
สำหรับกรอบและแผนงานวิจัยระยะ 5 ปีฉบับนี้ มุ่งเน้นการบูรณาการองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ทั้งจากในประเทศ ต่างประเทศ และภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อขับเคลื่อนงานใน 3 ด้านหลัก ประกอบด้วย การลดก๊าซเรือนกระจกตามแผนปฏิบัติการของประเทศ การสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนางานวิจัยเชิงระบบที่เน้นความสำคัญเร่งด่วน โดยทางกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้วางแนวทางให้แผนงานดังกล่าวทำหน้าที่เป็นหมุดหมายสำคัญในการกำหนดทิศทางงานวิจัยและพัฒนากำลังคนทักษะสูง เพื่อให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม และขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติไปสู่ความยั่งยืนในระยะยาวผ่านความร่วมมือของทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ
นอกจากนี้ เพื่อให้การนำแผนงานไปสู่การปฏิบัติเกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุด นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และคณะผู้บริหารกรมฯ ได้ร่วมขับเคลื่อนการลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกรมฯ กับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เพื่อร่วมกันบริหารจัดการและจัดสรรงบประมาณผ่านกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.) โดยจะเริ่มใช้กรอบวิจัยนี้เป็นเกณฑ์พิจารณาจัดสรรงบประมาณตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงพลังการขับเคลื่อนระบบงานวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050 ตามเจตนารมณ์ที่ตั้งไว้
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”











































