีประสิทธิภาพ การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม และการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”



กรมลดโลกร้อน จับมือ GIZ ยกระดับฐานข้อมูลขยะชุมชนทั่วประเทศ หนุนเปลี่ยนเทคโนโลยีการกำจัดอย่างยั่งยืน มุ่งเป้าความโปร่งใสภาคของเสียระดับสากล

          29 เมษายน 2569 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) ผนึกกำลังกับกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ภายใต้การสนับสนุนจากองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน ประจำประเทศไทย (GIZ) เปิดเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการที่ได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญ หน่วยงานส่วนกลางและหน่วยงานท้องถิ่นกว่า 33 แห่ง ร่วมยกระดับการจัดเก็บข้อมูลกิจกรรม (Activity Data) จากสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยเพื่อขับเคลื่อนการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีการกำจัดขยะที่ยั่งยืน และรองรับการรายงานความโปร่งใสภายใต้ความตกลงปารีส
          นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การยกระดับการจัดการข้อมูลสถานที่กำจัดขยะมูลฝอย สู่การปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีการกำจัดขยะมูลฝอยอย่างยั่งยืน” ณ โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร โดยนายปวิช ให้รายละเอียดว่า “หลังจากที่ประเทศไทยได้จัดส่งรายงานความโปร่งใสรายสองปี ฉบับที่ 1 (BTR1) เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา เราได้เข้าสู่กระบวนการทบทวนรายงานจากผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคของ UNFCCC ซึ่งหนึ่งในคำแนะนำสำคัญคือ การยกระดับกระบวนการจัดเก็บข้อมูลกิจกรรม (Activity Data) ให้มีความถูกต้องตามหลักการ IPCC 2006 การประชุมในวันนี้จึงมีความสำคัญยิ่งในการสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างส่วนกลางและท้องถิ่น เพื่อให้มีฐานข้อมูลที่แม่นยำสำหรับการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และนำไปสู่การตัดสินใจปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีการจัดการขยะจากแบบเปิด (Open Dump) ไปสู่ระบบที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากขึ้น”
          สำหรับการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 เมษายน – 1 พฤษภาคม 2569
โดยได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มพันธมิตรการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDC Partnership) โดยผู้เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการจะได้รับฟังการบรรยายจากผู้เชี่ยวชาญในสาขาของเสียเพื่อเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจเทคโนโลยีการจัดการขยะมูลฝอยตามแนวทางของกรมควบคุมมลพิษ การปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีเพื่อยกระดับการจัดการขยะมูลฝอยในสถานที่กำจัดขยะมูลฝอย การคำนวณปริมาณการปล่อยและการลดก๊าซเรือนกระจกตามหลัก IPCC 2006 การฝึกปฏิบัติเพื่อประเมินสถานการณ์และการยกระดับการกำจัดขยะในพื้นที่รับผิดชอบ การศึกษาดูงาน ณ โครงการกำจัดมูลฝอยเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าอ่อนนุช ซึ่งประสบการณ์จากการประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ จะสามารถนำไปใช้ในการยกระดับการรายงานข้อมูลขยะมูลฝอยและการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีการจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพต่อไป
“การจัดการข้อมูลขยะที่ถูกต้อง ไม่เพียงแต่จะช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกตามที่กำหนดไว้ใน NDC เท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อการยกระดับสุขอนามัยของชุมชนอย่างยั่งยืนอีกด้วย” นายปวิช กล่าวทิ้งท้าย
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”