กรมลดโลกร้อน ให้เกียรติสัมภาษณ์หัวข้อ “ทรัมป์หันหลังให้โลกร้อน เจาะผลกระทบประเทศไทย”

          เมื่อวันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม 2568 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติร่วมสัมภาษณ์ในรายการ “Money Chat Thailand” ได้กล่าวถึงทิศทางการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ที่มีการขับเคลื่อนการปรับตัวและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง โดยแม้ว่าสหรัฐจะประกาศถอนตัวออกจากกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) และคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) แต่นานาชาติยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะมาตรการด้านเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อการค้าระหว่างประเทศ ได้แก่ ระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) และมาตรการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) ซึ่งประเทศที่มีเขตเศรษฐกิจสำคัญ เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน และสหภาพยุโรปยังคงขับเคลื่อนต่อเนื่องในบริบทของภาคธุรกิจจึงต้องทำความเข้าใจและปรับตัวในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคู่ค้าในเชิงราคาและคุณภาพให้สามารถประเมินและแข่งขันในเชิงสิ่งแวดล้อมและความโปร่งด้านข้อมูลการประกอบธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ดังนั้น การให้ความสำคัญกับการจัดการก๊าซเรือนกระจกของภาคธุรกิจจะเสริมสร้างโอกาสแข่งขันของประเทศไทย โดยไม่เปิดโอกาสให้ต้นทุนของความไม่พร้อมด้านธุรกิจคาร์บอนต่ำเป็นต้นทุนและเงื่อนไขที่จะสร้างอุปสรรคทางการค้าทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืนเหล่านี้ประสบผลสำเร็จ “ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. ….” (คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568) จะต้องมีเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่สนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภาษีคาร์บอน และกลไกปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดนของไทย เพื่อเสริมสร้างความสามารถการแข่งขันให้เกิดการนำราคาคาร์บอนที่ได้ชำระกับกลไกภายในประเทศเหล่านี้ไปใช้ในการหักกลบกับการซื้อใบรับรองราคาของมาตรการ CBAM ของประเทศอื่น และรายได้ส่วนหนึ่งจะเข้ากองทุนภูมิอากาศภายใต้กฎหมาย สำหรับใช้ช่วยเหลืออุตสาหกรรมและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการลดก๊าซและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างยั่งยืนต่อไป
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”


 

กรมลดโลกร้อน ร่วมมอบของรางวัลสนับสนุนการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 กรมประชาสัมพันธ์


 วันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม 2569 นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมมอบของรางวัลสนับสนุนการจัดงาน วันเด็กแห่งชาติประจำปี 2569 ให้กับ นางสุดหทัย เลิศเกษม อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เพื่อแจกในงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 ณ กรมประชาสัมพันธ์ ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมร่วมกับสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและบทบาทหน้าที่ของเด็กและเยาวชนกับการมีส่วนร่วมในการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดีและสร้างความตระหนักรู้ในบทบาทหน้าที่ของเด็กและเยาวชนไทยต่อความรับผิดชอบร่วมในสถานการณ์สิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยปีนี้ รักษาการนายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) ได้มอบคำขวัญเนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปีพุทธศักราช 2569 ว่า “รักชาติไทย ใส่ใจโลก” เพื่อปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนไทยเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ มีความรักและความภาคภูมิใจในชาติ ควบคู่กับการตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และประชาคมโลก โดยกระทรวงฯ ได้เตรียมการจัดกิจกรรมเนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล ภายใต้แนวคิด “สนุก เปลี่ยนโลก” ซึ่งจะมีการแบ่งโซนกิจกรรมการเรียนรู้ พร้อมด้วยกิจกรรมไฮไลท์ถ่ายภาพกับกองทัพไดโนเสาร์ ขบวนพาเหรดมาสคอต รักชาติไทย ใส่ใจโลก และกิจกรรมร่วมสนุกบนเวทีกลางรับของรางวัลมากมาย
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”


กรมลดโลกร้อน นับถอยหลังเตรียมความพร้อมจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2568 ณ ทำเนียบรัฐบาล : สนุก เปลี่ยนโลก

          วันนี้ (6 มกราคม 2569) ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมเตรียมการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล พร้อมด้วย นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงฯ นำเสนอแนวคิดและภาพรวมของการจัดงานในครั้งนี้ ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น 3 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ซึ่งกระทรวงฯ ร่วมกับสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและบทบาทหน้าที่ของเด็กและเยาวชนกับการมีส่วนร่วมในการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดี และสร้างความตระหนักรู้ในบทบาทหน้าที่ของเด็กและเยาวชนไทยต่อความรับผิดชอบร่วมในสถานการณ์สิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยในปีนี้ รักษาการนายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) ได้มอบคำขวัญเนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปีพุทธศักราช 2569 ว่า “รักชาติไทย ใส่ใจโลก” เพื่อปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนไทยเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ มีความรักและความภาคภูมิใจในชาติ ควบคู่กับการตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และประชาคมโลก โดยกระทรวงฯ ได้เตรียมการจัดกิจกรรมเนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 ทำเนียบรัฐบาล ภายใต้แนวคิด “สนุก เปลี่ยนโลก” ซึ่งจะมีการแบ่งโซนกิจกรรมการเรียนรู้ออกเป็น 3 โซน ได้แก่ 1) โซนการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม 2) โซนการเรียนรู้ด้านทรัพยากรน้ำในแผ่นดิน และ 3) โซนการเรียนรู้ด้านทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมด้วยกิจกรรมไฮไลท์ถ่ายภาพกับกองทัพไดโนเสาร์ ขบวนพาเหรดมาสคอต รักชาติไทย ใส่ใจโลก และกิจกรรมร่วมสนุกบนเวทีกลางรับของรางวัลมากมาย
       “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”


กรมลดโลกร้อน ร่วมกิจกรรมทำบุญ เนื่องในเทศกาลขึ้นปีใหม่ 2569

               วันที่ 5 มกราคม 2569 เวลา 08.30 น. ณ ห้องประชุมศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ เข้าร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ โดยพระสงฆ์จากวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร เนื่องในเทศกาลปีใหม่พุทธศักราช 2569 โดยมี นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน มี ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้บริหาร ทส. ผู้บริหารส่วนราชการในสังกัด ทส. เข้าร่วมกิจกรรม
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”





กรมลดโลกร้อน ร่วมลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569


               วันนี้ (1 ม.ค.69) กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นำโดย ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายปวิช เกศววงศ์ และนายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรม ร่วมลงนามถวายพระพรเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569 ณ ศาลาสหทัยสมาคมพระบรมมหาราชวัง
     “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”




ทส. มอบของขวัญ ปีใหม่ 2569 “สร้างสุขคนไทย จากใจ ทส.” เปิดแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติฟรีทั่วประเทศ ส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างยั่งยืน

          กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เดินหน้ามอบของขวัญปีใหม่ พ.ศ. 2569 ให้แก่ประชาชน
ทั่วประเทศ เปิดให้เข้าชมแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ โดยยกเว้นค่าธรรมเนียม พร้อมจัดบริการอำนวยความสะดวกและกิจกรรมส่งความสุขช่วงเทศกาลปีใหม่ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย เติมเต็มความสุข และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างยั่งยืน
วันที่ 25 ธันวาคม 2568 ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แถลงข่าว “ของขวัญปีใหม่ พ.ศ. 2569 ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” ภายใต้แนวคิด “ของขวัญจากธรรมชาติ… สะดวก ปลอดภัย ลดรายจ่าย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม“ ณ ห้อง Co-Working Space กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีฯ คณะผู้บริหารระดับสูงในสังกัดกระทรวงฯ และสื่อมวลชนเข้าร่วมรับฟัง
ดร.รวีวรรณ กล่าวว่า ของขวัญปีใหม่ 2569 ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นการดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลที่มุ่งช่วยลดค่าครองชีพ สร้างความสุข และยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน โดยของขวัญช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ทส. จะยกเว้นค่าธรรมเนียมเข้าชมแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2568 – 4 มกราคม 2569 ครอบคลุมอุทยานแห่งชาติ 133 แห่ง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและเขตห้ามล่าสัตว์ป่า 160 แห่ง ป่านันทนาการและป่าในเมือง 9 แห่ง สวนสัตว์ 7 แห่ง รวมถึงสวนพฤกษศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ ด้านทรัพยากรธรรมชาติ และศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ
อีกทั้ง จัดตั้งศูนย์บริการประชาชนทั่วประเทศ ณ หน่วยงานในสังกัด ทส. เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว อาทิ จุดพักรถ บริการเครื่องดื่ม ห้องน้ำและห้องสุขา ลานกางเต็นท์ จุดเช็กอินและแนะนำเส้นทางท่องเที่ยว พร้อมกิจกรรมส่งความสุขปีใหม่ การตรวจสภาพรถฟรี การตรวจสอบเพชร–พลอยฟรี รวมถึงกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การแจกกล้าไม้รักษ์โลก วอลเปเปอร์ลดโลกร้อน การแยกขยะรีไซเคิล และการปรับปรุงคุณภาพน้ำ เพื่อสร้างจิตสำนึกการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ
นอกจากนี้ ยังมอบโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในระยะยาว อาทิ การจัดที่ดินทำกินแก่ประชาชนกว่า 8.6 ล้านไร่ และจัดที่อยู่อาศัยให้แก่ 295 ชุมชน การพัฒนาและฟื้นฟูแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร ครอบคลุมพื้นที่เกษตรน้ำฝน 59 จังหวัด การส่งเสริมองค์ความรู้ด้านทรัพยากรธรรมชาติผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และกิจกรรม Fun & Learning รวมถึงการเสริมความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยวทางทะเลด้วยระบบแจ้งเตือนภัย Marine Warning
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเยี่ยมชมและใช้บริการของขวัญปีใหม่ 2569 ที่ ทส. ตั้งใจสร้างความสุขให้กับพี่น้องประชาชน ท่องเที่ยวธรรมชาติอย่างมีความรับผิดชอบ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เพื่อรักษาทรัพยากรที่สวยงามให้อยู่คู่กับประเทศไทยตลอดไป
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”





กรมลดโลกร้อน สร้าง Node การศึกษาเสริมพลังการดำเนินงาน CC

           กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมจัดประชุมเชิงปฏิบัติการสนับสนุนและแลกเปลี่ยนประเด็นการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเชิงพื้นที่ ระหว่างวันที่ 22-24 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมเดอะบาซาร์ แบงค็อก กรุงเทพฯ โดยมีนายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานพิธีเปิด และ นางสาวอุมา ศรีสุข ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้กล่าวรายงาน การประชุมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และกำหนดทิศทางการดำเนินงานร่วมกันระหว่างกรมกับสถานศึกษา เพื่อเป็น Node ช่วยขับเคลื่อนงานในพื้นที่ ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้ประกอบด้วย การบรรยาย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และกิจกรรมกลุ่มเชิงปฏิบัติการ เพื่อช่วยเสริมสร้างความร่วมมือในการทำงานผ่านกระบวนการ Climate NetCap และยกระดับฐานข้อมูลการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเชิงพื้นที่ ให้เกิดความสะดวกในการใช้งานและเกิดความยั่งยืนต่อไป โดยมี ดร.นงรัตน์ อิสโร นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการพิเศษ และ รศ.ดร.แสงดาว วงศ์สาย อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นวิทยากรกระบวนการ และมีผู้เข้าร่วมประชุมจำนวน 50 คน
     “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”




กรมลดโลกร้อน ร่วมศึกษาดูงาน Huawei Lianqiuhu Research and Development Center ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน

                เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายบรรณรักษ์ เสริมทอง เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายชยงค์ บริสุทธิ์สวัสดิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานเทคโนโลยีคาร์บอนโซลูชั่น และการเติบโตอย่างยั่งยืน บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยนายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก นายกิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ และเจ้าหน้าที่ สส. สผ. และ ปตท.สผ. ได้เข้าร่วมศึกษาดูงานช่วงบ่าย ณ Huawei Lianqiuhu Research and Development Center ศูนย์ R&D ขนาดใหญ่ของ Huawei Technologies มีการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล การพัฒนาซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีขั้นสูง การพัฒนา Digital Solution ในธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระบวนการวัดคลื่นไหวสะเทือน (Seismic Processing in Intelligent oil and gas) การนำ AI มาใช้ในกระบวนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน รวมทั้งการจัดการพลังงาน และบริษัทได้พัฒนาเทคโนโลยี Digital Twin เพื่อการจัดการเมือง (Smart City) ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยให้เมืองสามารถจัดการสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดจนลดความลดเสี่ยงจากพิบัติภัยได้อย่างแม่นยำ ทั้งนี้ บริษัทมีเป้าหมาย Net Zero ในปี 2040 โดยใช้ 5 Strategic Pillars ได้แก่ Renewable Energy, Energy Efficiency, Green Products, Supply Chain และ Digital Innovation นอกจากนี้ บริษัท China Petroleum Pipeline Engineering (CCP) ได้นำเสนอ Digital Solution สำหรับเทคโนโลยี CCUS ซึ่ง CCP มีประสบการณ์ในการดำเนินโครงการทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จและสร้างความเชื่อมั่นในการนำเทคโนโลยี CCUS มาใช้เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนในอุตสาหกรรมปิโตรเลียม
         “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน



Thailand Pavilion @ COP30 เปิดเวทีเสวนา NbS และการออกแบบ สร้างความเท่าเทียมและเสริมความยืดหยุ่นเมือง

           เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2568 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และภาคีเครือข่าย ได้เปิดเวทีเสวนาใน Thailand Pavilion @ COP30 ณ เมืองเบเล็ง สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล ซึ่งวันนี้มีหัวข้อเสวนาที่น่าสนใจหลายหัวข้อ
           ช่วงเช้าเวลา 11.00 น. (เวลาบราซิล) เปิดเวทีในหัวข้อ “Undoing the Damage, The Retrofit Urban Revolution with Nature: Action Pathways for Livable, Thriving, and Resilient Cities โดยมีตัวแทนผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านสังคมเมืองและภูมิสถาปนิก มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์และบทบาทหน้าที่ของแต่ละบุคคล ในการร่วมกันแก้ไขความเสียหาย การปฏิวัติสังคมเมืองที่ปรับปรุงใหม่ด้วยธรรมชาติ และแนวทางการปฏิบัติเพื่อเมืองที่น่าอยู่และยืดหยุ่นทางด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีการยกตัวอย่างกรณีศึกษาจากประเทศสิงคโปร์ และสหรัฐอเมริกา ในการเปลี่ยนผ่านจาก grey infrastructure ไปสู่ green infrastructure อย่างมีนัยสำคัญ เพื่อสามารถพิจารณาปรับใช้ได้ตามความเหมาะสมของบริบทของประเทศไทย และสะท้อน “หากผู้มีอำนาจในบ้านเมืองสามารถจ้างสถาปนิกมาออกแบบที่พักอาศัยของตนเองได้ พวกเขาก็ย่อมควรที่จะจ้างภูมิสถาปนิกมาออกแบบเมืองของพวกเราทุกคนได้เช่นกัน”
ในชุมชนหรือเมืองเปราะบาง เช่น Kibera (Nairobi) และ Villa 20 (Buenos Aires) ที่ชาวบ้านร่วมกันปรับปรุงพื้นที่ด้วยพืชพื้นถิ่นและโครงสร้างสีเขียวขนาดเล็ก ช่วยลดความร้อน ปรับปรุงคุณภาพอากาศ และสร้างความสามัคคีในชุมชน แสดงให้เห็นว่า Nature-based Solutions (NbS) สามารถขับเคลื่อนจากชุมชนได้จริง และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายเมืองที่ยั่งยืน รวมทั้งพื้นที่สาธารณะสีเขียว คือ แนวทาง NbS ที่สร้างความเท่าเทียมและเสริมความยืดหยุ่นเมือง ช่วยควบคุมน้ำท่วม ปรับปรุงคุณภาพอากาศ ดูดซับคาร์บอน และเพิ่มสุขภาวะของประชาชน ลงทุนเพียง 1 ดอลลาร์สามารถให้ผลประโยชน์ทางสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมมากกว่า 4–10 เท่า โดยสิงคโปร์เป็นตัวอย่างในการวางแผนเมืองในระยะยาวเพื่อมุ่งสู่ “City in Nature” โดยผสานแนวทาง NbS ในการจัดการน้ำท่วม การขยายพื้นที่สีเขียวและทางเชื่อมสวนสาธารณะ ภายใต้ SG Green Plan 2030 เพื่อสร้างเมืองที่ น่าอยู่ ยืดหยุ่น และยั่งยืน ด้วยการวางแผนบูรณาการระยะ 40–50 ปี
ช่วงบ่ายเริ่มการเสวนาในหัวข้อ ““Nature at Work: Advancing Climate Resilience through Ecosystem-Based Solutions” โดยมีตัวแทนผู้ทรงคุณวุฒิในวงการภูมิสถาปนิกจากประเทศแคนาดาและบราซิล รวมถึงตัวแทนจากภาคหน่วยงานราชการไทย มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ เสวนาในการใช้แนวทางธรรมชาติ ผ่านระบบนิเวศที่สมดุลและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ พร้อมทั้งตอกย้ำถึงความสำคัญในการบูรณาการระหว่างหลากหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายทางด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกัน เน้นย้ำ “ธรรมชาติจะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ก็ต่อเมื่อเราทำงานร่วมกับธรรมชาติเช่นกัน นอกจากนี้ ธรรมชาติไม่ใช่เรื่องของค่าใช้จ่าย หากแต่มันคือการลงทุนที่สำคัญ”
“การออกแบบเมืองอย่างยั่งยืน” ต้องอาศัย วิทยาศาสตร์และธรรมชาติร่วมกัน โดยใช้ระบบนิเวศเป็นพื้นฐานของการออกแบบ สร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพและคุณภาพสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเชื่อมโยงกับเป้าหมายด้านภูมิอากาศและเศรษฐกิจสีเขียว
ตัวอย่างแนวทาง Ecosystem-Based Adaptation (EbA) ของประเทศไทย โดยบูรณาการธรรมชาติ ข้อมูล และชุมชน เพื่อเสริมความยืดหยุ่นด้านน้ำในลุ่มน้ำชายฝั่งตะวันออก ผ่านการประเมิน CRVA และร่วมออกแบบมาตรการ 11 ด้านกับชุมชน ผลลัพธ์ช่วยลดความเสี่ยงน้ำท่วม-แล้ง เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ และยกระดับสู่แผนแม่บทลุ่มน้ำ 22 แห่ง ธรรมชาติถูกมองเป็น “การลงทุน” เพื่อความยั่งยืน ไม่ใช่ต้นทุน
สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของการประชุม COP 30 และความเคลื่อนไหวใน Thailand Pavilion ได้ทาง Facebook กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้ทุกวันตลอดการประชุม
       “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”




สุชาติ ชง ครม. ไฟเขียว ร่าง กฎหมายโลกร้อน ยกระดับประเทศไทยสร้างเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เสริมภูมิคุ้มกันรับมือโลกเดือดอย่างยั่งยืน

           วันที่ 2 ธันวาคม 2568 นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบต่อหลักการของร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ซึ่งเป็นการวางรากฐานทางกฎหมายที่สำคัญฉบับแรกของไทยในการจัดการปัญหาโลกร้อนร่วมกับนานาชาติ ผ่านการสร้างกลไกบริหารจัดการผลกระทบของสภาพภูมิอากาศรุนแรงของภาครัฐร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างเป็นทางการ รวมถึงการพัฒนาขีดความสามารถทางการค้ารูปแบบคาร์บอนต่ำของไทยให้สอดคล้องกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2093 (Net Zero 2050) ในเวทีโลก ส่งผลให้ไทยมีเครื่องมือและโอกาสในการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ประเทศชาติและประชาชนเพื่อต่อสู้กับผลกระทบจากปัญหาโลกร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
นายสุชาติ กล่าวต่อว่า ร่างพระราชบัญญัติฯ มีบทบัญญัติ 14 หมวด 205 มาตรา และบทเฉพาะกาลซึ่งต้องเร่งรัดการดำเนินงานตามข้อสั่งการและนโยบายรัฐบาลของ นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยจะเร่งผลักดันกฎหมายเพื่อจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว เพื่อให้ไทยมีเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อผลกระทบจากสภาพอากาศที่รุนแรงโดยประชาชนและภาคเอกชนจะมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายและแผน ขับเคลื่อนการดำเนินงาน ตลอดจนนำกลไกราคาคาร์บอน ทั้งการจัดสรรสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) การปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน หรือ CBAM ภาษีคาร์บอน และคาร์บอนเครดิต มาใช้อย่างสมดุล รวมถึงการเร่งสนับสนุนทางการเงินผ่านกองทุนภูมิอากาศ เพื่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจสำหรับการลงทุนทั้งจากภาครัฐและเอกชนเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและลดผลกระทบจากความสูญเสียและเสียหายในภาพรวม รวมทั้งสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านระบบเศรษฐกิจให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับต่ำจนมีความสามารถแข่งขันทางการค้าในระดับนานาชาติได้
ทั้งนี้ ร่างพระราชบัญญัติฯ ได้ออกแบบให้มีการบังคับและสนับสนุนให้ดำเนินการอย่างสมดุลเพื่อให้ก่อประโยชน์แก่ทุกภาคส่วนอย่างสูงสุด โดยได้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน จึงมั่นได้ใจว่าร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้จะเข้าสู่การพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจนแล้วเสร็จโดยเร็ว ก่อนเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาร่างกฎหมายของรัฐสภาเพื่อให้สามารถไปสู่การบังคับใช้ได้อย่างเร่งด่วนต่อไป
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”