เตรียมพร้อมรับฤดูแล้ง : การปรับตัวด้านสุขภาพต่อสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง

               ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงฤดูแล้งซึ่งมักมาพร้อมกับสภาพอากาศที่ร้อนจัด ความแห้งแล้ง และความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นจากแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว สถานการณ์ดังกล่าวไม่เพียงส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและระบบเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะความเสี่ยงจากคลื่นความร้อน ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 โรคติดต่อที่เกิดจากพาหะ รวมถึงความเครียดจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น น้ำท่วมฉับพลัน ไฟป่า หรือพายุรุนแรงที่เกิดขึ้นผิดฤดูกาล กลุ่มประชากรที่มีความเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย จึงมีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มอื่น การเตรียมความพร้อมและการปรับตัวของระบบสุขภาพและสังคมจึงเป็นกลไกสำคัญในการลดความเสี่ยงและเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในสภาวะภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
               แนวทางการปรับตัวต่อผลกระทบด้านสุขภาพจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบและบูรณาการทั้งในระดับนโยบาย ระบบบริการสุขภาพ และระดับชุมชน ประการแรกคือการพัฒนาระบบเฝ้าระวังและระบบเตือนภัยด้านสุขภาพที่เชื่อมโยงข้อมูลด้านสภาพอากาศและข้อมูลโรค เพื่อคาดการณ์ความเสี่ยงและแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างทันท่วงที ประการที่สองคือการเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขให้สามารถรับมือกับโรคและภาวะสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ เช่น โรคลมแดด โรคทางเดินหายใจ และโรคที่เกิดจากพาหะนำโรค ควบคู่กับการพัฒนาความยืดหยุ่นของสถานพยาบาล โดยเฉพาะโรงพยาบาลและหน่วยบริการสุขภาพให้สามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องในภาวะภัยพิบัติ ผ่านการประเมินความปลอดภัยของสถานพยาบาล การจัดเตรียมห้องปลอดฝุ่น อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล และระบบสำรองด้านพลังงานและน้ำ นอกจากนี้ การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ระบบสื่อสารเตือนภัย การแพทย์ทางไกล (Telemedicine) และระบบข้อมูลสุขภาพดิจิทัล สามารถช่วยให้การดูแลผู้ป่วยและการติดตามสถานการณ์ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
               ในระดับพื้นที่ การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของการปรับตัว โดยการพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และเครือข่ายชุมชนในการดูแลสุขภาพเบื้องต้น การจัดเตรียมชุดอุปกรณ์ด้านสุขภาพสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน และการพัฒนาศูนย์สุขภาพชุมชนให้สามารถรองรับสถานการณ์ภัยพิบัติได้ นอกจากนี้ การให้ความสำคัญกับการดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น การติดตามผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงผ่านระบบเยี่ยมบ้าน รวมถึงการจัดทำแผนอพยพและระบบช่วยเหลือผู้ป่วยในสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้ การดำเนินการเหล่านี้ควบคู่กับการสื่อสารความเสี่ยงด้านสุขภาพให้ประชาชนเข้าใจง่าย เข้าถึงได้ และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง จะช่วยให้ประชาชนสามารถเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม
               ในท้ายที่สุด การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านสุขภาพมิใช่เป็นเพียงภารกิจของหน่วยงานสาธารณสุขเท่านั้น แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และประชาชน การตระหนักรู้ถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง และการปรับพฤติกรรมเพื่อดูแลสุขภาพของตนเองและครอบครัว เช่น การติดตามข้อมูลสภาพอากาศ การป้องกันตนเองจากความร้อนและมลพิษทางอากาศ รวมถึงการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ฉุกเฉิน จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับสังคมไทยโดยรวม เมื่อทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนการปรับตัวอย่างเป็นระบบ ประเทศไทยจะสามารถลดผลกระทบด้านสุขภาพจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และก้าวสู่สังคมที่มีความปลอดภัยและยืดหยุ่นต่อความเสี่ยงในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

บทความโดย
นางสาวนุชนารถ ไกรสุวรรณสาร
นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการพิเศษ
กองขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
1. WHO. Climate and Health Country Profile: Thailand
2. กระทรวงสาธารณสุข. Health National Adaptation Plan (HNAP)
3. กรมอนามัย. การปรับตัวด้านสุขภาพต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
4. กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม, แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ

กรมลดโลกร้อน จัดประชุมคณะทำงานคาร์บอนเครดิตเพื่อวัตถุประสงค์ระหว่างประเทศ ครั้งที่ 1/2569

               เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมจัดประชุมคณะทำงานคาร์บอนเครดิตเพื่อวัตถุประสงค์ระหว่างประเทศ ครั้งที่ 1/2569 โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานคณะทำงาน พร้อมด้วย นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม รองประธานคณะทำงาน ดร.กิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ คณะทำงานและเลขานุการ และคณะทำงานเข้าร่วมประชุม จำนวน 17 หน่วยงาน ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น 3 ณ อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
คณะทำงานฯ ได้รับทราบสถานะการดำเนินโครงการคาร์บอนเครดิตเพื่อวัตถุประสงค์ระหว่างประเทศ ภายใต้ข้อ 6.2 ของความตกลงปารีสของประเทศไทย และความคืบหน้าการดำเนินงานภายใต้ข้อตกลงการดำเนินงานภายใต้ข้อ 6 ของความตกลงปารีส ระหว่างรัฐบาลสาธารณรัฐสิงคโปร์กับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย พร้อมทั้งร่วมพิจารณาโครงการที่ประสงค์ใช้คาร์บอนเครดิตเพื่อวัตถุประสงค์ระหว่างประเทศ จำนวน 9 โครงการ ในสาขาพลังงาน และสาขาคมนาคมขนส่ง

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

เคล็ดลับการออกแบบเมืองเพื่อรับมือภัยพิบัติของประเทศญี่ปุ่น ตอนที่ 1

               ปัจจุบัน เมืองต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เพิ่มสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม พายุ คลื่นความร้อน หรือระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นอันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความท้าทายของการพัฒนาเมืองในศตวรรษที่ 21 จึงไม่ได้อยู่ที่คำถามว่า จะป้องกันภัยพิบัติอย่างไร แต่คำถามสำคัญ คือ เราจะออกแบบเมืองอย่างไรให้สามารถอยู่ร่วมกับภัยพิบัติได้อย่างยั่งยืน
               ประเทศญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่โดดเด่นของโลกในเรื่องการอยู่ร่วมกับความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ด้วยภูมิประเทศที่เป็นหมู่เกาะ มีพื้นที่จำกัด และตั้งอยู่บนแนววงแหวนไฟแปซิฟิก (Pacific Ring of Fire) ซึ่งเป็นบริเวณที่เกิดแผ่นดินไหวและภูเขาไฟบ่อยครั้ง ส่งผลให้ประเทศต้องเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติหลากหลายรูปแบบอยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว สึนามิ พายุไต้ฝุ่น ดินถล่ม และน้ำท่วม อย่างไรก็ตาม แม้จะเผชิญเหตุการณ์รุนแรงหลายครั้ง ญี่ปุ่นกลับสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบ จนเกิดคำถามตามมาว่า อะไรคือเคล็ดลับของความยืดหยุ่นของสังคมญี่ปุ่น คำตอบถูกอธิบายไว้อย่างน่าสนใจ ในหนังสือ Design Before Disaster: Japan’s Culture of Preparedness (รูปที่ 1) โดย Prof. Miho Mazereeuw ศาสตราจารย์ด้านการออกแบบเมืองจากสถาบัน Massachusetts Institute of Technology (MIT) ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ความพร้อมของญี่ปุ่นไม่ได้ขึ้นกับเทคโนโลยีหรือโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่การเตรียมพร้อมต่อภัยพิบัติถูกหลอมรวมอยู่ในวัฒนธรรมการใช้ชีวิตของผู้คน หัวใจสำคัญของแนวคิดนี้คือสิ่งที่เรียกว่า Seikatsu Bosai หรือ “การทำให้การป้องกันภัยพิบัติเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน” ในสังคมญี่ปุ่น การเตรียมพร้อมไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในช่วงเวลาที่มีสัญญาณเตือนภัยเท่านั้น แต่ถูกแทรกอยู่ในรายละเอียดของชีวิตประจำวัน เช่น บ้านเรือนที่ออกแบบให้สามารถรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว พื้นที่สาธารณะที่สามารถใช้เป็นจุดอพยพเมื่อเกิดภัยพิบัติ หรือการฝึกซ้อมรับมือเหตุฉุกเฉินที่เด็ก ๆ เรียนรู้ตั้งแต่ในโรงเรียน สิ่งเหล่านี้ทำให้การเตรียมพร้อมต่อภัยพิบัติไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากแต่เป็นพฤติกรรมที่ผู้คนคุ้นเคยและปฏิบัติอยู่ในชีวิตประจำวัน
               อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นไม่ได้มองภัยพิบัติเป็นเพียงเหตุการณ์ที่ต้องรับมือหลังเกิดภัยเท่านั้น แต่ได้พัฒนาแนวคิดในการจัดการความเสี่ยงที่เชื่อมโยงเข้ากับการพัฒนาเมืองอย่างเป็นระบบ แนวคิดดังกล่าวเรียกว่า “Bosai” ซึ่งมีความหมายตรงตัวว่า “การป้องกันภัยพิบัติ” แต่ในทางปฏิบัติ Bosai ไม่ได้หมายถึงการพยายามหยุดยั้งภัยธรรมชาติ เพราะชาวญี่ปุ่นตระหนักดีว่าภัยธรรมชาติไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมด หากแต่หมายถึง การลดความเสี่ยง การบริหารจัดการความเสียหาย และการเตรียมความพร้อมของสังคมก่อนที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้น แนวคิด Bosai จึงถูกบูรณาการเข้าไปในหลายมิติของสังคมญี่ปุ่น ตั้งแต่ระบบการศึกษา ระบบเตือนภัย การฝึกซ้อมของชุมชน ไปจนถึงการวางผังเมืองและการออกแบบสถาปัตยกรรม ส่งผลให้การรับมือภัยพิบัติไม่ได้เป็นเพียงมาตรการของภาครัฐ แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของผู้คน หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของแนวคิด Bosai คือ การออกแบบเมืองให้สามารถรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินได้ โดยระบบการเตรียมพร้อมของเมืองในญี่ปุ่นสามารถอธิบายผ่านองค์ประกอบหลัก 3 ด้าน ได้แก่ 1) ระบบผังเมือง (Urban Systems) 2) ระบบเครือข่ายพื้นที่สาธารณะ (Park Networks) 3) การปรับเปลี่ยนรูปแบบสถาปัตยกรรม (Architectural Transformations) องค์ประกอบเหล่านี้ ทำให้เมืองไม่ใช่แค่พื้นที่สำหรับการอยู่อาศัยและกิจกรรมทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็น โครงสร้างพื้นฐานในการลดความเสี่ยงและรองรับภัยพิบัติ ซึ่งช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นให้กับสังคมในระยะยาวในตอนนี้จะกล่าวถึงองค์ประกอบแรก คือ ระบบผังเมือง (Urban Systems) ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเมืองที่สามารถรับมือกับภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ระบบผังเมือง: โครงสร้างพื้นฐานของการเตรียมพร้อม
               หากย้อนกลับไปดูหมู่บ้านและเมืองของญี่ปุ่นในอดีต จะพบว่าสถาปัตยกรรมส่วนใหญ่สร้างจากไม้และกระดาษ ซึ่งเป็นวัสดุที่หาได้ง่ายและเหมาะสมกับบริบทของสังคมในขณะนั้น บ้านเรือนมักตั้งอยู่ใกล้กันเพื่อประหยัดพื้นที่และทรัพยากร ถนนในเมืองมีลักษณะแคบและมีความหนาแน่นสูง รูปแบบเมืองเช่นนี้สะท้อนถึงข้อจำกัดด้านพื้นที่ของประเทศ แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เมืองมีความเปราะบางต่อภัยพิบัติอย่างมาก โดยเฉพาะ อัคคีภัยและแผ่นดินไหว เมื่อเกิดไฟไหม้ในเมืองที่มีบ้านเรือนไม้จำนวนมาก ไฟสามารถลุกลามได้อย่างรวดเร็วและสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น โดยเฉพาะในช่วงยุคเอโดะ (Edo Period) ประสบการณ์จากภัยพิบัติเหล่านี้ทำให้ผู้คนเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันภัยพิบัติในชีวิตประจำวัน และนำไปสู่การพัฒนามาตรการด้านผังเมืองเพื่อช่วยลดความเสี่ยงของเมือง สิ่งที่น่าสนใจ คือ การพัฒนามาตรการเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง ชุมชน ภาครัฐ และภาคส่วนอื่น ๆ ของสังคม แนวคิดการป้องกันภัยจึงค่อย ๆ พัฒนาและขยายจากการรับมืออัคคีภัยไปสู่ภัยพิบัติรูปแบบอื่นที่ญี่ปุ่นเผชิญอยู่บ่อยครั้ง เช่น แผ่นดินไหวและสึนามิ ในกระบวนการพัฒนาเมืองญี่ปุ่นจึงให้ความสำคัญทั้งกับการฟื้นฟู และการก่อสร้างหรือปรับโครงสร้างเมืองใหม่ เพื่อให้เมืองสามารถกลับมาทำงานได้อย่างรวดเร็วหลังเกิดภัยพิบัติ ภายใต้แนวคิดนี้ ระบบผังเมืองเพื่อรับมือภัยพิบัติของญี่ปุ่นสามารถแบ่งออกเป็น 5 องค์ประกอบสำคัญ (รูปที่ 2) ได้แก่ 1) ระบบป้องกันอัคคีภัย (Fire Reduction Systems) 2) Machizukuri หรือการพัฒนาเมืองโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน 3) เส้นทางการอพยพ (Evacuation Routes) 4) ยุทธศาสตร์การจัดการพื้นที่ชายฝั่ง (Coastal Strategy) 5) การตั้งถิ่นฐานใหม่ (Resettlement) องค์ประกอบเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การจัดการภัยพิบัติในญี่ปุ่นไม่ได้เป็นเพียงการตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว แต่เป็นกระบวนการที่เริ่มต้นตั้งแต่ การออกแบบและวางผังเมือง


1) ระบบป้องกันอัคคีภัย : จุดเริ่มต้นของการออกแบบเมืองเพื่อความปลอดภัย
               อัคคีภัยถือเป็นหนึ่งในภัยพิบัติที่สำคัญที่สุดของเมืองญี่ปุ่นในอดีต ทำให้เกิดการพัฒนามาตรการด้านผังเมืองหลายรูปแบบตั้งแต่ยุคเอโดะ ตัวอย่างมาตรการที่สำคัญ ได้แก่ 1. การขยายถนนให้กว้างขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นแนวกันไฟ ช่วยลดการลุกลามของไฟระหว่างอาคาร 2. การสร้างพื้นที่เปิดโล่งหรือลานกว้างเพื่อใช้เป็นจุดรวมพลและพื้นที่กันไฟ 3. การสร้างคันดินเพื่อช่วยชะลอการลุกลามของไฟ 4.พื้นที่ปลูกต้นไม้ซึ่งสามารถทำหน้าที่เป็นแนวป้องกันไฟและเป็นพื้นที่หลบภัย แนวคิดเหล่านี้ยังคงถูกพัฒนาต่อเนื่องในเมืองสมัยใหม่ ตัวอย่างเช่น ในปี ค.ศ. 1981 กรุงโตเกียวได้แบ่งพื้นที่ชุมชนออกเป็นโซนขนาดประมาณ 65 เฮกตาร์ (406 ไร่) เพื่อเพิ่มความปลอดภัยด้านอัคคีภัย โดยมีการเพิ่มเส้นทางหนีไฟ ปรับปรุงอาคารที่ทรุดโทรม และส่งเสริมกิจกรรมของชุมชนในการเตรียมพร้อมต่อภัยพิบัติ
               กรณีศึกษา : หมู่บ้านชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลก ชิราคาวาโกะ (Shirakawa-go) เป็นชุมชนดั้งเดิมที่มีชื่อเสียงจากบ้านแบบ กัสโชสึคุริ (Gassho-zukuri) ซึ่งมีหลังคามุงหญ้าขนาดใหญ่เพื่อรองรับหิมะ แม้ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิม แต่ชุมชนยังคงมีการฝึกซ้อมระบบป้องกันอัคคีภัยเป็นประจำทุกปี โดยใช้ระบบฉีดน้ำแรงดันสูงเพื่อสร้างม่านน้ำครอบคลุมพื้นที่รอบหมู่บ้านและช่วยป้องกันการลุกลามของไฟ (รูปที่ 3)
รูปที่ 3. การฝึกซ้อมระบบป้องกันอัคคีภัยประจำปีของหมู่บ้านชิราคาวาโกะ
               กรณีศึกษา : เขตซูมิดะ โตเกียว เป็นพื้นที่ในกรุงโตเกียวที่มีความเสี่ยงต่อภัยพิบัติสูง เนื่องจากมีบ้านเรือนไม้จำนวนมากและมีความหนาแน่นของประชากรสูง ชุมชนในพื้นที่ได้ร่วมมือกับภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมของเมือง เช่น การสร้างคลองเสริม การพัฒนามาตรการรับมือเหตุฉุกเฉินในชุมชน การสร้างระบบกักเก็บน้ำฝนรวมที่เรียกว่า Rojison และการจัดทำแผนที่ภัยพิบัติที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง


2) Machizukuri : การพัฒนาเมืองที่เริ่มจากชุมชน
               หนึ่งในแนวคิดสำคัญของการพัฒนาเมืองในญี่ปุ่นคือ Machizukuri ซึ่งหมายถึงการพัฒนาและฟื้นฟูเมืองผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชนในระบบนี้ ประชาชนสามารถมีบทบาทในการเสนอแนวคิด รายงานปัญหา หรือริเริ่มโครงการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและองค์กรอื่น ๆ ทำให้การพัฒนาเมืองสามารถตอบสนองต่อความต้องการของพื้นที่ได้อย่างแท้จริง เช่น 1.ความร่วมมือระหว่างชุมชนกับภาคเอกชนในพื้นที่ เพื่อควบคุมการปล่อยมลพิษและปรับปรุงสภาพแวดล้อมของเมือง 2. ความร่วมมือระหว่างชุมชนกับหน่วยงานด้านผังเมืองและการจัดการน้ำเสีย เพื่อปรับผังถนนให้กว้างขึ้นและพัฒนาระบบระบายน้ำ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของเมือง 5. การมีส่วนร่วมของภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม ภาคการศึกษา และภาคชุมชน ในการออกแบบแนวป้องกันสึนามิ โดยมีเงื่อนไขว่าการป้องกันต้องไม่บดบังทัศนียภาพของทะเล ส่งผลให้เกิดการพัฒนาเมืองใหม่ที่ผสมผสานระหว่างแนวป้องกันภัย ย่านการค้า และแหล่งท่องเที่ยว
3. เส้นทางการอพยพ: โครงสร้างพื้นฐานเพื่อชีวิต
               เส้นทางการอพยพเป็นองค์ประกอบสำคัญของการออกแบบเมืองในพื้นที่เสี่ยงภัย การออกแบบเส้นทางเหล่านี้ต้องทำให้ผู้คนสามารถ เข้าใจได้ง่าย ใช้งานได้จริง และเข้าถึงได้สำหรับทุกกลุ่มประชากร องค์ประกอบสำคัญของเส้นทางอพยพ ได้แก่ ป้ายเตือนภัยที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย การกระจายป้ายทั่วพื้นที่ การฝึกซ้อมอพยพของชุมชน การออกแบบเส้นทางให้เข้าถึงได้สำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุ การมีเส้นทางอพยพมากกว่าหนึ่งเส้นทาง
ตัวอย่างที่น่าสนใจ คือ Tsunami-hi หรือหินสลักเตือนภัยสึนามิที่พบตามชายฝั่งญี่ปุ่น หินเหล่านี้ถูกสลักข้อความเกี่ยวกับเหตุการณ์ในอดีต เช่น วันเวลาและความรุนแรงของสึนามิ เพื่อเตือนให้คนรุ่นหลังตระหนักถึงความเสี่ยง เมื่อเวลาผ่านไป หินสลักเหล่านี้ได้กลายเป็นทั้ง สัญลักษณ์ของเส้นทางอพยพและแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ของชุมชน (รูปที่ 4)


4.ยุทธศาสตร์พื้นที่ชายฝั่งและการตั้งถิ่นฐานใหม่
               พื้นที่ชายฝั่งของญี่ปุ่น ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากสึนามิอย่างต่อเนื่อง จึงมีการพัฒนายุทธศาสตร์ป้องกันที่หลากหลาย เช่น การสร้างกำแพงทะเล การสร้างคันดินขนาดใหญ่ และการปลูกป่าชายฝั่งเพื่อช่วยลดแรงคลื่นในบางกรณี เมื่อความเสี่ยงสูงเกินกว่าจะรับมือได้ การย้ายชุมชนออกจากพื้นที่เสี่ยงจึงกลายเป็นมาตรการสำคัญ โดยมีการสนับสนุนทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาเมืองใหม่
               สำหรับประเทศไทย บทเรียนจากแนวคิด Bosai และระบบผังเมืองของญี่ปุ่น สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเมืองที่มีความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ (Climate-resilient cities) เช่น 1) การบูรณาการความเสี่ยงจากภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในกระบวนการวางผังเมือง การกำหนดพื้นที่เสี่ยงภัย การควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่เสี่ยง และการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถรองรับเหตุการณ์ภูมิอากาศสุดขั้วได้ 2) การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการวางแผนและจัดการความเสี่ยง แนวคิด Machizukuri แสดงให้เห็นว่าการพัฒนาเมืองที่มีความยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นผู้ที่เข้าใจบริบทและความเสี่ยงของชุมชนมากที่สุด 3) การจัดทำแผนที่ภัยพิบัติที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง 4) การออกแบบพื้นที่สาธารณะ พื้นที่เปิดโล่ง สวนสาธารณะ และพื้นที่สีเขียว ให้สามารถทำหน้าที่เป็นพื้นที่รองรับน้ำ พื้นที่อพยพ หรือพื้นที่ช่วยเหลือในช่วงเกิดภัยพิบัติ 5) การพัฒนาเส้นทางอพยพที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ป่วย ผู้สูงอายุ ผู้พิการ หรือเด็ก การออกแบบเส้นทางอพยพมากกว่าหนึ่งเส้นทาง การฝึกซ้อมอพยพเป็นประจำ 6) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับภับพิบัติที่มีความยืดหยุ่น คำนึงถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม และเน้นหลักการออกแบบที่ใช้ธรรมชาติเป็นพื้นฐาน (Nature-based Solutions) 7) การพัฒนากลไกและมาตรการสนับสนุนการตั้งถิ่นฐานใหม่ของชุมชนในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงจากน้ำท่วม ดินถล่ม การกัดเซาะชายฝั่ง การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล เนื่องจากอนาคต อาจมีบางชุมชนที่ไม่สามารถอาศัยในพื้นที่เสี่ยงได้อีกต่อไป จำเป็นที่ภาครัฐต้องช่วยเหลือให้ชุมชนเกิดการโยกย้ายถิ่นฐานแบบถาวร และมึคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมในที่แห่งใหม่
               บทเรียนจากญี่ปุ่น แสดงให้เห็นว่า เมืองที่มีความยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดจากการวางแผนและการเรียนรู้จากประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง สิ่งที่สำคัญที่สุดในการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ไม่ใช่เทคโนโลยีหรือโครงสร้างพื้นฐาน แต่เป็น “การปรับเปลี่ยนให้แนวคิดการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับภัยพิบัติ เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตของผู้คน” ซึ่งจะกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนในพื้นที่เกิดการมีส่วนร่วมวางแผนรับมือทั้งในระยะสั้นและระยะยาวอย่างจริงจัง มีประสิทธิภาพและเกิดความยั่งยืน ดังนั้น การนำแนวคิดดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเมืองของประเทศไทย จะเป็นส่วนสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพของประเทศในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อลดความสูญเสียและความเสียหายจากภัยพิบัติในอนาคต

บทความโดย
นายธีรพงษ์ เหล่าพงศ์พิชญ์
นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการพิเศษ
กองขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
Mazereeuw, M. (2025). Design before disaster: Japan’s culture of preparedness. University of Virginia Press.

กรมลดโลกร้อน จัดประชุมพิจารณา (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรายสาขา (Thailand’s Action Plan on Adaptation)

               วันที่ 12 มีนาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมพิจารณา (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรายสาขา (Thailand’s Action Plan on Adaptation) พร้อมด้วย นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และผู้บริหารกรมเข้าร่วมการประชุมดังกล่าว
               การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณารายละเอียดของแผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรายสาขา (Thailand’s Action Plan on Adaptation) ตลอดจนรายละเอียดตัวชี้วัดรายสาขา และการเชื่อมโยงตัวชี้วัดตามกรอบ UAE Framework for Global Climate Resilience จากการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 30 โดยประธานการประชุมได้ให้คำแนะนำในการปรับปรุง (ร่าง) แผนปฏิบัติการฯ ในประเด็น การบูรณาการข้อมูลความเสี่ยงที่ได้จากการ downscaling สำหรับการระบุประเด็นความเสี่ยงเชิงพื้นที่ในแผนปฏิบัติการฯ ตลอดจนการพิจารณาคัดเลือกตัวชี้วัดร่วม (Joint KPI) ที่มีความเหมาะสม สอดคล้องกับเป้าหมายของสาขา และสามารถติดตามและประเมินผลได้ โดยประธานเน้นย้ำว่าการจัดทำแผนปฏิบัติการฯ ต้องคิดบนฐานของการนำแผนไปสู่การปฏิบัติที่จะเกิดผลผลิตและผลลัพธ์ที่เพิ่มภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จัดอบรมการใช้งาน E-SARABAN และ E-SIGNATURE

               เมื่อวันพุธที่ 11 มีนาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม คณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ ร่วมอบรมการใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ (E-SARABAN) และระบบลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-SIGNATURE) โดยผู้พัฒนาระบบ E-SARABAN นายวรคุณ วิจิตรกุลสวัสดิ์ เป็นวิทยากรในการบรรยายการใช้งานระบบ ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อเป้าหมายในการลดใช้กระดาษ เพิ่มความคล่องตัวสะดวกรวดเร็วในการปฏิบัติงาน และยกระดับการบริหารจัดการเอกสารของกรมฯ ให้ก้าวสู่ระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document) อย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ สอดรับกับแนวทางการปฏิบัติงานในยุคดิจิทัล

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและคู่มือแนวทางการเข้าถึงแหล่งงบประมาณในประเทศและระหว่างประเทศ สำหรับหน่วยงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

               ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและคู่มือแนวทางการเข้าถึงแหล่งงบประมาณในประเทศและระหว่างประเทศสำหรับหน่วยงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ประเด็นสำคัญ ได้แก่
               📌หัวใจสำคัญ: สิ่งที่แหล่งทุนมองหาในข้อเสนอโครงการ
               📌การสร้างเหตุผลของโครงการ (Climate Rationale)
               📌ข้อจำกัดและอุปสรรคหลักของการของบประมาณ
               📌ข้อมูลแหล่งทุนสำหรับโครงการด้านการปรับตัวฯ
               📌 6 ขั้นตอนพิชิตแหล่งทุนเพื่อการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
📥 ดาวน์โหลดเอกสารได้ที่:
👉 https://www.dcce.go.th/media/19262/
ร่วมยกระดับศักยภาพการพัฒนาโครงการ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งงบประมาณ และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศไทยในระยะยาว 🌏

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ต้อนรับคณะนางสาวไทย ประจำปี 2569 และมอบแนวทางการดำเนินงานในฐานะ Miss Climate Change 2026

               วันที่ 11 มีนาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และคณะผู้บริหาร ให้การต้อนรับ คณะนางสาวไทย ประจำปี 2569 และ Miss Climate Change 2026 นำโดย นางปิยาภรณ์ แสนโกศิก ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทีพีเอ็น โกลบอล จำกัด ผู้ถือสิทธิ์จัดการประกวดนางสาวไทย นางสาวจิราภรณ์ ศาลาแดง นางสาวไทย ประจำปี 2569 นางสาวฤชาทร กิตติพรพานิช รองอันดับ 1 นางสาวปวีณา เนียมรักษา รองอันดับ 2 นางสาวณัฐวดี กาญจนโอภาษ รองอันดับ 3 และนางสาวรุ่งระวี ฉิมชาญเวช รองอันดับ 4 ได้เข้าพบอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมเพื่อรับฟังนโยบาย และแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ Miss Climate Change 2026 ณ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
               ในการเข้าพบครั้งนี้ อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้แสดงความยินดีกับ นางสาวไทย ประจำปี 2569 และ Miss Climate Change 2026 ทุกท่านที่ได้รับตำแหน่งในปีนี้ และขอบคุณที่เข้ามามีส่วนร่วมในการทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงสำคัญในการสื่อสารและสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมมอบแนวทางการดำเนินงานในฐานะ Miss Climate Change 2026 เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการนำไปสู่เป้าหมายการพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืนบนแนวทางของเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และการมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ประชุมเปิดตัวโครงการศึกษาการยกระดับการจัดทําบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

               เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) ร่วมกับคณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดการประชุมเปิดตัวโครงการศึกษาการยกระดับการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เวลา 08.30–12.00 น. โดยมีนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน พร้อมด้วยนายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก และเจ้าหน้าที่ สส. เข้าร่วมการประชุมพร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตร รวมจำนวน 53 คน ณ ห้องประชุม 303–304 ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และผ่านการประชุมทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์
               การประชุมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนกระบวนการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดเก็บและรวบรวมข้อมูลกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการพัฒนาค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีความเฉพาะของประเทศ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของข้อมูลบัญชีก๊าซเรือนกระจก และสามารถนำไปใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการกำหนดนโยบายและมาตรการ ลดก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่ผ่านมาประเทศไทยพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการจัดเก็บ และรายงานข้อมูลบัญชีก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่องส่งผลให้มีองค์ความรู้ งานวิจัย และข้อมูลสนับสนุนด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคเกษตร ซึ่งเป็นภาคส่วนที่มีความซับซ้อนในการประเมิน และเป็นภาคส่วนที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นลำดับที่ 2 ของประเทศ รองจากภาคพลังงาน (รายงานความโปร่งใสรายสองปี ฉบับที่ 1, 2565) อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความก้าวหน้าและความพร้อมของข้อมูลเพิ่มขึ้นในหลายด้าน แต่ยังมีความจำเป็นที่จะต้องเสริมสร้างความครบถ้วนและรายละเอียดของข้อมูลในบางกิจกรรมให้สอดคล้องกับแนวทางของคู่มือ IPCC ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ภาคเกษตรนับเป็นภาคส่วนที่มีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ และเป็นภาคส่วนหลักที่สามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการกำหนดนโยบายและมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จัดประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) เพื่อหารือต่อการปรับปรุงยุทธศาสตร์ระยะยาว ในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศไทย ครั้งที่ 2

               กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับหน่วยวิจัยด้านพลังงานที่ยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดการประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) เพื่อหารือต่อการปรับปรุงยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศไทย ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 9-10 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุม Jubilee ชั้น 19 โรงแรม เดอะ ควอเตอร์ รัชโยธิน บาย ยูเอชจี โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน พร้อมด้วยนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และนายกิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ และเจ้าหน้าที่ สส. เข้าร่วมการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จำนวนรวม 149 คน
               การประชุมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหารือในประเด็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสาขาการผลิตไฟฟ้า ระหว่างกรอบเวลา พ.ศ. 2573 – 2593 (ค.ศ. 2030 – 2050) และมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกในสาขาพลังงานและกระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ (IPPU) ซึ่งที่ประชุมได้ให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับศักยภาพการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย ระยะเวลาในการยุติการใช้ถ่ายหินในโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ศักยภาพในการใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนในการผลิตไฟฟ้า แนวทางการใช้ปูนซีเมนต์ LC3 ในการผลิตปูนซีเมนต์ และการใช้เชื้อเพลิงขยะ (RDF) ทดแทนการใช้ถ่านหินในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ซึ่งผลการประชุมในครั้งนี้จะนำมาประกอบการพิจารณาปรับปรุงยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศไทยให้ครบถ้วนสมบูรณ์ และนำมาหารืออีกครั้งในการประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) เพื่อหารือต่อการปรับปรุงยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศไทย ครั้งที่ 3 รายสาขา ในช่วงปลายเดือนมีนาคม พ.ศ. 2569 ก่อนเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นในประเด็นด้านผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมในช่วงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 ต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

พลังการบริโภคและการเงินสีเขียวในชีวิตประจำวัน

               วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ทำให้ประเด็นการใช้ทรัพยากรและรูปแบบการบริโภคกลายเป็นวาระสำคัญในระดับโลก สหประชาชาติจึงกำหนด เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 12 (SDG 12: Responsible Consumption and Production) เพื่อส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน และผลักดันการเปลี่ยนผ่านจากระบบเศรษฐกิจแบบเส้นตรงไปสู่ เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนมีบทบาทโดยตรงในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมผ่านการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน
               การบริโภคอย่างยั่งยืนไม่ได้หมายถึงการลดการใช้จ่ายเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการเลือกสินค้าและบริการโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่แหล่งที่มาของวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การใช้งาน ไปจนถึงการจัดการหลังการใช้งาน พฤติกรรมที่สะท้อนแนวคิดนี้ ได้แก่ การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี ฉลากด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 หรือฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ซึ่งช่วยให้ผู้บริโภคใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม
               นอกจากนี้ หลักการ 5R ได้แก่ Refuse, Reduce, Reuse, Repair และ Recycle ยังเป็นกรอบสำคัญในการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการปฏิเสธการใช้สินค้าที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง และการซ่อมแซมเพื่อยืดอายุการใช้งานของสิ่งของ ซึ่งช่วยลดปริมาณของเสียและการใช้ทรัพยากรใหม่ ควบคู่กับการบริโภคอาหารอย่างยั่งยืน เช่น การลดขยะอาหาร และการเลือกบริโภคอาหารท้องถิ่นหรืออาหารตามฤดูกาล เพื่อลดการใช้พลังงานในกระบวนการขนส่ง
               ขณะเดียวกัน การขับเคลื่อนความยั่งยืนในวงกว้างจำเป็นต้องอาศัยกลไกด้านเงินทุน แนวคิด การเงินสีเขียว (Green Finance) จึงมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงการบริหารจัดการเงินส่วนบุคคลเข้ากับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยหมายถึงการใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อสนับสนุนกิจกรรมหรือการลงทุนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในบริบทของประเทศไทย สถาบันการเงินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเริ่มส่งเสริมผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่สนับสนุนการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น กองทุนที่คำนึงถึงปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) รวมถึงสินเชื่อเพื่อการใช้พลังงานสะอาดในครัวเรือน ซึ่งช่วยลดภาระต้นทุนเริ่มต้นและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
               อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสีเขียวยังคงเผชิญความท้าทาย โดยเฉพาะ ช่องว่างระหว่างความตระหนักและการลงมือปฏิบัติ (Value–Action Gap) ซึ่งได้รับอิทธิพลจากปัจจัยด้านราคา ความสะดวก และการเข้าถึงข้อมูลที่เชื่อถือได้ การสนับสนุนจากภาครัฐผ่านมาตรการจูงใจ การให้ข้อมูลที่โปร่งใส และการเสริมสร้างความรู้ด้านการเงินเพื่อความยั่งยืน จึงมีบทบาทสำคัญในการทำให้การบริโภคและการเงินสีเขียวเข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับประชาชนทุกกลุ่ม
               ท้ายที่สุด พลังการบริโภคและการเงินสีเขียวในชีวิตประจำวันสะท้อนบทบาทของภาคประชาชนในฐานะฟันเฟืองสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน เมื่อการตัดสินใจของผู้บริโภคและทิศทางของภาคการเงินเดินไปในทิศทางเดียวกัน พฤติกรรมเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันสามารถรวมพลังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาวได้อย่างเป็นรูปธรรม

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
• United Nations – Sustainable Development Goal 12
• ศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move)
• คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน
• มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (หลักการ 5R)
• งานวิชาการด้านการเงินสีเขียว มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์