กรมลดโลกร้อน ประชุมเปิดตัวโครงการศึกษาการยกระดับการจัดทําบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

               เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) ร่วมกับคณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดการประชุมเปิดตัวโครงการศึกษาการยกระดับการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เวลา 08.30–12.00 น. โดยมีนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน พร้อมด้วยนายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก และเจ้าหน้าที่ สส. เข้าร่วมการประชุมพร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตร รวมจำนวน 53 คน ณ ห้องประชุม 303–304 ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และผ่านการประชุมทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์
               การประชุมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนกระบวนการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดเก็บและรวบรวมข้อมูลกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการพัฒนาค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีความเฉพาะของประเทศ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของข้อมูลบัญชีก๊าซเรือนกระจก และสามารถนำไปใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการกำหนดนโยบายและมาตรการ ลดก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่ผ่านมาประเทศไทยพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการจัดเก็บ และรายงานข้อมูลบัญชีก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่องส่งผลให้มีองค์ความรู้ งานวิจัย และข้อมูลสนับสนุนด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคเกษตร ซึ่งเป็นภาคส่วนที่มีความซับซ้อนในการประเมิน และเป็นภาคส่วนที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นลำดับที่ 2 ของประเทศ รองจากภาคพลังงาน (รายงานความโปร่งใสรายสองปี ฉบับที่ 1, 2565) อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความก้าวหน้าและความพร้อมของข้อมูลเพิ่มขึ้นในหลายด้าน แต่ยังมีความจำเป็นที่จะต้องเสริมสร้างความครบถ้วนและรายละเอียดของข้อมูลในบางกิจกรรมให้สอดคล้องกับแนวทางของคู่มือ IPCC ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ภาคเกษตรนับเป็นภาคส่วนที่มีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ และเป็นภาคส่วนหลักที่สามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการกำหนดนโยบายและมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จัดประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) เพื่อหารือต่อการปรับปรุงยุทธศาสตร์ระยะยาว ในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศไทย ครั้งที่ 2

               กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับหน่วยวิจัยด้านพลังงานที่ยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดการประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) เพื่อหารือต่อการปรับปรุงยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศไทย ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 9-10 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุม Jubilee ชั้น 19 โรงแรม เดอะ ควอเตอร์ รัชโยธิน บาย ยูเอชจี โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน พร้อมด้วยนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และนายกิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ และเจ้าหน้าที่ สส. เข้าร่วมการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จำนวนรวม 149 คน
               การประชุมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหารือในประเด็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสาขาการผลิตไฟฟ้า ระหว่างกรอบเวลา พ.ศ. 2573 – 2593 (ค.ศ. 2030 – 2050) และมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกในสาขาพลังงานและกระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ (IPPU) ซึ่งที่ประชุมได้ให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับศักยภาพการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย ระยะเวลาในการยุติการใช้ถ่ายหินในโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ศักยภาพในการใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนในการผลิตไฟฟ้า แนวทางการใช้ปูนซีเมนต์ LC3 ในการผลิตปูนซีเมนต์ และการใช้เชื้อเพลิงขยะ (RDF) ทดแทนการใช้ถ่านหินในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ซึ่งผลการประชุมในครั้งนี้จะนำมาประกอบการพิจารณาปรับปรุงยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศไทยให้ครบถ้วนสมบูรณ์ และนำมาหารืออีกครั้งในการประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) เพื่อหารือต่อการปรับปรุงยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศไทย ครั้งที่ 3 รายสาขา ในช่วงปลายเดือนมีนาคม พ.ศ. 2569 ก่อนเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นในประเด็นด้านผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมในช่วงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 ต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

พลังการบริโภคและการเงินสีเขียวในชีวิตประจำวัน

               วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ทำให้ประเด็นการใช้ทรัพยากรและรูปแบบการบริโภคกลายเป็นวาระสำคัญในระดับโลก สหประชาชาติจึงกำหนด เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 12 (SDG 12: Responsible Consumption and Production) เพื่อส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน และผลักดันการเปลี่ยนผ่านจากระบบเศรษฐกิจแบบเส้นตรงไปสู่ เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนมีบทบาทโดยตรงในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมผ่านการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน
               การบริโภคอย่างยั่งยืนไม่ได้หมายถึงการลดการใช้จ่ายเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการเลือกสินค้าและบริการโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่แหล่งที่มาของวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การใช้งาน ไปจนถึงการจัดการหลังการใช้งาน พฤติกรรมที่สะท้อนแนวคิดนี้ ได้แก่ การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี ฉลากด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 หรือฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ซึ่งช่วยให้ผู้บริโภคใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม
               นอกจากนี้ หลักการ 5R ได้แก่ Refuse, Reduce, Reuse, Repair และ Recycle ยังเป็นกรอบสำคัญในการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการปฏิเสธการใช้สินค้าที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง และการซ่อมแซมเพื่อยืดอายุการใช้งานของสิ่งของ ซึ่งช่วยลดปริมาณของเสียและการใช้ทรัพยากรใหม่ ควบคู่กับการบริโภคอาหารอย่างยั่งยืน เช่น การลดขยะอาหาร และการเลือกบริโภคอาหารท้องถิ่นหรืออาหารตามฤดูกาล เพื่อลดการใช้พลังงานในกระบวนการขนส่ง
               ขณะเดียวกัน การขับเคลื่อนความยั่งยืนในวงกว้างจำเป็นต้องอาศัยกลไกด้านเงินทุน แนวคิด การเงินสีเขียว (Green Finance) จึงมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงการบริหารจัดการเงินส่วนบุคคลเข้ากับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยหมายถึงการใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อสนับสนุนกิจกรรมหรือการลงทุนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในบริบทของประเทศไทย สถาบันการเงินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเริ่มส่งเสริมผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่สนับสนุนการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น กองทุนที่คำนึงถึงปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) รวมถึงสินเชื่อเพื่อการใช้พลังงานสะอาดในครัวเรือน ซึ่งช่วยลดภาระต้นทุนเริ่มต้นและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
               อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสีเขียวยังคงเผชิญความท้าทาย โดยเฉพาะ ช่องว่างระหว่างความตระหนักและการลงมือปฏิบัติ (Value–Action Gap) ซึ่งได้รับอิทธิพลจากปัจจัยด้านราคา ความสะดวก และการเข้าถึงข้อมูลที่เชื่อถือได้ การสนับสนุนจากภาครัฐผ่านมาตรการจูงใจ การให้ข้อมูลที่โปร่งใส และการเสริมสร้างความรู้ด้านการเงินเพื่อความยั่งยืน จึงมีบทบาทสำคัญในการทำให้การบริโภคและการเงินสีเขียวเข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับประชาชนทุกกลุ่ม
               ท้ายที่สุด พลังการบริโภคและการเงินสีเขียวในชีวิตประจำวันสะท้อนบทบาทของภาคประชาชนในฐานะฟันเฟืองสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน เมื่อการตัดสินใจของผู้บริโภคและทิศทางของภาคการเงินเดินไปในทิศทางเดียวกัน พฤติกรรมเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันสามารถรวมพลังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาวได้อย่างเป็นรูปธรรม

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
• United Nations – Sustainable Development Goal 12
• ศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move)
• คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน
• มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (หลักการ 5R)
• งานวิชาการด้านการเงินสีเขียว มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

กรมลดโลกร้อน ร่วมกับ อบก. ประชุมหารือการปรับปรุงวิธีการคำนวณการลดก๊าซเรือนกระจกและค่า Emission Factor สำหรับติดตามผลการลดก๊าซเรือนกระจกจากมาตรการสาขาพลังงาน

               วันนี้ (10 มีนาคม 2569) นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) เป็นประธานการประชุมหารือการปรับปรุงวิธีการคำนวณการลดก๊าซเรือนกระจก และค่า Emission Factor สำหรับติดตามผลการลดก๊าซเรือนกระจกจากมาตรการสาขาพลังงาน พร้อมด้วยนายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก นางนิติภา วรพันธ์ตระกูล ผู้อำนวยการกลุ่มประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสาขาพลังงานและเจ้าหน้าที่ สส. รวมทั้งสิ้น 35 คน ณ ห้องประชุม 202 ชั้น 2 อาคารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
               การประชุมฯ ในครั้งนี้ได้มีการหารือการปรับปรุงวิธีการคำนวณการลดก๊าซเรือนกระจกและค่า Emission Factor สำหรับติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกจากมาตรการพลังงานทดแทน และมาตรการอนุรักษ์พลังงานและการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพลังงานไฟฟ้ากิจกรรมสำหรับใช้ในการประเมินค่า Emission Factor ผลการติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกมาตรการเกณฑ์มาตรฐานประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Code) ของอาคาร ปี พ.ศ. 2567 ข้อจำกัด ช่องว่าง ในการติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก (NDC2.0) ณ ปี พ.ศ. 2573 พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการปรับปรุงวิธีการคำนวณและการกำหนดค่า Emission Factor ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาระบบติดตามรายงานผลการลดก๊าซเรือนกระจกที่มีความน่าเชื่อถือ โปร่งใส และเป็นการยกระดับประสิทธิภาพการติดตามผลการดำเนินมาตรในการลดก๊าซเรือนกระจกสาขาพลังงานต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

มาตรการลดการใช้พลังงานและน้ำมันเชื้อเพลิงในหน่วยงาน ประหยัดพลังงานเพื่อความมั่นคงของประเทศ

               ตามที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 มีมติเห็นชอบมาตรการเร่งด่วนเพื่อรับมือกับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของโลกและของประเทศไทย โดยได้กำหนดแนวทางให้หน่วยงานภาครัฐดำเนินมาตรการประหยัดพลังงานและปรับรูปแบบการปฏิบัติงานให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เช่น การส่งเสริมการปฏิบัติงานนอกสถานที่ (Work from Home) ตามความเหมาะสม การรณรงค์ให้บุคลากรภาครัฐสวมใส่เครื่องแต่งกายแบบ Cool Mode เพื่อลดการใช้พลังงานจากเครื่องปรับอากาศ การกำหนดอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศภายในหน่วยงานไว้ที่ 26-27 องศาเซลเซียส รวมทั้งการระงับการเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศของเจ้าหน้าที่รัฐในช่วงสถานการณ์ดังกล่าว เพื่อช่วยลดการใช้พลังงานและค่าใช้จ่ายของภาครัฐโดยรวม
               จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตและส่งออกน้ำมันดิบที่สำคัญของโลก อาจก่อให้เกิดความไม่แน่นอนด้านพลังงานในตลาดโลก ประกอบกับกระทรวงพลังงานได้ประกาศเฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน และขอความร่วมมือทุกภาคส่วนให้ใช้พลังงานอย่างประหยัด เพื่อลดผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ
               ดังนั้น เพื่อให้การใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ภาคเอกชนและประชาชน กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จึงกำหนดมาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงาน โดยให้ทุกหน่วยงานในสังกัดถือปฏิบัติ ดังต่อไปนี้
ประหยัดพลังงานไฟฟ้า 💡
🔹 ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26 องศาเซลเซียส และปิดหรือเปิดก่อนใช้งาน 30 นาที
🔹 ปิดไฟและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น
🔹 ปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ในเวลาพักเที่ยง
🔹 ถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าเมื่อไม่ใช้งาน
🔹 สวมเสื้อผ้า Cool Mode แทนการเร่งความเย็นเครื่องปรับอากาศ
🔹 ขึ้น-ลง 1-2 ชั้นโดยใช้บันไดแทนลิฟต์
🔹 ทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศ คอยล์เย็น และคอยล์ร้อนอย่างสม่ำเสมอ
🔹 หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานสูงโดยไม่จำเป็น
ประหยัดการใช้น้ำมัน 🚗
🔸 ใช้งานรถราชการตามความจำเป็นและประหยัด
🔸 ส่งเสริมการประชุมผ่านระบบ Video Conference
🔸 ใช้ระบบ Carpool หรือหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ
🔸 work from home ตามความเหมาะสม ต้องไม่กระทบประสิทธิภาพงาน
🔸 ตรวจสอบสภาพยานพาหนะ เครื่องยนต์ น้ำมันหล่อลื่น แผ่นกองอากาศ ไส้กรองน้ำมัน ลมยาง อย่างสม่ำเสมอ
🔸 นำระบบ E-government มาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อลดการเดินทางของประชนที่ต้องเข้ามาติดต่อหน่วยงาน และใช้เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อทดแทนการเดินทาง เช่น ระบบ Online Meeting หรือการส่งหนังสือระหว่างหน่วยงานทางอิเล็กทรอนิกส์

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ระบบฐานข้อมูลความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อสนับสนุนการวางแผนเชิงนโยบายและสื่อสารข้อมูลความเสี่ยงให้แก่ประชาชน

               สถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ณ ปัจจุบัน ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น มากกว่า 1.55 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับช่วงยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม หลายประเทศทั่วโลกกำลังได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ภูมิอากาศสุดขั้ว เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง พายุ คลื่นความร้อน ที่มีความถี่และความรุนแรงเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจ สังคม วิถีชีวิตของประชาชน ความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจถึงแนวโน้มของความเสี่ยงและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต เพื่อเตรียมความในการรับมือต่อเหตุการณ์ดังกล่าว
               ประเทศไทย โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้พัฒนาระบบฐานข้อมูลความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อระบุพื้นที่เสี่ยง ครอบคลุม 6 สาขา ได้แก่ การจัดการทรัพยากรน้ำ การเกษตรกรรมและความมั่นคงทางอาหาร การท่องเที่ยว สาธารณสุข การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ โดยใช้กรอบแนวคิดการประเมินความเสี่ยงของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ซึ่งกำหนดให้ “ความเสี่ยง” เป็นผลลัพธ์จาก 3 องค์ประกอบ (รูปที่ 1) ได้แก่
               1. ภัยอันตราย (Hazard: H) หมายถึง เหตุการณ์ หรือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ วิถีชีวิต หรือสิ่งแวดล้อม เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง พายุรุนแรง ดินถล่ม ฝนไม่ตกตามฤดูกาล เป็นต้น
               2. การเผชิญภัย (Exposure: E) หมายถึง กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น คน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ โครงสร้างพื้นฐานและกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคม เป็นต้น
               3. ความเปราะบาง (Vulnerability: V) หมายถึง แนวโน้มที่ผู้คน สิ่งมีชีวิต หรือสิ่งแวดล้อมได้รับอันตรายเนื่องจากมีความอ่อนไหวต่อภัย (Sensitivity) และขาดความสามารถในการปรับตัว (Adaptive Capacity) กับภัยอันตราย
โดยสมการพื้นฐานของการประเมินความเสี่ยง คือ
                              Risk = Hazard × Exposure × Vulnerability
               กรอบแนวคิดนี้จะช่วยให้การวิเคราะห์ความเสี่ยง สะท้อนทั้งลักษณะของภัยอันตราย กลุ่มที่ได้รับผลกระทบ ความอ่อนไหวของกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ และความสามารถในการปรับตัว ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการวางแผนการปรับตัวอย่างมีประสิทธิภาพ (รูปที่ 1. หลักการความเสี่ยงของ IPCC)
               ระบบฐานข้อมูลความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภุมิอากาศ แสดงในรูปของแผนที่ความเสี่ยง ใช้ข้อมูลภูมิอากาศจากการขยายความละเอียดเชิงพื้นที่ (downscaling) ของแบบจำลองภูมิอากาศโลกภายใต้โครงการ Coupled Model Intercomparison Project Phase 6 (CMIP6) โดยคัดเลือกแบบจำลองหลัก จำนวน 3 แบบจำลอง ได้แก่ EC-Earth3-Veg, MIROC6 และ CMCC-ESM2 มีความละเอียดเชิงพื้นที่ 25 × 25 กิโลเมตร ครอบคลุม 4 ช่วงเวลา ได้แก่ ค.ศ.2015 – 2040 ค.ศ. 2041 – 2060 ค.ศ. 2061 – 2080 และ ค.ศ. 2081 – 2100 ภายใต้ 2 ฉากทัศน์ ได้แก่ SSP2-4.5 (มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับปานกลาง) และ SSP5-8.5 5 (มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง) วิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลด้านเศรษฐกิจและสังคมที่สะท้อนถึงการเผชิญภัย ความอ่อนไหว และความสามารถในการปรับตัว นำเสนอข้อมูลความเสี่ยงจากภัย 3 ประเภท ได้แก่ อุณหภูมิสูง ฝนตกหนัก และน้ำแล้ง และแบ่งการใช้งานเป็น 4 รูปแบบ ได้แก่
               1. แผนที่ความเสี่ยงสำหรับประชาชนทั่วไป นำเสนอข้อมูลแบบสรุป กระชับ เข้าใจง่าย
               2. แผนที่ความเสี่ยงสำหรับหน่วยงานและนักวิจัย นำเสนอรายละเอียดขององค์ประกอบที่เป็นปัจจัยขับเคลื่อนความเสี่ยง
               3. การสร้างแผนที่ความเสี่ยงแบบกำหนดเอง โดยสามารถเลือกหัวข้อ การเผชิญภัย ความอ่อนไหว และความสามารถในการปรับตัว ที่สนใจได้ด้วยตนเอง
               4. ข้อมูลแนวโน้มภูมิอากาศของจังหวัด ได้แก่ อุณหภูมิสูงสุด อุณหภูมิต่ำสุด อุณหภูมิเฉลี่ย ปริมาณฝน และอุณหภูมิผิวน้ำทะเล
               ตัวอย่างการแสดงข้อมูลแผนที่ความเสี่ยง สาขาการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ (รูปที่ 2) ภายใต้ฉากทัศน์ SSP2-4.5 ช่วงเวลา ค.ศ. 2015–2040 พบว่า กรุงเทพมหานคร นครราชสีมา ขอนแก่น บุรีรัมย์ และนครศรีธรรมราช เป็นพื้นที่ที่มีระดับความเสี่ยงสูง 5 อันดับแรก สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายของเมืองขนาดใหญ่ที่มีความหนาแน่นของประชากรและกิจกรรมทางเศรษฐกิจสูง ซึ่งมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบจากภัยต่างๆ ทั้ง อุณหภูมิสูง ฝนตกหนัก และน้ำแล้ง เพิ่มขึ้น นำไปสู่การกำหนดนโยบาย แผน และมาตรการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ดังกล่าว เช่น การเพิ่มพื้นที่สีเขียว การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับน้ำท่วมและอากาศร้อน เป็นต้น (รูปที่ 2. แผนที่ความเสี่ยง สาขาการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์)
               ข้อมูลแนวโน้มภูมิอากาศของจังหวัด พัฒนาขึ้นเพื่อให้ประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่ทราบถึงแนวโน้มของภูมิอากาศในช่วง 30 ปีข้างหน้า ได้แก่ อุณหภูมิกลางวัน (Tmax) อุณหภูมิกลางคืน (Tmin) ปริมาณฝน และดัชนีปริมาณฝน (SPI) จากรูปที่ 3 แสดงตัวอย่างข้อมูลแนวโน้มอุณหภูมิกลางวันของกรุงเทพมหานคร พบว่า อุณหภูมิสูงสุดรายวันเฉลี่ย 30 ปีข้างหน้า จะเพิ่มขึ้น จาก 36.7 องศาเซลเซียส เป็น 38.9-39.3 องศาเซลเซียส จำนวนวันที่มีอากาศร้อน จะเพิ่มขึ้นจาก 56 วัน เป็น 70-74 วัน ดังนั้น กรุงเทพมหานคร ควรกำหนดมาตรการเพื่อรับมือกับแนวโน้มของอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น เช่น การเตือนภัยอากาศร้อน การดูแลสุขภาพกลุ่มเปราะบางและผู้ทำงานกลางแจ้งในช่วงฤดูร้อน การเพิ่มห้องหลบร้อน (Cooling Center) การวางผังเมืองโดยคำนึงถึงทิศทางของลม การส่งเสริมการใช้สีทาอาคารเพื่อลดความร้อน เป็นต้น (รูปที่ 3 ตัวอย่างข้อมูลแนวโน้มอุณหภูมิกลางวันของกรุงเทพมหานคร)
               ระบบฐานข้อมูลความเสี่ยงฯ เป็นเครื่องมือแสดงข้อมูลภูมิอากาศและความเสี่ยงของแต่ละจังหวัด เพื่อสนับสนุนการวางแผนเชิงนโยบาย และสื่อสารข้อมูลความเสี่ยงให้แก่ประชาชนในการเตรียมความพร้อมและปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างเหมาะสม
สามารถเข้าใช้งานระบบฐานข้อมูลความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ที่เว็บไซต์ ccic.dcce.go.th/riskarea

บทความโดย
นายธีรพงษ์ เหล่าพงศ์พิชญ์
นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการพิเศษ
กองขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (2568). รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการปรับปรุงระบบฐานข้อมูลความเสี่ยงเชิงพื้นที่จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม. ระบบฐานข้อมูลความเสี่ยงเชิงพื้นที่จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ. สืบค้นจาก ccic.dcce.go.th/riskarea

กรมลดโลกร้อน อบรมความรู้พื้นฐานและการใช้งานข้อมูลคาดการณ์สภาพภูมิอากาศ และเปิดตัวระบบ web-based

               เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมความรู้พื้นฐานและการใช้งานข้อมูลคาดการณ์สภาพภูมิอากาศ และมีนายวัฒน์ ทาบึงกาฬ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้กล่าวรายงาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการประเมินความเสี่ยงและการดำเนินการตามแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำหรับการจัดทำนโยบายและการจัดทำแผนรองรับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับพื้นที่ ภายใต้โครงการพัฒนาและจัดทำข้อมูลคาดการณ์สภาพภูมิอากาศแห่งชาติความละเอียดสูง แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับศูนย์ประสานการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพทั่วประเทศ นักวิชาการ และผู้สนใจจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และผ่านการประชุมออนไลน์ ซึ่งมีผู้สนใจเข้าร่วมกว่า 500 คน การอบรมครั้งนี้ ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจการใช้ข้อมูลสภาพภูมิอากาศที่มีความละเอียดสูง สำหรับนำไปใช้ประโยชน์ในการประเมินความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

คุณเองก็เป็นได้วัยรุ่นรักษ์โลก

               ในปัจจุบันวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทุกด้าน จึงทำให้วัยรุ่น คนยุคใหม่ มีความตื่นตัวต่อสภาวะโลกเดือดอย่างมาก อีกทั้งยังหันมาสนใจการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างมีนัยสำคัญ สู่การขับเคลื่อนผ่านวิถีชีวิตที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น
               ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลดีไปถึงด้านจิตวิทยาและความสัมพันธ์อย่างคาดไม่ถึง หนึ่งในแนวโน้มที่เห็นได้ชัดคือกระแส “Green Dating” หรือการให้ความสำคัญกับทัศนคติด้านสิ่งแวดล้อมในบริบทของความรักและการหาคู่ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมการตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมของคนยุคใหม่ เป็นการแสดงออกถึงความใส่ใจต่อโลก เพราะบุคคลเหล่านี้จะมีความรับผิดชอบต่อสังคม ลงมือทำจริง รู้จักเห็นอกเห็นใจ เอื้อเฟื้อ มีความกระตือรือร้น และใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ทั้งหมดล้วนสะท้อนให้เห็นถึงการมีทัศนคติที่ดีและมีความพร้อมที่จะดูแลสิ่งสำคัญในชีวิต ทั้งตัวเองและคนรอบข้าง
               ดังนั้น การก้าวเข้าสู่สถานะ “วัยรุ่นรักษ์โลก” จึงไม่จำเป็นต้องอาศัยการกระทำที่ซับซ้อนหรือเกินกำลัง แต่เริ่มต้นได้จากการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนผ่านทางเลือกในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือการใช้ซ้ำ โดยการใช้ซ้ำ (Reuse) เป็นแนวทางรักษ์โลกที่สำคัญตามหลัก 3Rs (Reduce, Reuse, Recycle) ที่เน้นการนำของที่ยังใช้ได้กลับมาใช้ใหม่ให้คุ้มค่าสูงสุด ช่วยลดขยะ ลดการสิ้นเปลืองทรัพยากรธรรมชาติ และลดก๊าซเรือนกระจกอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างเช่น ใช้ถุงผ้า/แก้วส่วนตัว ใช้กระดาษสองหน้า รวมทั้งซ่อมแซมสิ่งของ เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถเติมได้ การเลือกใช้เสื้อผ้ามือสอง เป็นต้น
               อย่างไรก็ดีการทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงของคนรุ่นใหม่ในวันนี้ จึงเปรียบเสมือนการวางหลักประกันที่มั่นคงให้กับอนาคต การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพียงเล็กน้อยแต่สม่ำเสมอ คือกลไกสำคัญที่จะช่วยรักษาและส่งต่อโลกที่มีความสมดุลทางระบบนิเวศสู่คนรุ่นถัดไปได้อย่างภาคภูมิใจ

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
– รักนี้สีเขียว: เทรนด์คู่รักยุคใหม่ รักเธอ รักฉัน และรักษ์โลกไปด้วยกัน, Eisai (Thailand) Marketing
– Going Green Is Good in the Dating Scene, Psychology Today.
– Green dating: the singles swiping left on climate complacency, Mashable SE Asia.
– Studies Show That Being Eco-Friendly May Make You More Dateable., greenmatters.

กรมลดโลกร้อน จัดประชุมหารือแนวทางการรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับรองรับการดำเนินงานตามกฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย

               เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม 2569 นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติเป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สำหรับรองรับการดำเนินงานตามกฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ณ โรงแรมเซ็นจูรี พาร์ค กรุงเทพมหานคร
               การประชุมได้มีการหารือแนวทางการบริหารจัดการข้อมูลรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนิติบุคคล การจัดเก็บ การเชื่อมโยง และการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะอันเป็นประโยชน์เพื่อนำไปใช้ประกอบการพัฒนาระบบสารสนเทศการรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สำหรับรองรับการดำเนินงานตามกฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ให้มีความถูกต้อง โปร่งใส และสามารถบูรณาการการดำเนินงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ การประชุมครั้งนี้ มีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม อาทิ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กรมธุรกิจพลังงาน กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมการปกครอง และหน่วยงานอื่น ๆ รวมจำนวน 14 หน่วยงาน ผู้เข้าร่วมประชุมทั้งสิ้น 60 ราย

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมบรรยาย “Climate Change Policy Towards Net Zero” ในหลักสูตร วพน. รุ่นที่ 23

               เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติเป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ “Climate Change Policy Towards Net Zero” ในหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านวิทยาการพลังงาน รุ่น 23 (วพน. 23) ณ ห้อง Synergy Hall ชั้น 6 อาคาร C ศูนย์เอ็นเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ กรุงเทพมหานคร จัดโดยสถาบันวิทยาการพลังงาน เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของพลังงานต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ตลอดจนส่งเสริมให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมตระหนักถึงความสำคัญของการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน โดยมีผู้บริหารระดับสูงและผู้นำจากองค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน สื่อมวลชน นักวิชาการและประชาชน เข้าร่วมการอบรม จำนวน 96 คน
               ในการบรรยายครั้งนี้ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช ได้นำเสนอภาพรวมสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันและแนวโน้มการดำเนินงานระดับโลก พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส รวมถึงการดำเนินการตามพันธกรณีระหว่างประเทศภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ตลอดจนสรุปประเด็นสำคัญจากการประชุม World Economic Forum 2026 และผลลัพธ์จากการประชุม COP30 นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงนโยบายและการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ในด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจน (ร่าง) กรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (ร่าง) แผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. และ (ร่าง) พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. … ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแบบคาร์บอนต่ำ และสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Greenhouse Gas Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2050 ของประเทศไทย

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”